ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๒

  
khampan.a
วันที่  16 ส.ค. 2569
หมายเลข  52948
อ่าน  336

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic0048386544b3c078.jpg?v=1786775073

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๒

pic000762619bb206b5e.jpg?v=1786810592



~
การศึกษาทุกอย่างไม่ว่าจะเรียนเรื่องอะไรก็เพื่อรู้เพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังเรียน เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง มีใครบ้างที่จะรู้และเข้าใจโดยไม่ศึกษา? ปริยัติคือพระพุทธพจน์แต่ละคำมีใครที่จะรู้โดยไม่ศึกษา แม้แต่คำว่า “ธรรม” ถ้าจะถามว่าคืออะไรสำหรับผู้ที่ไม่ศึกษาจะตอบได้ไหมว่าขณะนี้เป็นธรรม ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม และพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงก็ทรงแสดงความจริงของธรรมคือสิ่งที่มีจริงทั้งหมดโดยประการทั้งปวงเพื่อให้ผู้ที่ได้ฟังมีความเข้าใจที่มั่นคงเป็นสัจจญาณ ว่าขณะนี้เป็นธรรม ทุกอย่างเป็นธรรม ไม่มีใครสามารถที่จะเป็นเจ้าของหรือว่าทำให้เกิดขึ้นได้ บังคับบัญชาไม่ได้สักอย่างเดียว
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 692)



*** ~ ถ้ามีคนกล่าวว่า พูดเรื่องนามธรรมและรูปธรรมซ้ำซาก เพื่ออะไร? ทำไมต้องพูดแล้วพูดอีก เพราะเหตุว่าเห็นก็ไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา และไม่รู้ความจริงด้วยว่าแม้แต่เห็นก็เกิดเองไม่ได้ถ้าไม่มีสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาท จิตเห็นจะเกิดไม่ได้ เพียงแค่นี้เห็นว่าเป็นธรรมแล้ว ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ต้องมีสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาทแล้วจิตเห็นเกิดขึ้น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้จึงปรากฏให้เห็น นี่คือสิ่งซึ่งฟังไปแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจ ไม่ใช่ว่าพูดซ้ำซาก แต่ว่ารู้หรือยัง พูดเรื่องเห็นแต่ไม่รู้ พูดเพื่อให้รู้ แล้วรู้ หรือยัง ถ้ายังไม่รู้ควรพูดอีกไหม?***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 698)



~ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงแล้วทรงแสดงความจริง เมื่อใช้คำว่า “อนัตตา” ต้องเป็นไปตามปัจจัยบังคับบัญชาไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงทรงแสดงความจริงให้คนอื่นได้เข้าใจความจริงตลอดเวลาที่ยังไม่ปรินิพพาน เพราะเมื่อรู้ความจริงแล้วเปลี่ยนความจริงนั้นไม่ได้ การที่รู้ความจริงก็คลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราที่จะบังคับ ถ้าใครยังคิดจะบังคับขณะนั้นก็คือยังไม่ได้เข้าใจธรรมจริงๆ
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 699)



~ ได้ยินคำว่า “ธรรม” หรือได้ยินคำว่า “ปรมัตถธรรม” หมายความถึงธรรมที่มีจริงๆ มีลักษณะเฉพาะธรรมนั้นๆ ซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงลักษณะนั้นไม่ได้ ก็เห็นความสุขุมลุ่มลึกอย่างยิ่งซึ่งเป็นอภิธรรมของธรรมทั้งหมด เพราะฉะนั้น ถ้ารู้จักว่าธรรมคือขณะนี้ ก็รู้ว่าขณะนี้สิ่งนี้เกิดแล้วเป็นแล้วอย่างนี้ แล้วก็สามารถที่จะรู้ว่าใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้เมื่อมีปัจจัยที่สภาพธรรมเกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ก็เป็นอย่างนี้ แล้วก็ไม่ใช่มีใครจะไปดลบันดาลได้ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ทำให้สภาพธรรมนั้นๆ เกิดขึ้นเป็นไปโดยละเอียดยิ่งคืออภิธรรม
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 706)



*** ~ กรรมมีทางของกรรมที่จะให้ผลทั้งอกุศลกรรมและกุศลกรรม ซึ่งโดยมากเราจะเห็นทางอกุศลกรรม คือ มีเหตุการณ์แปลกๆ ประหลาดๆ เกิดขึ้น โดยที่ไม่น่าจะเกิดเลย แต่เมื่อกรรมที่ได้กระทำแล้วเป็นปัจจัย ก็ย่อมทำให้ผู้นั้นได้รับผลของอกุศลกรรมนั้น อย่างนั้นๆ เฉพาะตนๆ ฉันใด ทางฝ่ายกุศลก็ต้องเป็นอย่างนั้น***

(ที่มา :
แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1545)



~ ถ้าท่านเป็นเพื่อนแท้ของบุคคลใด ก็แสดงว่าท่านเป็นผู้ที่มีเมตตาต่อบุคคลนั้น และก็รู้ได้ว่าถ้าหวังร้ายต่อใครหรือว่ายินดีในความพินาศของใครในขณะใด ขณะนั้นท่านไม่ได้เจริญเมตตา ไม่ต้องไปแผ่ไปให้ไกลมาก เพียงแต่ผู้ที่ท่านรู้จักคุ้นเคยแล้วท่านเกิดความไม่พอใจในความเจริญของบุคคลนั้น หรือว่ายินดีในความพินาศของบุคคลนั้น ก็ชื่อว่าท่านไม่ได้เจริญเมตตาในขณะนั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1557)


*** ~ ถ้าเรารักตัวมาก เราอาจจะทำสิ่งที่ไม่ดีเลย ทำร้ายคนอื่นก็ได้เพราะความรักตัว ไม่มีความเมตตา แต่ถ้าเรามีความเป็นมิตร มีความเมตตาจริงๆ ก็คือหวังดี ทำร้ายคนที่เราหวังดีได้หรือไม่? ไม่ได้ เพราะฉะนั้นขณะที่ทำร้ายใคร ขณะนั้นไม่เมตตา***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1230)



~ บุคคลนี้ในชาตินี้เป็นอย่างไร ย่อมประจักษ์แจ้งกับตัวของท่านเองแล้วว่า ชาตินี้ท่านเป็นอย่างนี้ ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ มีการเห็น การได้ยิน การได้รับผลของกรรมที่เป็นกุศลวิบาก อกุศลวิบากอย่างไร แต่อีกไม่นานก็จะเป็นบุคคลอื่น พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1601)



~ สภาพธรรมทั้งหลายที่เคยยึดถือว่าเป็นเราหรือว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลในขณะนี้ เป็นสิ่งที่พึงน้อมจิตเข้าไปพิจารณา เพื่อให้รู้จริงว่าสภาพธรรมนั้นไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ตามที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงประจักษ์แจ้งแล้ว
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1591)



~ วันหนึ่งๆ ทุกข์เพราะความคิดที่เป็นอกุศล แต่หิริโอตตัปปะเป็นธรรมเครื่องคุ้มครองโลกที่จะทำให้ไม่เดือดร้อนทั้งกาย วาจา ใจ เพราะว่า หิริเป็นสภาพที่ละอายรังเกียจอกุศลธรรม และโอตตัปปะก็เป็นสภาพธรรมที่กลัวบาป กลัวอกุศลธรรม เพราะฉะนั้น ขณะใดที่กุศลจิตเกิด แม้ว่ากุศลจิตแต่ละครั้งที่เกิด ไม่มีใครสามารถรู้ลักษณะของโสภณเจตสิกแต่ละประเภทที่เกิดในขณะนั้นก็ตาม แต่เจตสิกที่เป็นโสภณสาธารณเจตสิกก็ต้องเกิดขึ้นกระทำกิจการงานของตน มิฉะนั้นขณะนั้นเป็นกุศลจิตไม่ได้

(ที่มา :
แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1569)



~ ถ้าเป็นคนที่ติดในรสอาหารและไม่สละให้บุคคลอื่นเลยและยังไม่เห็นด้วยว่าในขณะนั้นเป็นอกุศลจิต ที่มีความตระหนี่มีความหวงแหน มีความเห็นแก่ตัว มีความพอใจในรสจนสละไม่ได้ แต่ถ้าเกิดระลึกได้ว่าในขณะนั้นเป็นอกุศล ควรจะมีเมตตาและมีการสละแบ่งปันให้ หิริก็เกิดคือเริ่มละอายในอกุศลคือความตระหนี่หรือความเห็นแก่ตัวหรือความติดในรส
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1569)



~ ใครบ้างชอบคำไม่จริง? ไม่มีใครชอบ แล้วจะไปพูดคำไม่จริงให้คนอื่นเข้าใจผิด สมควรหรือ ในเมื่อเราเองยังไม่ชอบเลย ถ้าใครพูดคำที่ไม่จริงกับเรา เมื่อเห็นคุณของกายวาจาที่เป็นกุศลมากขึ้นและขณะใดที่ตั้งใจ ภาษาบาลีใช้คำว่าสมาทาน ซึ่งโดยตรงคือเจตนาเจตสิก มีความจงใจตั้งใจที่จะละเว้น ไม่ประพฤติสิ่งที่ไม่ดีและจะกระทำสิ่งที่ดี
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1208)



~ ขณะนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน? ทรงดับขันธปรินิพพานแล้ว แต่คำของพระองค์ทุกคำเป็นศาสดาแทนพระองค์ เพราะฉะนั้น จะรู้จักพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อเมื่อได้ฟังแล้วเข้าใจ ต้องเป็นความเข้าใจของเราเอง เพราะเหตุว่าถ้าไม่เข้าใจ ความไม่เข้าใจก็ปิดกั้นคำของพระองค์เพราะขาดการไตร่ตรอง ขาดความเป็นผู้ตรงต่อความจริงซึ่งความจริงมีอยู่ทุกขณะ ฟังแล้วเข้าใจได้แต่ต้องค่อยๆ เริ่มเข้าใจ จนกระทั่งสามารถประจักษ์แจ้งความจริงของแต่ละคำ ซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงๆ ทุกกาลสมัยไม่ว่าที่ไหน แม้ในขณะนี้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1213)



~ ต้องไม่ลืมว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม ธรรมคือสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้ ตรัสรู้อะไร? ตรัสรู้ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ถ้าสิ่งนั้นไม่มี จะทรงตรัสรู้อะไร พระองค์ทรงตรัสรู้สิ่งที่มีที่คนอื่นไม่รู้ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้เราไม่รู้อะไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่ใครก็รู้ไม่ได้เลยแม้มี เช่น เดี๋ยวนี้มีเห็น มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ใครสามารถที่จะรู้ความจริงของเห็นและสิ่งที่เห็น นี่คือธรรมที่มีจริง
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1213)



*** ~ การสนทนาธรรมเป็นมงคลที่ทำให้สามารถที่จะรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด แล้วถ้าเป็นผู้ที่รู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะศึกษาต่อไป ถ้ามีความเข้าใจและมีความหวังดีต่อทุกคน ต้องเลือกหรือไม่ว่าเขาเป็นใคร ยากหรือไม่ที่จะให้คนได้มีโอกาสได้เข้าใจถูกต้อง แต่ถ้าเข้าใจถูกแล้วไม่หวังดีที่จะแบ่งปันหรือ ดังนั้น ผู้ที่ได้เข้าใจธรรมแล้วพยายามทุกอย่างที่จะพูดคำจริง ต้องกลัวอะไร ในเมื่อเป็นคำที่หวังดีที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้อง เพื่อจะได้ดำรงคำสอนที่บริสุทธิ์และถูกต้องไว้ต่อไป ***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1219)



~ ชาติก่อนทั้งชาติหายไปหมดเลย จากไม่มีชาติก่อนก็เริ่มมีชาติก่อน คือเกิดขึ้นเป็นไปต่างๆ นานา แต่ละอย่างที่เกิดก็หมดไป หมดไป จนถึงที่สุดคือไม่เหลือ ชาติก่อนไม่เหลือเลย ชาตินี้กับชาติก่อนไม่ได้ต่างกันเลย จากไม่มีคนนี้เลยก็เริ่มมีคนนี้ จากกรรมที่ได้ทำแล้ว เป็นปัจจัยทำให้เกิดขึ้น ถ้าเป็นผลของกุศลกรรม ก็ทำให้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา แล้วแต่ว่าเป็นกุศลระดับไหน ประณีตหรือไม่ประณีต อย่างไรทั้งหมดเป็นธรรมคือสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น

(ที่มา :
ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1221)



~ ความไม่รู้ก็นำไปสู่ความเห็นผิด หันหลังให้พระสัทธรรม ไม่พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้ายิ่งไม่ผละออกก็ยังคงเห็นผิดต่อไป ทุกชาติก็จะเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าเริ่มเข้าใจถูกต้อง มีบุญที่ได้สะสมไว้แต่ปางก่อน ทำให้เมื่อฟังก็สามารถที่จะเข้าใจถูกได้ว่าอะไรผิด อะไรถูก ปัญญาที่รู้ว่าผิดจะไม่ทำผิด ปัญญาที่รู้ว่าอะไรถูกก็จะทำสิ่งที่ถูกต้อง
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1222)



~ กว่าจะละความเป็นเราได้ต้องอาศัยความเข้าใจจากการฟัง เป็นความเข้าใจที่ละความเป็นเรา ค่อยๆ คลายการยึดถือสภาพธรรมทีละเล็กทีละน้อย ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่เจตสิกอื่น ไม่ใช่คนหนึ่งคนใด แต่ปัญญาเจตสิกที่มีความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยนี่เอง จะค่อยๆ ละคลายความเห็นผิดและการยึดมั่นว่าเป็นเรา เป็นของเรา ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดกิเลสมากมายมหาศาล ที่โลกเต็มไปด้วยภัยพิบัติต่างๆ ก็เพราะอกุศลธรรมความไม่รู้ความจริง

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1225)



*** ~ ปัญหาทุกปัญหามาจากความไม่รู้และจะมีปัญหาต่อไป ถ้ายังคงไม่รู้ความจริงจะแก้ปัญหาไม่ได้ ทุกคนล้วนมีปัญหาแล้วจะแก้อย่างไร มีหนทางเดียว เมื่อได้ฟังคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัญหาทั้งหลายค่อยๆ ลดไปเพราะรู้ว่าเป็นธรรม ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เหตุดีย่อมนำมาซึ่งผลที่ดี เพราะฉะนั้น ปัญญาจะถือเอาในสิ่งที่ควร ละทิ้งสิ่งที่ไม่ควร ซึ่งถ้าไม่มีปัญญาก็ไม่สามารถที่จะเป็นอย่างนั้นได้***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1225)



~ กิเลสทั้งหลายมาจากต้นตอกิเลสคือความไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม คนที่ยังมีกิเลสอยู่จะดับไม่ได้ด้วยตัวเอง นอกจากมีผู้ที่ตรัสรู้และดับกิเลสแล้วและแสดงหนทางดับกิเลสว่าจะดับได้อย่างไร ความไม่รู้ไปทำให้ดับกิเลสไม่ได้ มีแต่ไม่รู้ยิ่งขึ้นๆ แต่ว่าความรู้ตรงกันข้ามกับความไม่รู้ เริ่มเห็นแล้ว เราไม่รู้เลยว่าเป็นธรรมที่อยู่ตรงนี้ เห็นมีจริงเกิดแล้ว ไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งเกิดปรากฏว่ามีจริงเป็นธรรม ทุกอย่างทั้งหมดไม่เว้นเลยสักอย่างที่มีจริงเป็นธรรม เมื่อเกิดขึ้นปรากฏให้รู้ว่าเป็นหนึ่งแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1226)



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๑


... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...

pic000762620a82c131a.jpg?v=1786810592


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
jaturong
วันที่ 16 ส.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

  
  ความคิดเห็นที่ 2  
  
swanjariya
วันที่ 16 ส.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

  
  ความคิดเห็นที่ 3  
  
s2supaluck@gmail.com
วันที่ 16 ส.ค. 2569

อนุโมทนา สาธุ ค่ะ

  
  ความคิดเห็นที่ 4  
  
chatchai.k
วันที่ 16 ส.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ