ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๙๓

  
khampan.a
วันที่  1 พ.ย. 2569
หมายเลข  53295
อ่าน  498

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic00483878cb001d77.jpg?v=1793447522

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๙๓

pic000762644dc00ba3a.jpg?v=1793447547



~ ขณะนี้กำลังฟังพระธรรมทุกคำซึ่งเป็นวาจาสัจจะ เป็นการบูชาสูงสุดหรือเปล่า เดี๋ยวนี้เอง ไม่ต้องขณะอื่นเลย แต่ถ้าจะทำอย่างอื่น ขณะอื่น โดยที่ไม่เข้าใจธรรม ไม่คิดถึงค่าของแต่ละคำซึ่งเป็นพระธรรมที่ตรัสไว้ดีแล้ว แล้วจะบูชาอย่างไรในเมื่อไม่รู้ค่าเลย คิดว่าบูชาสูงสุดแล้ว แต่ไม่ใช่เลย เพราะไม่มีความเข้าใจ แต่การที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า บำเพ็ญพระบารมีจากสมัยเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อให้คนได้เข้าใจธรรม ไม่ได้หวังอะไรเลยทั้งสิ้น ลาภ ยศ สรรเสริญ ดอกไม้ เครื่องบูชา ของหอมต่างๆ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่พระองค์ประสงค์ที่จะให้มาบูชา แต่การฟังพระธรรมแล้วเข้าใจถูกต้องขณะนี้ ทุกครั้งที่เข้าใจนั่นคือการบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสูงสุด เพราะฉะนั้นก็บูชาต่อไปอีกได้ ทุกครั้งที่ได้เข้าใจพระธรรม
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 804)



~ ความทุกข์ที่มองไม่เห็น แต่ว่าเกิดอยู่ทุกขณะ คือ สภาพธรรมที่เป็น สังขารธรรมมีปัจจัยปรุงแต่งก็เกิดขึ้นและดับไป ในขณะที่กำลังเห็นอย่างนี้ กำลังได้ยินอย่างนี้ กำลังคิดนึกอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ปัญญาที่จะรู้ทุกข์ต้องเป็นปัญญาที่ละเอียดขึ้นจึงจะสามารถพิจารณาเห็นสภาพที่เป็นทุกข์ของสังขารธรรม หรือของขันธ์ หรือของสิ่งที่ทุกท่านยึดถือว่าเป็นตัวตน เป็นเรา หรือว่าเป็นของเราได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1368)



~ ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม อย่างนี้มีใครสงสัยไหม เพราะว่าถ้าสิ่งนั้นไม่มีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้อะไร เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่มีจริงเป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งนั้นทุกอย่าง เพราะฉะนั้นธรรมต้องเป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอนทุกกาลสมัย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 794)



*** ~ การที่จะได้ประโยชน์จริงๆ เป็นความเข้าใจของตนเองจริงๆ ต้องเป็นผู้ตรง การศึกษาธรรมต้องเป็นผู้ตรงจริงๆ จึงจะได้สาระ ไม่ใช่เชื่อเร็วเชื่อตาม แต่ต้องไตร่ตรอง ค่อยๆ พิจารณาจนกระทั่งเป็นความเห็นที่ถูกต้อง สิ่งใดถูกก็ถูก สิ่งใดผิดก็ผิด เพราะฉะนั้นถ้าจะได้สาระจากพระธรรมต่อๆ ไปต้องเป็นผู้ที่ตรงอย่างยิ่ง***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 795)



~ ถ้ายังแข็งแรงดีอยู่ ก็ยังไม่ค่อยจะรู้สึกว่ากายเป็นทุกข์เท่าไร แต่ว่าทางใจเดือดร้อนมากหรือเปล่า แม้ว่าทางกายไม่ได้เป็นทุกข์ และในระหว่างทุกข์กายกับทุกข์ใจ แต่ละท่านสามารถจะทนอย่างไหนได้มากกว่ากัน บางคนอาจจะเป็นคนแข็งแรง ทุกข์กายทนได้ แต่เวลาถึงเรื่องทุกข์ใจ ทนไม่ได้เลย ก็ย่อมเป็นไปได้ หรือสำหรับบางคน เป็นผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็ง ไม่ค่อยจะหวั่นไหวเรื่องของทางใจ แต่ทางกาย เป็นผู้ที่ทนไม่ได้เลยต่อการเจ็บป่วยก็ได้ เพราะฉะนั้น แล้วแต่ว่าแต่ละท่านจะสะสมมาอย่างไร
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1368)



~ เวลาที่มีผลของอกุศลกรรมเกิดขึ้น ใครทำ ใครกำหนด ก็รู้เองใช่ไหมว่าเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้วทั้งนั้น ถ้าจะตอบคำถามว่า "ทำไมต้องเป็นเรา" ตอบได้ใช่ไหมว่า "เพราะต้องเป็นเรา" จะเป็นคนอื่นได้อย่างไร ทำกรรมมาจะให้คนอื่นได้รับผลได้ไหม ก็ต้องเป็นคนที่ทำนั่นเองที่ได้รับผล
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1690)



*** ~ โกรธดีไหม ทำร้ายตนเองยังไม่พอยังทำร้ายคนอื่นด้วย กายเริ่มเบียดเบียนคนอื่น ถ้าไม่เบียดเบียนด้วยกาย ก็เบียดเบียนด้วยวาจา ตั้งแต่เล็กน้อยจนกระทั่งรุนแรง จนกระทั่งบางคน เขาบอกว่าไม่ลืมจนตาย แค่คำพูดไม่ลืมจนตาย หมายความว่าคำพูดนั้นทำร้ายคนที่ได้รับเสียงนั้นได้รับคำนั้น และก่อนที่จะถึงคนนั้น ผู้พูดต้องโกรธอย่างมากขนาดไหน ถึงจะมีคำอย่างนั้นได้ และบางทีก็ไม่ได้คิดได้ฝันเลยว่าจะใช้คำนั้น แต่ก็พูดคำนั้นแล้วเพราะความโกรธที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 796)



~ เกิดมาแล้วต้องตายแน่นอน แม้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงปรินิพพาน บุคคลผู้ประเสริฐเลิศที่สุดในจักรวาลทั้งหมด มีพระปัญญาที่ได้ตรัสรู้ความจริงดับกิเลสได้ก็ยังปรินิพพาน แล้วมีใครที่เกิดแล้วไม่ตาย แต่ข้อสำคัญก็คือลืมว่าตายแล้วไปไหน ตายแล้วเกิดอีกหรือเปล่า หรือแม้แต่ที่เราเกิดมาแล้วนี้เราเคยตายมาก่อนหรือเปล่า ชาติก่อนเราเป็นอะไร ตายที่ไหน ด้วยอะไร ขณะนั้นกำลังมีใครอยู่ข้างๆ หรือเปล่า ก็ไม่มีใครสามารถที่จะไปรู้อดีตที่ผ่านไปแล้วได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688)



~ ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ว่าสิ่งที่มีในชีวิตแต่ละขณะชั่วคราวมาก เพียงปรากฏแล้วก็หมดไป ยังคงพอใจยังอยากจะได้ไหม ได้ไปเพื่อทำอะไร ในเมื่อจากโลกนี้ไปแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้เลยสักอย่างเดียว เพราะฉะนั้น การเข้าใจธรรมก็จะทำให้มีความเห็นที่ถูกต้อง ละคลายความต้องการสิ่งซึ่งเพียงหวัง แต่จะเกิดหรือไม่เกิดก็ต้องแล้วแต่เหตุปัจจัย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688)



~ แม้แต่ในขณะนี้ ธรรมก็กำลังปรากฏ แต่ไม่มีใครเข้าใจเลยว่านั่นเป็นสิ่งที่มีจริงชั่วคราว เกิดขึ้นแล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้นถ้าไม่ฟังพระธรรมเลย ก็ยังคงไม่รู้ความจริงว่าเกิดมาแล้วก็เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก วนเวียนอยู่อย่างนี้วันแล้ววันเล่า แต่ก็ไม่ได้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงเลยจนกว่าจะได้ฟังผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริง
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 783)



~ เมื่อได้ฟังธรรมและเข้าใจแล้วก็จะทำให้เป็นคนที่ไม่เดือดร้อน จะไม่เดือดร้อนจริงๆ เพราะรู้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดแล้วและก็ดับแล้วด้วย ขณะนี้สิ่งที่มีจริง ไม่ต้องเรียกอะไรเลย มีหรือเปล่า หรือมีเพราะเรียกจึงมี หรือว่ายังไม่ทันต้องเรียกก็มีแล้ว นี่คือการศึกษาให้เข้าใจสิ่งที่มีแล้วขณะนี้ เพราะว่าสิ่งที่มีแล้วขณะนี้เกิดแล้วดับแล้ว ถ้าไม่เข้าใจก็คือผ่านไปตลอด ไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังมีในขณะนี้ได้เลย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1688)



~ การฟังธรรมและเข้าใจธรรมมีประโยชน์มาก เพราะว่าสามารถที่จะเข้าใจว่าสิ่งใดไม่ดีละเอียดขึ้น และสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีแม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้น ทุกคนก็เห็นว่าโลก กล่าวโดยรวม สัตว์โลกเป็นทุกข์เพราะอกุศล มีการเบียดเบียนทำร้าย ถ้าเป็นกุศลจะไม่ทำร้ายเลย มีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและสัตว์โลกจะเป็นสุขถ้วนหน้าก็เพราะกุศล
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685)



*** ~ แต่ละคนที่มีปัญญามีความเห็นถูก จะทำให้จิตใจไม่หวั่นไหวและก็ไม่เดือดร้อน และถ้าเป็นผู้ที่ตั้งมั่นในความดี ยิ่งเป็นผู้ที่มั่นคงไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องเกิดตามเหตุตามปัจจัย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชวร ห้ามได้ไหม เป็นถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชวร ท่านพระสารีบุตรก่อนที่ท่านจะปรินิพพานอาพาธหนักทีเดียว แม้ท่านเป็นพระอัครสาวก เพราะฉะนั้น ถ้าทุกคนเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยทั้งสิ้น จะหวั่นไหวจะเดือดร้อนไหม ในลาภ ในสักการะ ในยศ ในสรรเสริญ ในสุข ชั่วคราวจริงๆ แล้วก็ต้องจากไป***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1685)



~ ถ้ามีโอกาสเป็นกาลที่จะได้ฟังพระธรรม ขอให้ทราบว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ไม่มีอะไรที่ฟังแล้วจะเป็นประโยชน์เท่ากับพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง และศรัทธาก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นและค่อยๆ เห็นประโยชน์ จนเป็นความมั่นคงที่ไม่เปลี่ยนไปเข้าใจอย่างอื่นที่ผิดว่าถูก
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1686)



*** ~ อกุศลไม่ใช่บารมี เพราะเหตุว่าไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้นอกุศลจะเป็นบารมีที่จะทำให้หมดกิเลสไม่ได้เลย ความไม่รู้จะทำให้หมดกิเลสไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องเป็นกุศล เพราะเหตุว่าถ้าขณะใดที่กุศลไม่เกิดขณะนั้นเป็นอกุศล และบารมีต้องเพิ่มอีกเท่าไร เพราะว่าละเลยทอดทิ้งให้สภาพธรรมเป็นอกุศลเกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ถ้าเป็นบารมีหนึ่งบารมีใดใน ๑๐ บารมี เป็นกุศลทุกโอกาส ที่จะเป็นไปได้ ที่จะทำให้ขณะนั้น อกุศลไม่เพิ่ม ทำให้การที่จะเข้าใจธรรมสามารถที่จะให้อกุศลลดน้อยลงไป***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 803)



~ แม้ว่า ๒,๕๐๐ กว่าปี ที่พระวิหารเชตวันผู้ที่ได้ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ก็มีมาก แต่ทุกคำยังจารึกไว้ ยังสืบทอดมาให้เราได้ยินได้ฟัง เหมือนได้เฝ้าเฉพาะพระพักตร์ เพียงแต่ว่าเรามีความรู้ความเข้าใจที่สะสมมา พอที่จะเข้าใจความจริงของคำที่ทรงแสดงหรือเปล่า เพราะว่าทุกคำเป็นความจริง แล้วต้องเป็นผู้ที่ละเอียดรอบคอบไตร่ตรองจนกระทั่งความจริงนั้นถูกต้องไม่เปลี่ยนแปลง
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 803)



*** ~ ขณะนี้ทุกคนก็กำลังก้าวไป แล้วแต่ว่าจะไปทางไหน จะไปทางที่ไปสู่นรกหรือว่าไปสู่สวรรค์ หรือว่ามาสู่โลกนี้ เพราะว่าถ้าเหตุดี ผลก็ต้องดี ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงความจริงให้เราเห็นถูกต้องก็ไม่มีใครสามารถที่จะค่อยๆ ละอกุศลเพราะเห็นโทษ ต่อให้ใครจะมาบังคับสักเท่าไหร่ ก็บังคับใจไม่ได้ ต้องเป็นไปตามการสะสม เพราะฉะนั้น ปัญญาเท่านั้น ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องจริงๆ ปัญญานำไปในกิจทั้งปวง ซึ่งเป็นไปในทางที่ถูกต้องซึ่งจะไม่นำทุกข์โทษภัยมาให้เลย***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 797)



~ เมื่อมีความเข้าใจขึ้น กิเลสก็จะค่อยๆ ลดไปทีละเล็กทีละน้อยจนสามารถที่จะดับได้ แต่ต้องเป็นผู้ที่อดทน ขันติบารมี วิริยบารมี รู้ว่าพระธรรมลึกซึ้งและยากและก็เป็นอนัตตา แต่ไม่เหลือวิสัยสำหรับเหตุที่จะค่อยๆ สะสมไปทีละเล็กทีละน้อย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 797)



~ การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงให้เห็นความไม่ใช่เรา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แต่เป็นธรรมทั้งหมดที่เป็นอนัตตา ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้มากขึ้น ก็รู้ดีรู้ชั่วเพิ่มขึ้น และปัญญาก็จะนำไปในกิจทั้งปวงในทางที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ทั้งตนเองและบุคคลอื่นด้วย โลกจะร่มเย็นเป็นสุขไหม?
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 797)



~ ธรรมเกิดแล้วดับไปไม่กลับมาอีก วันนี้ทั้งหมดตั้งแต่เช้าไม่ว่าจะเป็นความจำ ไม่ว่าจะเป็นการเห็น ไม่ว่าจะเป็นเสียง ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งหมดที่ปรากฎว่ามีจริง เพราะเกิดแล้วดับไปหมดเลย แต่รู้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ถ้าฟังพระธรรมแล้วเข้าใจแค่ไหน ต้องฟังต่อไปอีกหรือว่าแค่นี้พอแล้ว?
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 788)



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๙๒

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...

pic0007626432fc2762b.jpg?v=1793447547


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
swanjariya
วันที่ 1 พ.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

  
  ความคิดเห็นที่ 2  
  
jaturong
วันที่ 1 พ.ย. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

  
  ความคิดเห็นที่ 3  
  
ภาคินี
วันที่ 1 พ.ย. 2569

ขอนอบน้อมบูชาคุณพระรัตนตรัย

กราบเท้าบูชาคุณ ท่าน อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่ง

กราบอนุโมทนาและยินดีในกุศลของ ท่าน อ.คำปั่น ค่ะ

  
  ความคิดเห็นที่ 4  
  
chatchai.k
วันที่ 2 พ.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ