ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๐

  
khampan.a
วันที่  2 ส.ค. 2569
หมายเลข  52818
อ่าน  284

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic0048386544b3c078.jpg?v=1785659147

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๐

pic000762615f59be31e.jpg?v=1785659692



~ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม ๔๕ พรรษาเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริง ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ตราบใดที่ยังยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราหรือเป็นตัวตน ที่จะพ้นทุกข์เป็นไปไม่ได้เลย แต่ถ้ารู้ตามความเป็นจริงว่าสภาพธรรมแต่ละอย่างไม่เที่ยง เกิดมาแล้วไม่มีสักขณะจิตเดียวที่เที่ยง ถ้ารู้ความจริงและประจักษ์อย่างนี้จริงๆ ไม่มีการยึดมั่นว่าเป็นเรา ความทุกข์ก็จะลดน้อยลง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1843)



~ พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ทรงแสดงความจริงทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตาย ให้รู้ว่าเป็นธรรมซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ของใครด้วย และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เพราะฉะนั้น เวลาที่ฟังธรรมจึงต้องไตร่ตรอง เพื่อที่จะเริ่มรู้ทางที่ปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงอย่างที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง ไม่ใช่ทางอื่นแต่เป็นทางที่จะมีความเห็นถูกความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 670)



~ อธิษฐานไม่ใช่ขอ แต่เป็นความมั่นคงในกุศลธรรมเพราะรู้ว่าถ้าขณะนั้นกุศลธรรมไม่เกิดอกุศลธรรมเกิดแล้ว เพราะฉะนั้น ทุกโอกาสที่จะเป็นกุศลแต่ละประการแต่ละขณะที่จะเป็นไปได้ทำทันที มิฉะนั้นแล้วอกุศลก็เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น เป็นผู้ที่มีอธิษฐาน คือ ความมั่นคงในการเจริญกุศลธรรม
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 669)



~ แม้แต่คำว่า “ธรรม” คำเดียว อย่าเพิ่งประมาท ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม คำนี้เข้าไปถึงใจแล้วหรือยัง ชั่วคราวหรือว่าบ่อยๆ หรือว่าแม้ขณะนี้ คำว่า “สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้เป็นธรรม” เรื่องของธรรมที่จะต้องศึกษานี้มีมาก เพราะว่าสิ่งที่มีจริง เป็นจริงในชีวิตประจำวันทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะฉะนั้น การที่จะเข้าใจธรรมไม่ใช่เพียงครั้งเดียวเรื่องเดียว แต่สิ่งที่มีจริงทั้งหมดในชีวิตประจำวันเป็นธรรมที่จะต้องศึกษาจนกว่าจะมีความเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรม
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 686)



~ ประมาทธรรมไม่ได้ ธรรมมี ไม่เคยสนใจ มีกี่คนที่จะสนใจธรรม คือสิ่งที่มีจริงๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย นอกจากคนที่เคยได้ฟังแล้วก็เคยเห็นประโยชน์มีศรัทธาที่จะรู้ว่าตลอดชีวิตก็คือเกิดมาแล้วก็ตายไป สนุกสนาน สุข ทุกข์ แล้วก็ไม่มีอะไรเหลือแล้วก็จากโลกนี้ไปด้วยความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นผู้ที่มีศรัทธาที่สะสมมาก็สามารถที่จะรู้ประโยชน์ของการฟัง
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 701)



~ ชีวิตประจำวันก็พิสูจน์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของใคร ขณะไหนทุกข์ยากลำบากทั้งหลาย ความเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งหมดมาจากอะไร ถ้าผลไม่ดีต้องมาจากเหตุที่ไม่ดี แต่ว่าเราเผินคือไม่รู้ว่าเวลาที่เหตุไม่ดีให้ผล ให้ผลเมื่อไรและอย่างไร แต่ถ้าเห็นตามความเป็นจริงก็สามารถที่จะทำให้เราเข้าใจในความเป็นธรรม ในความเป็นอนัตตา ในความเป็นธาตุซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้ เพราะเหตุว่าไม่มีใครนอกจากธรรม
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 689)



~ วันนี้ท่านผู้ฟังคงจะสำรวจดูทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่อาจมีมาก ซึ่งแท้ที่จริงแล้วก็ทั่วไปกับจักขุวิญญาณ เพราะถ้าเข้าใจว่ามีทรัพย์สมบัติมาก แต่ไม่เห็นทรัพย์สมบัตินั้นเลย จะเกิดความรู้สึกว่าเป็นของเราได้ไหม หรือว่าจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อเข้าใจว่ามีทรัพย์สมบัติมาก แต่ไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ไม่มีการได้กลิ่น ไม่มีการลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสใดๆ จากทรัพย์สมบัติทั้งหลายนั้น เพราะฉะนั้น ถ้ารู้ลักษณะของปรมัตถธรรม ซึ่งไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ จะมีความเสมอกัน เพราะไม่มีเรา ไม่ว่าจะเป็นจักขุวิญญาณของใคร ก็เห็นสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้น ไม่ควรที่จะยึดถือสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นเราหรือของเรา
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 981)



~ กิเลสเป็นสภาพธรรมที่ไม่บริสุทธิ์ เศร้าหมอง เศร้าหมองในที่นี้หมายความถึงความไม่ผ่องแผ้ว ไม่บริสุทธิ์ เช่น เวลาที่เกิดความยินดี ความพอใจ ความปรารถนา ความต้องการเกิดขึ้น ในขณะนั้น สบายหรือไม่สบาย กำลังอยากได้สิ่งหนึ่งสิ่งใด สบายหรือไม่สบาย ถ้าไม่อยากได้ ไม่เกิดโลภะ จะสบายกว่านั้นอีก ใช่ไหม ไม่ต้องปรารถนา ไม่ต้องต้องการ ไม่ต้องพอใจ ไม่ต้องติด ไม่ต้องอยากได้ แต่เวลาที่กำลังอยากได้ กำลังพอใจ อวิชชาไม่สามารถที่จะเห็นได้ว่าขณะนั้นเป็นสภาพที่เศร้าหมอง ไม่บริสุทธิ์ ไม่สบาย เดือดร้อนแล้วเพราะความพอใจ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 978)



~ กำลังเห็น เลือกไม่ได้ ทุกคนอยากจะเห็นสิ่งที่น่าพอใจ เท่าไรก็ไม่พอ เห็นแล้วก็อยากจะเห็นอีกทุกวันไป แต่ว่าเลือกไม่ได้ แล้วแต่ว่าจะเห็นสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ แม้ว่าทุกคนจะมีจักขุปสาทที่เกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย แต่ว่าสิ่งที่ปรากฏกับจักขุวิญญาณโดยกระทบกับจักขุปสาท แล้วแต่กัมมปัจจัยจะเป็นปัจจัยให้เกิดการเห็นสิ่งที่ดี เป็นผลของกุศลกรรม หรือเห็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นผลของอกุศลกรรม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 978)



~ ถ้าไม่รู้ธรรมเลย ชีวิตทุกคนก็เป็นไปตามโลภะ โทสะ โมหะ แต่พอรู้ว่าเป็นธรรม และประโยชน์ก็คือว่าจากที่ไม่เคยรู้แล้วเป็นความรู้ที่ค่อยๆ รู้ขึ้นว่าจริงๆ และสิ่งที่มีชั่วคราว เห็นชั่วคราว ได้ยินชั่วคราว และก็ไม่สามารถที่จะบันดาลให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดได้เลย และสิ่งที่เกิดแล้วก็จะไม่ให้หมดไปก็ไม่ได้ นี่คือความเห็นถูกความเข้าใจถูก เป็นประโยชน์ไหมที่ได้รู้ความจริงอย่างนี้?
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 693)



~ เมื่อโกรธเกิดขึ้นแล้วดีไหม ใครเดือดร้อน โกรธเกิดที่ไหน ไม่เป็นสุข จะไปทำให้คนที่มีความโกรธเป็นสุขเป็นไปไม่ได้เลย เพราะลักษณะนั้นเป็นสภาพที่เดือดร้อน แม้จิตในขณะนั้นก็มีโทสะคือความขุ่นเคืองใจเกิดร่วมด้วย ขณะนั้นเดือดร้อนจริงๆ และถ้ามาก คิดดูว่าปัญหาทั้งหลาย โทษทั้งหลาย ความไม่สงบทั้งหลายก็เกิดจากอกุศลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโทสะหรือโลภะ ทั้งหมดก็มาจากความไม่รู้คืออวิชชาหรือโมหะ
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 679)



~ ถ้าได้พิจารณาตัวเองอย่างละเอียดและเห็นอกุศลธรรม เห็นกิเลสของตนเอง จะเป็นประโยชน์ ทำให้เป็นผู้ที่ไม่ประมาท และจะไม่คิดว่าตัวเองดีพอแล้ว เพราะถ้าคิดว่าดีพอแล้ว กุศลกรรมก็ทำมากแล้ว จะทำให้ไม่เจริญกุศลยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ซึ่งความจริงแล้วถ้าเทียบกันระหว่างกุศลและอกุศล โดยสภาพของความเป็นปุถุชน กุศลมากเท่าไรก็ยังไม่พอ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1525)



~ น่ารู้ไหมอกุศลของตนเอง ไม่ต้องให้คนอื่นรู้ก็ได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีปัญญาย่อมพิจารณาเห็นอกุศลของตนเอง และเห็นโทษของอกุศลธรรมนั้นๆ และขวนขวายที่จะดับอกุศลธรรมนั้นๆ ด้วย ไม่ใช่เพียงรู้ธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ไม่ใช่เพียงให้เข้าใจ ไม่ใช่เพียงให้รู้ แต่เพื่อให้ประพฤติปฏิบัติในทางที่เป็นกุศลยิ่งขึ้นด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1525)



*** ~ ตราบใดที่ยังเป็นมนุษย์นี่ก็เป็นโอกาสที่ประเสริฐที่จะสามารถบำเพ็ญความดีหรือทำความดีได้ทุกโอกาส แล้วก็ไม่ควรประมาทแม้ความดีเพียงเล็กน้อยด้วย เพราะขณะใดก็ตามที่กุศลจิตไม่เกิดขณะนั้นเป็นอกุศล แล้วก็ไม่ใช่ขณะเดียวที่เพิ่มขึ้นๆ แต่ละขณะมากมายมหาศาล และก็อยากจะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม หรืออยากจะมีสิ่งที่เป็นโลกธรรมฝ่ายดีโดยที่อกุศลยังเต็มอยู่ ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าถ้าอกุศลกรรมได้กระทำแล้ว ก็เป็นปัจจัยที่จะให้ทุกอย่างที่รู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กายเป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 690)



*** ~ ข้อสำคัญที่สุด ได้สิ่งที่น่าพอใจแล้วก็ยังติดข้องเอามาทำไม เอามาติดแล้วก็เพิ่มความติดขึ้น ละก็ไม่ได้ ไม่มีปัญญาที่จะละ แต่ก็ยังอยากได้เพื่อที่จะเอามาเพิ่มขึ้นในความเป็นโทษ เพราะเหตุว่าที่อยากจะตายเพราะไม่ได้สิ่งที่พอใจ ถ้าได้สิ่งที่พอใจก็ไม่อยากจะตาย ใช่ไหม? แล้วเวลาที่ได้สิ่งที่พอใจแล้วก็ยังติดข้องในสิ่งนั้นอีก ก็ไม่มีทางที่จะรู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นทุกข์ เพราะเหตุว่าเกิดแล้วก็หมดไป ไม่มีสิ่งใดที่เป็นของใครจริงๆ สักอย่างเดียว ***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 690)



~ ถ้าศึกษาพระธรรมจะเห็นว่าทรงแสดงอย่างละเอียดยิ่ง ทั้งในเรื่องของทาน ในเรื่องของศีล ในเรื่องความสงบของจิต ในเรื่องของปัญญา เพื่อที่จะเกื้อกูลให้อกุศลที่หนาแน่นค่อยๆ ลดน้อยลง มีทางไหนที่พระธรรมจะทำให้สิ่งที่เป็นอกุศลลดลงไปได้ ก็ทรงแสดงทุกประการเพื่อที่จะให้สามารถรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏได้
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 690)



*** ~ ปัญหามาจากกิเลส ถ้าไม่มีกิเลส ไม่มีปัญหา ถ้าเป็นกุศล ก็ไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้น ก็รู้ว่าจริงๆ แล้วปัญหาก็คืออกุศลซึ่งเกิดเพราะความไม่รู้ แล้วหมดไปไม่ได้เลยถ้ายังคงไม่รู้อยู่ ก็ยังต้องเป็นอย่างนี้***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 391)



~ ปัญญาเป็นสภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกับอกุศลธรรม ซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นศัตรู เพราะฉะนั้น ปัญญาเปรียบเสมือนมิตรที่แท้จริง เพราะว่าไม่เคยทำร้ายจิตแต่ประการใดเลย ขณะใดที่ปัญญาเกิดขึ้น ขณะนั้นเป็นความเข้าใจถูกในธรรม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1847)



~ เมื่อเห็นความไม่ดีของคนอื่น ก็คิดว่าแม้เราเองก็มีเหมือนกัน ไม่ใช่ว่ามีแต่เขา เราก็มี ในเมื่อเราก็มีด้วย ทำไมรังเกียจแต่อกุศลของคนอื่น ไม่รังเกียจอกุศลของเรา ซึ่งการรังเกียจอกุศลของคนอื่นไม่เกิดประโยชน์อะไรกับเราเลย แต่การที่ย้อนกลับมาว่าอกุศลที่คนอื่นมีนั้น เราก็มี และเราผู้เดียวเท่านั้นที่จะเพียรขัดเกลาอกุศลของเราได้ เราไม่สามารถไปขัดเกลาอกุศลของคนอื่นได้เลย การระลึกอย่างนี้ จะทำให้เพิ่มความสังวร ระวัง และเจริญกุศลขึ้นได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1647)



~ ทุกคนคิดว่าชีวิตยืนยาวมาก แต่ความจริงชีวิตของทุกคนดำรงอยู่เพียงชั่วขณะจิตเดียว เพราะว่าจิตเกิดขึ้นขณะหนึ่งและก็ดับ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นและก็ดับ แต่เกิดดับอย่างรวดเร็วจนเมื่อไม่รู้ว่าเป็นจิตแต่ละขณะซึ่งเกิดดับ ก็เป็นเรา ซึ่งเดี๋ยวเป็นกุศล เดี๋ยวเป็นอกุศล เดี๋ยวเป็นสุข เดี๋ยวเป็นทุกข์ ความจริง เป็นจิตแต่ละขณะซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะเดียวจริงๆ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1626)




ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๙

pic000762616fc272606.jpg?v=1785659692
... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
swanjariya
วันที่ 2 ส.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

  
  ความคิดเห็นที่ 2  
  
เจียมจิต สุขอินทร์
วันที่ 2 ส.ค. 2569

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

อ้างอิง ~ ปัญญาเป็นสภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกับอกุศลธรรม ซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นศัตรู เพราะฉะนั้น ปัญญาเปรียบเสมือนมิตรที่แท้จริง เพราะว่าไม่เคยทำร้ายจิตแต่ประการใดเลย ขณะใดที่ปัญญาเกิดขึ้น ขณะนั้นเป็นความเข้าใจถูกในธรรม

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1847)

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

  
  ความคิดเห็นที่ 3  
  
chatchai.k
วันที่ 2 ส.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

  
  ความคิดเห็นที่ 4  
  
Jaturong1
วันที่ 2 ส.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

  
  ความคิดเห็นที่ 5  
  
mammam929
วันที่ 2 ส.ค. 2569

น้อมกราบบูชาคุณพระรัตนไตร

กราบบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ด้วยความเคารพยิ่งในเมตตาจิตกล่าวคำจริงเกื้อกูลผู้ไม่รู้ให้ค่อยๆ เข้าใจตามเป็นจริงค่ะ

กราบอนุโมทนาทุกความดีงามค่ะ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ