ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๑
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๑

~ ก่อนที่จะจากโลกนี้ไป
ควรมีสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ได้เกิดมาแล้ว
ไม่ได้จากไปด้วยการไม่รู้ความจริงสะสมความไม่รู้สะสมกิเลสไปมากมาย
เเต่สามารถที่จะเห็นว่าสิ่งที่มีค่าสำหรับผู้ที่เกิดเป็นมนุษย์คือสามารถได้ฟังคำที่จะทำให้เกิดปัญญาและรู้จักบุคคลที่ประเสริฐสุดคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งทรงแสดงหนทางที่จะทำให้กิเลสซึ่งมีมากในใจของทุกคนลดน้อยลงจนกระทั่งสามารถที่จะดับได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1101)
*** ~ การเข้าใจธรรมแต่ละหนึ่งขณะ ประมาทไม่ได้เลย
กำลังนำไปสู่การดับกิเลส กำลังนำไปสู่ปัญญาที่จะค่อยๆ เข้าใจความจริง จะมากจะน้อย จะช้าจะเร็วต้องอยู่กับเหตุ
ไม่ได้หมายความว่าใครสามารถที่จะไปเร่งรัดให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมภายใน
๗ วัน ๑๐ วันได้ แต่ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่าความไม่รู้ที่มีมาก
ค่อยๆ น้อยลงเมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แล้วเกิดความเข้าใจถูกความเห็นถูกของตนเองซึ่งจะนำไปสู่การที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมตรงตามที่ได้ฟัง***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1103)
~ ทุกชาติต้องมีทั้งสุขและทุกข์ ไม่มีใครพ้นไปได้ เพราะฉะนั้น
ในยามทุกข์ ใครสามารถช่วยคนอื่นให้คลายทุกข์ได้ นั่นก็ต้องเป็นปัญญา
เพราะว่าอย่างอื่นย่อมไม่สามารถทำให้คลายทุกข์ได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1834
~ กิเลสที่เกิดขึ้นแต่ละขณะ ไม่ว่าจะเป็นโลภะ หรือโทสะ หรือโมหะ
ถ้ามีมากๆ จะปรากฏเป็นทุจริตกรรมทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง
ถ้าไม่มีกิเลสต่างๆ เหล่านั้น อกุศลกรรมทางกาย
ทางวาจาก็เกิดขึ้นไม่ได้เลย และเมื่อกรรมได้กระทำไปแล้ว
ถึงแม้ว่ากรรม คือ
จิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกันกระทำกรรมนั้นสำเร็จลงไปแล้ว
ดับไปแล้วก็จริง แต่ว่าการเกิดดับสืบต่อๆ กันของจิตทุกๆ ขณะต่อไป
เจตนาที่กระทำกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่สะสมอยู่นั้น เป็นกัมมปัจจัย
เป็นสภาพธรรมที่จะทำให้ผล คือ วิบากเกิดขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
978)
~ ผู้ที่ยังเป็นปุถุชน
มีทั้งธรรมที่เป็นฝ่ายกุศลและอกุศลที่สั่งสมมามากมายเหลือเกิน
เวลานี้สภาพธรรมใดยังไม่เกิดขึ้นปรากฏให้เห็น ให้รู้ว่าสะสมมา
ก็อาจจะคิดว่าไม่มี หรือคิดว่าหมดไปแล้ว แต่ว่าตามความเป็นจริง
ถ้ามีปัจจัยพร้อมที่จะปรุงแต่งให้เกิดขึ้นขณะใด
ก็เกิดขึ้นปรากฏให้เห็นตามความเป็นจริงว่ายังมีอยู่
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
978)
~ กำลังเห็น เลือกไม่ได้ ทุกคนอยากจะเห็นสิ่งที่น่าพอใจ
เท่าไรก็ไม่พอ เห็นแล้วก็อยากจะเห็นอีกทุกวันไป แต่ว่าเลือกไม่ได้
แล้วแต่ว่าจะเห็นสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ
แม้ว่าทุกคนจะมีจักขุปสาทที่เกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย
แต่ว่าสิ่งที่ปรากฏกับจักขุวิญญาณโดยกระทบกับจักขุปสาท
แล้วแต่กัมมปัจจัยจะเป็นปัจจัยให้เกิดการเห็นสิ่งที่ดี
เป็นผลของกุศลกรรม หรือเห็นสิ่งที่ไม่ดี
เป็นผลของอกุศลกรรม
การได้ยินเสียงก็เหมือนกัน
ได้ยินเสียงที่ดี เป็นผลของกุศลกรรม ได้ยินเสียงที่ไม่ดี
เป็นผลของอกุศลกรรม สภาพที่เป็นผลของกรรมชื่อว่า วิปากะ
หรือภาษาไทยใช้คำว่า วิบาก เป็นผลของกรรม
แล้วแต่ว่าใครจะมีกุศลวิบากมากหรือว่าอกุศลวิบากมาก
ขณะต่อไปทราบไหมว่าจะได้ยินเสียงอะไร?
ก็แล้วแต่กรรมเป็นปัจจัย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
978)
~ เวทนา หมายความถึงสภาพธรรมซึ่งเป็นสภาพที่รู้สึกดีใจ หรือเสียใจ
หรือว่าเป็นสุขทางกาย เป็นทุกข์ทางกาย
หรือว่าเป็นสภาพที่ไม่สุขไม่ทุกข์ คือ สภาพที่เฉยๆ ซึ่งในวันหนึ่งๆ จะปราศจากเวทนาไม่ได้เลย ขณะใดที่มีจิตเกิดขึ้น
ขณะนั้นต้องมีเวทนาเจตสิกเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง
จะมีจิตเกิดขึ้นโดยปราศจากสภาพธรรมซึ่งเป็นเวทนาเจตสิกที่เป็นสภาพที่รู้สึกเฉยๆ หรือว่าเป็นสุข เป็นทุกข์ ดีใจหรือเสียใจ ในอารมณ์ที่ปรากฏไม่ได้
และเวทนาเจตสิกที่เกิดจะเกิดเพียงลักษณะเดียวในขณะหนึ่งๆ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1004)
~ ทุกคนอยากจะมีร่างกายที่แข็งแรง มีสุขภาพดี มีความสุขทางกาย
แต่เมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะให้ทุกข์ทางกายเกิดขึ้นซึ่งเป็นผลของอดีตอกุศลกรรม
ขณะนั้นก็มีความรู้สึกเป็นทุกข์เกิดขึ้นที่กาย อาจจะปวดตา ปวดหลัง
เจ็บมือ หรือตัวร้อน
หรืออะไรก็แล้วแต่ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ปรารถนา
แต่มีเหตุปัจจัยเกิดขึ้น ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1005)
~ ตามความเป็นจริง
ไม่ใช่ว่าแต่ละท่านสามารถที่จะเลือกชีวิตของท่านได้
ถ้าคิดว่าสภาพธรรมทั้งหลายเป็นอัตตา
ก็จะคิดว่าตัวท่านเป็นผู้เลือกที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด
แต่ตามความเป็นจริง สภาพธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา
แม้แต่ความคิดที่จะเกิดแต่ละขณะก็มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดเป็นไปในขณะนั้นอย่างนั้นๆ แม้แต่การตัดสินใจ แต่ละครั้งแต่ละขณะก็ไม่มีอัตตาที่จะตัดสิน
และแม้แต่การคิดตัดสินในขณะนั้น
ก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยที่จะคิดอย่างนั้น
พิจารณาอย่างนั้นหรือตัดสินอย่างนั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1015)
~ ความยินดี ความพอใจของท่านอยู่ที่ไหนในวันหนึ่งๆ พ้นจากรูปไหม
ยินดีที่จะได้เห็นสิ่งที่ต้องการ ยินดีที่จะได้ฟังเสียงที่น่าพอใจ
ยินดีที่จะได้กลิ่นที่น่าพอใจ ยินดีที่จะลิ้มรสที่น่าพอใจ
ยินดีที่จะได้กระทบสัมผัสสิ่งที่น่าสบายทางกาย
ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย
พ้นจากความต้องการความรู้สึกที่มีต่อรูปทั้งหลายไหม
โดยที่รูปนั้นเองเป็นอัพยากตะ (ไม่ใช่ทั้งกุศลและอกุศล) รูปไม่รู้อะไรเลย แต่รูปนั่นเองเป็นที่รองรับความยินดี ความพอใจ
หรือเวทนาต่างๆ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1016)
~ ทำไมต้องการเห็นรูป ทำไมต้องการได้ยินเสียง ทำไมต้องการกลิ่นหอมๆ ทำไมต้องการรสอร่อยๆ ทำไมต้องการได้สิ่งที่กระทบสัมผัสที่น่าพอใจ
ก็เพื่อความรู้สึกที่เป็นสุขจะได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในสิ่งที่ปรากฏ
ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แม้เพียงนึกถึงรูป เสียง
กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็ทำให้รู้สึกเป็นสุขได้ ใช่ไหม ในวันหนึ่งๆ เป็นสุขกับการคิดนึกถึงรูปบ้าง เสียงบ้าง กลิ่นบ้าง รสบ้าง
โผฏฐัพพะบ้างหรือเปล่า?
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1016)
~ เมื่อไรทางฝ่ายกุศลเหตุจะค่อยๆ เจริญขึ้นจนกระทั่งมีกำลังมากกว่าทางฝ่ายอกุศลเหตุ
ก็ต้องเป็นผู้ที่อบรมเจริญปัญญาที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง
เพราะการรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง ในขณะนั้นเป็นอโมหเหตุ
เป็นปัญญาเจตสิก
เป็นสภาพธรรมที่รู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง
ซึ่งตราบใดปัญญายังไม่รู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง
ที่จะไม่ให้โลภเหตุ โทสเหตุ หรือโมหเหตุเจริญงอกงามไพบูลย์นั้น
เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ไม่มีธรรมอื่นที่จะละคลายหรือว่าสามารถดับอกุศลเหตุได้นอกจากปัญญาซึ่งเป็นอโมหเหตุ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1014)
~ ทุกคนต้องอาศัยการฟัง การพิจารณา
จนเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องซึ่งยังไม่พอ
เพราะการฟังการพิจารณาและการเข้าใจ จะเป็นสังขารขันธ์
เป็นเครื่องปรุง
เป็นเครื่องประกอบที่จะให้ปัญญาข้างหน้าเกิดขึ้น
ถ้าจะสร้างบ้านสักหลังหนึ่ง
ไม่มีตะปู ไม่มีส่วนประกอบ ไม่มีอะไรๆ เลย
จะให้เป็นบ้านหลังหนึ่งเกิดขึ้น ย่อมเป็นไปไม่ได้
ในทางวัตถุยังต้องอาศัยวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เพราะฉะนั้น การฟัง
การเข้าใจธรรมที่ได้ยินได้ฟังแต่ละขณะนี้ ไม่ได้หายไปไหนเลย
เป็นอุปกรณ์ซึ่งเก็บสะสมไว้เพื่อให้ปัญญาที่สมบูรณ์เกิดขึ้นข้างหน้า
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1019)
~ ความเป็นมิตรที่ดี กัลยาณมิตรที่เลิศ
ก็คือเพื่อประโยชน์ของผู้ที่เราเป็นมิตรด้วย เพราะฉะนั้น
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นมิตรที่ประเสริฐที่สุด
เพราะว่าทรงพระมหากรุณา ทุกอย่างที่ทำ
เพื่อประโยชน์ของผู้ที่ได้พบทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้
กว่าจะได้เข้าใจพระธรรม คือ ธรรมขณะนี้ตามความเป็นจริง สัจจธรรม
ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้ให้เป็นอย่างอื่นได้เลย
ให้เป็นอย่างอื่น ให้เป็นอย่างนั้น ให้เป็นอย่างนี้ด้วย
ก็ไม่ได้ใช่ไหม? ธรรมต้องเป็นธรรมประการเดียว กุศลธรรมเป็นกุศลธรรม
อกุศลธรรมเป็นอกุศลธรรม ไม่ว่าจะเกิดกับใคร ที่ไหน
ทั้งหมดก็คือเป็นธรรม
(ที่มา : เก็บไว้ในหทัย กัลยาณมิตรที่เลิศ)
~ ไม่ว่าจะเกิดความยินดีหรือไม่มีความยินดีในอารมณ์ที่ปรากฏ ทุกๆ ขณะเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
เป็นธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ใช่พูดลอยๆ และไร้ประโยชน์
แต่จะมีประโยชน์เวลาที่ท่านผู้ฟังพิจารณาและประจักษ์จริงๆ ว่า
พระผู้มีพระภาคทรงอนุศาสนีย์
พร่ำสอนว่าธรรมใดเป็นธรรมที่ผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง
และไม่ใช่ให้รอเวลาด้วย ถ้าสามารถที่จะเห็นเอง ในขณะนี้เอง
เพราะว่ากำลังมีการเห็น ทรงเตือน
ทรงอนุเคราะห์ด้วยการทรงแสดงธรรมว่าธรรมกำลังปรากฏในขณะนี้เป็นธรรมที่ผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง
ไม่ประกอบด้วยกาล เท่านั้นยังไม่พอ ควรเรียกให้มาดู
ควรน้อมเข้ามาในตน
นี่คืออนุศาสนีย์ที่ทรงแสดงที่ทรงพร่ำสอนในขณะที่กำลังฟัง
ในขณะนี้ที่จะน้อมเข้ามาพิจารณารู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
ในขณะที่เห็น ในขณะที่ได้ยิน ในขณะที่ได้กลิ่น ในขณะที่ลิ้มรส
ในขณะที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ในขณะที่กำลังคิดนึก คือ ทางตา ทางหู
ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1023)
~ ในวันหนึ่งๆ ทุกท่านหมกมุ่นด้วยโลภะ กลืนเอาไปหมดในวันหนึ่งๆ กลืนเอาไปเสียเสร็จสิ้น จริงไหม ท่านที่ชอบการละเล่นชนิดหนึ่งชนิดใด
เวลาของท่านในวันนั้นไม่ค่อยจะได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์
เพราะที่ชื่อว่า "ความหมกมุ่น" ด้วยอำนาจที่กลืนเอาไปเสียเสร็จสิ้น
ในวันหนึ่งๆ เวลาส่วนมากใช้ไปด้วยโลภะ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1037)
*** ~ อย่าลืม ไม่เคยอยู่คนเดียว
เพราะว่ามีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่อยู่ด้วย ใกล้ชิดที่สุด ไม่ห่างเลย
คือ โลภะ จริงหรือเปล่า อยู่ที่ไหนก็ได้ ที่เข้าใจว่าอยู่คนเดียว
ลองคิดดูว่า ในขณะนั้นใจนึกถึงอะไรบ้าง นึกถึงใครบ้าง
นึกถึงเรื่องอะไรบ้าง จะกล่าวว่าอยู่คนเดียวได้อย่างไร เพราะฉะนั้น
โลภมูลจิตไม่เคยจากไปไกลเลย
อยู่ใกล้เคียงตลอดเวลาในสังสารวัฏฏ์***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1037)
*** ~ ทุกท่านทราบเรื่องความไม่แน่นอนของชีวิตใช่ไหม
ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้แต่ความตาย
เพราะฉะนั้น ไม่ควรรอคอยวันเวลาที่จะทำกุศล ไม่ว่าจะเป็นวัตถุทาน
อภัยทาน ธรรมทานหรือกุศลอื่นๆ และกุศลที่ควรจะง่ายและสะดวกซึ่งไม่น่าจะต้องคอยกาลเวลาเลย คือ
อภัยทาน กุศลอื่นยังต้องคอยกาลเวลาใช่ไหม การใส่บาตร การทำบุญ
ยังต้องคอยกาลเวลา การตระเตรียม แต่อภัยทานไม่น่าต้องคอยกาลเวลาเลย
ควรจะเป็นกุศลที่ง่ายและสะดวก***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1590)
~ มีใครเคยหลงป่าบ้างไหม จะหาทางออกไม่ได้เลย ยากมากทีเดียว ฉันใด
การที่ใครก็ตามเกิดความเห็นผิด ยึดถือความเห็นผิด
วนเวียนอยู่ในความเห็นผิด
ยังไม่สามารถที่จะรู้ว่าความเห็นอย่างไรเป็นความเห็นถูก
ขณะนั้นไม่มีทางที่จะออกจากความเห็นผิดได้
เพราะการที่จะออกจากความเห็นผิดได้
ก็เมื่อมีความเห็นถูกเกิดขึ้นเท่านั้นจึงจะรู้ว่าความเห็นก่อนๆ เป็นความเห็นผิดหรือว่าความเห็นอย่างไรเป็นความเห็นผิด
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1041)
~ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่เว้นเลย เพราะฉะนั้น สภาพธรรม
ทุกอย่างที่มีจริง ไม่ว่าจะปรากฏทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น
ทางกาย ทางใจ ทั้งหมดเป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล
ไม่ใช่ตัวตน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1048)
*** ~ เมื่อมีกาย
ก็ต้องมีความทุกข์ซึ่งเกิดขึ้นเพราะกระทบสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยกาย
เย็นบ้างร้อนบ้างเป็นของธรรมดา เมื่อมีกาย
จะไม่กระทบกับเย็นหรือร้อนที่จะเกิดความทุกข์เป็นไปได้ไหม
ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าหลงลืม ไม่รู้ว่าขณะนั้นไม่ใช่ตัวตน
เป็นวิบากจิต
เป็นผลของกรรมซึ่งเกิดขึ้นรู้อารมณ์ที่กระทบกายและดับไป ถ้าไม่รู้
อย่างนี้จริงๆ ย่อมเดือดร้อน ย่อมคร่ำครวญ ย่อมรำพัน
ซึ่งในขณะนั้นหลงลืมสติ ไม่ได้รู้ว่า ลักษณะที่ร้อน
หรือว่าลักษณะที่เย็น ลักษณะของความรู้สึกซึ่งทุกข์ที่กาย ในขณะนั้น
ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ถ้าอดทนไม่ได้ จะเป็นอย่างไร
ก็ยิ่งเดือดร้อนด้วยประการทั้งปวง***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1045)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๘๐
...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
กราบบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ด้วยความเคารพยิ่ง
กราบยินดีในกุศลทุกประการค่ะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่เว้นเลย เพราะฉะนั้น สภาพธรรม ทุกอย่างที่มีจริง ไม่ว่าจะปรากฏทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทั้งหมดเป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
ทุกประโยคเป็นพระธรรมที่ทรงพลังและลึกซึ้งควรค่าแก่การน้อมนำมาใส่ตนเพื่อเตือนสติ
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ



