ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๘

  
khampan.a
วันที่  19 ก.ค. 2569
หมายเลข  52727
อ่าน  502

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic004837386f1d56ce.jpg?v=1782781583

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๘

pic00076261228dff56e.jpg?v=1784295216



~ ธรรมที่ท่านได้ฟังจากพระวินัยปิฎกก็ดี พระสุตตันตปิฎกก็ดี พระอภิธรรมปิฎกก็ดี จะเห็นได้ถึงพระมหากรุณาคุณอย่างยิ่งของพระผู้มีพระภาคที่ทรงเกื้อกูลพุทธบริษัททุกโอกาส แม้แต่ธรรมปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นโอวาทที่ทรงพร่ำสอนเพื่อที่จะให้พุทธบริษัทเจริญกุศล เป็นผู้ที่ไม่ประมาททั้งสิ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 258)



~ การศึกษาธรรมก็ต้องอดทนที่จะรู้ว่าอกุศลมีมาก ความไม่รู้มีมาก ความติดข้องในสิ่งที่เคยติด ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีมาก เพราะฉะนั้น ก็ต้องฟังธรรมทุกประการ ด้วยการพิจารณาให้เข้าใจธรรม ซึ่งการเข้าใจธรรมมีตั้งแต่ขั้นฟัง ขณะนี้ที่ได้ฟัง แล้วก็เริ่มเข้าใจจนกว่าจะสามารถรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ กำลังเป็นจริงในขณะนี้ได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 611)



~ เวลาที่จะเสื่อมลาภก็เป็นของธรรมดา เสื่อมยศหรือว่านินทา หรือทุกข์ก็เป็นของธรรมดา จะหวั่นไหวทำไม ในเมื่อเป็นของธรรมดา เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เห็นความสำคัญของลาภ ยศสรรเสริญ สุข ก็คือผู้ที่อดทนต่ออารมณ์ที่น่าพอใจ เห็นว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยจริงๆ แล้วก็ไม่ติด ถ้าเป็นฝ่ายที่ตรงกันข้าม ก็คือเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ก็เป็นของธรรมดาอีก ก็ให้รู้ความจริงว่าไม่มีใครนอกจากสภาพธรรม
(ที่มา :ปกิณณกธรรม ตอนที่ 612)



~ สิ่งใดที่เป็นอกุศลที่เกิดแล้ว ก็ผ่านไปแล้ว เพราะฉะนั้น ตั้งต้นเสียใหม่ ถ้าคิดอย่างนี้ได้จะปลอดโปร่งใจมากทีเดียว จะละคลายความกังวลที่เป็นอกุศลที่สืบต่อมาอาจจะเป็นแรมวัน แรมเดือน หรือบางคนอาจจะเป็นแรมปีถ้าคิดไม่ได้ว่าเป็นแต่เพียงนามธรรมที่คิด ถ้าคิดอย่างนี้ได้ก็เป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ของกุศลและได้รับประโยชน์จากการฟังพระธรรม
(ที่มา :แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1821)



~ พระผู้มีพระภาคทรงรู้แจ้งว่าไม่มีใครสามารถไปดับโลภะ โทสะ โมหะ ของอุบาสกอุบาสิกาหรือบรรพชิตที่มาเฝ้าและกราบทูลถามปัญหาได้เลย ทรงแสดงธรรม ๔๕ พรรษาเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริง ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ตราบใดที่ยังยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราหรือเป็นตัวตนที่จะพ้นทุกข์เป็นไปไม่ได้เลย แต่ถ้ารู้ตามความจริงว่าสภาพธรรมแต่ละอย่างไม่เที่ยง เกิดมาแล้วไม่มีสักขณะจิตเดียวที่เที่ยง ถ้ารู้ความจริงและประจักษ์อย่างนี้จริงๆ ไม่มีการยึดมั่นว่าเป็นเรา ความทุกข์ก็จะลดน้อยลง
(ที่มา :แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1843)



~ ไม่ว่าจะประสบกับอารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจที่ไม่น่าพอใจอย่างไร ต้องรู้ว่าความทุกข์นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร จึงจะสามารถแก้ได้ เพราะว่าทุกข์ของแต่ละคนไม่ได้อยู่ที่คนอื่น แต่อยู่ที่ตัวเองซึ่งในขณะนั้นปัญญาไม่เกิดจึงเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น มีหนทางเดียวอีกเหมือนกัน คือ ไม่แก้คนอื่น แต่อบรมเจริญปัญญาของตนเองจนกระทั่งรู้จริงๆ ว่า ทุกข์ก็ไม่ยั่งยืน และเป็นแต่เพียงสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งทุกคนมีในสังสารวัฏฏ์
(ที่มา :แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1843)



~ เขาไม่ดีนั้นเรื่องของเขา ถ้าจิตของเราไม่ดีด้วยในขณะที่คิดถึงเขา ขณะนั้นก็ไม่ดีทั้งคู่ จิตไม่ดีเป็นเรื่องของเขา แต่ถ้าเรามีเมตตาต่อบุคคลนั้นได้ขณะนั้นก็เป็นกุศลจิตของเราที่เห็นโทษว่าไม่เมตตาขณะใด ขณะนั้นเป็นอกุศล
(ที่มา :แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1821)



~ ทุกคนต้องเป็นผู้ตรงว่าปัญญาที่เกิดขึ้นเมื่อได้ฟังพระธรรมแล้ว ต่างกับก่อนที่จะได้ฟังพระธรรม เพราะว่าก่อนได้ฟังพระธรรมจะไม่มีการรู้เรื่องของนามธรรมและรูปธรรม ไม่มีการรู้เรื่องจิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส จิตคิดนึก หรือสภาพธรรมที่ไม่ใช่เราเลย เช่น ความโลภ โลภะ ก็ไม่ใช่เรา ความโกรธก็ไม่ใช่เรา ความริษยาก็ไม่ใช่เรา ความสำคัญตนก็ไม่ใช่เรา แต่เป็น สภาพธรรมแต่ละอย่าง ต่อเมื่อได้ฟังพระธรรมแล้ว ปัญญาที่เกิดจากการฟังจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1841)



~ แต่ละชีวิตที่จะมาสู่พระธรรม อาจจะมาโดยลักษณะต่างๆ กัน ในสมัยโน้นคนเห็นผิดก็มีมาก เมื่อได้ฟังพระธรรมจึงได้เกิดความเห็นถูกขึ้น ทุกกาลสมัยก็เป็นอย่างนี้ แต่ละคนก็เป็นแต่ละหนึ่ง ไม่ซ้ำกันเลยในที่นี้ แต่ละชีวิตที่ผ่านมาก็เป็นชีวิตที่สังขารขันธ์มีโอกาสที่จะปรุงแต่งจนกระทั่งสามารถได้ฟังในขณะนี้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1840)



~ อบรมเจริญกุศลทุกประการ เพราะเรารู้ว่ากุศลเป็นสภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกับอกุศล อย่างอกุศลเกิด เราก็ไม่เป็นสุขในขณะที่เป็นอกุศล ไม่ว่าจะเป็นโลภะความต้องการ ก็ทำให้เราเดือดร้อน อยากจะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ขวนขวายจนกว่าจะได้ ได้มาแล้วก็ต้องเก็บรักษาไว้ ไม่ยอมให้พลัดพรากแตกทำลายไป เวลาเป็นอย่างอื่นไปก็เกิดความเศร้าโศก ก็เป็นเรื่องที่ว่าอกุศลเกิดขณะใดเราเห็นโทษ เพียงแต่เราเข้าใจให้ถูกว่าไม่มีอะไรจะละอกุศลได้นอกจากปัญญา ถ้าปัญญายังไม่เกิด ไม่มีทาง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1839)



~ ความโกรธเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ความโลภก็เป็นธรรมอีกอย่างหนึ่ง และโมหะก็เป็นธรรมอีกอย่างหนึ่ง คือ ทุกอย่างเวลานี้เป็นธรรมหมดเลย และเราก็กำลังศึกษาธรรม เพราะว่าจะมีพระธรรมคำสอนเป็นสรณะ คือ ความเข้าใจเรื่องของธรรมนั่นเอง นี่คือปัญญาที่จะรู้ว่าธรรมคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของจริงและไม่ใช่เราด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1838)



~ ศัตรูตัวใหญ่ที่เป็นต้นเหตุก็มี ๓ ซึ่งทุกคนได้ยินชื่อบ่อยๆ ไม่มีใครลืม คือ โลภะ โทสะ โมหะ และใน ๓ อย่างนี้ อกุศลธรรมที่ขาดไม่ได้เลยเวลาที่ศัตรูมา คือ โมหะ ความไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เพราะว่ายุทธวิธีหรือการดำเนินงานการปฏิบัติการของโมหะนั้น คือ ปิดกั้นไม่ให้รู้ลักษณะของนามธรรมรูปธรรมที่กำลังปรากฏ นั่นคือหน้าที่ของโมหะ ทางเดียวที่จะละคลายโมหะได้ คือ อบรมสภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกับโมหะ คือ ปัญญา ให้เกิดขึ้นเพื่อรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง มิฉะนั้นแล้วถ้ายังมีความไม่รู้ในลักษณะของสภาพธรรมอยู่ จะไม่ให้มีโมหะ ไม่ให้มีโลภะ เป็นไปไม่ได้ หรือจะไม่ให้มีโมหะ ไม่ให้มีโทสะ ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น เมื่ออกุศลทุกอย่างปราศจากโมหะไม่ได้ การรบกับอกุศลธรรมที่จะไม่ให้อกุศลธรรมเกิดได้จริงๆ ก็ปราศจากปัญญาไม่ได้เช่นเดียวกัน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1837)



~ ทุกชีวิตที่เกิดมาแต่ละภพแต่ละชาติ ไม่แน่นอนเลย มีการเปลี่ยนแปลง บางครั้งก็เป็นกุศล บางครั้งก็เป็นช่วงเวลาของอกุศล ซึ่งไม่มีใครสามารถรู้การสะสมของกุศลและอกุศลว่าในกาลไหนจะเป็นปัจจัยให้อกุศลเกิดมาก และในกาลไหนจะเป็นปัจจัยให้กุศลประเภทใดเกิดมาก เพราะฉะนั้นไม่ควรประมาทในการเจริญกุศล
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1834)



~ ความโกรธไม่มีประโยชน์กับใครเลย การรังเกียจในกายวาจาของบุคคลอื่นก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าสติไม่เกิดอย่างละเอียดก็จะไม่เห็นว่า กายวาจาของบุคคลอื่นซึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นนั้น ไม่ใช่เหตุอันแท้จริงที่จะทำให้อกุศลจิตเกิด แต่เหตุอันแท้จริง คือ การสะสมอกุศลของตนเองและไม่เห็นโทษของอกุศล ไม่จริงใจที่จะประพฤติปฏิบัติตาม ถ้าจริงใจที่จะประพฤติปฏิบัติตาม สละความโกรธทันทีได้ และเมตตาก็เกิดได้ทันที แต่ถ้ายังไม่เป็นอย่างนี้ ก็จะมีความโกรธ และไม่สามารถขจัดความโกรธหรือบรรเทาความโกรธนั้นได้ เพราะฉะนั้น เมตตาบารมีก็ไม่มีทางเจริญได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1862)



~ ผู้ที่ทำผิดก็ต้องมี ใช่ไหม เพราะมีกิเลสอยู่ ไม่ว่าเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ แต่จะรู้ตัวหรือเปล่า ถ้าเป็นผู้ที่รู้ตัวก็ยังสามารถที่จะเห็นโทษของสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว แล้วก็พิจารณาว่าไม่ควรจะกระทำสิ่งนั้นต่อไป แต่ว่าถ้าไม่มีการเห็นโทษเลย ก็ก้าวล่วงบ่อยๆ ก็เป็นเรื่องที่ไม่เจริญแน่ ถ้าเป็นอย่างนั้น
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 622)



~ การศึกษาธรรม ถ้าเข้าใจจุดประสงค์ว่าเพื่อเข้าใจลักษณะของ สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สติระลึกว่า ธรรมไม่ได้อยู่ในหนังสือ แต่ทุกอย่างที่ได้ศึกษามาแล้ว ความเข้าใจทั้งหมดนั้นจะต้องในขณะที่กำลังเห็น กำลังได้ยิน กำลังรู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใดใน ๖ ทาง แม้แต่เรื่องของปัจจัยที่ทรงแสดงไว้ ก็เพื่อให้เห็นสภาพความเป็นอนัตตาของสภาพธรรมในขณะที่กำลังเห็น กำลังได้ยิน เป็นต้นนั่นเอง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1871)



~ เป็นของที่แน่นอนที่สุด คือ เรื่องของกรรม ถ้าใครทำกุศลกรรม คนอื่นจะไปขอร้องไม่ให้กุศลกรรมให้ผล ก็เป็นไปไม่ได้ หรือว่าถ้าใครทำอกุศลกรรม ใครจะไปช่วยกันอ้อนวอนขอร้องอย่าให้บุคคลนั้นได้รับผลของอกุศลกรรม ก็เป็นไปไม่ได้เหมือนกัน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 424)



~ กุศลแม้เพียงชั่วขณะเล็กน้อยอย่างไรก็ตามที่ท่านรู้สึกว่าเป็นกุศลที่ไม่ใหญ่โตอะไรเลย เพียงแต่วาจาที่อ่อนหวาน ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนใจ ก็อย่าประมาทในกุศลเล็กๆ น้อยๆ นั้น และควรที่จะอบรมเจริญจริงๆ ถ้าท่านเป็นผู้ที่อบรมการละเว้นผรุสวาจา (คำหยาบคาย) จิตใจของท่านย่อมไม่เดือดร้อน เพราะเหตุว่าคนที่รับฟังคำของท่านไม่เดือดร้อนใจ จึงไม่นำความเดือดร้อนใจมาให้ท่านซึ่งเป็นผู้กล่าวด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 428)



~ ผู้ฟังจริงๆ ฟังพระธรรม เพื่อน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติตาม ขัดเกลาจิตใจ และเพื่อที่จะได้เจริญสติปัญญารู้สภาพธรรมตรงตามที่ได้ทรงแสดงไว้ ไม่ผิด ไม่คลาดเคลื่อน จึงชื่อว่าเป็นผู้ฟัง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 272)



~ การฟังธรรม การศึกษาธรรม ทุกครั้งไม่เสียประโยชน์ โดยเฉพาะท่านที่ฟังด้วยดี มนสิการ (ใส่ใจ) ในเหตุผล และศึกษาเพื่อประโยชน์ของการที่จะดับกิเลสจริงๆ ท่านก็จะได้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นแนวทางให้อบรมในทางที่ถูกต่อไป
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 300)




ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๗

pic00076261189db37db.jpg?v=1784295216

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
เจียมจิต สุขอินทร์
วันที่ 19 ก.ค. 2569

น้อมขอบคุณ "ปันธรรม" ล้ำคุณค่า

ครั้งที่ ๗๗๘ พาใจสดใส

น้อมพระคุณ พระสัมพุทธ สุดอาลัย

ทรงเกื้อกูล พุทธบริษัท ให้พ้นพาล

คัดข้อความ เตือนใจ ให้ตระหนัก

เห็นอกุศล มากนัก ในสังสาร

ต้องอดทน ฟังธรรม ทุกวันวาร

รู้สภาวะจริง สิ่งที่เป็น

โลกธรรม มีรุ่ง และมีร่วง

อย่าห่วงหวง หวั่นไหว ให้ขื่นขม

กิเลสเกิด ดับไป ไม่ปรารมภ์

จงเพียรบ่ม เมตตา ปัญญาตน

กราบขอบพระคุณ ผู้แบ่งปัน ข้อคิดอรรถ

ให้เจนจัด ในธรรม นำกุศล

ขออนุโมทนา ในบุญดล

พัฒนา จิตตน พ้นทุกข์ภัยฯ

  
  ความคิดเห็นที่ 2  
  
Jaturong1
วันที่ 19 ก.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

  
  ความคิดเห็นที่ 3  
  
swanjariya
วันที่ 19 ก.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

  
  ความคิดเห็นที่ 4  
  
chatchai.k
วันที่ 19 ก.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

  
  ความคิดเห็นที่ 5  
  
Jaturong1
วันที่ 20 ก.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ