ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๙
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)
ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๙

~ แต่ละคำควรจะได้พิจารณาเป็นความเข้าใจจริงๆ เพราะว่าถ้าเราเผิน
เราก็ฟังเหมือนกับเราฟังธรรมเราเข้าใจธรรม แต่จริงๆ
แล้วเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เพราะว่าธรรมลึกซึ้ง แม้กำลังมี
ก็ไม่มีใครสามารถที่จะเข้าใจถูกเห็นถูกถ้าไม่มีการฟังและเข้าใจเป็นพื้นฐานตามลำดับขั้น
ที่จะไปถึงการดับกิเลสหรือหมดกิเลส ถ้าไม่มีความเข้าใจจริงๆ
ในความเป็นอนัตตาในสภาพที่ไม่ใช่ตัวตนเลย ตั้งแต่เกิดจนตาย
ก็ไม่สามารถดับกิเลสได้ด้วยความไม่รู้
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
344)
~ การรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง คือ
รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏแต่ละทาง
ทางตาก็มีสภาพธรรมที่ปรากฏอย่างหนึ่ง
ทางหูก็มีสภาพธรรมที่ปรากฏอย่างหนึ่ง
ทางจมูกก็มีสภาพธรรมที่ปรากฏอย่างหนึ่ง
ทางลิ้นก็มีสภาพธรรมปรากฏอย่างหนึ่ง ทางกายก็ต้องมีสภาพธรรมจริงๆ
ปรากฏให้รู้ ทางใจก็ต้องมีสภาพธรรมที่ปรากฏให้รู้ได้ทางใจจริงๆ
ปรากฏให้รู้
นั่นจึงจะชื่อว่าเป็นการรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
430)
~ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้ว สุข ทุกข์ ก็ยังต่างกัน
หรือแม้สัตว์ดิรัจฉานก็ยังต่างกันไปตั้งแต่รูปร่างลักษณะ
มนุษย์มีรูปร่างหน้าตาผิวพรรณต่างกันตามความวิจิตรของกรรมฉันใด
สัตว์แต่ละตัวแต่ละชนิดแต่ละประเภท
ถ้าพิจารณาโดยละเอียดก็จะเห็นความต่างกันที่วิจิตรตามกรรมฉันนั้น
แม้สุข ทุกข์ของมนุษย์ แม้สุข ทุกข์ของสัตว์ดิรัจฉาน
ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยที่ได้กระทำแล้ว
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
261)
~ จะต้องไปแน่ เมื่อไรไม่ทราบ วันไหนไม่ทราบ แต่อยากจะไปที่ไหน
สุคติโลกสวรรค์นี้แน่นอนที่สุด ไปได้ไหม ทราบได้ไหม? ทราบไม่ได้
เหมือนกับการที่ท่านได้เกิดมาแล้ว มีชีวิตเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้
ชาติก่อนทราบไหมว่าจะต้องมาเกิดในโลกนี้มีชีวิตอย่างนี้
เป็นบุคคลนี้ ก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะฉะนั้น
เวลาที่ท่านสิ้นชีวิตลงก็ไม่สามารถที่จะทราบได้แน่นอนว่าท่านจะไปเกิดที่ใด
ในภพภูมิใด มีสุข มีทุกข์อย่างไร
นอกจากท่านจะเป็นพระอริยบุคคลก็จะไม่ไปสู่อบายภูมิแน่นอน
แต่ถ้ายังไม่ได้บรรลุคุณธรรมเป็นพระอริยบุคคล
ก็ไม่มีผู้ใดสามารถที่จะทราบได้เลยว่าแม้ท่านปรารถนาที่จะไปสู่สุคติโลกสวรรค์
แต่จะไปได้หรือไปไม่ได้ ต้องขึ้นอยู่กับกรรม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 210)
~ ถ้ารู้ผิดจากความเป็นจริง
จะละการยึดถือสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ได้
เพราะว่าไปรู้อื่น ผิดปกติจากชีวิตตามความเป็นจริง
และจิตใจของแต่ละคนก็ละเอียดเหลือเกิน
ถ้าไม่รู้จิตใจของตัวเองตามความเป็นจริงจะไม่สามารถที่จะดับกิเลสหรือละกิเลสได้เลย
เพราะว่าการที่จะดับกิเลสได้ ต้องเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ
ต่อสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 431)
~ ถ้าเป็นผลของกุศลกรรม
ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย
ก็ได้รับกระทบอารมณ์ที่น่ายินดี น่าพอใจ
แต่ว่าเวลาที่เป็นผลของอกุศลกรรม ก็ย่อมจะได้รับอารมณ์ทางตาบ้าง
ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้างที่ไม่น่าพอใจ
แต่ให้ทราบว่าขณะใดที่ได้ฟังผรุสวาจา (คำหยาบคาย)
ขณะนั้นเป็นเพียงผลของอกุศลกรรมทางวาจาอย่างเบาที่สุด
ถ้าเป็นอย่างหนัก ก็ทำให้เกิดในนรก
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
421)
~ ถ้าใครรู้จักว่าความโกรธที่กำลังปรากฏ เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
เป็นแต่เพียงสภาพธรรมชนิดหนึ่ง เมื่อมีปัจจัยของความโกรธ
ความโกรธก็เกิดขึ้น ยับยั้งบังคับบัญชาไม่ได้
นี่คือผู้ที่รู้จักความโกรธตามความเป็นจริง
มีมากไหมผู้ที่รู้จักความโกรธตามความเป็นจริงอย่างนี้ คือ
โดยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 461)
~ สำหรับการเจริญกุศลแม้ในขั้นของทาน แม้เป็นกิจเล็กๆ น้อยๆ
แต่ก็เป็นกุศลที่ท่านไม่ควรจะละเลย
บางท่านคิดว่าเพียงการสละทรัพย์สมบัติหรือวัตถุที่เล็กน้อยไม่น่าจะเป็นกุศล
แต่ว่าความจริงเป็นกุศล
เพราะว่าในขณะนั้นท่านมีเจตนาให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์สุข
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
211)
~ เรื่องเศร้าทั้งนั้นใช่ไหมสำหรับชีวิตที่เต็มไปด้วยความรักใคร่
ความริษยา ความอาฆาตต่างๆ จากชาติหนึ่งไปสู่อีกชาติหนึ่ง
ไม่มีสิ้นสุดเลย
ถ้าในขณะนั้นไม่ได้ระลึกรู้ว่าเป็นแต่เพียงนามธรรมและรูปธรรม
ชีวิตย่อมไม่มีการขัดเกลาและย่อมจะพอกพูนเต็มไปด้วยความรักใคร่
ความผูกพัน ความริษยาอาฆาตต่างๆ สืบต่อไป เป็นภพเป็นชาติต่อๆ
ไปในสังสารวัฎฎ์
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
263)
~ กิเลสของท่านมีมากมายเหลือเกิน
เมื่อท่านรู้ว่ากิเลสของท่านช่างมาก มีทั้งอย่างบาง อย่างเบา
อย่างละเอียด อย่างแรง เป็นไปตลอดเวลาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น
ทางกาย ทางใจ
ก็เป็นเครื่องแสดงอยู่แล้วว่าปัญญาช่างน้อยเสียเหลือเกิน
เพราะฉะนั้น
ก็ควรที่จะสะสมอบรมเจริญปัญญาให้เกิดขึ้นเพื่อที่จะละกิเลสทั้งหลายเหล่านั้น
ด้วยการรู้สภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 548)
~ คำว่า ปรมัตถธรรม
เป็นสภาพธรรมที่มีจริงและกำลังปรากฏ กำลังเห็น
เป็นสภาพธรรมที่มีจริงกำลังปรากฏ เป็นปรมัตถธรรม
ซึ่งหมายความว่าเป็นธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
เมื่อได้ฟังพระธรรมเรื่องของสภาพธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล
ไม่ใช่ตัวตน ก็อย่าเพิ่งพอใจว่ารู้แล้วเข้าใจแล้ว
เพราะจุดประสงค์ของการฟัง
เพื่อให้เข้าใจชัดเจนขึ้นจนกระทั่งประจักษ์แจ้งจริงๆ
ในสภาพที่ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์
ไม่ใช่บุคคลของธรรมที่กำลังปรากฏ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
940)
*** ~ อกุศลมีมากมายหลายประการ
โดยเฉพาะเรื่องของความต้องการ เรื่องของโลภะ ในลาภบ้าง ในยศบ้าง
ในสักการะบ้าง ในชื่อเสียงบ้าง ด้วยความยึดมั่นในความเป็นตัวตน
ต้องการทุกอย่างเพื่อตัว
แม้แต่การที่จะให้บุคคลอื่นกล่าวชมก็เป็นสิ่งที่พอใจ
แสดงให้เห็นความยึดมั่นในขันธ์ซึ่งได้แก่นามธรรมและรูปธรรม
ที่ยึดถือว่าเป็นเรา
เป็นตัวเราหรือว่าเป็นของเรา***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
974)
~ ชีวิตของแต่ละคน
ย่อมได้กระทำไปในหลายสิ่งซึ่งภายหลังท่านก็รู้สึกว่าไม่ควรที่จะกระทำอย่างนั้นเลย
แต่เมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น
การกระทำอย่างนั้นก็เกิดขึ้นเป็นไป เพราะฉะนั้น
หนทางเดียวที่จะระงับความเดือดร้อนใจได้ ก็คือ
ระลึกรู้ว่าขณะนั้นเป็นเพียงสภาพธรรมแต่ละชนิดที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
มิฉะนั้นแล้ว
ก็จะกังวลเดือดร้อนและไม่สามารถที่จะประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง
ไม่สามารถที่จะบรรลุถึงคุณธรรมของพระอริยเจ้า
เมื่อไม่เป็นพระอริยบุคคลก็ยังมีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดในอบายภูมิได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1000)
*** ~ มีธรรมเพียง ๒ อย่าง คือ นามธรรมและรูปธรรมซึ่งไม่ใช่ตัวตน
เราศึกษาธรรมเพื่อให้เข้าใจถูกต้องว่าไม่มีตัวตนและไม่ใช่เรา
ไม่ว่าจะเป็นสภาพธรรมอะไรก็ต้องไม่ใช่เราทั้งหมด
เมื่อไม่ใช่เราแล้วเป็นอะไร
ก็เป็นสภาพธรรมฝ่ายที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เป็นธรรมนั้นๆ
แข็งก็แข็ง เสียงก็เสียง กลิ่นก็กลิ่น เป็นธรรมที่เกิดแล้วก็ดับไป
ไม่ใช่ของใคร ส่วนสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมก็เป็นธาตุรู้ สภาพรู้
ซึ่งมีลักษณะต่างๆ กันไป ก็ไม่ใช่ตัวตน***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
311)
~ เกิดมาเพื่ออะไร? เพื่อจะตายวันหนึ่ง ช้าหรือเร็ว แต่ก่อนจะตายไป
ก็มีแต่สิ่งที่ไม่เที่ยง เพียงแต่ลวงให้เห็นเหมือนเป็นสิ่งที่เที่ยง
ทำให้เกิดความยินดีพอใจ แล้วเมื่อไหร่จะรู้ความจริง เพราะเหตุว่า
ถ้าไม่รู้ ก็พอใจในสิ่งที่ปรากฏซึ่งไม่เที่ยง สะสมความพอใจ
และเมื่อพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ อะไรจะเกิดขึ้น ก็เป็นความเศร้าโศก
โดยที่ไม่มีความรู้เลยว่าแท้ที่จริงทั้งหมดไม่ใช่เรา
ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
535)
~ พระพุทธศาสนาจะเน้นเรื่องปัญญา แต่คนที่ไม่ได้ศึกษา ไม่สนใจปัญญา
มุ่งที่จะทำมุ่งที่จะได้ แต่ไม่มุ่งที่ความเข้าใจ ทั้งๆ
ที่สภาพธรรมก็มีปรากฏ
เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเข้าใจหรือไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ
ถ้าไม่เข้าใจก็เหมือนไม่ได้ฟังพระธรรม เพราะว่าไปทำอย่างอื่น
แต่ถ้าเริ่มเข้าใจว่าเป็นธรรม นั่นก็คือ
การฟังพระธรรม
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
351)
~ ประโยชน์ ก็คือ
ความเข้าใจถูกความเห็นถูก สำคัญกว่าอย่างอื่นทั้งหมด ไม่ว่าจะได้ลาภ
ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้สุขอย่างไรก็ตาม ชั่วคราวเล็กน้อยและก็หมดไป
แล้วก็เกิดมาอีก ก็ไม่มีความเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ
ก็เป็นการไม่รู้อยู่นั่นเอง ด้วยเหตุนี้การฟังธรรมก็เพื่อเข้าใจธรรม
เข้าใจถูกว่าเป็นธรรม
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
342)
~
ผู้ที่มีพระมหากรุณากว่าคนอื่นทั้งหมด
ก็คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าสัตว์โลกมีความไม่รู้
มีความเห็นผิด เข้าใจผิดในธรรม จึงทรงพระมหากรุณาแสดงพระธรรม
เห็นได้เลยว่าพระธรรมมีประโยชน์ เมื่อมีความเข้าใจแล้ว
นำมาซึ่งสิ่งที่เป็นกุศลเพิ่มขึ้นทั้งกาย วาจา ใจ
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
356)
~ เราไม่ได้เกิดมาแค่ชาตินี้ อายุแค่นี้ แสนโกฏิกัปป์มาแล้ว
นานแสนนานก็เกิดมาแล้ว สะสมกุศลอกุศล ความชอบความไม่ชอบต่างๆ
จนกระทั่งปรากฏให้เห็นว่าเป็นบุคคลนี้อย่างนี้ในชาตินี้ซึ่งชาติต่อไปก็มีสิ่งที่สะสมมาในแสนโกฏิกัปป์ในจิตแต่ละขณะที่สืบต่อ
พร้อมที่มีปัจจัยเมื่อไรก็เกิดขึ้น
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
352)
~ เมตตาเป็นคุณธรรมซึ่งมีได้ทุกกาล คือ ความเป็นมิตร ความเป็นเพื่อน
วันนี้มีเมตตาแค่ไหน ธรรมไม่ใช่ไปดูอื่นไกลเลย
แต่เป็นสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน
ที่บ้านวันนี้เมตตาใครหรือเปล่า คนที่อยู่รอบข้าง
ถ้าเราคิดจะเมตตาคนอื่น แต่คนที่อยู่ใกล้เรา เราไม่เมตตาเลย
แล้วจะมีความสุขไหม และจะมีความเจริญ มีความเมตตาเพิ่มขึ้น หรือไม่
ธรรมทั้งหมดเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เมื่อมีปัญญาแล้ว กาย
วาจาของเราจะดีขึ้น คนที่เคยพูดคำที่ไม่น่าฟัง
แต่พอเข้าใจในความเป็นเพื่อน
และคิดถึงว่าคนอื่นก็ไม่อยากได้ยินคำอย่างนี้ จะหยุด
แม้ว่ากำลังจะกล่าวคำที่ไม่น่าฟัง นี่คือความเมตตา คือ
ความเป็นเพื่อน ทุกกรณีทุกสถานการณ์
เป็นประโยชน์
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
356)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม
- ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๘

...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...
ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
~ คำว่า ปรมัตถธรรม เป็นสภาพธรรมที่มีจริงและกำลังปรากฏ กำลังเห็น เป็นสภาพธรรมที่มีจริงกำลังปรากฏ เป็นปรมัตถธรรม ซึ่งหมายความว่าเป็นธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน เมื่อได้ฟังพระธรรมเรื่องของสภาพธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ก็อย่าเพิ่งพอใจว่ารู้แล้วเข้าใจแล้ว เพราะจุดประสงค์ของการฟัง เพื่อให้เข้าใจชัดเจนขึ้นจนกระทั่งประจักษ์แจ้งจริงๆ ในสภาพที่ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลของธรรมที่กำลังปรากฏ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 940)
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ


