ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๙๒
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๙๒

~ ชีวิตในแต่ละชาติ จะเห็นได้ว่าถ้าในทุกๆ ชาติที่เกิดมามีโอกาส
ได้ฟังพระธรรม ถ้ายังไม่ละคลายอกุศลต่างๆ ในชีวิตประจำวันจริงๆ ด้วยความตั้งใจมั่น ด้วยความเพียร ด้วยความอดทน
ย่อมไม่ถึงกาลที่จะดับกิเลสได้ เพราะว่ากิเลสมากมายเหลือเกิน
เพราะฉะนั้น
การที่กุศลแต่ละขณะจะเกิดได้จะเจริญได้ต้องอาศัยความเพียรและความอดทนต่อการที่จะไม่เป็นอกุศลในขณะนั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1761)
~ ปรมัตถธรรม คือ สภาพธรรมที่มีจริง แม้ว่าจะไม่ใช้ชื่อใดๆ เรียกเลยก็ตาม เช่น เห็น ไม่ต้องเรียกชื่อ ไม่ต้องบอกว่านี่คือเห็น
แต่ก็กำลังเห็นในขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้นเห็น ขณะที่ได้ยินเสียง
ไม่ต้องเรียกอะไรทั้งหมด
ปรมัตถธรรมคือสภาพธรรมที่มีจริงที่กำลังได้ยินเสียงในขณะนั้น
โดยไม่ต้องใช้ชื่อใดๆ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1759)
*** ~ ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะเป็นสมบัติอันแท้จริง
เป็นเพียงสภาพธรรมแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยและดับไป
เพราะฉะนั้น มีก็เหมือนไม่มี เป็นสิ่งที่ว่างเปล่าจริงๆ เพราะเมื่อดับไปแล้ว สิ่งนั้นไม่ได้กลับมาอีก***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1587)
*** ~ ถ้าสามารถจะทำกุศลได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น
เพราะว่าชีวิตแต่ละภพแต่ละชาติสั้นมาก
ไม่ทราบว่าชาติหน้าจะมาถึงเร็วหรือช้า
จะเกิดที่ไหนเป็นบุคคลใดและจะมีโอกาสได้ฟังพระธรรม
ได้เจริญกุศลอีกไหม ดังนั้น
เมื่อมีโอกาสที่จะเจริญกุศลได้ก็ควรกระทำโดยเร็วหรือโดยทันที***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1586)
~ ชีวิตที่มีความมั่นคงที่จะอบรมเจริญกุศล
เป็นชีวิตที่น่าประเสริฐไหม? เกิดมาแล้ว
คุณค่าของการที่มีชีวิตเป็นไปแต่ละขณะ
เพื่อที่จะได้มั่นคงในการอบรมเจริญกุศลและปัญญา ไม่อย่างนั้น
มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?
เพื่อมั่นคงให้อกุศลเพิ่มขึ้นอย่างนั้นหรือ?
(ที่มา : ปัญหาธรรมของอาจารย์ มศพ. 20 ต.ค.
2569)
~ เวลาที่ได้ข่าวคนสิ้นชีวิต ทุกคนบางครั้งก็คงจะตกใจ ไม่คาดฝัน
บางครั้งก็รำพันหรือเป็นทุกข์เศร้าหมองหม่นหมอง ขณะนั้น "อโยนิโสมนสิการ" เป็นอกุศล ไม่เป็นประโยชน์เลย
แต่ถ้าสติเกิดระลึกได้ในขณะนั้นก็รู้ว่าเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง
ความโศกเศร้า ความอาลัยอาวรณ์ ความเสียใจ
ไม่มีประโยชน์อย่างใดเลยทั้งสิ้น
ควรที่จะเบิกบานใจที่มีโอกาสเข้าใจพระธรรมและได้เห็นว่าพระธรรมที่ทรงแสดงนั้นเป็นสัจจธรรม
แทนที่จะเศร้าโศกเสียใจก็ควรที่จะได้รับประโยชน์จากทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่เที่ยงและเป็นอนัตตา
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1760)
~ แต่ละคนจะต้องจากโลกนี้ไป หมดสภาพความเป็นบุคคลนี้
สะสมกุศลบ้างอกุศลบ้างมากน้อยต่างกันไป และสิ่งที่แน่นอนที่สุด คือ
ต้องจากเหตุการณ์และเรื่องราวต่างๆ ของโลกนี้โดยสิ้นเชิงในวันหนึ่ง
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ควรจะติดตัวไปก็ควรจะเป็นการเจริญกุศล
และการเข้าใจสภาพธรรมเพิ่มขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1759)
*** ~ ถ้าทราบว่าเป็นผู้ที่ยังมีโมหะมากที่จะต้องขัดเกลา
จะทำให้ไม่ละเลยในการฟังพระธรรมและไม่ละเลยการเจริญกุศลทุกประการด้วย
เพราะว่าความประมาทย่อมพลิกชีวิตจากความเจริญไปสู่ความเสื่อมได้
จากการเป็นมนุษย์ในชาตินี้ไปสู่การเป็นเปรต เป็นอสุรกาย
เป็นสัตว์ดิรัจฉาน
เป็นสัตว์ในนรกซึ่งอาจจะเป็นพรุ่งนี้หรือเย็นนี้ย่อมได้ทั้งสิ้น
ถ้ารู้อย่างนี้จะทำให้เป็นผู้ที่ไม่ประมาท***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1760)
~ ไม่ควรเป็นผู้ประมาท แต่ก็ยากเหลือเกินในเมื่อมีอกุศลสะสมมามากมาย
ทั้งโลภะบ้าง โทสะบ้าง เพราะฉะนั้น ต้องอาศัยสติ การระลึกได้
เป็นผู้อารักขาการดำเนินชีวิตต่อไปในการที่จะเจริญกุศลยิ่งขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1761)
*** ~ ใครจะยังไปตามยึดถือสิ่งที่เกิดแล้วดับว่า "ของฉัน" ในเมื่อไม่มีแล้ว หมดไปแล้ว เพราะฉะนั้น ทุกขณะในชีวิตจะเห็นได้ว่า
เป็นสภาพนามธรรมและรูปธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยและดับหมดไปจริงๆ ทุกขณะ โดยไม่กลับมาอีกเลย***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1713)
~ แม้แต่เพียงคำว่า "สงบ" ก็ขอให้เข้าใจความหมายจริงๆ ว่า
หมายถึงสงบจากอกุศล ขณะที่เกิดความต้องการพอใจสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ขณะนั้นไม่สงบ เพราะว่ากำลังติดข้องอยากจะได้สิ่งนั้น
ขณะที่กำลังขุ่นเคืองใจ ไม่สบายใจแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่สงบ เช่น
ทุกคนคงจะไม่ชอบฝุ่น ตื่นขึ้นมาถ้าบ้านยังไม่สะอาด
เพียงแต่เห็นฝุ่นก็รู้แล้วว่าขณะนั้นไม่สงบแล้ว
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1713)
~ ทุกท่านไม่ควรที่จะลืมว่าอีกไม่นานก็ถึงชาติหน้า และชาติหน้า
ท่านอยากจะเป็นบุคคลประเภทไหน
อยากจะมีกิเลสน้อยหรืออยากจะมีกิเลสมาก
ดูเหมือนว่าชาตินี้มีกิเลสมาก แต่ชาติหน้าอยากมีกิเลสน้อย
เหตุกับผลก็ไม่ตรงกัน
ในเมื่อชาตินี้ยังมีกิเลสมากและชาตินี้ก็ไม่ขัดเกลากิเลส
ไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่ละคลาย ชาติหน้าจะกิเลสน้อยไม่ได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1578)
~ เวลาที่คิดถึงคนอื่น คิดดีหรือไม่ดี
คิดด้วยเมตตาหรือไม่ใช่ด้วยเมตตา
และขณะใดที่ไม่ได้คิดด้วยเมตตารู้ไหมว่าเป็นโทษ
นำมาซึ่งความเสื่อม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1578)
~ อโทสเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกับโทสะ เพราะฉะนั้น
เป็นขณะที่ไม่เดือดร้อน ไม่กังวลใจ เป็นต้น
ซึ่งทุกคนก็ปรารถนาที่จะเป็นอย่างนี้ คือ ปรารถนาที่จะไม่มีโทสะ
แต่ต้องระวังว่าถ้าไม่มีโทสะแล้ว ต้องไม่ให้มีโลภะด้วย
อย่าพอใจว่าเมื่อไม่มีโทสะแล้ว มีโลภะไม่เป็นไร
นี่เป็นสิ่งที่ควรสังเกตว่าโทสะเป็นอกุศล ฉันใด โลภะก็เป็นอกุศล
ฉันนั้น และโทสะยังแสดงตัวปรากฏให้เห็นง่าย แต่โลภะยากที่จะเห็นได้
เพราะทุกคนต้องการโลภะซึ่งไม่มีวันพอ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1606)
~ ถ้าจะเปรียบลักษณะของอโทสะ ก็เหมือนกับมิตรที่คอยช่วยเหลือ
เพราะเวลาโกรธไม่ช่วย ใช่ไหม แต่เวลาไม่โกรธจึงจะช่วย เพราะฉะนั้น
ลักษณะของอโทสะ เป็นสภาพที่ไม่แค้นเคือง
เปรียบเหมือนมิตรที่คอยช่วยเหลือ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1606)
~ ก่อนฟังพระธรรม ชีวิตประจำวัน กายก็สงบบ้าง ไม่สงบบ้าง
วาจาก็สงบบ้าง ไม่สงบบ้าง เพราะฉะนั้น
ประเมินผลจากการฟังพระธรรมด้วยตนเอง คือ
เมื่อฟังแล้วสงบกายและสงบจิตขึ้นหรือเปล่า นี่เป็นประโยชน์เฉพาะตน
ถ้าไม่สงบกายสงบจิต ปัญญาจะเจริญไหม ยังเหมือนเดิม ใช่ไหม
แต่ประโยชน์จากการได้ฟังพระธรรมที่เข้าใจแล้ว
จะพิสูจน์ได้จากตนเอง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1576)
~ ผู้ที่ควรแก่วัตถุทานก็มีมาก ไม่ใช่น้อยเลย และวันหนึ่งๆ ถ้าไม่มีทานกุศลเลย ก็เป็นไปไม่ได้แน่ที่จะดับกิเลสเป็นสมุจเฉท (ละอย่างเด็ดขาด) ได้ในชาติหนึ่งๆ ที่ทานกุศลไม่เกิด
ถ้าไม่มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่มีกุศลจิตแม้ขั้นทาน
แล้วจะให้กิเลสดับ ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1587)
~ สำหรับอภัยทาน ไม่ต้องมีวัตถุไทยธรรมที่จะให้
แต่ควรพิจารณาว่าจะยากกว่าการสละวัตถุทานหรือเปล่า
เพราะว่าเป็นการสละความเห็นแก่ตัว ความรักตัว
ในการที่ไม่อภัยในความผิดของคนอื่น หรือในความบกพร่องของคนอื่น
ขณะที่ไม่อภัยให้บุคคลอื่น
ขณะนั้นพิจารณาดูว่าเพราะรักตัวเองหรือเปล่า
จึงทำให้ไม่สามารถอภัยในความผิด หรือในความบกพร่องของคนอื่นได้
ซึ่งลึกลงไปจริงๆ เป็นเพราะความรักตัว
ความยึดมั่นในตัวตนหรือเปล่า
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1587)
*** ~ คิดดู คนที่ไม่โกรธเป็นคนประเสริฐ ใช่ไหม
ทุกวันนี้ถ้ามีใครซึ่งอาจจะมีคนว่าร้าย กล่าวร้าย
เข้าใจผิดหรือแสดงกิริยาอาการต่างๆ แต่ผู้นั้นก็ยังไม่โกรธ ใครๆ ก็คงต้องเห็นความประเสริฐของคนที่ไม่โกรธ***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1608)
~ ขณะใดที่โกรธ ขณะนั้นคิดถึงแต่ความไม่ดีของคนอื่น
ลืมระลึกถึงกิเลสของตนเอง ขณะที่โกรธใคร
ให้ทราบว่าขณะนั้นลืมระลึกถึงกิเลสของตนเอง
แต่ถ้าขณะใดที่สติเกิดระลึกได้ ขณะนั้นก็เป็นกุศลจิตและไม่โกรธ
สามารถเกิดเมตตาเพิ่มขึ้นได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1609
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๙๑
...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...

*** ~ คิดดู คนที่ไม่โกรธเป็นคนประเสริฐ ใช่ไหม ทุกวันนี้ถ้ามีใครซึ่งอาจจะมีคนว่าร้าย กล่าวร้าย เข้าใจผิดหรือแสดงกิริยาอาการต่างๆ แต่ผู้นั้นก็ยังไม่โกรธ ใครๆ ก็คงต้องเห็นความประเสริฐของคนที่ไม่โกรธ***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1608)
กราบอนุโมทนาค่ะ

