แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 409


    ครั้งที่ ๔๐๙


    เรื่องของพระภิกษุในครั้งนั้นที่จะทำให้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบท ต่างๆ ก็คงจะไม่ผิดจากสมัยนี้ เพียงแต่ว่าในสมัยนี้คงจะเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนมากกว่าในสมัยก่อน แต่ถ้าได้เทียบเคียงจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ก็จะเห็นความวิจิตรของคำพูด หรือการกระทำต่างๆ

    ข้อ ๒๘๓

    ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอวดอ้างคุณวิเศษ ด้วยสำคัญว่าได้บรรลุ แล้วมีความรังเกียจว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

    ดูกร ภิกษุ ไม่ต้องอาบัติ เพราะสำคัญว่าได้บรรลุ

    เรื่องของภิกษุที่อยู่ป่า ก็มีข้อความโดยนัยเดียวกัน

    ข้อ ๒๘๔

    ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ป่า ด้วยตั้งใจว่า คนจักยกย่องเราด้วยวิธีนี้ คนยกย่องภิกษุนั้นแล้ว เธอมีความรังเกียจว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

    ดูกร ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุไม่พึงอยู่ป่าด้วยตั้งใจเช่นนั้น ภิกษุใดอยู่ด้วยตั้งใจเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ

    นี่คือการอวดให้คนอื่นเห็นคุณวิเศษโดยนัยทางอ้อม เช่น โดยการอยู่ป่า ไม่ว่าเรื่องเสนาสนะ ไม่ว่าเรื่องบิณฑบาต ขึ้นอยู่กับเจตนา หรือความตั้งใจ เพราะเหตุว่าพระผู้มีพระภาคตรัสว่า อันภิกษุไม่พึงอยู่ป่าด้วยตั้งใจเช่นนั้น ตั้งใจเช่นนั้น คือ ตั้งใจว่า คนจะยกย่องเราด้วยวิธีนี้ ถ้าภิกษุใดอยู่ด้วยตั้งใจเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ

    ขึ้นชื่อว่า อาบัติ หมายความถึงเป็นสิ่งที่เป็นโทษทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะอยู่

    ป่าควรทราบว่า จะอยู่เพื่ออะไร ถ้าอยู่เพื่อตั้งใจให้คนอื่นยกย่อง ให้ทราบว่า เป็นโทษ เป็นอาบัติทุกกฏ

    เรื่องเที่ยวบิณฑบาต

    ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตด้วยตั้งใจว่า คนจักยกย่องเราด้วยวิธีนี้ คนยกย่องภิกษุนั้นแล้ว เธอมีความรังเกียจว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

    ดูกร ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุไม่พึงเที่ยวบิณฑบาตด้วยตั้งใจเช่นนั้น ภิกษุใดเที่ยวบิณฑบาตด้วยตั้งใจเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ

    แสดงให้เห็นว่า การกระทำทุกอย่าง ควรกระทำด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ทำเพียงเพื่อจะให้คนอื่นยกย่อง เพราะฉะนั้น แม้ด้วยความตั้งใจอย่างนั้น ก็เป็นอาบัติทุกกฏ

    เรื่องอุปัชฌายะ ๒ เรื่อง

    ข้อ ๒๘๕

    ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า อาวุโส พวกภิกษุสัทธิวิหาริกของพระอุปัชฌายะของพวกเรา ล้วนเป็นพระอรหันต์ แล้วมีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

    พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า

    ดูกร ภิกษุ เธอคิดอย่างไร

    ภิกษุกราบทูลว่า

    ข้าพระพุทธเจ้าประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

    ดูกร ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย

    เรื่องที่ ๒

    ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า อาวุโส พวกภิกษุอันเตวาสิกของพระอุปัชฌายะของพวกเรา ล้วนเป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก แล้วมีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

    พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า

    ดูกร ภิกษุ เธอคิดอย่างไร

    ภิกษุกราบทูลว่า

    ข้าพระพุทธเจ้าประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

    ดูกร ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย

    เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ เพราะเหตุว่ากล่าวอวดคุณธรรม

    แม้ในเรื่องอิริยาบถ ๔ ข้อ ๒๘๖ มีว่า

    ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเดินจงกรมอยู่ ด้วยตั้งใจว่า คนจักยกย่องเราด้วยวิธีนี้ คนยกย่องภิกษุนั้นแล้ว เธอมีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

    ดูกร ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุไม่พึงเดินจงกรมด้วยตั้งใจเช่นนั้น ภิกษุใดเดินจงกรมด้วยตั้งใจเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ

    ไม่ว่าจะเดิน จะยืน จะนั่ง จะนอน ถ้าด้วยความตั้งใจที่จะให้คนยกย่องแล้วต้องอาบัติทั้งสิ้น แต่เป็นเพียงอาบัติทุกกฏ ไม่ใช่อาบัติปาราชิก เพราะเหตุว่าไม่ได้อวดอ้างอุตตริมนุสสธรรม เพียงแต่หวังจะให้คนยกย่องในการเดิน ในการยืน ในการนั่ง ในการนอน

    เรื่องละสัญโญชน์

    ข้อ ๒๘๗

    ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพูดอวดอุตตริมนุสสธรรมแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง แม้ภิกษุรูปนั้น ก็กล่าวอวดอย่างนี้ว่า อาวุโส แม้ผมก็ละสัญโญชน์ได้ แล้วมีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

    ดูกร ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว

    ท่านผู้ฟังลองคิดดูว่า แต่ละเรื่องสมควรแก่อาบัติในข้อใด ทำไมพระภิกษุรูปหนึ่งกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม โดยกล่าวอวดว่า อาวุโส แม้ผมก็ละสัญโญชน์ได้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกร ภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว

    ใครก็ตามไม่พูดตรงๆ ว่า ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ไม่อวดอ้างโดยตรงว่า ได้บรรลุคุณธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคล พระสกทาคามีบุคคล พระอนาคามีบุคคล พระอรหันต์ แต่อ้างว่า อวดว่า ได้ละสัญโยชน์ประการนั้นๆ แล้ว ก็เป็นคุณธรรมที่เสมอกับการที่ได้กล่าวว่า ได้บรรลุคุณธรรมเป็นพระอริยเจ้าขั้นนั้นๆ แล้ว เพราะฉะนั้น ก็เป็นอาบัติปาราชิก

    ต่อไป ก็เป็นเรื่องชีวิตแปลกๆ ของพระภิกษุสงฆ์ในครั้งนั้น ซึ่งจะเห็นกำลังของกิเลสว่า แม้ไม่มีใครอยู่ด้วย อยู่ตามลำพัง ก็เกิดความคิดสำคัญตน มีความสำคัญว่า ควรที่จะได้แสดงว่า ตนนั้นได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว

    เรื่องธรรมในที่ลับ

    ข้อ ๒๘๘

    ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่ลับ พูดอวดอุตตริมนุสสธรรม ภิกษุผู้รู้จิตของบุคคลอื่นตักเตือนเธอว่า อาวุโส คุณอย่าได้พูดเช่นนั้น เพราะธรรมเช่นนั้นไม่มีแก่คุณ ภิกษุนั้นมีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

    ดูกร ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ

    ไม่มีคนอื่นที่จะรับฟัง ไม่ได้โอ้อวดกับบุคคลอื่น แต่แม้ว่าอยู่ลำพังคนเดียวในที่ลับ ก็ยังใคร่ที่จะกล่าวแสดงว่า ตนเองนั้นได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม

    อีกเรื่องหนึ่ง

    ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุอีกรูปหนึ่งอยู่ในที่ลับ พูดอวดอุตตริมนุสสธรรม เทพดาตักเตือนเธอว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า พระคุณเจ้าอย่าได้พูดเช่นนั้น เพราะธรรมนั้นไม่มีแก่พระคุณเจ้า ภิกษุนั้นมีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

    ดูกร ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ

    อย่างไรๆ ถ้ากิเลสยังไม่ได้ดับหมด ก็ต้องแสดงออกมาให้ประจักษ์ได้ แม้ว่าจะอยู่ในที่ลับ

    เรื่องวิหาร

    ข้อ ๒๘๙

    ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพูดกะอุบาสกคนหนึ่งว่า ดูกร อุบาสก ภิกษุผู้อยู่ในวิหารของท่านนั้นเป็นพระอรหันต์ และภิกษุนั้นก็อยู่ในวิหารของอุบาสกนั้น เธอมีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

    พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า

    ดูกร ภิกษุ เธอคิดอย่างไร

    ภิกษุกราบทูลว่า

    ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

    ดูกร ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย

    ไม่ได้กล่าวว่า ข้าพเจ้าบรรลุ ถ้ากล่าวว่า ข้าพเจ้าบรรลุ ปาราชิกแน่ ยังมีความละอายเหลืออยู่เล็กน้อยที่จะไม่พูดโดยตรง แต่ก็พูดโดยอ้อมด้วยความปรารถนาลามก เพราะฉะนั้น ไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย

    อีกเรื่องหนึ่ง

    เรื่องทำไม่ยาก

    ข้อ ๒๙๐

    ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้พากันถามภิกษุนั้นว่า อุตตริมนุสสธรรมของคุณมีหรือ

    ไม่ว่าสมัยไหน ก็อยากจะรู้เสียจริงๆ ขณะที่กำลังอาพาธ ก็ยังอุตส่าห์ถามว่า อุตตริมนุสสธรรมของคุณมีหรือ

    ภิกษุนั้นตอบว่า ดูกร อาวุโสทั้งหลาย การทำพระอรหัตตผลให้แจ้ง ไม่ใช่ของทำได้ยาก แล้วมีความรังเกียจว่า เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเท่านั้นจึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิหาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

    พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า

    ดูกร ภิกษุ เธอคิดอย่างไร

    ภิกษุกราบทูลว่า

    ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

    ดูกร ภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวด ไม่ต้องอาบัติ

    ถ้าเข้าใจในหนทางปฏิบัติที่ถูกต้องอย่างนี้ ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องสุดวิสัย และท่านก็ไม่ได้กล่าวว่า ตัวท่านเองเป็นอย่างนั้น

    พูดได้ แต่ต้องระวังจิตใจ ถ้าจิตคิดจะอวด หรืออวดอ้าง หรือมีจิตคิดที่จะอวดโดยทางอ้อม นี่ก็ผิดกันแล้ว กับจิตที่ไม่คิดจะอวดเลย แต่เป็นการพูดแสดงเหตุผลของธรรมตามความเป็นจริง

    เรื่องความเพียร

    ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้พากันถามภิกษุนั้นว่า อุตตริมนุสสธรรมของคุณมีหรือ

    ภิกษุนั้นตอบว่า ดูกร อาวุโสทั้งหลาย อันท่านผู้ปรารภความเพียรแล้ว พึงยังธรรมให้สัมฤทธิผลได้ แล้วมีความรังเกียจว่า เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเท่านั้นจึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิหาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

    พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า

    ดูกร ภิกษุ เธอคิดอย่างไร

    ภิกษุกราบทูลว่า

    ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

    ดูกร ภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวด ไม่ต้องอาบัติ

    ถ้าท่านผู้ฟังจะกล่าวว่า ถ้าผู้ใดมีความเพียรก็ย่อมบังเกิดผล พูดผิดหรือพูดถูก พูดเพียงแค่นี้ เพียรไปเถอะ อย่าท้อถอย อบรมเจริญสติระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม เมื่อมีความเพียรที่จะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง วันหนึ่งก็จะรู้แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ พูดอย่างนี้โดยไม่ประสงค์จะอวด ไม่ต้องอาบัติ

    เรื่องไม่กลัวความตาย

    ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้พูดกะภิกษุนั้นว่า ดูกร อาวุโส ท่านอย่าได้กลัวเลย

    ภิกษุนั้นตอบว่า ดูกร อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่กลัวต่อความตาย แล้วมีความรังเกียจว่า เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเท่านั้นจึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิหาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ผู้มีพระภาค

    พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า

    ดูกร ภิกษุ เธอคิดอย่างไร

    ภิกษุกราบทูลว่า

    ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

    ดูกร ภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวด ไม่ต้องอาบัติ

    เรื่องความตาย เรื่องความเจ็บไข้เป็นเรื่องธรรมดา กลัวไหม ถ้ามีใครถาม และตอบว่าไม่กลัวตาย ก็อาจจะเกิดสติระลึกได้ รู้ว่า บุคคลที่ไม่กลัวตายจริงๆ หมด เยื่อใย หมดกิเลสทั้งปวงนั้น คือ พระอรหันต์ เพราะฉะนั้น ก็เกรงว่าการพูดอย่างนี้จะทำให้บุคคลอื่นเข้าใจผิด เกิดความรังเกียจขึ้น จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค

    แต่ให้ทราบว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดา ความเจ็บไข้ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะฉะนั้น ผู้ที่เห็นความเป็นธรรมดาอย่างนี้ ก็จะคลายความกลัวตาย เป็นบุคคลที่ไม่กลัวตายจริงๆ เพราะว่าได้อบรมเจริญกุศลธรรมมาพอสมควรที่จะไม่หวั่นไหวในความตาย และรู้ความจริงของสภาพนามธรรมและรูปธรรมว่า ตายแล้วต้องเกิดอีก ซึ่งแล้วแต่ว่าจะเกิดในภพใด ภูมิใด ก็ย่อมเป็นไปตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว เมื่อเป็นผู้ที่อบรมเจริญกุศลอยู่ ก็ย่อมไม่หวั่นไหว เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่พูดได้ ถ้าไม่มีความประสงค์จะพูดอวด

    เรื่องความเสียหาย

    ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้พูดกับภิกษุนั้นว่า ดูกร อาวุโส ท่านอย่าได้กลัวเลย

    ภิกษุนั้นตอบว่า ดูกร อาวุโสทั้งหลาย สำหรับท่านผู้มีความกินแหนงแคลงใจต้องกลัวแน่ แล้วมีความรังเกียจว่า เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเท่านั้น จึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิหาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

    พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า

    ดูกร ภิกษุ เธอคิดอย่างไร

    ภิกษุกราบทูลว่า

    ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

    ดูกร ภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวด ไม่ต้องอาบัติ

    เรื่องประกอบชอบ

    ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้พากันถามภิกษุนั้นว่า อุตตริมนุสสธรรมของคุณมีหรือ

    ภิกษุนั้นตอบว่า ดูกร อาวุโสทั้งหลาย อันท่านผู้ประกอบโดยชอบ พึงยังธรรมให้สัมฤทธิผลได้ แล้วมีความรังเกียจว่า เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเท่านั้นจึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิหาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

    พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า

    ดูกร ภิกษุ เธอคิดอย่างไร

    ภิกษุกราบทูลว่า

    ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

    ดูกร ภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวด ไม่ต้องอาบัติ

    เรื่องการปรารภความเพียร ก็โดยนัยเดียวกัน

    เรื่องอดกลั้นเวทนา ๒ เรื่อง

    ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้พากันถามภิกษุนั้นว่า ดูกร อาวุโส คุณยังพออดทนต่อทุกขเวทนาได้หรือ ยังพอประทังชีวิตไปได้หรือ

    ภิกษุนั้นตอบว่า ดูกร อาวุโสทั้งหลาย อันคนพอดีพอร้ายไม่สามารถจะอดกลั้นได้ แล้วมีความรังเกียจว่า เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเท่านั้น จึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิหาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

    พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า

    ดูกร ภิกษุ เธอคิดอย่างไร

    ภิกษุกราบทูลว่า

    ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

    ดูกร ภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวด ไม่ต้องอาบัติ

    กำลังมีทุกขเวทนา ถ้าเป็นคนมีกิเลสมากอยากจะอวด ก็ยังคงจะอวดได้ แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจ ไม่มีเจตนาที่จะอวด แต่สามารถที่จะอดทนต่อทุกขเวทนาได้ ก็กล่าวอย่างนั้น โดยที่ไม่มีเจตนาที่จะอวด เพราะฉะนั้น ก็ไม่อาบัติ



    คำบรรยายคัดลอกจาก E-book
    แนวทางเจริญวิปัสสนา เล่ม ๔๑ ตอนที่ ๔๐๑ – ๔๑๐
    เรียบเรียงอักษรให้อยู่ในรูปแบบหนังสือ โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญครบถ้วน
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 39
    28 ธ.ค. 2564