ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)
ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๐

~ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม ๔๕ พรรษาเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริง
ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
ตราบใดที่ยังยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราหรือเป็นตัวตน
ที่จะพ้นทุกข์เป็นไปไม่ได้เลย
แต่ถ้ารู้ตามความเป็นจริงว่าสภาพธรรมแต่ละอย่างไม่เที่ยง
เกิดมาแล้วไม่มีสักขณะจิตเดียวที่เที่ยง
ถ้ารู้ความจริงและประจักษ์อย่างนี้จริงๆ ไม่มีการยึดมั่นว่าเป็นเรา
ความทุกข์ก็จะลดน้อยลง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1843)
~ พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
ทรงแสดงความจริงทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตาย
ให้รู้ว่าเป็นธรรมซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ของใครด้วย
และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เพราะฉะนั้น
เวลาที่ฟังธรรมจึงต้องไตร่ตรอง
เพื่อที่จะเริ่มรู้ทางที่ปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงอย่างที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง
ไม่ใช่ทางอื่นแต่เป็นทางที่จะมีความเห็นถูกความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงๆ
ที่กำลังปรากฏในขณะนี้
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
670)
~ อธิษฐานไม่ใช่ขอ
แต่เป็นความมั่นคงในกุศลธรรมเพราะรู้ว่าถ้าขณะนั้นกุศลธรรมไม่เกิดอกุศลธรรมเกิดแล้ว
เพราะฉะนั้น
ทุกโอกาสที่จะเป็นกุศลแต่ละประการแต่ละขณะที่จะเป็นไปได้ทำทันที
มิฉะนั้นแล้วอกุศลก็เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น เป็นผู้ที่มีอธิษฐาน คือ
ความมั่นคงในการเจริญกุศลธรรม
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
669)
~ แม้แต่คำว่า “ธรรม” คำเดียว อย่าเพิ่งประมาท
ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม คำนี้เข้าไปถึงใจแล้วหรือยัง
ชั่วคราวหรือว่าบ่อยๆ หรือว่าแม้ขณะนี้ คำว่า
“สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้เป็นธรรม”
เรื่องของธรรมที่จะต้องศึกษานี้มีมาก เพราะว่าสิ่งที่มีจริง
เป็นจริงในชีวิตประจำวันทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะฉะนั้น
การที่จะเข้าใจธรรมไม่ใช่เพียงครั้งเดียวเรื่องเดียว
แต่สิ่งที่มีจริงทั้งหมดในชีวิตประจำวันเป็นธรรมที่จะต้องศึกษาจนกว่าจะมีความเข้าใจจริงๆ
ว่าเป็นธรรม
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
686)
~ ประมาทธรรมไม่ได้ ธรรมมี ไม่เคยสนใจ มีกี่คนที่จะสนใจธรรม
คือสิ่งที่มีจริงๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย
นอกจากคนที่เคยได้ฟังแล้วก็เคยเห็นประโยชน์มีศรัทธาที่จะรู้ว่าตลอดชีวิตก็คือเกิดมาแล้วก็ตายไป
สนุกสนาน สุข ทุกข์
แล้วก็ไม่มีอะไรเหลือแล้วก็จากโลกนี้ไปด้วยความไม่รู้ เพราะฉะนั้น
ถ้าเป็นผู้ที่มีศรัทธาที่สะสมมาก็สามารถที่จะรู้ประโยชน์ของการฟัง
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
701)
~ ชีวิตประจำวันก็พิสูจน์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของใคร
ขณะไหนทุกข์ยากลำบากทั้งหลาย ความเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งหมดมาจากอะไร
ถ้าผลไม่ดีต้องมาจากเหตุที่ไม่ดี
แต่ว่าเราเผินคือไม่รู้ว่าเวลาที่เหตุไม่ดีให้ผล
ให้ผลเมื่อไรและอย่างไร
แต่ถ้าเห็นตามความเป็นจริงก็สามารถที่จะทำให้เราเข้าใจในความเป็นธรรม
ในความเป็นอนัตตา ในความเป็นธาตุซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้
เพราะเหตุว่าไม่มีใครนอกจากธรรม
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
689)
~ วันนี้ท่านผู้ฟังคงจะสำรวจดูทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่อาจมีมาก
ซึ่งแท้ที่จริงแล้วก็ทั่วไปกับจักขุวิญญาณ
เพราะถ้าเข้าใจว่ามีทรัพย์สมบัติมาก แต่ไม่เห็นทรัพย์สมบัตินั้นเลย
จะเกิดความรู้สึกว่าเป็นของเราได้ไหม หรือว่าจะมีประโยชน์อะไร
ในเมื่อเข้าใจว่ามีทรัพย์สมบัติมาก แต่ไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน
ไม่มีการได้กลิ่น ไม่มีการลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสใดๆ
จากทรัพย์สมบัติทั้งหลายนั้น เพราะฉะนั้น ถ้ารู้ลักษณะของปรมัตถธรรม
ซึ่งไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ จะมีความเสมอกัน
เพราะไม่มีเรา ไม่ว่าจะเป็นจักขุวิญญาณของใคร ก็เห็นสิ่งที่ปรากฏ
เพราะฉะนั้น
ไม่ควรที่จะยึดถือสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นเราหรือของเรา
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 981)
~ กิเลสเป็นสภาพธรรมที่ไม่บริสุทธิ์ เศร้าหมอง
เศร้าหมองในที่นี้หมายความถึงความไม่ผ่องแผ้ว ไม่บริสุทธิ์ เช่น
เวลาที่เกิดความยินดี ความพอใจ ความปรารถนา ความต้องการเกิดขึ้น
ในขณะนั้น สบายหรือไม่สบาย กำลังอยากได้สิ่งหนึ่งสิ่งใด
สบายหรือไม่สบาย ถ้าไม่อยากได้ ไม่เกิดโลภะ จะสบายกว่านั้นอีก
ใช่ไหม ไม่ต้องปรารถนา ไม่ต้องต้องการ ไม่ต้องพอใจ ไม่ต้องติด
ไม่ต้องอยากได้ แต่เวลาที่กำลังอยากได้ กำลังพอใจ
อวิชชาไม่สามารถที่จะเห็นได้ว่าขณะนั้นเป็นสภาพที่เศร้าหมอง
ไม่บริสุทธิ์ ไม่สบาย เดือดร้อนแล้วเพราะความพอใจ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 978)
~ กำลังเห็น เลือกไม่ได้ ทุกคนอยากจะเห็นสิ่งที่น่าพอใจ
เท่าไรก็ไม่พอ เห็นแล้วก็อยากจะเห็นอีกทุกวันไป แต่ว่าเลือกไม่ได้
แล้วแต่ว่าจะเห็นสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ
แม้ว่าทุกคนจะมีจักขุปสาทที่เกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย
แต่ว่าสิ่งที่ปรากฏกับจักขุวิญญาณโดยกระทบกับจักขุปสาท
แล้วแต่กัมมปัจจัยจะเป็นปัจจัยให้เกิดการเห็นสิ่งที่ดี
เป็นผลของกุศลกรรม หรือเห็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นผลของอกุศลกรรม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 978)
~ ถ้าไม่รู้ธรรมเลย ชีวิตทุกคนก็เป็นไปตามโลภะ โทสะ โมหะ
แต่พอรู้ว่าเป็นธรรม
และประโยชน์ก็คือว่าจากที่ไม่เคยรู้แล้วเป็นความรู้ที่ค่อยๆ
รู้ขึ้นว่าจริงๆ และสิ่งที่มีชั่วคราว เห็นชั่วคราว ได้ยินชั่วคราว
และก็ไม่สามารถที่จะบันดาลให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดได้เลย
และสิ่งที่เกิดแล้วก็จะไม่ให้หมดไปก็ไม่ได้
นี่คือความเห็นถูกความเข้าใจถูก
เป็นประโยชน์ไหมที่ได้รู้ความจริงอย่างนี้?
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
693)
~ เมื่อโกรธเกิดขึ้นแล้วดีไหม ใครเดือดร้อน โกรธเกิดที่ไหน
ไม่เป็นสุข จะไปทำให้คนที่มีความโกรธเป็นสุขเป็นไปไม่ได้เลย
เพราะลักษณะนั้นเป็นสภาพที่เดือดร้อน
แม้จิตในขณะนั้นก็มีโทสะคือความขุ่นเคืองใจเกิดร่วมด้วย
ขณะนั้นเดือดร้อนจริงๆ และถ้ามาก คิดดูว่าปัญหาทั้งหลาย โทษทั้งหลาย
ความไม่สงบทั้งหลายก็เกิดจากอกุศลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโทสะหรือโลภะ
ทั้งหมดก็มาจากความไม่รู้คืออวิชชาหรือโมหะ
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
679)
~ ถ้าได้พิจารณาตัวเองอย่างละเอียดและเห็นอกุศลธรรม
เห็นกิเลสของตนเอง จะเป็นประโยชน์ ทำให้เป็นผู้ที่ไม่ประมาท
และจะไม่คิดว่าตัวเองดีพอแล้ว เพราะถ้าคิดว่าดีพอแล้ว
กุศลกรรมก็ทำมากแล้ว จะทำให้ไม่เจริญกุศลยิ่งๆ ขึ้นไปอีก
ซึ่งความจริงแล้วถ้าเทียบกันระหว่างกุศลและอกุศล
โดยสภาพของความเป็นปุถุชน กุศลมากเท่าไรก็ยังไม่พอ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1525)
~ น่ารู้ไหมอกุศลของตนเอง ไม่ต้องให้คนอื่นรู้ก็ได้ เพราะฉะนั้น
ผู้ที่มีปัญญาย่อมพิจารณาเห็นอกุศลของตนเอง
และเห็นโทษของอกุศลธรรมนั้นๆ และขวนขวายที่จะดับอกุศลธรรมนั้นๆ ด้วย
ไม่ใช่เพียงรู้ธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ไม่ใช่เพียงให้เข้าใจ
ไม่ใช่เพียงให้รู้
แต่เพื่อให้ประพฤติปฏิบัติในทางที่เป็นกุศลยิ่งขึ้นด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1525)
*** ~
ตราบใดที่ยังเป็นมนุษย์นี่ก็เป็นโอกาสที่ประเสริฐที่จะสามารถบำเพ็ญความดีหรือทำความดีได้ทุกโอกาส
แล้วก็ไม่ควรประมาทแม้ความดีเพียงเล็กน้อยด้วย
เพราะขณะใดก็ตามที่กุศลจิตไม่เกิดขณะนั้นเป็นอกุศล
แล้วก็ไม่ใช่ขณะเดียวที่เพิ่มขึ้นๆ แต่ละขณะมากมายมหาศาล
และก็อยากจะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม
หรืออยากจะมีสิ่งที่เป็นโลกธรรมฝ่ายดีโดยที่อกุศลยังเต็มอยู่
ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าถ้าอกุศลกรรมได้กระทำแล้ว
ก็เป็นปัจจัยที่จะให้ทุกอย่างที่รู้ทางตา หู จมูก ลิ้น
กายเป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
690)
*** ~ ข้อสำคัญที่สุด ได้สิ่งที่น่าพอใจแล้วก็ยังติดข้องเอามาทำไม
เอามาติดแล้วก็เพิ่มความติดขึ้น ละก็ไม่ได้ ไม่มีปัญญาที่จะละ
แต่ก็ยังอยากได้เพื่อที่จะเอามาเพิ่มขึ้นในความเป็นโทษ
เพราะเหตุว่าที่อยากจะตายเพราะไม่ได้สิ่งที่พอใจ
ถ้าได้สิ่งที่พอใจก็ไม่อยากจะตาย ใช่ไหม?
แล้วเวลาที่ได้สิ่งที่พอใจแล้วก็ยังติดข้องในสิ่งนั้นอีก
ก็ไม่มีทางที่จะรู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นทุกข์
เพราะเหตุว่าเกิดแล้วก็หมดไป ไม่มีสิ่งใดที่เป็นของใครจริงๆ
สักอย่างเดียว ***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
690)
~ ถ้าศึกษาพระธรรมจะเห็นว่าทรงแสดงอย่างละเอียดยิ่ง
ทั้งในเรื่องของทาน ในเรื่องของศีล ในเรื่องความสงบของจิต
ในเรื่องของปัญญา เพื่อที่จะเกื้อกูลให้อกุศลที่หนาแน่นค่อยๆ
ลดน้อยลง มีทางไหนที่พระธรรมจะทำให้สิ่งที่เป็นอกุศลลดลงไปได้
ก็ทรงแสดงทุกประการเพื่อที่จะให้สามารถรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏได้
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
690)
*** ~ ปัญหามาจากกิเลส ถ้าไม่มีกิเลส ไม่มีปัญหา ถ้าเป็นกุศล
ก็ไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้น ก็รู้ว่าจริงๆ
แล้วปัญหาก็คืออกุศลซึ่งเกิดเพราะความไม่รู้
แล้วหมดไปไม่ได้เลยถ้ายังคงไม่รู้อยู่
ก็ยังต้องเป็นอย่างนี้***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
391)
~ ปัญญาเป็นสภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกับอกุศลธรรม
ซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นศัตรู เพราะฉะนั้น
ปัญญาเปรียบเสมือนมิตรที่แท้จริง
เพราะว่าไม่เคยทำร้ายจิตแต่ประการใดเลย ขณะใดที่ปัญญาเกิดขึ้น
ขณะนั้นเป็นความเข้าใจถูกในธรรม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1847)
~ เมื่อเห็นความไม่ดีของคนอื่น
ก็คิดว่าแม้เราเองก็มีเหมือนกัน ไม่ใช่ว่ามีแต่เขา เราก็มี
ในเมื่อเราก็มีด้วย ทำไมรังเกียจแต่อกุศลของคนอื่น
ไม่รังเกียจอกุศลของเรา
ซึ่งการรังเกียจอกุศลของคนอื่นไม่เกิดประโยชน์อะไรกับเราเลย
แต่การที่ย้อนกลับมาว่าอกุศลที่คนอื่นมีนั้น เราก็มี
และเราผู้เดียวเท่านั้นที่จะเพียรขัดเกลาอกุศลของเราได้
เราไม่สามารถไปขัดเกลาอกุศลของคนอื่นได้เลย การระลึกอย่างนี้
จะทำให้เพิ่มความสังวร ระวัง และเจริญกุศลขึ้นได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1647)
~ ทุกคนคิดว่าชีวิตยืนยาวมาก
แต่ความจริงชีวิตของทุกคนดำรงอยู่เพียงชั่วขณะจิตเดียว
เพราะว่าจิตเกิดขึ้นขณะหนึ่งและก็ดับ
เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นและก็ดับ
แต่เกิดดับอย่างรวดเร็วจนเมื่อไม่รู้ว่าเป็นจิตแต่ละขณะซึ่งเกิดดับ
ก็เป็นเรา ซึ่งเดี๋ยวเป็นกุศล เดี๋ยวเป็นอกุศล เดี๋ยวเป็นสุข
เดี๋ยวเป็นทุกข์ ความจริง
เป็นจิตแต่ละขณะซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะเดียวจริงๆ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1626)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๙

...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
อ้างอิง ~ ปัญญาเป็นสภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกับอกุศลธรรม ซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นศัตรู เพราะฉะนั้น ปัญญาเปรียบเสมือนมิตรที่แท้จริง เพราะว่าไม่เคยทำร้ายจิตแต่ประการใดเลย ขณะใดที่ปัญญาเกิดขึ้น ขณะนั้นเป็นความเข้าใจถูกในธรรม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1847)
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ
น้อมกราบบูชาคุณพระรัตนไตร
กราบบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ด้วยความเคารพยิ่งในเมตตาจิตกล่าวคำจริงเกื้อกูลผู้ไม่รู้ให้ค่อยๆ เข้าใจตามเป็นจริงค่ะ
กราบอนุโมทนาทุกความดีงามค่ะ