ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๘๒

~ การศึกษาทุกอย่างไม่ว่าจะเรียนเรื่องอะไรก็เพื่อรู้เพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังเรียน
เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
มีใครบ้างที่จะรู้และเข้าใจโดยไม่ศึกษา?
ปริยัติคือพระพุทธพจน์แต่ละคำมีใครที่จะรู้โดยไม่ศึกษา แม้แต่คำว่า
“ธรรม”
ถ้าจะถามว่าคืออะไรสำหรับผู้ที่ไม่ศึกษาจะตอบได้ไหมว่าขณะนี้เป็นธรรม
ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม
และพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงก็ทรงแสดงความจริงของธรรมคือสิ่งที่มีจริงทั้งหมดโดยประการทั้งปวงเพื่อให้ผู้ที่ได้ฟังมีความเข้าใจที่มั่นคงเป็นสัจจญาณ
ว่าขณะนี้เป็นธรรม ทุกอย่างเป็นธรรม
ไม่มีใครสามารถที่จะเป็นเจ้าของหรือว่าทำให้เกิดขึ้นได้
บังคับบัญชาไม่ได้สักอย่างเดียว
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
692)
*** ~ ถ้ามีคนกล่าวว่า
พูดเรื่องนามธรรมและรูปธรรมซ้ำซาก เพื่ออะไร? ทำไมต้องพูดแล้วพูดอีก
เพราะเหตุว่าเห็นก็ไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา
และไม่รู้ความจริงด้วยว่าแม้แต่เห็นก็เกิดเองไม่ได้ถ้าไม่มีสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาท
จิตเห็นจะเกิดไม่ได้ เพียงแค่นี้เห็นว่าเป็นธรรมแล้ว
ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร
ต้องมีสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาทแล้วจิตเห็นเกิดขึ้น
สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้จึงปรากฏให้เห็น
นี่คือสิ่งซึ่งฟังไปแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจ ไม่ใช่ว่าพูดซ้ำซาก
แต่ว่ารู้หรือยัง พูดเรื่องเห็นแต่ไม่รู้ พูดเพื่อให้รู้ แล้วรู้
หรือยัง ถ้ายังไม่รู้ควรพูดอีกไหม?***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
698)
~ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงแล้วทรงแสดงความจริง
เมื่อใช้คำว่า “อนัตตา” ต้องเป็นไปตามปัจจัยบังคับบัญชาไม่ได้
ด้วยเหตุนี้จึงทรงแสดงความจริงให้คนอื่นได้เข้าใจความจริงตลอดเวลาที่ยังไม่ปรินิพพาน
เพราะเมื่อรู้ความจริงแล้วเปลี่ยนความจริงนั้นไม่ได้
การที่รู้ความจริงก็คลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราที่จะบังคับ
ถ้าใครยังคิดจะบังคับขณะนั้นก็คือยังไม่ได้เข้าใจธรรมจริงๆ
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
699)
~ ได้ยินคำว่า “ธรรม”
หรือได้ยินคำว่า “ปรมัตถธรรม” หมายความถึงธรรมที่มีจริงๆ มีลักษณะเฉพาะธรรมนั้นๆ ซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงลักษณะนั้นไม่ได้
ก็เห็นความสุขุมลุ่มลึกอย่างยิ่งซึ่งเป็นอภิธรรมของธรรมทั้งหมด
เพราะฉะนั้น ถ้ารู้จักว่าธรรมคือขณะนี้
ก็รู้ว่าขณะนี้สิ่งนี้เกิดแล้วเป็นแล้วอย่างนี้
แล้วก็สามารถที่จะรู้ว่าใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้เมื่อมีปัจจัยที่สภาพธรรมเกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ก็เป็นอย่างนี้
แล้วก็ไม่ใช่มีใครจะไปดลบันดาลได้ทั้งสิ้น
ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ทำให้สภาพธรรมนั้นๆ เกิดขึ้นเป็นไปโดยละเอียดยิ่งคืออภิธรรม
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
706)
*** ~ กรรมมีทางของกรรมที่จะให้ผลทั้งอกุศลกรรมและกุศลกรรม
ซึ่งโดยมากเราจะเห็นทางอกุศลกรรม คือ มีเหตุการณ์แปลกๆ ประหลาดๆ เกิดขึ้น โดยที่ไม่น่าจะเกิดเลย
แต่เมื่อกรรมที่ได้กระทำแล้วเป็นปัจจัย
ก็ย่อมทำให้ผู้นั้นได้รับผลของอกุศลกรรมนั้น อย่างนั้นๆ เฉพาะตนๆ ฉันใด
ทางฝ่ายกุศลก็ต้องเป็นอย่างนั้น***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1545)
~ ถ้าท่านเป็นเพื่อนแท้ของบุคคลใด
ก็แสดงว่าท่านเป็นผู้ที่มีเมตตาต่อบุคคลนั้น
และก็รู้ได้ว่าถ้าหวังร้ายต่อใครหรือว่ายินดีในความพินาศของใครในขณะใด
ขณะนั้นท่านไม่ได้เจริญเมตตา ไม่ต้องไปแผ่ไปให้ไกลมาก
เพียงแต่ผู้ที่ท่านรู้จักคุ้นเคยแล้วท่านเกิดความไม่พอใจในความเจริญของบุคคลนั้น
หรือว่ายินดีในความพินาศของบุคคลนั้น
ก็ชื่อว่าท่านไม่ได้เจริญเมตตาในขณะนั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1557)
*** ~ ถ้าเรารักตัวมาก
เราอาจจะทำสิ่งที่ไม่ดีเลย ทำร้ายคนอื่นก็ได้เพราะความรักตัว
ไม่มีความเมตตา แต่ถ้าเรามีความเป็นมิตร มีความเมตตาจริงๆ ก็คือหวังดี ทำร้ายคนที่เราหวังดีได้หรือไม่? ไม่ได้
เพราะฉะนั้นขณะที่ทำร้ายใคร ขณะนั้นไม่เมตตา***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1230)
~ บุคคลนี้ในชาตินี้เป็นอย่างไร
ย่อมประจักษ์แจ้งกับตัวของท่านเองแล้วว่า ชาตินี้ท่านเป็นอย่างนี้
ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ มีการเห็น การได้ยิน
การได้รับผลของกรรมที่เป็นกุศลวิบาก อกุศลวิบากอย่างไร
แต่อีกไม่นานก็จะเป็นบุคคลอื่น พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1601)
~ สภาพธรรมทั้งหลายที่เคยยึดถือว่าเป็นเราหรือว่าเป็นตัวตน
เป็นสัตว์ เป็นบุคคลในขณะนี้ เป็นสิ่งที่พึงน้อมจิตเข้าไปพิจารณา
เพื่อให้รู้จริงว่าสภาพธรรมนั้นไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล
ตามที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงประจักษ์แจ้งแล้ว
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1591)
~ วันหนึ่งๆ ทุกข์เพราะความคิดที่เป็นอกุศล
แต่หิริโอตตัปปะเป็นธรรมเครื่องคุ้มครองโลกที่จะทำให้ไม่เดือดร้อนทั้งกาย
วาจา ใจ เพราะว่า หิริเป็นสภาพที่ละอายรังเกียจอกุศลธรรม
และโอตตัปปะก็เป็นสภาพธรรมที่กลัวบาป กลัวอกุศลธรรม เพราะฉะนั้น
ขณะใดที่กุศลจิตเกิด แม้ว่ากุศลจิตแต่ละครั้งที่เกิด
ไม่มีใครสามารถรู้ลักษณะของโสภณเจตสิกแต่ละประเภทที่เกิดในขณะนั้นก็ตาม
แต่เจตสิกที่เป็นโสภณสาธารณเจตสิกก็ต้องเกิดขึ้นกระทำกิจการงานของตน
มิฉะนั้นขณะนั้นเป็นกุศลจิตไม่ได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1569)
~ ถ้าเป็นคนที่ติดในรสอาหารและไม่สละให้บุคคลอื่นเลยและยังไม่เห็นด้วยว่าในขณะนั้นเป็นอกุศลจิต
ที่มีความตระหนี่มีความหวงแหน มีความเห็นแก่ตัว
มีความพอใจในรสจนสละไม่ได้ แต่ถ้าเกิดระลึกได้ว่าในขณะนั้นเป็นอกุศล
ควรจะมีเมตตาและมีการสละแบ่งปันให้
หิริก็เกิดคือเริ่มละอายในอกุศลคือความตระหนี่หรือความเห็นแก่ตัวหรือความติดในรส
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1569)
~ ใครบ้างชอบคำไม่จริง? ไม่มีใครชอบ
แล้วจะไปพูดคำไม่จริงให้คนอื่นเข้าใจผิด สมควรหรือ
ในเมื่อเราเองยังไม่ชอบเลย ถ้าใครพูดคำที่ไม่จริงกับเรา
เมื่อเห็นคุณของกายวาจาที่เป็นกุศลมากขึ้นและขณะใดที่ตั้งใจ
ภาษาบาลีใช้คำว่าสมาทาน ซึ่งโดยตรงคือเจตนาเจตสิก
มีความจงใจตั้งใจที่จะละเว้น
ไม่ประพฤติสิ่งที่ไม่ดีและจะกระทำสิ่งที่ดี
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1208)
~ ขณะนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน? ทรงดับขันธปรินิพพานแล้ว
แต่คำของพระองค์ทุกคำเป็นศาสดาแทนพระองค์ เพราะฉะนั้น
จะรู้จักพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อเมื่อได้ฟังแล้วเข้าใจ
ต้องเป็นความเข้าใจของเราเอง เพราะเหตุว่าถ้าไม่เข้าใจ
ความไม่เข้าใจก็ปิดกั้นคำของพระองค์เพราะขาดการไตร่ตรอง
ขาดความเป็นผู้ตรงต่อความจริงซึ่งความจริงมีอยู่ทุกขณะ
ฟังแล้วเข้าใจได้แต่ต้องค่อยๆ เริ่มเข้าใจ
จนกระทั่งสามารถประจักษ์แจ้งความจริงของแต่ละคำ
ซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงๆ ทุกกาลสมัยไม่ว่าที่ไหน
แม้ในขณะนี้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1213)
~ ต้องไม่ลืมว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม
ธรรมคือสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้ ตรัสรู้อะไร?
ตรัสรู้ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ถ้าสิ่งนั้นไม่มี จะทรงตรัสรู้อะไร
พระองค์ทรงตรัสรู้สิ่งที่มีที่คนอื่นไม่รู้ เพราะฉะนั้น
เดี๋ยวนี้เราไม่รู้อะไร
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่ใครก็รู้ไม่ได้เลยแม้มี เช่น
เดี๋ยวนี้มีเห็น มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น
ใครสามารถที่จะรู้ความจริงของเห็นและสิ่งที่เห็น
นี่คือธรรมที่มีจริง
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1213)
*** ~ การสนทนาธรรมเป็นมงคลที่ทำให้สามารถที่จะรู้ว่าอะไรถูก
อะไรผิด
แล้วถ้าเป็นผู้ที่รู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะศึกษาต่อไป
ถ้ามีความเข้าใจและมีความหวังดีต่อทุกคน
ต้องเลือกหรือไม่ว่าเขาเป็นใคร
ยากหรือไม่ที่จะให้คนได้มีโอกาสได้เข้าใจถูกต้อง
แต่ถ้าเข้าใจถูกแล้วไม่หวังดีที่จะแบ่งปันหรือ ดังนั้น
ผู้ที่ได้เข้าใจธรรมแล้วพยายามทุกอย่างที่จะพูดคำจริง ต้องกลัวอะไร
ในเมื่อเป็นคำที่หวังดีที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้อง
เพื่อจะได้ดำรงคำสอนที่บริสุทธิ์และถูกต้องไว้ต่อไป ***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1219)
~ ชาติก่อนทั้งชาติหายไปหมดเลย จากไม่มีชาติก่อนก็เริ่มมีชาติก่อน
คือเกิดขึ้นเป็นไปต่างๆ นานา แต่ละอย่างที่เกิดก็หมดไป หมดไป
จนถึงที่สุดคือไม่เหลือ ชาติก่อนไม่เหลือเลย
ชาตินี้กับชาติก่อนไม่ได้ต่างกันเลย จากไม่มีคนนี้เลยก็เริ่มมีคนนี้
จากกรรมที่ได้ทำแล้ว เป็นปัจจัยทำให้เกิดขึ้น ถ้าเป็นผลของกุศลกรรม
ก็ทำให้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา แล้วแต่ว่าเป็นกุศลระดับไหน
ประณีตหรือไม่ประณีต
อย่างไรทั้งหมดเป็นธรรมคือสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1221)
~ ความไม่รู้ก็นำไปสู่ความเห็นผิด หันหลังให้พระสัทธรรม
ไม่พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้ายิ่งไม่ผละออกก็ยังคงเห็นผิดต่อไป
ทุกชาติก็จะเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าเริ่มเข้าใจถูกต้อง
มีบุญที่ได้สะสมไว้แต่ปางก่อน
ทำให้เมื่อฟังก็สามารถที่จะเข้าใจถูกได้ว่าอะไรผิด อะไรถูก
ปัญญาที่รู้ว่าผิดจะไม่ทำผิด
ปัญญาที่รู้ว่าอะไรถูกก็จะทำสิ่งที่ถูกต้อง
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1222)
~ กว่าจะละความเป็นเราได้ต้องอาศัยความเข้าใจจากการฟัง
เป็นความเข้าใจที่ละความเป็นเรา ค่อยๆ คลายการยึดถือสภาพธรรมทีละเล็กทีละน้อย ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่เจตสิกอื่น
ไม่ใช่คนหนึ่งคนใด
แต่ปัญญาเจตสิกที่มีความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยนี่เอง จะค่อยๆ ละคลายความเห็นผิดและการยึดมั่นว่าเป็นเรา เป็นของเรา
ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดกิเลสมากมายมหาศาล
ที่โลกเต็มไปด้วยภัยพิบัติต่างๆ ก็เพราะอกุศลธรรมความไม่รู้ความจริง
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1225)
*** ~ ปัญหาทุกปัญหามาจากความไม่รู้และจะมีปัญหาต่อไป
ถ้ายังคงไม่รู้ความจริงจะแก้ปัญหาไม่ได้
ทุกคนล้วนมีปัญหาแล้วจะแก้อย่างไร มีหนทางเดียว
เมื่อได้ฟังคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัญหาทั้งหลายค่อยๆ ลดไปเพราะรู้ว่าเป็นธรรม ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา
เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เหตุดีย่อมนำมาซึ่งผลที่ดี
เพราะฉะนั้น ปัญญาจะถือเอาในสิ่งที่ควร ละทิ้งสิ่งที่ไม่ควร
ซึ่งถ้าไม่มีปัญญาก็ไม่สามารถที่จะเป็นอย่างนั้นได้***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1225)
~ กิเลสทั้งหลายมาจากต้นตอกิเลสคือความไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม
คนที่ยังมีกิเลสอยู่จะดับไม่ได้ด้วยตัวเอง
นอกจากมีผู้ที่ตรัสรู้และดับกิเลสแล้วและแสดงหนทางดับกิเลสว่าจะดับได้อย่างไร
ความไม่รู้ไปทำให้ดับกิเลสไม่ได้ มีแต่ไม่รู้ยิ่งขึ้นๆ แต่ว่าความรู้ตรงกันข้ามกับความไม่รู้ เริ่มเห็นแล้ว
เราไม่รู้เลยว่าเป็นธรรมที่อยู่ตรงนี้ เห็นมีจริงเกิดแล้ว
ไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้น
เป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งเกิดปรากฏว่ามีจริงเป็นธรรม
ทุกอย่างทั้งหมดไม่เว้นเลยสักอย่างที่มีจริงเป็นธรรม
เมื่อเกิดขึ้นปรากฏให้รู้ว่าเป็นหนึ่งแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1226)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๘๑
...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
อนุโมทนา สาธุ ค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ