แนวทางเจริญวิปัสสนา แผ่นที่ ๒๕
ชุด แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1499
แนวทางเจริญวิปัสสนา แผ่นที่ ๒๕




    ที่ห้องประชุมตึกสภาการศึกษา มหามกุฏราชวิทยาลัย

    วันอาทิตย์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙

    สาระสำคัญ

           อุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่นอนุโมทนา, ท่านกาฬี - ผู้เลิศกว่าอุบาสิกาสาวิกาผู้เลื่อมใสโดยได้ยินได้ฟังตาม, ท่านโสณโกฏฐิกัณณะ - ผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีถ้อยคำไพเราะ, ธรรมและย่อมรักษาคนผู้ประพฤติธรรม

    ข้อความบางตอน

            นี่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า   เมื่อท้าวสักกะได้กราบทูลถามว่า  ทานใดเป็นทานอันเลิศ และพระผู้มีพระภาคตรัสว่า  ธรรมทานเป็นทานอันเลิศ ก็เป็นเหตุให้พระอินทร์ได้ทูลถามว่า  เมื่อธรรมทานเป็นเลิศแล้ว   เหตุใดเมื่อได้ฟังธรรมก็ดีหรือว่าได้แสดงธรรมก็ดี  ไม่อุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่นอนุโมทนา   ซึ่งการที่จะอุทิศส่วนกุศลให้ผู้อื่นอนุโมทนา   ไม่ว่าจะเป็นกุศลประเภทใดทั้งสิ้นสามารถที่จะอุทิศได้ หรือว่าผู้อื่นก็สามารถที่จะอนุโมทนาได้

          โดยมากท่านผู้ฟังอาจจะเคยแผ่เมตตาหลังจากฟังธรรม  แต่เรื่องของการแผ่เมตตา  ยังแผ่ไม่ได้จนกว่าจะอบรมเจริญเมตตาจริงๆ  ไม่ใช่แต่เพียงกล่าวคำเมตตา  และการแผ่ก็เป็นเรื่องที่ยาก คือ  จะต้องระลึกถึงบุคคลที่ควรจะแผ่ก่อน ได้แก่ ผู้มีคุณเสมอด้วยมารดาบิดา  ครูอาจารย์  เป็นต้น แล้วก็แผ่ไปถึงบุคคลอื่นในภายหลัง แล้วก็ต้องเป็นผู้ที่ใกล้ชิด เห็นกันบ่อยๆ  หรือว่ามีเรื่องที่จะติดต่อกัน  ถ้ายังมีความไม่เข้าใจ หรือว่ามีจิตใจที่ขุ่นข้อง  ขณะนั้นก็จะรู้ได้ว่ามีเมตตาในบุคคลนั้นมากน้อยเพียงใด    ก่อนที่จะแผ่ไปถึงสัตว์ทั้งปวงได้ ก็จะต้องค่อยๆ แผ่ไป ทีละบุคคล  จนกระทั่งสามารถที่จะแผ่ไปในเขตบ้านเสียก่อน แล้วก็แผ่กว้างออกไป 

           แต่ว่าสำหรับกุศลอื่น เช่น    การฟังธรรม  เมื่อได้กระทำแล้วก็อุทิศส่วนกุศลในการฟังธรรมให้บุคคลอื่นอนุโมทนาได้ทันที   เพราะฉะนั้น   ก็แล้วท่านผู้ฟังที่อยากจะอุทิศส่วนกุศลพร้อมๆกัน   หลังจากฟังธรรม  หรือว่าเมื่อได้บูชาคุณพระรัตนตรัยแล้ว  ต่างคนต่างก็อุทิศส่วนกุศล ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ควรจะกระทำ

          สำหรับดิฉันเอง    แม้ว่าท่านผู้ฟังจะไม่ได้อุทิศส่วนกุศลในการฟังธรรมแต่ก็อนุโมทนาในกุศลจิตของท่านผู้ฟังที่ได้มาฟังพระธรรม  เพราะเหตุว่าแม้การที่จะมาฟังพระธรรม   ก็ไม่ใช่เป็นการง่าย  ย่อมมีความไม่สะดวกหลายประการสำหรับชีวิตของคฤหัสถ์  เพราะฉะนั้น บางท่านก็มาได้ บางท่านก็มาไม่ได้ แล้วแต่โอกาส

           นี่ก็แสดงให้เห็นว่า   แม้แต่การที่จะฟังธรรมก็ยังไม่ใช่เป็นการง่าย   เพราะฉะนั้น ดิฉันก็อนุโมทนาในกุศลศรัทธาของทุกท่าน  ที่สามารถจะมาฟังพระธรรมได้  แม้ว่าจะไม่ได้กล่าวอนุโมทนากับทุกๆท่าน  แต่เวลาที่เห็นทุกท่านได้มาฟังธรรม  ก็อนุโมทนา   และแม้แต่เมื่อได้กล่าวพระธรรมแล้ว  ก็ได้อุทิศส่วนกุศลเสมอ

          สำหรับตัวอย่างของผู้ที่เห็นว่า    การฟังพระธรรมและการยินดีในพระธรรม  ประเสริฐกว่าความยินดีทุกชนิด   ขอยกตัวอย่างอุบาสิกาท่านหนึ่ง  ในสมัยพระผู้มีพระภาค คือ ท่านกาฬี อุบาสิกาชาวกุรรฆรนคร ซึ่งท่านเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาสาวิกา ผู้เลื่อมใสโดยได้ยินได้ฟังตาม คือ ท่านไม่ได้พบพระผู้มีพระภาคเลย ไม่ได้ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์  แต่ท่านก็สามารถจะบรรลุเป็นพระโสดาบันได้  เมื่อท่านอยู่ในเรือน ของสกุลของท่านพอสมควรแล้ว  ท่านก็พาโสณกุมารกลับไปยังกุรรฆรนคร แล้วก็ได้เป็นอุปัฏฐากของท่านกัจจายนะ  ซึ่งเป็นภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้จำแนกอรรถแห่งภาษิตโดยย่อให้พิสดาร

           ต่อมาโสณกุมาร  บุตรของท่าน  ก็คุ้นเคยใกล้ชิดกับท่านพระมหากัจจายนะ  และมีศรัทธาที่จะบวชเป็นสามเณรในสำนักของท่านพระมหากัจจายนะ  ซึ่งแม้ว่าท่านจะปรารถนาจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุก็ตาม  แต่เมื่อมีภิกษุไม่ครบองค์ที่จะอุปสมบทให้ ท่านก็ต้องเพียงบรรพชาเป็นสามเณร แล้วก็ต้องรอไปจนประมาณ ๓ ปี   จึงได้ภิกษุครบองค์ที่จะได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว  ท่านก็ได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคที่พระวิหารเชตวัน  เพื่อขอพรในเรื่องพระวินัยแด่พระผู้มีพระภาค  ซึ่งกาฬีอุบาสิกาก็ได้มอบผ้ากำพลผืนหนึ่งให้ถวายพระผู้มีพระภาค เพื่อปูลาดที่พื้นพระคันธกุฎีของพระผู้มีพระภาคด้วย

           พระผู้มีพระภาคทรงรับสั่งให้ ท่านพระอานนท์จัดให้พระโสณะอยู่ในพระคันธกุฎีกับพระองค์ด้วย และเมื่อทรงลุกจากที่พระบรรทมภายหลังมัชฌิมยามแล้ว  ก็ได้ตรัสให้ท่านพระโสณะแสดงธรรม ซึ่งท่านพระโสณะก็ได้แสดงธรรมด้วยเสียงและบทที่ไพเราะ    ซึ่งพระผู้มีพระภาคก็ทรงประทานสาธุการ    แม้เทพยดาทั้งหลายและเทพผู้สถิตในเรือนของกาฬีอุบาสิกาในกุรรฆรนคร  ซึ่งไกลจากพระวิหารเชตวันประมาณ ๑๒๐ โยชน์ ก็ได้ให้สาธุการด้วย

          เมื่อท่านพระโสณโกฏิกัณณะกลับไปสู่กุรรฆรนครแล้ว    กาฬีอุบาสิกาก็ขอให้ท่านแสดงธรรมแก่ท่านด้วย ซึ่งท่านกาฬีอุบาสิกาก็ได้ถวายทานแก่พระภิกษุสงฆ์  เมื่อทำการบูชาแล้ว  ก็ให้คนในบ้านทั้งสิ้นไปฟังพระธรรม โดยให้หญิงทาสีคนเดียวเฝ้าเรือนไว้

          ในเวลานั้นมีพวกโจรที่คอยหาช่องในเรือนของอุบาสิกานั้น  ซึ่งเรือนของอุบาสิกากาฬีนั้น ล้อมด้วยกำแพง ๗ ชั้น  มีซุ้มประตู ๗ ประตู แล้วก็ล่ามสุนัขที่ดุไว้ที่ซุ้มประตูทุกประตู    นอกจากนั้นยังขุดคูไว้ที่น้ำตกแห่งชายคาภายในเรือน  แล้วก็ใส่ดีบุกจนเต็ม  เวลากลางวันดีบุกเป็นประดุจว่า  ละลายเดือดพล่านเพราะแสงอาทิตย์ ในเวลากลางคืนปรากฏเป็นก้อนแข็งกระด้าง  แล้วก็ยังปักขวากเหล็กใหญ่ไว้ที่พื้นในระหว่างคูนั้นติดๆ กันไปด้วย   พวกโจรเหล่านั้นไม่ได้โอกาส   เพราะเหตุว่าการรักษาซุ้มประตูเป็นไปอย่างเคร่งครัด  และอุบาสิกานั้นก็อยู่ในเรือนด้วย

           วันนั้นเมื่อพวกโจรทราบว่า  อุบาสิกาไปฟังธรรม  ก็ได้จัดการขุดอุโมงค์เข้าไปสู่เรือน แล้วก็ส่งหัวหน้าโจรไปสู่สำนักของท่านพระโสณะที่กำลังแสดงธรรม  แล้วก็สั่งว่า ถ้าอุบาสิกากลับมาบ้าน   เพราะรู้ว่าพวกเราเข้าไปในบ้าน ก็ให้ฟันอุบาสิกานั้นให้ตายเสียด้วยดาบ  ซึ่งหัวหน้าโจรนั้นก็ไปยืนอยู่ในสำนักที่อุบาสิกากำลังฟังธรรม  แล้วพวกโจรก็จุดไฟให้สว่างภายในบ้าน เปิดประตูห้องเก็บกหาปนะ

           เมื่อนางทาสีเห็นพวกโจรนั้น ก็รีบไปบอกอุบาสิกาว่า โจรเป็นอันมากเข้าไปสู่เรือน ขณะนี้กำลังงัดประตูห้องเก็บกหาปนะแล้ว

           อุบาสิกากล่าวว่า ให้พวกโจรขนกหาปนะที่ตนค้นพบแล้วไปเถอะ เราจะฟังธรรมกถาแห่งบุตรของเรา  เจ้าอย่าทำอันตรายแก่ธรรมของเราเลย  เจ้าจงไปเรือนเสียเถิด

           นี่คือผู้ที่เห็นประโยชน์ในการฟังธรรม เพราะเหตุว่าเงินทองก็ไม่สามารถที่จะทำให้พ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏฏ์ได้   เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าพวกโจรจะนำเงินออกจากห้องเก็บเงินไปทั้งหมด ก็ไม่ควรต้องให้อุบาสิกาต้องกลับไป

           พวกโจรก็เก็บเงินในห้องเก็บเงินหมดแล้ว ก็งัดห้องเก็บทอง นางทาสีก็ไปแจ้งเรื่องนั้นให้อุบาสิกาฟังอีก

           ครั้งนั้น อุบาสิกาเรียกทาสีมาแล้วพูดว่า เจ้ามาที่นี้  มาบอกเราหลายครั้งแล้ว แม้เราสั่งว่าให้พวกโจรขนเอาไปตามชอบใจเถอะ เราจะฟังธรรมกถาแห่งบุตรของเรา  เจ้าอย่าทำอันตรายแก่เราเลย ก็หาเอื้อเฟื้อถ้อยคำของเราไม่ ยังขืนมาซ้ำๆ ซากๆ ร่ำไป ทีนี้ถ้ามาอีก ก็จะถูกลงโทษ แล้วก็ให้ทาสีกลับไป
          บางท่านไม่ทราบว่า   ขณะที่ผู้อื่นกำลังฟังธรรมหรือว่าจะทำกุศลประการหนึ่งประการใด  แล้วมีอุปสรรคโดยการขัดขวางของท่าน เท่ากับท่านปล้นบุคคลนั้น  เพราะเหตุว่า  บุคคลนั้นกำลังจะได้สมบัติซึ่งเป็นธรรมอันประเสริฐ  แต่ก็มีเหตุที่ทำให้เขาไม่ได้สมบัตินั้น   อย่างเช่นน้องชายของท่านพระสารีบุตรคนสุดท้าย มารดาของท่านไม่ปรารถนาที่จะให้ท่านบวชเลย  ปรารถนาที่จะให้ท่านแต่งงาน  ซึ่งท่านก็ทำอุบายค่อยๆ หนีไป ทีละเล็กทีละน้อย วิ่งไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ไปถึงสำนักของสงฆ์ ก็ขอให้ภิกษุทั้งหลายบวชให้ซึ่งภิกษุทั้งหลายก็จะไม่บวชให้  ท่านก็ร้องว่า   “โจรปล้นแล้ว โจรปล้นแล้ว”  เพราะเหตุว่าท่านกำลังจะได้สมบัติอันเกิดจากการบวช   แต่ว่าพระภิกษุทั้งหลายก็ไม่ได้บวชให้ท่าน ซึ่งภิกษุทั้งหลายก็ไม่เห็นโจรเลย   แต่ก็ได้ยินท่านเรวตะกล่าวว่า โจรปล้น โจรปล้น ก็แปลกใจว่า โจรที่ไหนปล้น  ซึ่งความจริงภิกษุทั้งหลายนั่นเอง  ก็กำลังปล้นทรัพย์ที่น้องชายของท่านพระสารีบุตรควรจะได้

          สำหรับอุบาสิกาท่านนี้  ท่านก็เห็นประโยชน์ของการฟังธรรม  แม้ว่าโจรจะเข้าไปเอาทรัพย์สมบัติในบ้านแล้ว ท่านก็ยังคงปรารถนาที่จะฟังธรรมต่อไป

           เมื่อนายโจรได้ฟังถ้อยคำของอุบาสิกานั้นแล้ว   ก็คิดว่า  ไม่ควรที่จะนำทรัพย์ของหญิงเห็นปานนี้ไปเลย แล้วก็ได้กลับไปที่บ้านของอุบาสิกา  แล้วก็สั่งให้พวกโจรทั้งหลายขนทรัพย์ของอุบาสิกาเข้าไปเก็บไว้ตามเดิมโดยเร็ว

          โจรเหล่านั้นก็เก็บกหาปนะเต็มห้องกหาปนะเหมือนเดิม และเก็บเงินและทองไว้ในห้องเก็บเงินและทองตามเดิม

          ได้ยินว่า   ความที่ธรรมย่อมรักษาคนผู้ประพฤติธรรมเป็นธรรมดา  เพราะเหตุนั้นแล  พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า  ธรรมและย่อมรักษาคนผู้ประพฤติธรรมธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว   ย่อมนำความสุขมาให้ นี่เป็นอานิสงส์ในธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ผู้มีปกติประพฤติธรรม ย่อมไม่ไปสู่ทุคติ

           เมื่อพวกโจรได้ไปยืนอยู่ในที่ฟังธรรม  เมื่อพระเถระแสดงธรรมจบแล้วหัวหน้าโจรก็ได้หมอบลงแทบเท้าอุบาสิกา  แล้วก็ขอให้อุบาสิกายกโทษให้ แล้วก็ขออุปสมบทในพระธรรมวินัย

           เพราะฉะนั้น    เรื่องที่เมื่อไรสติปัฏฐานจะเกิด  ระลึกลักษณะของสภาพธรรมบ่อยๆ เนืองๆ ก็ควรที่จะได้พิจารณาถึงจิตใจของผู้ที่ได้ฟังพระธรรมแล้วเลื่อมใส   จนแม้โจรปล้นบ้าน   ก็ไม่เดือดร้อน  กับจิตใจของท่านผู้ฟังที่ยังมีความยินดีในทรัพย์   ยินดีในวัตถุสิ่งของต่างๆ   แล้วก็เมื่อไรจิตใจจะถึงระดับของอุบาสิกานั้น ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ก็จะต้องอบรม และเป็นผู้ที่สังเกตจิตใจว่า  เป็นกุศลมากน้อยแค่ไหน ยังมีความติดในวัตถุ  ในทรัพย์ ในลาภ ในยศ ในสรรเสริญ มากน้อยเพียงใด

          ซึ่งถ้าเป็นอย่างอุบาสิกาท่านนั้น ทุกคนก็จะได้พ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏฏ์คือ  แม้แต่โจรปล้นบ้าน ก็ไม่เดือดร้อน

           มีท่านผู้ฟังกล่าวว่า ก่อนที่ท่านจะเข้าใจข้อความที่เป็นคำเตือน เป็นพระธรรมเทศนา  เป็นอนุสาสนี เป็นโอวาทในชาดก ท่านไม่สนใจชาดกเลย  เพราะท่านคิดว่า  เป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจคล้ายๆ กับเป็นนิทาน   แต่ว่าเมื่อได้เห็นว่าชีวิตของสาวกแต่ละท่าน   ก่อนที่จะได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม   ท่านจะต้องมีการอบรมเจริญปัญญาทุกด้าน  เป็นผู้ที่ละเอียดที่จะรู้อกุศลของตนเอง  แล้วก็เป็นผู้ที่อบรมเจริญกุศลแต่ละชาติๆๆ    โดยเป็นผู้ที่ตรงต่อธรรม ที่เป็นข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง    ทำให้ท่านอ่านชาดกด้วยความสนใจ  แล้วก็เห็นประโยชน์ของพระธรรมแม้ในชาดกต่างๆ    เพราะเหตุว่าเป็นชีวิตจริงๆ ของแต่ละท่าน ถ้าท่านผู้ฟังจะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม  ในสมัยของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป พระผู้มีพระภาคก็อาจจะแสดงอดีตชาติของท่านผู้ฟังชาติหนึ่งในขณะนี้ได้ว่า มีความคิดที่เป็นกุศล อกุศลมากน้อยแค่ไหน เป็นผู้ที่อธิษฐานบารมี ความตั้งใจมั่น และมีสัจบารมี ความจริง  ความตรงต่อความตั้งใจมั่นนั้นมากน้อยแค่ไหน   เพราะเหตุว่าการที่จะได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม  ไม่ใช่เพียงได้ฟังพระธรรมในชาติหนึ่ง  แล้วสติเกิดระลึกลักษณะของสภาพธรรมบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่จะต้องมากมายหลายชาติทีเดียว


    Tag  จำแนกอรรถ ชรา ชาติ ทุกข์ ท่านกัจจายนะ ท่านกาฬี ท่านเรวตะ ท่านโสณโกฏฐิกัณณะ ธรรมกถา ปริเทวะ พยาธิ พระธัมมจักกัปปวตนสูตร พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มรณะ สาตาคีรียักษ์ อนุสาสนี อนุโมทนา อรรถกถาชีวิตสูตร อานิสงส์ อุทิศส่วนกุศล อุปายาส เหมวตายักษ์ เหมวตาสูตร โทมนัส
    หมายเลข 91
    ปรับปรุง 20 ก.พ. 2562