ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๓

  
khampan.a
วันที่  23 ส.ค. 2569
หมายเลข  52990
อ่าน  306

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic00483866f1122435.jpg?v=1787237757

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

*ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๓*

pic000762621e30edb74.jpg?v=1787413773



~
คำที่มีค่า ควรที่เราจะไม่ลืมหรือไม่? นี่เป็นความเข้าใจของเราหลังจากที่ได้ฟัง คำของพระพุทธเจ้าทุกคำไม่ใช่สั่งให้เราทำ แต่แสดงความจริงให้เข้าใจ ส่วนใครจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่การสะสมของคนนั้น เพราะฉะนั้น เก็บไว้ในหทัยไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าสั่ง แต่สมควรหรือไม่ที่เราจะไม่ลืมว่าขณะนี้ไม่ใช่เรา เป็นธรรม ไม่ใช่มีใครสั่ง แต่เป็นความเข้าใจถูกต้องที่เห็นประโยชน์ แม้เราไม่ต้องพูดเลยว่าเก็บไว้ในหทัย แต่การเห็นประโยชน์และไม่ลืมนั่นคือเก็บไว้แล้ว (ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356)



~ ความไม่รู้ทำให้เกิดความติดข้อง ทำให้เกิดอกุศล ทำให้เกิดกิเลสมากมาย ทำให้เกิดความเห็นแก่ตัว แต่ความรู้ตรงกันข้าม เริ่มละความติดข้อง บุญกุศลทั้งหลายก็เจริญขึ้นเพราะไม่ติดข้อง เพราะรู้ความจริงว่าแต่ละอย่างเป็นเพียงธรรม ซึ่งดีหรือชั่วติดตามไปได้เท่านั้นเอง แต่ทรัพย์สมบัติหรืออย่างอื่นไม่สามารถจะติดตามไปได้เลย มีใครบ้างเกิดแล้วไม่ตาย ทั้งๆ รู้แล้วจะอยู่ไปโดยไม่รู้ต่อไป หรือว่ามีชีวิตอยู่เป็นประโยชน์เมื่อรู้ เมื่อเข้าใจความจริง ไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าในบรรดาสิ่งที่เกิดทั้งหมด ปัญญาประเสริฐสุด เพราะถ้ามีปัญญาไม่มีทุกข์เพราะรู้ความจริงว่าไม่มีเรา เพียงเกิดขึ้นแล้วดับไป
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353)



~ ขณะใดที่เจ็บปวด ไม่ใช่ว่าคนอื่นกระทำให้เลย แต่ว่ากรรมที่ได้กระทำไว้แล้วเป็นปัจจัยทำให้จิตซึ่งเป็นผลของกรรมคือวิบากจิตเกิดขึ้น รับรู้สิ่งที่กระทบกาย ถ้าเข้าใจในเรื่องของกรรมและผลของกรรม ก็ไม่มีเรา และไม่หวั่นไหว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าทุกข์เกิดขึ้นก็เพราะว่าได้กระทำกรรมแล้วในอดีตที่เป็นกรรมที่เป็นอกุศล ถ้าสุขเกิดขึ้น ก็เป็นผลของกรรมที่ได้ทำแล้วที่เป็นกุศล แต่ทั้งหมดก็ชั่วคราว ไม่ว่าเป็นกุศลวิบาก อกุศลวิบาก จิตทุกขณะเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 168)



~ วันหนึ่งๆ กุศลเกิดมากพอที่จะสังเกตหรือว่าอกุศลเกิดมากพอที่จะสังเกต ทางฝ่ายอกุศลย่อมหมักหมม สะสม ปรากฏเป็นสภาพธรรมที่เศร้าหมอง เพราะเกิดบ่อยและเกิดมาก ส่วนกุศลนั้นเกิดน้อยมาก ชั่วขณะที่คิดจะให้ทาน เพียงเห็นวัตถุทานที่น่าพอใจก็เกิดอกุศลแทนกุศลแล้ว ดังนั้น วันหนึ่งๆ การสะสมทางฝ่ายกุศลย่อมน้อยกว่า เพราะฉะนั้น การปรากฏก็ย่อมปรากฏความเศร้าหมองของอกุศลที่สะสมเป็นกิเลสขั้นต่างๆ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1030)



~ อนัตตาหมายความถึงสภาพธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่วัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นแต่เพียงสภาพที่มีลักษณะอย่างนั้นๆ แต่ละอย่าง อย่างสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นของจริง ไม่ปรากฏทางหู ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่น เป็นแต่เพียงสิ่งที่สามารถจะปรากฏทางตาเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1049)



~ จริงไหม คนที่กำลังเดือดร้อนเป็นปุถุชน ถ้าเป็นพระอริยบุคคล ความเดือดร้อนก็น้อยลงๆ แต่สำหรับปุถุชนเดือดร้อนมากจริงๆ เพราะอกุศล โลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ในวันหนึ่งๆ ขณะใดที่รู้สึกเดือดร้อนใจ ขณะนั้นให้ทราบว่าเป็นอกุศลธรรมและเพิ่มความเป็นปุถุชนผู้ที่หนาด้วยกิเลสให้มากขึ้น เพราะถ้าเป็นความเห็นถูก เป็นปัญญา ขณะนั้นจะไม่เดือดร้อน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1050)



~ เวลาที่กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยความต้องการ ด้วยความปรารถนา ด้วยความอยากได้ และได้รับความสำเร็จ ความสำเร็จนั้นไม่ใช่เพราะอกุศลจิต แต่วิบากที่เป็นกุศลวิบากทั้งหมด เป็นผลของกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้ว ไม่ใช่เป็นผลของโลภมูลจิตที่ปรารถนา ที่ต้องการ ที่อยากได้ในขณะที่กระทำนั้น เพราะฉะนั้น ต้องแยกเหตุกับผลให้ตรงจริงๆ จึงจะเป็นผู้ที่มั่นคงในเหตุ คือ การอบรมเจริญกุศล ซึ่งไม่ใช่โลภะที่จะนำมาซึ่งกุศลวิบาก
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1053)



*** ~ เวลาที่โลภะเกิดขึ้นขณะใดไม่บริจาค สละไม่ได้ ท่านผู้ฟังกลับไปบ้าน ดูเสื้อผ้าก็ได้ ของใช้ต่างๆ ก็ได้ บางอย่างไม่ได้ใช้ ไม่ได้ใส่ สละหรือเปล่า ทั้งๆ ที่อาจจะเก็บไว้เป็นเดือน เป็นปี เป็นหลายๆ ปี เวลาที่โลภะเกิดขึ้น อาการที่ปรากฏ คือ ไม่สละ***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1039)



~ ถ้าความเห็นใดย้อนหรือแย้งกับสภาพธรรมตามความเป็นจริง นั่นคือ มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด ถ้าคิดว่าเรามี ผิดหรือถูก? ก็ผิด นี่คือประโยชน์ของการที่จะพิจารณาสภาพธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดงเพื่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ความเข้าใจถูก เพราะถ้าไม่ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดง จะไม่มีใครสามารถที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงว่าเป็นอนัตตา ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1043)



~ เมื่อมีกายก็ต้องมีความทุกข์ซึ่งเกิดขึ้นเพราะกระทบสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยกาย เย็นบ้างร้อนบ้างเป็นของธรรมดา เมื่อมีกาย จะไม่กระทบกับเย็นหรือร้อนที่จะเกิดความทุกข์เป็นไปได้ไหม? ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าหลงลืม ไม่รู้ว่าขณะนั้นไม่ใช่ตัวตน เป็นวิบากจิต เป็นผลของกรรมซึ่งเกิดขึ้นรู้อารมณ์ที่กระทบกายและดับไป ถ้าไม่รู้อย่างนี้จริงๆ ย่อมเดือดร้อน ย่อมคร่ำครวญ ย่อมรำพัน ซึ่งในขณะนั้นหลงลืมสติ ไม่ได้รู้ว่าลักษณะที่ร้อนหรือว่าลักษณะที่เย็น ลักษณะของความรู้สึกซึ่งทุกข์ที่กาย ในขณะนั้น ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1045)



~ กุศลทุกประเภท ไม่ว่าการช่วยเหลือใครก็ตามสักเล็กน้อย เช่น การพูดคำที่ทำให้เขาสบายใจ ไม่พูดคำที่ทำให้เขาเสียใจ เดือดร้อน ขุ่นเคือง เศร้าหมอง เท่านี้ทำไม่ได้หรือ? แต่อกุศลจิตทำไม่ได้เพราะอกุศลจิตต้องร้าย ต้องทำสิ่งที่ไม่ดี แต่เมื่อสภาพธรรมที่ดีงามเกิดขึ้น สภาพของจิตที่ผ่องใสมีหรือที่จะไปพูดคำที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน? เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ขณะใดที่กุศลประเภทใดก็ตามแม้เพียงเล็กน้อยเกิดขึ้น ขณะนั้นต้องมีศรัทธา สภาพเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตทำให้ขณะนั้นเป็นสภาพที่ผ่องใส ตัวเองก็ผ่องใสและสภาพธรรมที่เกิดร่วมด้วยทั้งจิตและเจตสิกอื่นๆ ที่เกิดร่วมด้วยก็ผ่องใส นี่คือ ลักษณะของศรัทธา
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351)



~ สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง วิชาความรู้ ความก้าวหน้าในกิจการงาน แต่สภาพของจิตใจสำคัญที่สุด ถ้าเราไม่มีความเข้าใจธรรม ถึงแม้ว่าเราจะมีทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็ไม่สามารถที่จะช่วยให้เรามีความเจริญในการที่จะเป็นคนดี การเป็นคนดีถ้าไม่เริ่มตั้งแต่ในชาตินี้ ชาติต่อไปจะเป็นอย่างไร
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351)



~ ธรรมคืออะไร เท่านี้ ใครก็ตามที่เผินมากคิดว่ารู้ทุกคำที่ได้ยินแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่เลย ลองถามดู ธรรมที่ชาวพุทธไม่รู้จักก็คือเดี๋ยวนี้ สิ่งที่มีจริงทั้งหมดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ถ้าสิ่งนั้นไม่มีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้อะไร พระองค์ทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริงทั้งหมดไม่เหลือเลย โดยประการทั้งปวงถึงที่สุดที่ไม่มีใครสามารถที่จะสงสัยในคำของพระองค์และในสภาพธรรมที่พระองค์ตรัสแสดงถึงที่สุดได้

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352)



~ พึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อจะได้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งถ้าไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าคำสอนใดๆ ทั้งสิ้น ไม่สามารถที่จะทำให้เห็นถูกต้องตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น พึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อเข้าใจความจริงว่าเกิดแล้วตาย และไม่ใช่เรา ทั้งหมดเป็นธรรมซึ่งเกิด เป็นธรรมซึ่งมีชีวิตแต่ละหนึ่งขณะแล้วธรรมนั่นเองจากโลกนี้ไป แล้วก็เป็นปัจจัยให้ธรรมนั่นเองเกิดต่างๆ กันไปทุกขณะ ไม่ซ้ำกันเลยสักขณะเดียว
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360)



*** ~ หนึ่งชาติที่เกิดมาเป็นคนนี้แล้วจะเป็นคนนี้ได้อีกไม่นาน ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นคนนี้ได้อีกนานเท่าไร ต่อไปก็จะเป็นคนใหม่ โดยที่คนใหม่ก็มาจากคนนี้ คนนี้ทำอะไรไว้สืบเนื่องมาจากแสนโกฏิกัปป์ ก็จะปรุงแต่งให้ขณะต่อไปจากโลกนี้สู่โลกอื่นเป็นคนใหม่ และไม่รู้ว่ากรรมใดที่ได้ทำมาแล้วทั้งหมดจะให้ผล ดังนั้นเป็นสิ่งซึ่งไม่ละเว้นแต่ละโอกาส แต่ละขณะมีค่าอย่างยิ่งที่ได้เข้าใจพระธรรม เพราะถ้าไม่มีแต่ละหนึ่งขณะ ไม่มีทางที่จะเข้าใจพระธรรมเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ การฟังธรรมไม่ใช่เพื่ออะไรเลยแต่เพื่อเข้าใจ และการเข้าใจธรรมจะเป็นการรู้จักพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และรู้ว่าการบูชาพระองค์ก็คือด้วยความเข้าใจของแต่ละคน***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358)



~ ไม่มีอะไรที่ควรจะดูให้เข้าใจให้ถูกต้องยิ่งกว่าสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ แล้วจะมีคำไหนมาชวน มาเรียก นอกจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ ไม่ลืม ทุกคำให้มาดู ให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ มายาก กี่ปีที่ได้ฟัง บางคนบอก ๘ ปี บางคนบอก ๑๐ ปี ดูอะไร ไม่ใช่อื่นไกลเลย สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ซึ่งกำลังเรียกอยู่ตลอดเวลาด้วยคำของพระองค์
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367)



~ ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงความจริงซึ่งพิสูจน์ได้ทุกกาลสมัยว่า "สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามมีความเกิดขึ้น สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา" อะไรก็ตามที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย ได้ยินเดี๋ยวนี้ไม่ใช่ได้ยินเมื่อครู่นี้ เห็นเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เห็นเมื่อครู่นี้ เห็นเมื่อวานนี้ก็ไม่ใช่เห็นวันนี้ แต่ละหนึ่งขณะที่ผ่านไปจนกระทั่งปรากฏเป็นวันคืนต่างๆ เป็นวันนี้ เมื่อวานนี้ เป็นพรุ่งนี้ วันนี้คือเมื่อวานนี้ของพรุ่งนี้ใช่หรือไม่ ชาตินี้เป็นชาติก่อนของชาติหน้าใช่หรือไม่?
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380)



~ ธรรมเป็นธรรมจริงๆ ทุกอย่างเป็นธรรมทั้งหมด และก็เป็นอนัตตาด้วย นี่คือการเริ่มต้นที่จะรู้ความจริง เพราะเหตุว่าทุกคนเกิดแล้วต้องตาย ยับยั้งได้ไหม เพราะเป็นธรรม ธรรมต้องเป็นอย่างนี้ ธรรมเกิดแล้วต้องหมดไป ไม่มีใครสามารถที่จะให้ธรรมยั่งยืนได้เลย แต่ก่อนจากโลกนี้ไปแล้วไม่เคยเข้าใจธรรมเลย อวิชชาเต็มเพิ่มขึ้นทุกวัน กับมีโอกาสได้เข้าใจ เมื่อมีความเข้าใจมากขึ้น กิเลสลดน้อยลง ความทุกข์ความเสียใจจะน้อยไหม? เพราะรู้ว่าเป็นธรรมดา เพียงมีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาทั้งนั้น
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383)



*** ~ ปัญญาจะมองเห็นว่าขณะใดที่เป็นกุศลแม้เพียงเล็กน้อยก็อย่าข้าม ถ้าทิ้งโอกาสของกุศลก็เป็นโอกาสของอกุศล***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356)



*** ~ ปัญญาจะนำไปในการที่เห็นประโยชน์ของการที่มีชีวิตอยู่เพื่อความดี แต่ไม่พอ ต้องเข้าใจพระธรรม แล้วความดีนั้นก็จะเพิ่มขึ้น นำมาซึ่งประโยชน์ทั้งในชาตินี้และชาติต่อไป***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392)




ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๒


... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...

pic000762622b2b02339.jpg?v=1787413773


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
jaturong
วันที่ 23 ส.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

  
  ความคิดเห็นที่ 3  
  
JSung
วันที่ 23 ส.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ