แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1270


    ครั้งที่ ๑๒๗๐


    สาระสำคัญ

    ศึกษาธรรมเพื่อรู้ว่าสภาพธรรมทั้งหลายไม่ใช่เรา

    นามธรรมที่คิด ไม่ใช่เราคิด

    เรื่องของปฏิสนธิจิต


    ที่ห้องประชุมตึกสภาการศึกษา มหามกุฏราชวิทยาลัย

    วันอาทิตย์ที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๒๖


    ถ. สมมติว่าเราศึกษา ...

    สุ. ให้รู้ว่าไม่ใช่เรา

    ถ. เราก็รู้ว่า สภาพต่างๆ เช่น โลภะ โทสะ โมหะ แยกไปคนละอย่างๆ และเราไม่เคยเรียนรู้เลยว่า ง่วงนอนเป็นสภาพอย่างไร อยู่มาวันหนึ่ง เราเกิดมีสติระลึกสภาพง่วงนอน และเราแยกออกไปว่า เป็นสภาพอีกอย่างหนึ่ง โดยที่เราไม่ได้ศึกษาและฟังมาก่อน จะเป็นไปได้ไหม อย่างผมเคยฟังธรรมมาว่า จะต้องระลึกว่า จิตเรามีโลภะ หรือโทสะ หรือโมหะ ก็ลองทำดู ตามระลึกรู้โลภะ โทสะ โมหะ มีอยู่ครั้งหนึ่งระลึกที่ตา ที่หู นึกขึ้นมาว่า ตาเราก็รับรู้รูป ซึ่งแยกต่างหากจากโลภะ โทสะ โมหะ ทำไมพวกนี้เขาไม่จับมารู้ด้วย ทั้งที่ผมไม่เคยฟังมาก่อน จะถือว่าเป็นการรู้โดยที่ไม่ได้ศึกษามาก่อนหรือเปล่า

    สุ. วิธีที่กล่าวนี้ ง่ายหรือยาก ที่ทำนี่

    ถ. หมายความว่าอย่างไร

    สุ. ที่ท่านผู้ฟังปฏิบัติ จนกระทั่งได้ผลอย่างนี้ เป็นวิธีที่ยากหรือง่าย

    ถ. ตอนที่ทำ ตอนแรกยาก นาน แต่ตอนที่จะรู้นี่ ...

    สุ. ที่ว่ายากนั้น ยากอย่างไร

    ถ. ยาก เพราะตอนนั้นเราไม่เข้าใจว่า เราจะจับดูอะไร ตรงไหน อีกอย่างเราไปฝืนความรู้สึกว่า เราจะต้องดูโลภะ โทสะ โมหะ อย่างเดียว คือ เราก็ฝืนๆ บังคับ แต่เวลาที่จะรู้สิ่งที่เกิดง่ายๆ ก็รู้ขึ้นมา

    สุ. เพราะฉะนั้น ไม่ว่าตอนต้นจะยาก ตอนหลังจะง่าย ก็คือเรา ใช่ไหม

    ถ. ใช่

    สุ. ก็ไม่ใช่หนทางที่จะเจริญปัญญา ที่จะรู้ว่าสภาพธรรมทุกอย่าง ไม่ใช่เรา นี่คือความต่างกันของการที่ทำตามคำสั่งหรือคำบอกเล่า กับการอบรมเจริญปัญญาให้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมว่าเป็นอนัตตา ซึ่งสัมมาสติจะต่างกับขณะที่เราทำอยู่ตลอดเวลา คือ เมื่อได้รับคำบอกเล่าให้ทำอย่างนี้ เราก็ทำตามที่ถูกบอก และก็ทำตามไปอีก ทำตามไปอีก ก็เป็นเรื่องของการทำตาม เวลาที่ผลเกิดขึ้นก็คิดว่า นี่คือผล แต่ทั้งหมดนั้นคือเรา ไม่ใช่สัมมาสติที่ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามปกติ

    สามารถแยกข้อปฏิบัติที่ต่างกันได้ไหม ข้อปฏิบัติซึ่งทำ กับข้อปฏิบัติซึ่งเข้าใจและสติเกิดทำกิจของสติ ไม่ใช่เราทำ

    ท่านผู้ฟังมีความรู้สึกว่า ท่านผู้ฟังต้องทำ ใช่ไหม บางครั้งตอนแรกๆ ใหม่ๆ ทำยาก ต้องบังคับบ้าง อะไรบ้าง ก็เราทั้งนั้น ใช่ไหม ที่กำลังบังคับ ที่กำลังทำ

    นี่คือความต่างกันของข้อปฏิบัติซึ่งเป็นการทำ กับข้อปฏิบัติซึ่งเป็นมรรคมี องค์ ๘ ซึ่งตามปกติเมื่อไม่ใช่โลกุตตรจิต ก็เป็นมรรคมีองค์ ๕ เกิดขึ้นกระทำกิจของมรรคนั้นๆ เช่น สัมมาสติ เกิดขึ้นกระทำกิจระลึกรู้ ไม่ใช่เรา เวลาที่สัมมาสติเกิดขึ้นกระทำกิจระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง ในขณะนั้นไม่ใช่เรากำลังทำตามที่มีคนบอกให้เราทำ

    ถ. ระยะหลัง เข้าใจครั้งหนึ่งแล้ว ตอนหลังไม่ต้องไปนั่งคอยพะวงให้เกิด เพียงแต่ว่าผมศึกษา พยายามอ่านธรรมมากๆ บางอย่างก็ตรงกับสภาพที่ระลึกรู้ขึ้นมา แค่นั้นเอง

    สุ. ระลึกที่ไหน

    ถ. อย่างได้ยินเสียง ก็ระลึกรู้ว่าได้ยิน ขณะนั้นไม่ได้ไปสนใจว่าคืออะไรเพียงระลึกขึ้นมาและรู้ว่า ขณะที่ได้ยินเป็นขณะที่แยกต่างหากไปจากขณะที่เรากำลังคิดนึก

    สุ. ความเป็นตัวตนยังแอบแฝงอยู่หรือเปล่าในขณะนั้น

    ถ. ตามความรู้สึกของผม ขณะนั้นช่วงที่ได้ยิน ความเป็นตัวตนไม่มี

    สุ. ถ้าไม่มี หมายความว่าจะต้องเริ่มศึกษา ค่อยๆ รู้ลักษณะที่เป็นสภาพรู้ ไม่ใช่ปล่อยไปเฉยๆ เพราะเวลาที่รู้ว่าจิตเป็นสภาพรู้ โดยตำราที่อ่าน รู้ในขณะที่กำลังอ่าน แต่ในขณะที่ได้ยินเกิดขึ้น ขณะนั้นมีอธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขาหรือเปล่า เพราะเหตุว่าไม่ใช่ให้ปล่อยไป แต่จะต้องมีอธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา คือ ศึกษาในขณะที่สติกำลังระลึกที่ลักษณะของนามธรรมหรือรูปธรรมเพื่อความรู้จะได้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ว่าปล่อยไปและคิดว่ารู้แล้วจากการศึกษา ถ้าเป็นอย่างนั้น จะเอาความรู้จากการฟังและการอ่านมารวมกับขณะที่สติเกิด แต่ไม่ใช่ความรู้พร้อมสติที่ระลึกลักษณะของสภาพธรรม

    ถ. การเจริญสติ คือ การระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมต่างๆ ที่กำลังปรากฏ ใช่ไหม

    สุ. สติกระทำกิจของสติ คือ ระลึกที่ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ

    ถ. โดยไม่ต้องรู้ว่าเป็นรูปอะไร เป็นนาม เป็นจิตเจตสิกประเภทไหน ใช่ไหม

    สุ. ไม่ต้องนึกถึงชื่อ เพราะลักษณะของสภาพนั้นกำลังปรากฏ เช่น กลิ่นกำลังปรากฏ ต้องบอกว่านี่ชื่อกลิ่นหรือเปล่า ในเมื่อเป็นกลิ่น และสติระลึกที่กลิ่น หรือสติระลึกที่สภาพที่กำลังรู้กลิ่น

    ถ. แต่ตามความเป็นจริงอดคิดไม่ได้ อย่างเวลามีมานะ ก็อดคิดไม่ได้ว่า นี่มานะกำลังเกิดขึ้น

    สุ. ไม่มีใครห้ามว่า ไม่ให้คิด อย่าลืม การอบรมเจริญสติปัฏฐานไม่ได้ห้ามคิด ถ้าใครคิดจะห้าม ยับยั้งไม่ให้คิด นั่นไม่ใช่สติปัฏฐาน

    ถ. ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น มีสติหรือเปล่า

    สุ. สติสามารถระลึกได้ว่า ขณะคิด เป็นสภาพคิด ไม่ใช่เราที่คิด เป็นนามธรรมชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นรู้เรื่อง รู้คำที่คิด เพราะว่าจิตเห็นคิดไม่ได้ จิตได้ยินคิดไม่ได้ จิตคิดไม่เห็น จิตคิดไม่ได้ยิน แต่จิตคิดกำลังรู้คำ รู้เรื่องที่กำลังคิด

    ถ. รู้สึกว่าการเจริญสติคงไม่ยาก เพราะสิ่งต่างๆ ลักษณะน้อย เหมือนกัน อย่างรูปทั้งหมดมีลักษณะเหมือนกัน ใช่ไหม

    สุ. รูปที่ปรากฏทางตามีลักษณะเดียว คือ สามารถจะปรากฏทางตาได้

    ถ. รูปที่ปรากฏทางกาย ก็เหมือนกันหมด ไม่ว่าเย็น ร้อน อ่อน แข็ง คือ ปรากฏให้รู้ได้ทางกาย

    สุ. ใช่ มีแค่ ๖ ใช่ไหม และไม่ยากด้วย เกิดบ่อยๆ นั่นแหละที่สำคัญที่สุด ต้องมีปัจจัยที่จะให้สติเกิดระลึกได้บ่อยๆ เนืองๆ

    ถ. ปัญหาอยู่ตรงที่เรื่องคิด จะเลยไปถึงเรื่องที่เรียนรู้มา จะคิดเรื่อยเปื่อยไป สติก็หมดตอนนั้น

    สุ. ถ้ารู้ว่าเป็นนามธรรม ไม่ใช่เราที่กำลังคิด จะไม่เดือดร้อน แต่เพราะยังไม่รู้ว่าเป็นนามธรรมที่คิด ยังเป็นเราคิดต่างหากที่เดือดร้อน แต่ถ้ารู้จริงๆ ว่า ไม่ว่าจะคิดอะไรทั้งนั้น คือ นามธรรมนั่นเองที่กำลังคิด ไม่ใช่นามธรรมที่เห็น ไม่ใช่นามธรรมที่ได้ยิน และประเดี๋ยวนามธรรมก็คิด ก็คือนามธรรมชนิดหนึ่งที่คิด และก็ดับหมดไป

    ถ้าละเยื่อใยการยึดถือนามธรรมที่คิดว่าเป็นตัวตนออกได้ ก็ไม่เดือดร้อน ไม่ว่านามธรรมหนึ่งนามธรรมใดจะเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยก็คือนามธรรมเท่านั้นเอง เกิดขึ้นและดับไป เหมือนกันหมด นี่เป็นเหตุที่จะต้องระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมทั่วทั้ง ๖ ทาง เพื่อละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่า เป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ถ้ายังไม่ทั่ว ย่อมมีการยึดถือสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดว่าเป็นเรา

    ถ. การไม่ยึดถือสภาพธรรม นี่คือปัญญาที่เกิดจากการเจริญสติ ใช่ไหม

    สุ. ใช่ เป็นหนทางเดียว

    ถ. ถ้ายังไม่ถึงขั้นที่จะละจะคลาย เรียกว่ามีปัญญาหรือยัง

    สุ. ค่อยๆ อบรมไป

    ถ. ไม่รู้สึกว่ามีปัญญาเกิด

    สุ. รู้สึกได้อย่างไร เวลาจับด้ามมีด ด้ามมีดวันหนึ่งต้องสึกแน่เพราะการจับ แต่ในขณะที่จับรู้ไหมว่าด้ามมีดกำลังสึก ฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้โดยชัดเจนว่า อาศัยสติเป็นหนทางเดียว ที่เกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏบ่อยๆ เนืองๆ เท่านั้น ไม่มีหนทางอื่นเลย

    ก่อนบรรยายได้สนทนากับท่านผู้ฟัง มีท่านผู้ฟังบอกว่า ท่านจะใช้สติอย่างไร เมื่อไร จะใช้ปัญญาเมื่อไร อย่างไร ทำสมถะก่อนและจะใช้สติปัฏฐานตอนนั้นตอนนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ว่าท่านมีแล้วจะใช้ ยังไม่มีอะไรทั้งนั้น และจะใช้ได้อย่างไร

    ถ้าบอกให้ใช้สติ ใครมีสติแล้วมากๆ ที่จะใช้บ้าง บอกให้ใช้ปัญญา ใครมีปัญญาแล้วมากๆ ที่จะเอามาใช้บ้าง จะเอาสติที่ไหนมาใช้ จะเอาปัญญาที่ไหนมาใช้ในเมื่อไม่มี สติและปัญญาก็ต้องค่อยๆ อบรมจนเจริญขึ้น เกิดขึ้น จึงมี ไม่ใช่ว่า ทุกคนมีแล้วแต่ไม่เอามาใช้

    คราวก่อนเป็นเรื่องของปฏิสนธิจิต ซึ่งเป็นจิตที่สำคัญ เพราะหลังจากจุติจิตของชาตินี้แล้ว ปฏิสนธิจิตจะต้องเกิดต่อ จึงควรจะเข้าใจในเรื่องของปฏิสนธิจิตว่า เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

    มหากุศลจิตมี ๘ ดวง ทำให้กุศลวิบากทำกิจปฏิสนธิได้ ๙ ดวง ซึ่งความสมบูรณ์พรั่งพร้อมด้วยลาภ ยศ สกุล เกียรติ ชื่อเสียง บริวาร ก็ต่างกันไปตาม ผลของกรรม

    อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากทำกิจปฏิสนธิในภูมิมนุษย์และสวรรค์ชั้นต่ำคือ ชั้นจาตุมหาราชิกาได้ แสดงว่าเป็นผลของกุศลอย่างอ่อน จึงไม่ประกอบด้วย โสมนัสเวทนา เพราะกุศลที่มีกำลังเท่านั้นที่จะประกอบด้วยโสมนัสเวทนา

    เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นผลของกุศลที่มีกำลัง จิตที่ปฏิสนธิก็ต้องเป็นมหาวิบาก และเมื่ออุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากเป็นผลของกุศลอย่างอ่อนที่สุด อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากจึงทำกิจปฏิสนธิ ไม่ใช่โสมนัสสันตีรณะ

    ถ. คนปัญญาอ่อนเกิดเพราะจิตดวงนี้ด้วยหรือเปล่า

    สุ. ไม่รู้เรื่องอะไร ใช่ไหม ก็ต้องเป็นปฏิสนธิด้วยอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก แม้ผู้ที่ไม่ได้ปฏิสนธิด้วยอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก แต่ไม่ค่อยจะฉลาดก็มี ใช่ไหม ผู้ที่พรั่งพร้อมด้วยยศศักดิ์ บริวาร โภคสมบัติต่างๆ เป็นเศรษฐีมั่งมี แต่ว่าขาดปัญญา เพราะไม่ใช่ผลของกรรมซึ่งเนื่องกับปัญญา เพราะฉะนั้น เวลาที่มหาวิบากทำกิจปฏิสนธิ จึงเป็นมหาวิบากประเภทญาณวิปปยุตต์ คือ ไม่ประกอบด้วยปัญญา

    แม้แต่ผู้ที่ปฏิสนธิด้วยมหาวิบากญาณวิปปยุตต์ ก็ยังปัญญาน้อย ไม่สามารถเข้าใจธรรมได้แจ่มแจ้ง ไม่สามารถรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ ไม่สามารถอบรมเจริญความสงบถึงขั้นฌานจิตได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ปฏิสนธิด้วยอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากซึ่งเป็นผลของกุศลที่อ่อนกว่านั้นอีก ก็จะต้องเป็นผู้ที่นอกจากเป็นผู้ที่พิการตั้งแต่กำเนิด ก็ ยังเป็นผู้ที่โง่เขลา ไม่ฉลาด หรือว่าไม่สามารถที่จะเข้าใจเรื่องราวอะไรได้ที่ใช้คำว่า ปัญญาอ่อนก็ได้

    ถ. อย่างเราๆ ที่ปฏิสนธิมาจากมหากุศล จะทราบได้ไหมว่า เราปฏิสนธิมาจากมหาวิบากดวงไหน

    สุ. ไม่มีทาง มหาวิบากมี ๘ ดวง ซึ่ง ๔ ดวงประกอบด้วยปัญญา อีก ๔ ดวงไม่ประกอบด้วยปัญญา ถ้าเป็นผู้ที่เฉลียวฉลาดในทางโลก เป็นมหาวิบากญาณวิปปยุตต์ก็ได้ที่ทำกิจปฏิสนธิ เพราะผู้ที่เฉลียวฉลาดในทางโลก อาจจะไม่เข้าใจพระธรรมเลย หรืออาจจะเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนไปก็ได้ แต่ผู้ที่สามารถเข้าใจพระธรรม เข้าใจสภาพธรรม เหตุผลถูกต้องตามความเป็นจริงได้ ก็อาจจะสันนิษฐานหรือ ประมาณได้ว่า เป็นผู้ที่ปฏิสนธิด้วยมหาวิบากญานสัมปยุตต์ดวงหนึ่งดวงใดใน ๔ ดวง แต่ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ว่า เป็นดวงไหนใน ๔ ดวง

    ถ. ถ้าเราศึกษาธรรมมากๆ และมีความรู้ในธรรมมากๆ ขณะที่กำลังจะจุติและปฏิสนธิ ถ้าเรามีปัญญามาก เราจะรู้ได้ทันทีไหมว่า เราจะปฏิสนธิด้วย มหากุศลดวงใด

    สุ. ดวงใด นี่ยาก ที่จะรู้ว่าปฏิสนธิด้วยจิตดวงหนึ่งดวงใดใน ๔ ดวง หรือใน ๘ ดวง

    เวลาที่ใกล้จะจุติ คือ ก่อนจะตาย จะมีใครรู้ล่วงหน้าไหมว่า เป็นขณะไหน เพราะมักจะมีคำถามเสมอว่า ก่อนตายจะทำอย่างไรดี จะเตรียมตัวเฉพาะตอนจะตาย เข้าใจว่าสามารถจะทำได้ ถ้าสามารถจะทำตอนตายได้ ก็ทำเสียตอนนี้ไม่ดีหรือ ทำไมจะต้องคอย ตอนนี้ผลัดไป ไม่ทำๆ และจะไปทำตอนจะตาย ถ้าขณะนี้ทำไม่ได้ ตอนตายจะทำได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้น ถ้าต้องการให้กุศลประเภทไหนเกิด ต้องสะสมกุศลประเภทนั้นๆ ตั้งแต่ยังไม่ตาย เช่น ถ้าต้องการให้ปฏิสนธิจิตเป็นญาณสัมปยุตต์ ประกอบด้วยปัญญา จะต้องอบรมเจริญกุศลซึ่งเป็นไปในการศึกษาธรรม ให้ประกอบด้วยปัญญา เป็นปัจจัยทำให้มหาวิบากญาณสัมปยุตต์สามารถจะเกิดได้ แต่ก็ต้องแล้วแต่กรรม ซึ่งเรื่องของกรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก

    ท่านผู้ฟังที่นั่งอยู่ในที่นี้ ไม่มีโอกาสทราบเลยว่า การที่ท่านเกิดมาเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้ เป็นผลของทานอะไร ในชาติไหน หรือเป็นผลของศีล หรือเป็นผลของการ ฟังธรรม การอบรมเจริญปัญญา และกุศลที่ได้ทำนั้นมีฉันทะเป็นอธิบดี หรือมีวิริยะเป็นอธิบดี หรือมีปัญญาเป็นอธิบดี ก็ไม่มีทางที่จะทราบได้ เพราะเป็นสิ่งที่หมดสิ้น ไปแล้ว

    แต่อย่าลืม ท่านที่มีสมบัติ ท่านหาที่เก็บสมบัติอย่างปลอดภัยที่สุด คิดว่า สมบัติของท่านจะเก็บไว้อย่างไรจึงจะปลอดภัยที่สุด แต่ไม่มีที่ไหนที่จะปลอดภัยเท่ากับที่ที่เก็บกรรม ปลอดภัยที่สุด เพราะเก็บอยู่ที่จิตทุกๆ ดวง ใครจะเอาไปไม่ได้เลย ลมไม่กระทบสัมผัส แดดไม่แผดเผา ไม่มีที่ไหนที่ปลอดภัยที่จะเก็บสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้เท่ากับที่เก็บของกรรม

    น่ากลัวไหม หรือว่าดีใจที่มีที่เก็บซึ่งปลอดภัยมาก อกุศลกรรมทั้งหมดที่ได้กระทำแล้ว ไม่มีทางหายสูญไปได้ หรือว่ากุศลกรรมก็เช่นเดียวกัน เก็บไว้อย่างปลอดภัยที่สุดในจิตทุกๆ ขณะ แต่ละขณะ

    ถ. อย่างมีความเพียร พยายามศึกษาธรรม พยายามเจริญสติ เรามีวิริยะมาศึกษาที่นี่ ซึ่งปกติเวลาทำการงานไม่มีสติเลย เพราะไม่มีความเข้าใจ อยู่ที่นี่รู้สึกว่าสติเกิดมากกว่า

    สุ. และจะทำอย่างไร

    ถ. ก็ศึกษา

    สุ. ขออนุโมทนา

    ถ. สงสัยเรื่องมหาวิบากและมหากุศล อย่างเราให้ทานและเกิดปีติ เช่น ตักบาตรและให้เป็นสังฆทาน เมื่อเราศึกษารู้เรื่องสังฆทานก็พยายามทำสังฆทาน ทั้งเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ทุกอย่าง จากการศึกษา ชาตินี้เรามีปัญญามากกว่าชาติก่อน ตามความเข้าใจของผม เพราะผมศึกษาเพิ่มมากขึ้นๆ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะไปเกิดในนรก ยังมีมากหรือเปล่า

    สุ. ควรที่จะเข้าใจเรื่องของกรรมจริงๆ เพราะท่านผู้ฟังอาจจะคิดถึงเฉพาะกรรมในชาตินี้ว่า ท่านพยายามขวนขวายหาทางที่จะปิดประตูอบาย ไม่ให้ไปสู่อบายภูมิภูมิหนึ่งภูมิใด แต่อย่าลืมว่า สังสารวัฏฏ์ยืดยาว ตราบใดที่ยังไม่รู้แจ้ง อริยสัจธรรมเป็นพระอริยบุคคล ย่อมมีกรรมหนึ่งกรรมใดที่ได้กระทำแล้วพร้อมด้วยปัจจัยที่จะให้เกิดในอบายภูมิเมื่อไรก็ได้

    สิ่งที่ควรจะคิด คือ ม้ากัณฐกะ ในชาติที่เป็นม้ากัณฐกะปฏิสนธิจิตเป็น อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก แต่กรรมที่ได้สะสมมาที่จะได้เป็นพระอริยบุคคล ต้องหลังจากที่ตายแล้วไปเกิดเป็นกัณฐกเทพบุตร และได้มาเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม กัณฐกเทพบุตรจึงรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระอริยบุคคล เพราะฉะนั้น ไม่มีใครรับรองในเรื่องของกรรมที่จะให้ผล ต้องแล้วแต่ว่าจะเป็นผลของกรรมใด

    แต่อาจิณณกรรม หรือกรรมที่ได้กระทำบ่อยๆ มากๆ เนืองๆ มีโอกาสที่จะให้ผลมากกว่ากรรมอื่น แต่ก็ต้องจัดลำดับของกรรมอีกว่า มีกรรมประเภทไหนที่จะให้ผลก่อน



    คำบรรยายคัดลอกจาก E-book
    แนวทางเจริญวิปัสสนา เล่ม ๑๒๗ ตอนที่ ๑๒๖๑ – ๑๒๗๐
    เรียบเรียงอักษรให้อยู่ในรูปแบบหนังสือ โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญครบถ้วน

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 88
    28 ธ.ค. 2564