ชนสูตร (เรื่องพราหมณ์ชรา ๒ คน)


    ใน อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ชนสูตรที่ ๑ มีพระธรรมที่เป็นประโยชน์ในการที่จะพิจารณา ด้วยโยนิโสมนสิการอย่างไรบ้างจึงได้มีข้อความนี้ในพระไตรปิฎก

    พราหมณ์ ๒ คนเดินทางชีวิตล่วงกาลผ่านวัยมาจนถึง ๑๒๐ ปี นานไหม จากเด็กทีละขวบสองขวบ จนกว่าจะถึง ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๔๐ ปี ก็รู้สึกว่านานมาก และต่อไปอีก ๕๐ ปี ๖๐ ปี ๗๐ ปี ก็นานอีก และยังต่อไปอีกถึง ๘๐ ปี ๙๐ ปี ๑๐๐ ปี ๑๑๐ ปี ๑๒๐ ปี เพราะฉะนั้น พราหมณ์ ๒ คนนี้จะผ่านสุข ผ่านทุกข์ ผ่านความกังวล ผ่านโลภะ โทสะ มามากเพียงไร ที่พราหมณ์ทั้ง ๒ กล่าวว่า มิได้สร้างความดี มิได้ทำกุศล

    ชีวิตจริงๆ ของบางท่าน ก็คงจะคล้ายคลึงกับชีวิตของพราหมณ์ทั้ง ๒ ท่าน เพราะว่าบางคนก็เกิดมามีชีวิตด้วยโลภะโดยตลอด มีความเห็นแก่ตัวตั้งแต่เด็ก ซึ่งตลอดชีวิตที่เติบโตมาก็คิดถึงแต่เรื่องของตนเอง โดยไม่ได้ทำประโยชน์แก่พี่น้อง หรือญาติมิตรสหาย

    ด้วยเหตุว่า ในวันหนึ่งๆ เหตุการณ์ของแต่ละบุคคลในแต่ละชีวิตก็ย่อม ต่างกันไป บางท่านก็มีภาระในเรื่องการทำมาหาเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว พิจารณาดู วันหนึ่งๆ ตั้งแต่เช้าถึงค่ำ ถ้าเต็มไปด้วยเรื่องการงานอาชีพ หรือการเลี้ยงชีวิต การเลี้ยงครอบครัว คนที่ไม่ได้สะสมกุศลมาจนกระทั่งเป็นพื้นนิสัย กุศลก็ย่อมจะเกิดยากและน้อยมาก เพราะไม่มีเวลาจะเกิด ตั้งแต่เช้าก็ยุ่งวุ่นวายอยู่กับเรื่องของชีวิต เรื่องของภาระหน้าที่ครอบครัว ถ้าไม่สะสมกุศลมาจริงๆ ในขณะที่พบปะบุคคลอื่น ในขณะที่ประกอบกิจการงาน หรือในขณะที่ว่าง ก็อาจจะไม่ใช่โอกาสของกุศล อาจจะเป็นโอกาสของการพักผ่อนร่างกาย หลังจากที่ตรากตรำงานมามากแล้ว ด้วยความพอใจ ความยึดมั่นในตัวตนที่จะต้องหาความสุข หาความเพลิดเพลิน

    สังเกตดูชีวิตในแต่ละวันๆ สำหรับบางท่านอาจจะไม่มีโอกาส หรือว่าไม่มีเวลาที่จะเป็นกุศลเลย

    พราหมณ์ชราทั้ง ๒ ท่าน กลุ้มใจเรื่องบ้าน เรื่องครอบครัว ซึ่งก็น่าคิดว่า ไม่ใช่แต่เฉพาะพราหมณ์ชรา ๒ คนนั้นเท่านั้นที่กลุ้มใจเรื่องบ้าน เรื่องครอบครัว หรือว่าเรื่องอื่นๆ สารพัดเรื่อง เมื่อเกิดมาแล้ว ทุกคนมีเวลาที่จะกลุ้มใจ กังวลใจ ถ้าไม่ใช่เรื่องบ้าน ไม่ใช่เรื่องครอบครัว ก็เป็นเรื่องงาน ไม่พ้นไปได้ใช่ไหม เรื่องปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ แต่ละวันๆ ที่ผ่านเข้ามา เพราะฉะนั้น จึงควรที่จะเป็นอนุสสติให้ระลึกได้ว่า ไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียวที่เคยกลุ้มใจ

    ใครก็ตามที่อาจจะมีความกังวลใจในขณะนี้ ขอให้ทราบว่า เคยเป็นมาแล้ว เคยกังวลใจอย่างนี้ในชาติก่อนๆ ในสังสารวัฏฏ์มาแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่เคยเป็นอย่างนี้ แต่ความกลุ้มใจหรือความกังวลใจในชาติก่อนๆ ก็ผ่านไปๆ เหมือนกับชาตินี้ ซึ่งความกังวลใจความกลุ้มใจนั้นต้องเปลี่ยนไป จะคงอยู่ต่อไปไม่ได้ และแม้ชาติหน้าก็ต้องเกิดความกังวลใจ หรือว่าความกลุ้มใจอีก

    บางท่านอาจจะมีความกังวลใจเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ชาติก่อนก็ไม่รู้เป็น โรคอะไรบ้าง และขณะที่กำลังเป็นโรคนั้นๆ ก็กังวลใจอย่างนี้ เมื่อถึงชาตินี้ก็อาจจะเป็นโรคใหม่ หรือเป็นโรคเก่าก็ได้ แต่ความกังวลใจก็เหมือนเดิม เหมือนที่เคยกังวลใจมาในสังสารวัฏฏ์ และต่อไปในชาติหน้าก็จะต้องมีความกังวลใจ กลุ้มใจอย่างนี้อีก

    เพราะฉะนั้น ทุกคนคงไม่ลืมสังเวควัตถุ ๘ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ อบายทุกข์ วัฏฏมูลกทุกข์ในอดีตที่ผ่านมาแล้วไม่มีใครสามารถระลึกได้ แต่ก็ไม่ต่างกับชาตินี้ วัฏฏมูลกทุกข์ในอนาคตที่จะเกิด ก็ต้องไม่ต่างกับชาตินี้อีก มีบ้านก็ต้องกลุ้มใจเรื่องบ้านอีก มีร่างกายก็ต้องกลุ้มในเรื่องโรคภัยอีก มีหน้าที่การงานก็ต้องเป็นกังวลห่วงใยเหมือนกับในชาตินี้อีก

    ที่มา ...

    แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1589


    เพราะฉะนั้น ขอให้พิจารณาดูความจริงแท้ในปัจจุบันชาติ คือ อาหารปริเยฎฐิมูลกทุกข์ การแสวงหารอบในปัจจุบัน ซึ่งการแสวงหาอะไรในปัจจุบัน ที่เป็นการแสวงหารอบ ถ้าไม่ใช่การแสวงหาทุกข์ หรืออาหารของทุกข์ในปัจจุบัน

    ทุกคนก้าวเดินไปไม่มีหยุดในสังสารวัฏฏ์ ทุกๆ ขณะแสวงหาอาหารของทุกข์ทั้งนั้น ทางตากำลังเห็น แสวงหาทุกข์ในสังสารวัฏฏ์โดยรอบหรือเปล่า ไม่ใช่นิดหน่อย แต่ทุกทางที่จะเกิดความยินดีพอใจทางตา ขวนขวายหาโดยรอบจริงๆ คือ ไม่เว้น ทางหูในขณะที่ได้ยินเสียง มีความพอใจ แสวงหาแล้ว ในขณะที่แสวงหาด้วย ความพอใจ คือ แสวงหาทุกข์ แสวงหามูลเหตุของทุกข์โดยรอบในสังสารวัฏฏ์ เพราะว่าไม่เว้นเลย

    ทางจมูกได้กลิ่นหอมๆ กลิ่นดอกไม้ กลิ่นเครื่องหอมต่างๆ แสวงหาทุกข์โดยรอบในสังสารวัฏฏ์ไหม ไม่เว้นแม้แต่ทางจมูก ซึ่งไม่มีความจำเป็นเหมือนกับ อาหารที่ต้องบริโภค ไม่มีความจำเป็นเหมือนกับเครื่องนุ่งห่มที่จะต้องใช้ แต่แม้กระนั้นก็แสวงหาทุกข์โดยรอบ

    ทางลิ้นขณะที่ลิ้มรส ทางกายขณะที่กระทบสัมผัส ทางใจที่คิดนึก คิด เรื่องอะไร ขณะนั้นแสวงหาทุกข์โดยรอบไหม ตั้งแต่เช้าจนค่ำ ถ้าไม่รู้ จะพ้นจากสังสารวัฏฏ์ไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะดับกิเลสได้ ก่อนที่อโลภเจตสิกจะเกิดจนกระทั่งมีกำลังเป็นขณะที่สละความเห็นแก่ตัวจริงๆ จะต้องรู้ลักษณะของอาหารของทุกข์ สมุทัยของทุกข์ คือ โลภะ ความยินดีพอใจ ซึ่งกำลังแสวงหาโดยรอบจริงๆ

    โลภะเป็นเหตุของทุกข์ฉันใด อโลภะก็เป็นเหตุของสุขฉันนั้น คิดดู เพียงไม่ติด หรือติดน้อยลงจากสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ การขวนขวาย การแสวงหาทุกข์จะน้อยลงไหมในสังสารวัฏฏ์ ถ้าชาตินี้เป็นอย่างนี้ ชาติหน้าต่อไปก็เหมือนๆ อย่างนี้อีก เพราะฉะนั้น สังสารวัฏฏ์จะต้องยืดยาวต่อไปอีกนานเพียงใด ถ้าปัญญายังไม่ประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง

    อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑ ชนสูตร ที่ ๒ ข้อ ๔๙๒ ข้อความตอนท้าย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

    เมื่อเรือนถูกไฟไหม้ สิ่งของที่นำออกได้ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่เขา สิ่งของที่ถูกไฟไหม้อยู่ในเรือนนั้นหาเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่เขาไม่ ฉันใด เมื่อโลกถูกชราและมรณะแผดเผาแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลควรนำเอาออกมาด้วยการให้ทาน สิ่งที่ให้ไปแล้วย่อมเป็นอันบุคคลนำออกมาดีแล้ว ความสำรวมทางกาย ทางวาจา และทางใจในโลกนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความสุขแก่ผู้ที่ละโลกนี้ไป ผู้ซึ่งได้สร้างสมบุญไว้ แต่เมื่อยังมีชีวิตอยู่

    ทุกคนต้องเดินทางชีวิตต่อไปอีกยาวนานในสังสารวัฏฏ์ จนกว่าจะอบรมเจริญปัญญาถึงขั้นรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระอริยบุคคล ซึ่งชีวิตข้างหน้าจะสุขทุกข์อย่างไร ย่อมเป็นไปตามกรรม และถ้าทุกคนมีความมั่นใจจริงๆ มีความเข้าใจจริงๆ ในเรื่องของกรรม ย่อมไม่ประมาทในการเจริญกุศล เพราะว่าข้อความตอนท้าย พระผู้มีพระภาคตรัสกับพราหมณ์ทั้งสองใน ชนสูตรที่ ๒ ว่า

    สิ่งที่ให้ไปแล้วย่อมเป็นอันบุคคลนำออกมาดีแล้ว ความสำรวมทางกาย ทางวาจา และทางใจในโลกนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความสุขแก่ผู้ที่ละโลกนี้ไป ผู้ซึ่งได้ สร้างสมบุญไว้แต่เมื่อยังมีชีวิตอยู่

    ทุกท่านเป็นผู้ที่มั่นใจในเรื่องของกุศลกรรมและอกุศลกรรมขึ้นเมื่อได้ศึกษา พระธรรมโดยละเอียดขึ้น ขณะใดที่จิตใครเป็นกุศลก็ขออนุโมทนา ขณะใดที่จิตใคร เป็นอกุศล ก็อนุโมทนาไม่ได้ ซึ่งแต่ละบุคคลก็มีขณะที่เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง การอนุโมทนาก็ต้องอนุโมทนาเฉพาะกาลๆ คือ เฉพาะในขณะที่เป็นกุศลเท่านั้น ไม่ใช่อนุโมทนาตลอดไปจนกระทั่งถึงอกุศลด้วย

    ทุกท่านทราบเรื่องความไม่แน่นอนของชีวิตใช่ไหม ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้แต่ความตาย เพราะฉะนั้น ไม่ควรรอคอยวันเวลา ที่จะทำกุศล ไม่ว่าจะเป็นวัตถุทาน อภัยทาน ธรรมทาน หรือกุศลอื่นๆ และกุศลที่ควรจะง่ายและสะดวก ซึ่งไม่น่าจะต้องคอยกาลเวลาเลย คือ อภัยทาน กุศลอื่นยังต้องคอยกาลเวลาใช่ไหม การใส่บาตร การทำบุญ ยังต้องคอยกาลเวลา การตระเตรียม แต่อภัยทานไม่น่าต้องคอยกาลเวลาเลย ควรจะเป็นกุศลที่ง่าย และสะดวก

    แต่สำหรับบางท่านก็ยังรอไว้อีกได้ คือ ชาตินี้ยังไม่ให้อภัย อาจจะเคย ได้ยินบางท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ชาตินี้ยังไม่ให้อภัย แต่คิดดู ชาติหน้าจะให้อภัยหรือ ถ้าชาตินี้ยังไม่ให้อภัย ชาติหน้าจะให้อภัยได้ไหม รอแล้วใช่ไหม รอไว้ชาติหน้า คิดว่าชาตินี้ไม่ให้อภัย ดูเสมือนว่าชาติหน้าจะให้อภัย แต่ควรรู้ความจริงว่า ถ้าชาตินี้ไม่ให้อภัย ชาติหน้าก็ให้อภัยไม่ได้เหมือนกัน ในเมื่อความเป็นบุคคลนี้จบสิ้นลงเฉพาะชาตินี้เท่านั้น ไม่มีความเป็นบุคคลนี้เหลือไปถึงชาติหน้าเลย และจะไปให้อภัยใครที่ไหน ในเมื่อทุกอย่างจบหมดแล้ว เป็นบุคคลใหม่ เรื่องใหม่ พบเหตุการณ์ใหม่ จะให้อภัยไหม ก็เป็นการผลัดไปทุกชาติๆ

    ขอให้ทราบว่า ทุกชาติจะกระทำเหมือนกับที่ได้เคยกระทำมาแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าต้องการเป็นบุคคลใดในชาติหน้า ต้องทำตั้งแต่ในชาตินี้ เพื่อชาติหน้าจะได้เป็นผู้ที่เหมือนกับที่ได้เคยกระทำมาแล้ว คิดดู สิ่งง่ายๆ ดูจะง่ายที่สุด ง่ายกว่าอย่างอื่น ยังทำไม่ได้ และจะทำอะไรได้ สิ่งอื่นก็จะต้องยากกว่านี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น กุศลทุกประการควรกระทำในชาตินี้ ไม่ควรรอคอยถึงชาติหน้า

    ที่มา ...

    แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1590

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 148
    23 ต.ค. 2566

    ซีดีแนะนำ