ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๙๓

~ ขณะนี้กำลังฟังพระธรรมทุกคำซึ่งเป็นวาจาสัจจะ
เป็นการบูชาสูงสุดหรือเปล่า เดี๋ยวนี้เอง ไม่ต้องขณะอื่นเลย
แต่ถ้าจะทำอย่างอื่น ขณะอื่น โดยที่ไม่เข้าใจธรรม
ไม่คิดถึงค่าของแต่ละคำซึ่งเป็นพระธรรมที่ตรัสไว้ดีแล้ว
แล้วจะบูชาอย่างไรในเมื่อไม่รู้ค่าเลย คิดว่าบูชาสูงสุดแล้ว
แต่ไม่ใช่เลย เพราะไม่มีความเข้าใจ
แต่การที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
บำเพ็ญพระบารมีจากสมัยเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อให้คนได้เข้าใจธรรม
ไม่ได้หวังอะไรเลยทั้งสิ้น ลาภ ยศ สรรเสริญ ดอกไม้ เครื่องบูชา
ของหอมต่างๆ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่พระองค์ประสงค์ที่จะให้มาบูชา
แต่การฟังพระธรรมแล้วเข้าใจถูกต้องขณะนี้
ทุกครั้งที่เข้าใจนั่นคือการบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสูงสุด
เพราะฉะนั้นก็บูชาต่อไปอีกได้ ทุกครั้งที่ได้เข้าใจพระธรรม
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
804)
~ ความทุกข์ที่มองไม่เห็น แต่ว่าเกิดอยู่ทุกขณะ คือ สภาพธรรมที่เป็น
สังขารธรรมมีปัจจัยปรุงแต่งก็เกิดขึ้นและดับไป
ในขณะที่กำลังเห็นอย่างนี้ กำลังได้ยินอย่างนี้ กำลังคิดนึกอย่างนี้
เพราะฉะนั้น
ปัญญาที่จะรู้ทุกข์ต้องเป็นปัญญาที่ละเอียดขึ้นจึงจะสามารถพิจารณาเห็นสภาพที่เป็นทุกข์ของสังขารธรรม
หรือของขันธ์ หรือของสิ่งที่ทุกท่านยึดถือว่าเป็นตัวตน เป็นเรา
หรือว่าเป็นของเราได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1368)
~ ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม
อย่างนี้มีใครสงสัยไหม เพราะว่าถ้าสิ่งนั้นไม่มีจริง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้อะไร
เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่มีจริงเป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งนั้นทุกอย่าง
เพราะฉะนั้นธรรมต้องเป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอนทุกกาลสมัย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
794)
*** ~ การที่จะได้ประโยชน์จริงๆ เป็นความเข้าใจของตนเองจริงๆ ต้องเป็นผู้ตรง การศึกษาธรรมต้องเป็นผู้ตรงจริงๆ จึงจะได้สาระ
ไม่ใช่เชื่อเร็วเชื่อตาม แต่ต้องไตร่ตรอง ค่อยๆ พิจารณาจนกระทั่งเป็นความเห็นที่ถูกต้อง สิ่งใดถูกก็ถูก
สิ่งใดผิดก็ผิด เพราะฉะนั้นถ้าจะได้สาระจากพระธรรมต่อๆ ไปต้องเป็นผู้ที่ตรงอย่างยิ่ง***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
795)
~ ถ้ายังแข็งแรงดีอยู่ ก็ยังไม่ค่อยจะรู้สึกว่ากายเป็นทุกข์เท่าไร
แต่ว่าทางใจเดือดร้อนมากหรือเปล่า แม้ว่าทางกายไม่ได้เป็นทุกข์
และในระหว่างทุกข์กายกับทุกข์ใจ
แต่ละท่านสามารถจะทนอย่างไหนได้มากกว่ากัน บางคนอาจจะเป็นคนแข็งแรง
ทุกข์กายทนได้ แต่เวลาถึงเรื่องทุกข์ใจ ทนไม่ได้เลย ก็ย่อมเป็นไปได้
หรือสำหรับบางคน เป็นผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็ง
ไม่ค่อยจะหวั่นไหวเรื่องของทางใจ แต่ทางกาย
เป็นผู้ที่ทนไม่ได้เลยต่อการเจ็บป่วยก็ได้ เพราะฉะนั้น
แล้วแต่ว่าแต่ละท่านจะสะสมมาอย่างไร
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1368)
~ เวลาที่มีผลของอกุศลกรรมเกิดขึ้น
ใครทำ ใครกำหนด
ก็รู้เองใช่ไหมว่าเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้วทั้งนั้น
ถ้าจะตอบคำถามว่า "ทำไมต้องเป็นเรา" ตอบได้ใช่ไหมว่า "เพราะต้องเป็นเรา" จะเป็นคนอื่นได้อย่างไร
ทำกรรมมาจะให้คนอื่นได้รับผลได้ไหม
ก็ต้องเป็นคนที่ทำนั่นเองที่ได้รับผล
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1690)
*** ~ โกรธดีไหม ทำร้ายตนเองยังไม่พอยังทำร้ายคนอื่นด้วย
กายเริ่มเบียดเบียนคนอื่น ถ้าไม่เบียดเบียนด้วยกาย
ก็เบียดเบียนด้วยวาจา ตั้งแต่เล็กน้อยจนกระทั่งรุนแรง
จนกระทั่งบางคน เขาบอกว่าไม่ลืมจนตาย แค่คำพูดไม่ลืมจนตาย
หมายความว่าคำพูดนั้นทำร้ายคนที่ได้รับเสียงนั้นได้รับคำนั้น
และก่อนที่จะถึงคนนั้น ผู้พูดต้องโกรธอย่างมากขนาดไหน
ถึงจะมีคำอย่างนั้นได้ และบางทีก็ไม่ได้คิดได้ฝันเลยว่าจะใช้คำนั้น
แต่ก็พูดคำนั้นแล้วเพราะความโกรธที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
796)
~ เกิดมาแล้วต้องตายแน่นอน
แม้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงปรินิพพาน
บุคคลผู้ประเสริฐเลิศที่สุดในจักรวาลทั้งหมด
มีพระปัญญาที่ได้ตรัสรู้ความจริงดับกิเลสได้ก็ยังปรินิพพาน
แล้วมีใครที่เกิดแล้วไม่ตาย แต่ข้อสำคัญก็คือลืมว่าตายแล้วไปไหน
ตายแล้วเกิดอีกหรือเปล่า
หรือแม้แต่ที่เราเกิดมาแล้วนี้เราเคยตายมาก่อนหรือเปล่า
ชาติก่อนเราเป็นอะไร ตายที่ไหน ด้วยอะไร ขณะนั้นกำลังมีใครอยู่ข้างๆ หรือเปล่า ก็ไม่มีใครสามารถที่จะไปรู้อดีตที่ผ่านไปแล้วได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1688)
~ ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ว่าสิ่งที่มีในชีวิตแต่ละขณะชั่วคราวมาก
เพียงปรากฏแล้วก็หมดไป ยังคงพอใจยังอยากจะได้ไหม ได้ไปเพื่อทำอะไร
ในเมื่อจากโลกนี้ไปแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้เลยสักอย่างเดียว
เพราะฉะนั้น การเข้าใจธรรมก็จะทำให้มีความเห็นที่ถูกต้อง
ละคลายความต้องการสิ่งซึ่งเพียงหวัง
แต่จะเกิดหรือไม่เกิดก็ต้องแล้วแต่เหตุปัจจัย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1688)
~ แม้แต่ในขณะนี้ ธรรมก็กำลังปรากฏ
แต่ไม่มีใครเข้าใจเลยว่านั่นเป็นสิ่งที่มีจริงชั่วคราว
เกิดขึ้นแล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้นถ้าไม่ฟังพระธรรมเลย
ก็ยังคงไม่รู้ความจริงว่าเกิดมาแล้วก็เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส
รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก วนเวียนอยู่อย่างนี้วันแล้ววันเล่า
แต่ก็ไม่ได้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงเลยจนกว่าจะได้ฟังผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริง
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
783)
~ เมื่อได้ฟังธรรมและเข้าใจแล้วก็จะทำให้เป็นคนที่ไม่เดือดร้อน
จะไม่เดือดร้อนจริงๆ เพราะรู้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดแล้วและก็ดับแล้วด้วย
ขณะนี้สิ่งที่มีจริง ไม่ต้องเรียกอะไรเลย มีหรือเปล่า
หรือมีเพราะเรียกจึงมี หรือว่ายังไม่ทันต้องเรียกก็มีแล้ว
นี่คือการศึกษาให้เข้าใจสิ่งที่มีแล้วขณะนี้
เพราะว่าสิ่งที่มีแล้วขณะนี้เกิดแล้วดับแล้ว
ถ้าไม่เข้าใจก็คือผ่านไปตลอด ไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังมีในขณะนี้ได้เลย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1688)
~ การฟังธรรมและเข้าใจธรรมมีประโยชน์มาก
เพราะว่าสามารถที่จะเข้าใจว่าสิ่งใดไม่ดีละเอียดขึ้น
และสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีแม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้น
ทุกคนก็เห็นว่าโลก กล่าวโดยรวม สัตว์โลกเป็นทุกข์เพราะอกุศล
มีการเบียดเบียนทำร้าย ถ้าเป็นกุศลจะไม่ทำร้ายเลย
มีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและสัตว์โลกจะเป็นสุขถ้วนหน้าก็เพราะกุศล
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1685)
*** ~ แต่ละคนที่มีปัญญามีความเห็นถูก
จะทำให้จิตใจไม่หวั่นไหวและก็ไม่เดือดร้อน
และถ้าเป็นผู้ที่ตั้งมั่นในความดี
ยิ่งเป็นผู้ที่มั่นคงไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องเกิดตามเหตุตามปัจจัย
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชวร ห้ามได้ไหม
เป็นถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชวร
ท่านพระสารีบุตรก่อนที่ท่านจะปรินิพพานอาพาธหนักทีเดียว
แม้ท่านเป็นพระอัครสาวก เพราะฉะนั้น
ถ้าทุกคนเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยทั้งสิ้น
จะหวั่นไหวจะเดือดร้อนไหม ในลาภ ในสักการะ ในยศ ในสรรเสริญ ในสุข
ชั่วคราวจริงๆ แล้วก็ต้องจากไป***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1685)
~ ถ้ามีโอกาสเป็นกาลที่จะได้ฟังพระธรรม
ขอให้ทราบว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด
ไม่มีอะไรที่ฟังแล้วจะเป็นประโยชน์เท่ากับพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง
และศรัทธาก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นและค่อยๆ เห็นประโยชน์
จนเป็นความมั่นคงที่ไม่เปลี่ยนไปเข้าใจอย่างอื่นที่ผิดว่าถูก
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1686)
*** ~ อกุศลไม่ใช่บารมี เพราะเหตุว่าไม่รู้ความจริง
เพราะฉะนั้นอกุศลจะเป็นบารมีที่จะทำให้หมดกิเลสไม่ได้เลย
ความไม่รู้จะทำให้หมดกิเลสไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องเป็นกุศล
เพราะเหตุว่าถ้าขณะใดที่กุศลไม่เกิดขณะนั้นเป็นอกุศล
และบารมีต้องเพิ่มอีกเท่าไร
เพราะว่าละเลยทอดทิ้งให้สภาพธรรมเป็นอกุศลเกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ถ้าเป็นบารมีหนึ่งบารมีใดใน ๑๐ บารมี เป็นกุศลทุกโอกาส
ที่จะเป็นไปได้ ที่จะทำให้ขณะนั้น อกุศลไม่เพิ่ม
ทำให้การที่จะเข้าใจธรรมสามารถที่จะให้อกุศลลดน้อยลงไป***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
803)
~ แม้ว่า ๒,๕๐๐ กว่าปี
ที่พระวิหารเชตวันผู้ที่ได้ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ก็มีมาก
แต่ทุกคำยังจารึกไว้ ยังสืบทอดมาให้เราได้ยินได้ฟัง
เหมือนได้เฝ้าเฉพาะพระพักตร์
เพียงแต่ว่าเรามีความรู้ความเข้าใจที่สะสมมา
พอที่จะเข้าใจความจริงของคำที่ทรงแสดงหรือเปล่า
เพราะว่าทุกคำเป็นความจริง
แล้วต้องเป็นผู้ที่ละเอียดรอบคอบไตร่ตรองจนกระทั่งความจริงนั้นถูกต้องไม่เปลี่ยนแปลง
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
803)
*** ~ ขณะนี้ทุกคนก็กำลังก้าวไป แล้วแต่ว่าจะไปทางไหน
จะไปทางที่ไปสู่นรกหรือว่าไปสู่สวรรค์ หรือว่ามาสู่โลกนี้
เพราะว่าถ้าเหตุดี ผลก็ต้องดี ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้
เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม
ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงความจริงให้เราเห็นถูกต้องก็ไม่มีใครสามารถที่จะค่อยๆ ละอกุศลเพราะเห็นโทษ ต่อให้ใครจะมาบังคับสักเท่าไหร่
ก็บังคับใจไม่ได้ ต้องเป็นไปตามการสะสม เพราะฉะนั้น ปัญญาเท่านั้น
ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องจริงๆ ปัญญานำไปในกิจทั้งปวง
ซึ่งเป็นไปในทางที่ถูกต้องซึ่งจะไม่นำทุกข์โทษภัยมาให้เลย***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
797)
~ เมื่อมีความเข้าใจขึ้น กิเลสก็จะค่อยๆ ลดไปทีละเล็กทีละน้อยจนสามารถที่จะดับได้ แต่ต้องเป็นผู้ที่อดทน
ขันติบารมี วิริยบารมี รู้ว่าพระธรรมลึกซึ้งและยากและก็เป็นอนัตตา
แต่ไม่เหลือวิสัยสำหรับเหตุที่จะค่อยๆ สะสมไปทีละเล็กทีละน้อย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
797)
~ การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงให้เห็นความไม่ใช่เรา
ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แต่เป็นธรรมทั้งหมดที่เป็นอนัตตา
ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้มากขึ้น ก็รู้ดีรู้ชั่วเพิ่มขึ้น
และปัญญาก็จะนำไปในกิจทั้งปวงในทางที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ทั้งตนเองและบุคคลอื่นด้วย
โลกจะร่มเย็นเป็นสุขไหม?
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
797)
~ ธรรมเกิดแล้วดับไปไม่กลับมาอีก
วันนี้ทั้งหมดตั้งแต่เช้าไม่ว่าจะเป็นความจำ ไม่ว่าจะเป็นการเห็น
ไม่ว่าจะเป็นเสียง ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งหมดที่ปรากฎว่ามีจริง
เพราะเกิดแล้วดับไปหมดเลย แต่รู้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม
ถ้าฟังพระธรรมแล้วเข้าใจแค่ไหน
ต้องฟังต่อไปอีกหรือว่าแค่นี้พอแล้ว?
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
788)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๙๒
...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ
ขอนอบน้อมบูชาคุณพระรัตนตรัย
กราบเท้าบูชาคุณ ท่าน อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่ง
กราบอนุโมทนาและยินดีในกุศลของ ท่าน อ.คำปั่น ค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ