ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๑

  
khampan.a
วันที่  9 ส.ค. 2569
หมายเลข  52895
อ่าน  482

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic00483866f1122435.jpg?v=1786239425

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๑


pic0007626173a114c56.jpg?v=1786239246



~
ก่อนที่จะจากโลกนี้ไป ควรมีสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ได้เกิดมาแล้ว ไม่ได้จากไปด้วยการไม่รู้ความจริงสะสมความไม่รู้สะสมกิเลสไปมากมาย เเต่สามารถที่จะเห็นว่าสิ่งที่มีค่าสำหรับผู้ที่เกิดเป็นมนุษย์คือสามารถได้ฟังคำที่จะทำให้เกิดปัญญาและรู้จักบุคคลที่ประเสริฐสุดคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งทรงแสดงหนทางที่จะทำให้กิเลสซึ่งมีมากในใจของทุกคนลดน้อยลงจนกระทั่งสามารถที่จะดับได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1101)



*** ~ การเข้าใจธรรมแต่ละหนึ่งขณะ ประมาทไม่ได้เลย กำลังนำไปสู่การดับกิเลส กำลังนำไปสู่ปัญญาที่จะค่อยๆ เข้าใจความจริง จะมากจะน้อย จะช้าจะเร็วต้องอยู่กับเหตุ ไม่ได้หมายความว่าใครสามารถที่จะไปเร่งรัดให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมภายใน ๗ วัน ๑๐ วันได้ แต่ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่าความไม่รู้ที่มีมาก ค่อยๆ น้อยลงเมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเกิดความเข้าใจถูกความเห็นถูกของตนเองซึ่งจะนำไปสู่การที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมตรงตามที่ได้ฟัง***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1103)



~ ทุกชาติต้องมีทั้งสุขและทุกข์ ไม่มีใครพ้นไปได้ เพราะฉะนั้น ในยามทุกข์ ใครสามารถช่วยคนอื่นให้คลายทุกข์ได้ นั่นก็ต้องเป็นปัญญา เพราะว่าอย่างอื่นย่อมไม่สามารถทำให้คลายทุกข์ได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1834



~ กิเลสที่เกิดขึ้นแต่ละขณะ ไม่ว่าจะเป็นโลภะ หรือโทสะ หรือโมหะ ถ้ามีมากๆ จะปรากฏเป็นทุจริตกรรมทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง ถ้าไม่มีกิเลสต่างๆ เหล่านั้น อกุศลกรรมทางกาย ทางวาจาก็เกิดขึ้นไม่ได้เลย และเมื่อกรรมได้กระทำไปแล้ว ถึงแม้ว่ากรรม คือ จิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกันกระทำกรรมนั้นสำเร็จลงไปแล้ว ดับไปแล้วก็จริง แต่ว่าการเกิดดับสืบต่อๆ กันของจิตทุกๆ ขณะต่อไป เจตนาที่กระทำกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่สะสมอยู่นั้น เป็นกัมมปัจจัย เป็นสภาพธรรมที่จะทำให้ผล คือ วิบากเกิดขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 978)



~ ผู้ที่ยังเป็นปุถุชน มีทั้งธรรมที่เป็นฝ่ายกุศลและอกุศลที่สั่งสมมามากมายเหลือเกิน เวลานี้สภาพธรรมใดยังไม่เกิดขึ้นปรากฏให้เห็น ให้รู้ว่าสะสมมา ก็อาจจะคิดว่าไม่มี หรือคิดว่าหมดไปแล้ว แต่ว่าตามความเป็นจริง ถ้ามีปัจจัยพร้อมที่จะปรุงแต่งให้เกิดขึ้นขณะใด ก็เกิดขึ้นปรากฏให้เห็นตามความเป็นจริงว่ายังมีอยู่
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 978)



~ กำลังเห็น เลือกไม่ได้ ทุกคนอยากจะเห็นสิ่งที่น่าพอใจ เท่าไรก็ไม่พอ เห็นแล้วก็อยากจะเห็นอีกทุกวันไป แต่ว่าเลือกไม่ได้ แล้วแต่ว่าจะเห็นสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ แม้ว่าทุกคนจะมีจักขุปสาทที่เกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย แต่ว่าสิ่งที่ปรากฏกับจักขุวิญญาณโดยกระทบกับจักขุปสาท แล้วแต่กัมมปัจจัยจะเป็นปัจจัยให้เกิดการเห็นสิ่งที่ดี เป็นผลของกุศลกรรม หรือเห็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นผลของอกุศลกรรม

การได้ยินเสียงก็เหมือนกัน ได้ยินเสียงที่ดี เป็นผลของกุศลกรรม ได้ยินเสียงที่ไม่ดี เป็นผลของอกุศลกรรม สภาพที่เป็นผลของกรรมชื่อว่า วิปากะ หรือภาษาไทยใช้คำว่า วิบาก เป็นผลของกรรม แล้วแต่ว่าใครจะมีกุศลวิบากมากหรือว่าอกุศลวิบากมาก ขณะต่อไปทราบไหมว่าจะได้ยินเสียงอะไร? ก็แล้วแต่กรรมเป็นปัจจัย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 978)



~ เวทนา หมายความถึงสภาพธรรมซึ่งเป็นสภาพที่รู้สึกดีใจ หรือเสียใจ หรือว่าเป็นสุขทางกาย เป็นทุกข์ทางกาย หรือว่าเป็นสภาพที่ไม่สุขไม่ทุกข์ คือ สภาพที่เฉยๆ ซึ่งในวันหนึ่งๆ จะปราศจากเวทนาไม่ได้เลย ขณะใดที่มีจิตเกิดขึ้น ขณะนั้นต้องมีเวทนาเจตสิกเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง จะมีจิตเกิดขึ้นโดยปราศจากสภาพธรรมซึ่งเป็นเวทนาเจตสิกที่เป็นสภาพที่รู้สึกเฉยๆ หรือว่าเป็นสุข เป็นทุกข์ ดีใจหรือเสียใจ ในอารมณ์ที่ปรากฏไม่ได้ และเวทนาเจตสิกที่เกิดจะเกิดเพียงลักษณะเดียวในขณะหนึ่งๆ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1004)



~ ทุกคนอยากจะมีร่างกายที่แข็งแรง มีสุขภาพดี มีความสุขทางกาย แต่เมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะให้ทุกข์ทางกายเกิดขึ้นซึ่งเป็นผลของอดีตอกุศลกรรม ขณะนั้นก็มีความรู้สึกเป็นทุกข์เกิดขึ้นที่กาย อาจจะปวดตา ปวดหลัง เจ็บมือ หรือตัวร้อน หรืออะไรก็แล้วแต่ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ปรารถนา แต่มีเหตุปัจจัยเกิดขึ้น ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1005)



~ ตามความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าแต่ละท่านสามารถที่จะเลือกชีวิตของท่านได้ ถ้าคิดว่าสภาพธรรมทั้งหลายเป็นอัตตา ก็จะคิดว่าตัวท่านเป็นผู้เลือกที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ตามความเป็นจริง สภาพธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แม้แต่ความคิดที่จะเกิดแต่ละขณะก็มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดเป็นไปในขณะนั้นอย่างนั้นๆ แม้แต่การตัดสินใจ แต่ละครั้งแต่ละขณะก็ไม่มีอัตตาที่จะตัดสิน และแม้แต่การคิดตัดสินในขณะนั้น ก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยที่จะคิดอย่างนั้น พิจารณาอย่างนั้นหรือตัดสินอย่างนั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1015)



~ ความยินดี ความพอใจของท่านอยู่ที่ไหนในวันหนึ่งๆ พ้นจากรูปไหม ยินดีที่จะได้เห็นสิ่งที่ต้องการ ยินดีที่จะได้ฟังเสียงที่น่าพอใจ ยินดีที่จะได้กลิ่นที่น่าพอใจ ยินดีที่จะลิ้มรสที่น่าพอใจ ยินดีที่จะได้กระทบสัมผัสสิ่งที่น่าสบายทางกาย ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย พ้นจากความต้องการความรู้สึกที่มีต่อรูปทั้งหลายไหม โดยที่รูปนั้นเองเป็นอัพยากตะ (ไม่ใช่ทั้งกุศลและอกุศล) รูปไม่รู้อะไรเลย แต่รูปนั่นเองเป็นที่รองรับความยินดี ความพอใจ หรือเวทนาต่างๆ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1016)



~ ทำไมต้องการเห็นรูป ทำไมต้องการได้ยินเสียง ทำไมต้องการกลิ่นหอมๆ ทำไมต้องการรสอร่อยๆ ทำไมต้องการได้สิ่งที่กระทบสัมผัสที่น่าพอใจ ก็เพื่อความรู้สึกที่เป็นสุขจะได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในสิ่งที่ปรากฏ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แม้เพียงนึกถึงรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็ทำให้รู้สึกเป็นสุขได้ ใช่ไหม ในวันหนึ่งๆ เป็นสุขกับการคิดนึกถึงรูปบ้าง เสียงบ้าง กลิ่นบ้าง รสบ้าง โผฏฐัพพะบ้างหรือเปล่า?
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1016)



~ เมื่อไรทางฝ่ายกุศลเหตุจะค่อยๆ เจริญขึ้นจนกระทั่งมีกำลังมากกว่าทางฝ่ายอกุศลเหตุ ก็ต้องเป็นผู้ที่อบรมเจริญปัญญาที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง เพราะการรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง ในขณะนั้นเป็นอโมหเหตุ เป็นปัญญาเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่รู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง ซึ่งตราบใดปัญญายังไม่รู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง ที่จะไม่ให้โลภเหตุ โทสเหตุ หรือโมหเหตุเจริญงอกงามไพบูลย์นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ไม่มีธรรมอื่นที่จะละคลายหรือว่าสามารถดับอกุศลเหตุได้นอกจากปัญญาซึ่งเป็นอโมหเหตุ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1014)



~ ทุกคนต้องอาศัยการฟัง การพิจารณา จนเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องซึ่งยังไม่พอ เพราะการฟังการพิจารณาและการเข้าใจ จะเป็นสังขารขันธ์ เป็นเครื่องปรุง เป็นเครื่องประกอบที่จะให้ปัญญาข้างหน้าเกิดขึ้น

ถ้าจะสร้างบ้านสักหลังหนึ่ง ไม่มีตะปู ไม่มีส่วนประกอบ ไม่มีอะไรๆ เลย จะให้เป็นบ้านหลังหนึ่งเกิดขึ้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ ในทางวัตถุยังต้องอาศัยวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เพราะฉะนั้น การฟัง การเข้าใจธรรมที่ได้ยินได้ฟังแต่ละขณะนี้ ไม่ได้หายไปไหนเลย เป็นอุปกรณ์ซึ่งเก็บสะสมไว้เพื่อให้ปัญญาที่สมบูรณ์เกิดขึ้นข้างหน้า
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1019)



~ ความเป็นมิตรที่ดี กัลยาณมิตรที่เลิศ ก็คือเพื่อประโยชน์ของผู้ที่เราเป็นมิตรด้วย เพราะฉะนั้น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นมิตรที่ประเสริฐที่สุด เพราะว่าทรงพระมหากรุณา ทุกอย่างที่ทำ เพื่อประโยชน์ของผู้ที่ได้พบทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ กว่าจะได้เข้าใจพระธรรม คือ ธรรมขณะนี้ตามความเป็นจริง สัจจธรรม ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้ให้เป็นอย่างอื่นได้เลย ให้เป็นอย่างอื่น ให้เป็นอย่างนั้น ให้เป็นอย่างนี้ด้วย ก็ไม่ได้ใช่ไหม? ธรรมต้องเป็นธรรมประการเดียว กุศลธรรมเป็นกุศลธรรม อกุศลธรรมเป็นอกุศลธรรม ไม่ว่าจะเกิดกับใคร ที่ไหน ทั้งหมดก็คือเป็นธรรม
(ที่มา : เก็บไว้ในหทัย กัลยาณมิตรที่เลิศ)



~ ไม่ว่าจะเกิดความยินดีหรือไม่มีความยินดีในอารมณ์ที่ปรากฏ ทุกๆ ขณะเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เป็นธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ใช่พูดลอยๆ และไร้ประโยชน์ แต่จะมีประโยชน์เวลาที่ท่านผู้ฟังพิจารณาและประจักษ์จริงๆ ว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุศาสนีย์ พร่ำสอนว่าธรรมใดเป็นธรรมที่ผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง และไม่ใช่ให้รอเวลาด้วย ถ้าสามารถที่จะเห็นเอง ในขณะนี้เอง เพราะว่ากำลังมีการเห็น ทรงเตือน ทรงอนุเคราะห์ด้วยการทรงแสดงธรรมว่าธรรมกำลังปรากฏในขณะนี้เป็นธรรมที่ผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เท่านั้นยังไม่พอ ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน นี่คืออนุศาสนีย์ที่ทรงแสดงที่ทรงพร่ำสอนในขณะที่กำลังฟัง ในขณะนี้ที่จะน้อมเข้ามาพิจารณารู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ในขณะที่เห็น ในขณะที่ได้ยิน ในขณะที่ได้กลิ่น ในขณะที่ลิ้มรส ในขณะที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ในขณะที่กำลังคิดนึก คือ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1023)



~ ในวันหนึ่งๆ ทุกท่านหมกมุ่นด้วยโลภะ กลืนเอาไปหมดในวันหนึ่งๆ กลืนเอาไปเสียเสร็จสิ้น จริงไหม ท่านที่ชอบการละเล่นชนิดหนึ่งชนิดใด เวลาของท่านในวันนั้นไม่ค่อยจะได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ เพราะที่ชื่อว่า "ความหมกมุ่น" ด้วยอำนาจที่กลืนเอาไปเสียเสร็จสิ้น ในวันหนึ่งๆ เวลาส่วนมากใช้ไปด้วยโลภะ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1037)



*** ~ อย่าลืม ไม่เคยอยู่คนเดียว เพราะว่ามีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่อยู่ด้วย ใกล้ชิดที่สุด ไม่ห่างเลย คือ โลภะ จริงหรือเปล่า อยู่ที่ไหนก็ได้ ที่เข้าใจว่าอยู่คนเดียว ลองคิดดูว่า ในขณะนั้นใจนึกถึงอะไรบ้าง นึกถึงใครบ้าง นึกถึงเรื่องอะไรบ้าง จะกล่าวว่าอยู่คนเดียวได้อย่างไร เพราะฉะนั้น โลภมูลจิตไม่เคยจากไปไกลเลย อยู่ใกล้เคียงตลอดเวลาในสังสารวัฏฏ์***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1037)



*** ~ ทุกท่านทราบเรื่องความไม่แน่นอนของชีวิตใช่ไหม ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้แต่ความตาย เพราะฉะนั้น ไม่ควรรอคอยวันเวลาที่จะทำกุศล ไม่ว่าจะเป็นวัตถุทาน อภัยทาน ธรรมทานหรือกุศลอื่นๆ และกุศลที่ควรจะง่ายและสะดวกซึ่งไม่น่าจะต้องคอยกาลเวลาเลย คือ อภัยทาน กุศลอื่นยังต้องคอยกาลเวลาใช่ไหม การใส่บาตร การทำบุญ ยังต้องคอยกาลเวลา การตระเตรียม แต่อภัยทานไม่น่าต้องคอยกาลเวลาเลย ควรจะเป็นกุศลที่ง่ายและสะดวก***
(ที่มา :
แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1590)



~ มีใครเคยหลงป่าบ้างไหม จะหาทางออกไม่ได้เลย ยากมากทีเดียว ฉันใด การที่ใครก็ตามเกิดความเห็นผิด ยึดถือความเห็นผิด วนเวียนอยู่ในความเห็นผิด ยังไม่สามารถที่จะรู้ว่าความเห็นอย่างไรเป็นความเห็นถูก ขณะนั้นไม่มีทางที่จะออกจากความเห็นผิดได้ เพราะการที่จะออกจากความเห็นผิดได้ ก็เมื่อมีความเห็นถูกเกิดขึ้นเท่านั้นจึงจะรู้ว่าความเห็นก่อนๆ เป็นความเห็นผิดหรือว่าความเห็นอย่างไรเป็นความเห็นผิด
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1041)



~ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่เว้นเลย เพราะฉะนั้น สภาพธรรม ทุกอย่างที่มีจริง ไม่ว่าจะปรากฏทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทั้งหมดเป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1048)



*** ~ เมื่อมีกาย ก็ต้องมีความทุกข์ซึ่งเกิดขึ้นเพราะกระทบสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยกาย เย็นบ้างร้อนบ้างเป็นของธรรมดา เมื่อมีกาย จะไม่กระทบกับเย็นหรือร้อนที่จะเกิดความทุกข์เป็นไปได้ไหม ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าหลงลืม ไม่รู้ว่าขณะนั้นไม่ใช่ตัวตน เป็นวิบากจิต เป็นผลของกรรมซึ่งเกิดขึ้นรู้อารมณ์ที่กระทบกายและดับไป ถ้าไม่รู้ อย่างนี้จริงๆ ย่อมเดือดร้อน ย่อมคร่ำครวญ ย่อมรำพัน ซึ่งในขณะนั้นหลงลืมสติ ไม่ได้รู้ว่า ลักษณะที่ร้อน หรือว่าลักษณะที่เย็น ลักษณะของความรู้สึกซึ่งทุกข์ที่กาย ในขณะนั้น ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ถ้าอดทนไม่ได้ จะเป็นอย่างไร ก็ยิ่งเดือดร้อนด้วยประการทั้งปวง***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1045)




ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๐



... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...

pic00076261800aeb677.jpg?v=1786239246


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
Jaturong1
วันที่ 9 ส.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

  
  ความคิดเห็นที่ 2  
  
JSung
วันที่ 9 ส.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

  
  ความคิดเห็นที่ 3  
  
mammam929
วันที่ 9 ส.ค. 2569

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

กราบบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ด้วยความเคารพยิ่ง

กราบยินดีในกุศลทุกประการค่ะ

  
  ความคิดเห็นที่ 4  
  
swanjariya
วันที่ 9 ส.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

  
  ความคิดเห็นที่ 5  
  
เจียมจิต สุขอินทร์
วันที่ 9 ส.ค. 2569

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่เว้นเลย เพราะฉะนั้น สภาพธรรม ทุกอย่างที่มีจริง ไม่ว่าจะปรากฏทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ทั้งหมดเป็นอนัตตา คือ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน

ทุกประโยคเป็นพระธรรมที่ทรงพลังและลึกซึ้งควรค่าแก่การน้อมนำมาใส่ตนเพื่อเตือนสติ

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

  
  ความคิดเห็นที่ 6  
  
chatchai.k
วันที่ 9 ส.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ