ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๙๑
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๙๑

~ พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยละเอียดตลอด ๔๕ พรรษา
เป็นเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก
ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เพราะฉะนั้น
ผู้ที่จะเห็นพระมหากรุณาคุณของพระผู้มีพระภาค ต้องเป็นผู้ที่ฟัง
พิจารณา ไตร่ตรอง เมื่อเข้าใจแล้ว ก็ประพฤติปฏิบัติตามด้วย
เพราะผู้ที่ไม่ใช่สาวก ฟังแล้วไม่ปฏิบัติตาม เพราะฉะนั้น
แต่ละท่านต้องพิจารณาว่าท่านอยู่ในประเภทไหน คือ
เป็นผู้ที่เพียงฟังและสนใจ หรือว่านอกจากจะฟัง พิจารณา เข้าใจ
สนใจแล้วยังน้อมประพฤติปฏิบัติตามด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
974)
~ ทุกท่านมีทรัพย์สมบัติซึ่งพร้อมที่จะจากไปพร้อมการดับของจิต
ขณะนี้ก็ดับอยู่เรื่อยๆ และก็จะสูญสิ้นไปเมื่อจุติจิตเกิดและดับไป
ซึ่งอาจจะเป็นขณะไหนก็ได้ทั้งสิ้น ขณะที่กำลังเห็น
วิถีจิตทางตาดับแล้ว จุติจิตเกิดต่อได้ทันที กำลังได้ยินอย่างนี้
วิถีจิตทางโสตทวารดับแล้ว จุติจิตเกิดต่อได้ทันทีเหมือนกัน
เพราะฉะนั้น เรื่องทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลาภ เรื่องยศ
เรื่องทรัพย์สมบัติทั้งหมด
ย่อมหมดสิ้นไปพร้อมการดับของจิตแต่ละขณะ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1113)
*** ~ ควรที่จะได้เห็นความจริงว่าถ้ายังเป็นผู้ที่ติดอยู่
ต้องการอยู่ ปรารถนาอยู่ในเรื่องของลาภ สักการะ เกียรติยศ
บริวารต่างๆ ลองพิจารณาว่าพระผู้มีพระภาคทรงแสดงหนทางให้ละ
ให้ดับกิเลส ไม่ใช่ให้ติด หรือว่า ให้พอกพูนเพิ่มกิเลส?***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1113)
~ เมื่อถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ก็จะต้องฟังพระธรรมจริงๆ และพิจารณาจนกระทั่งเข้าใจในพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยละเอียดยิ่งขึ้น
ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ทุกๆ ขณะจะต้องอบรมเจริญปัญญาจนกว่าจะประจักษ์แจ้งในสภาพธรรมซึ่งเป็นอนัตตาจริงๆ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1114)
~ อะไรจะเกิดขึ้นในขณะต่อไป ทราบไหม?
ไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่า จะเป็นวิถีจิตทางไหน
จะเป็นโลกนี้หรือว่าจะเป็นโลกหน้า ทุกขณะจิตนี้เล็กน้อยเหลือเกิน
ไม่ว่าจะเป็นความยินดีพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
ในเกียรติยศ ในบริวาร ซึ่งเป็นเพราะจิตคิดถึงเรื่องนั้นๆ ทางใจ
เรื่องทั้งหมดจบสิ้นเมื่อจิตที่กำลังคิดถึงเรื่องนั้นดับลง
เกียรติยศและชื่อเสียงหรือทรัพย์สมบัติทั้งหมด
ก็หมดสิ้นพร้อมกับการดับของจิตที่กำลังคิดถึงเรื่องนั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1114)
*** ~ ข้อความในพระไตรปิฎก
เวลาที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดมีกิริยาหรือมีการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด
เป็นเหตุให้พระภิกษุกราบทูลพระผู้มีพระภาคถึงเรื่องของบุคคลนั้น
พระผู้มีพระภาคจะทรงแสดงว่าแม้การกระทำนั้นๆ ของบุคคลนั้นในปัจจุบันชาตินี้
ก็ได้เคยกระทำมาแล้วในอดีตเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ในชาดกต่างๆ หรือว่าประวัติของพระสาวกต่างๆ จะเห็นได้ว่ากุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับท่านในชาตินี้
ไม่ใช่เพียงเกิดขึ้นกับท่านเฉพาะในชาตินี้ แต่ว่าเคยเกิดขึ้นเป็นไป
ได้เคยกระทำมาแล้วในอดีตชาติจนเป็นปกติ เป็นอุปนิสัย
เป็นสภาพธรรมที่มีกำลังทำให้กุศลนั้นๆ เกิดขึ้นอีกในปัจจุบันชาตินี้***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1117)
~ การฟังพระธรรมเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้รู้จักพระคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
แล้วก็รู้จริงๆ ว่าการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีแล้วทรงแสดงพระธรรม
ไม่ใช่เพียงคำสองคำหรือว่าเรื่องสองเรื่อง
อย่างที่บางคนอยากจะเข้าใจเร็วๆ ไม่ต้องละเอียด สั้นๆ น้อยๆ นิดๆ หน่อยๆ แล้วก็พอ ซึ่งความจริงเป็นไปไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้
จึงเห็นพระคุณที่ทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา
หลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้จนกระทั่งใกล้ที่จะปรินิพพาน
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1656)
~ ทั้งหมดที่มีจริงเป็นธรรม
เห็นมีจริงเป็นธรรม ได้ยินมีจริงเป็นธรรม คิดนึกมีจริงเป็นธรรม
ริษยามีจริง มัจฉริยะความตระหนี่ก็มีจริง
ทุกอย่างในชีวิตประจำวันเป็นธรรมที่มีจริง ที่เกิดขึ้นแล้วดับไป
เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมจะทำให้เราค่อยๆ รู้ว่าทั้งหมดที่เราเคยยึดถือและเข้าใจว่าเป็นเราตั้งแต่เกิด
ความจริงก็เป็นธรรมแต่ละอย่างแต่ละลักษณะซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นไป
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1656)
*** ~ ชาตินี้ทุกคนก็มีทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรม วันหนึ่งต้องจากโลกนี้ไป
ทันทีที่จิตขณะสุดท้ายดับ ใช้คำว่าจุติ หมายความว่า
เคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ กรรมหนึ่งทำให้ปฏิสนธิจิต
คือจิตที่เกิดสืบต่อจากจุติจิต ชื่อว่าปฏิสนธิ
เกิดขึ้นโดยไม่มีใครสามารถที่จะเลือกได้เลย เพราะฉะนั้น
แสดงให้เห็นว่าอนัตตาทั้งหมดเลย
ไม่ว่าจะพิจารณาโดยสถานะใดก็เป็นอนัตตา***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1658)
~ โลภะทำให้เราอยากได้อะไรหรือเปล่า ติดข้องอะไรหรือเปล่า
แสวงหาอะไรหรือเปล่า ได้มาแล้วชื่นชมพอใจเป็นสุขหรือเปล่า
ถ้าไม่มีสิ่งนั้น เมื่อไหร่ก็เป็นทุกข์เมื่อนั้น ดังนั้น
จึงเป็นศัตรู ที่เป็นต้นเหตุที่จะให้ศัตรูอื่นๆ เกิดติดตามมาด้วย
ซึ่งอกุศลเป็นศัตรูที่มองไม่เห็น กล้าพอที่จะชนะศัตรูไหม
หรือยอมแพ้ดีกว่า แล้วแต่ศัตรูจะพาไปไหน?
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1658)
~ ชาตินี้เป็นคนนี้ มีทรัพย์สินเงินทอง มีเกียรติยศชื่อเสียง
ชาติก่อนเป็นอย่างไร ชาติหน้าเป็นอย่างไร ไม่มีทางที่จะเลือกได้เลย
ชาติก่อนหมดไปแล้วโดยไม่รู้
เหมือนกับขณะนี้กำลังใกล้ที่จะเป็นชาติก่อนของชาติหน้า
ซึ่งเมื่อถึงชาติหน้าก็ไม่รู้เลยว่าชาตินี้ทำกรรมอะไรมาแล้วบ้าง
แต่กรรมทุกกรรมเป็นเหตุที่จะให้เกิดผล คือ จิตประเภทที่เป็นวิบาก
เป็นผลของกรรมเกิดขึ้น
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1658)
~ ชาตินี้ผูกพันในบุคคลหนึ่งบุคคลใด จากไปแล้ว
ลองคิดดูว่าจะพบกันอีกหรือเปล่า ความยินดีผูกพันในคนชาตินี้
แม้ว่าจะจากชาตินี้ไปแล้ว หรือบุคคลนั้นอาจจะจากไปแล้ว
แต่ความผูกพันยังตามไปถึงชาติหน้า ไม่ว่าจะเจออะไรทั้งนั้น
เหมือนกับชาติก่อน เรามาจากไหน พบใคร เป็นที่รักของใคร
เป็นที่โกรธเกลียดชังของใครก็ตามแต่ เมื่อถึงชาตินี้อยู่ไหน หมดแล้ว
จำไม่ได้เลย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1659)
~ จะไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงยั่งยืนแล้วเป็นของใครได้ นี่คือ
พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงจากการที่ทรงตรัสรู้ความจริงของธรรม
โดยละเอียดยิ่งทุกประการ เพราะฉะนั้น
ก่อนอื่นไม่ลืมว่าขณะนี้เป็นธรรม
แต่ยังไม่คุ้นกับความเป็นธรรมของอะไรสักอย่าง เพียงแต่แว่วๆ ได้ยินแล้วก็จำได้ว่าเป็นธรรม
จนกว่าจะมีความมั่นคงในลักษณะที่เป็นธรรมแต่ละลักษณะ
ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งที่จะเกิดได้โดยง่าย
แต่อบรมจากการเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย
และเมื่อเป็นความจริงแล้วจะหนีความจริงหรือว่าอยากจะเข้าใจความจริง?
เพราะว่าไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนความจริงได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1659)
~ เดี๋ยวรักเดี๋ยวชัง เดี๋ยวทุกข์เดี๋ยวสุข เดี๋ยวโกรธ
เป็นสภาพธรรมทั้งหมด ไม่อยากให้มีความทุกข์เลย ไม่อยากเสียใจ
ไม่อยากร้องไห้ ไม่อยากโกรธ แต่เมื่อมีปัจจัยก็เกิด
บังคับบัญชาไม่ได้ นี่คือแม้ว่าเป็นธรรมก็ต้องเป็นธาตุ
ให้รู้ตามความจริงว่าเป็นสิ่งที่มีจริง
แต่ไม่สามารถที่จะบังคับบัญชาได้ว่าจะให้เป็นอย่างนี้
หรือให้เป็นอย่างนั้น หรือเกิดมาแล้วก็ไม่ให้หมดสิ้นไป
บังคับบัญชาไม่ได้เลย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1664)
~ การฟังพระธรรม ไม่ประมาท แต่ว่าเป็นผู้ที่เห็นความลึกซึ้ง
เห็นปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อเห็นอย่างนี้เเล้วมีศรัทธาที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงในชีวิตที่พระองค์ทรงแสดงโดยละเอียดโดยประการทั้งปวงหรือยัง
หรือว่าเริ่มท้อถอยคิดว่ายาก? เกิดมาสนุกสนาน ทุกข์บ้างสุขบ้าง
แล้วก็จากโลกนี้ไป แต่ไม่รู้ว่าไปไหน แต่ต้องไปแน่
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1668)
~ ไม่มีใครต้องการทุกข์ แต่ว่าเมื่อทุกข์เกิดขึ้น
เเล้วเราสามารถที่จะช่วยให้คนนั้นได้พ้นทุกข์
ขณะนั้นเป็นจิตที่ดีงาม หรือแม้แต่ความเป็นมิตร ความเป็นเพื่อน
ความหวังดี ขณะนั้นไม่ได้ให้โทษกับใครเลยทั้งสิ้นแม้แต่กับตนเอง
ขณะที่เกิดความเป็นมิตรกับบุคคลใด
เมื่อเป็นมิตรแล้วจะไม่มีกายวาจาที่ประทุษร้าย
จะไม่มีความคิดที่หวังร้ายต่อบุคคลนั้นด้วย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1670)
*** ~ ใครก็ตามที่มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังธรรม
เริ่มเห็นประโยชน์ของสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อนทั้งๆ ที่มีอยู่
เริ่มเห็นความที่เป็นประโยชน์จริงๆ ในการที่จะรู้ว่า
แท้ที่จริงแล้วชีวิตแต่ละขณะที่ผ่านไปๆ และไม่กลับมาอีกเลย
มีสาระหรือว่าไร้สาระหรือไม่
หรือว่าควรจะมีสิ่งที่เป็นประโยชน์ยิ่งกว่านั้นซึ่งถ้ามีความสนใจและศรัทธาก็จะศึกษาต่อไป
ฟังต่อไปแล้วจะเห็นความต่างของปัญญา คือความเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งขณะใดก็ตามที่มีความเห็นถูกเกิดขึ้นจะไม่เป็นทุกข์เลย***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1670)
*** ~ บางคนสะสมมาในเรื่องการพูด พูดดีมาก พูดน่าฟัง พูดน่ารัก
พูดเพราะ จะให้เขาเปลี่ยนเป็นคนที่กระโชกโฮกฮาก เขาทำไม่ได้
ทั้งไม่สามารถจะเป็นอย่างนั้นได้เลย
เพราะไม่ได้สะสมมาที่จะเป็นอย่างนั้น
แต่บางคนก็สะสมมาที่จะเป็นคนที่กระด้าง เสียงก็กระด้าง โทสะก็มีมาก
ไม่มีความเมตตาอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ไม่มีเรา ไม่มีใครเลย
แต่มีธรรมที่เกิดขึ้น แม้ดับไป ถ้าเป็นธาตุรู้
ก็สะสมสืบต่อ***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1133)
~ ตามความเป็นจริง
ไม่ใช่ว่าแต่ละท่านสามารถที่จะเลือกชีวิตของท่านได้
ถ้าคิดว่าสภาพธรรมทั้งหลายเป็นอัตตาก็จะคิดว่าตัวท่านเป็นผู้เลือกที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด
แต่ตามความเป็นจริง สภาพธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา
แม้แต่ความคิดที่จะเกิดแต่ละขณะก็มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดเป็นไปในขณะนั้นอย่างนั้นๆ แม้แต่การตัดสินใจ แต่ละครั้งแต่ละขณะก็ไม่มีอัตตาที่จะตัดสิน
และแม้แต่การคิดตัดสินในขณะนั้น
ก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยที่จะคิดอย่างนั้น
พิจารณาอย่างนั้นหรือตัดสินอย่างนั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1015)
~ อบรมเจริญสติ ไม่ได้หมายความว่าจะบังคับสติ
หรือหวังจะให้สติเกิดในขณะหนึ่งขณะใด
แต่เป็นผู้ที่รู้ตามความเป็นจริงว่าสติเป็นอนัตตา และขณะไหน สติเกิด
ขณะไหนหลงลืมสติ
และอบรมเจริญปัญญาที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมในขณะที่สติเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของรูปธรรมหรือนามธรรมตามความเป็นจริง
เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายและไม่เร็ว
แต่เป็นเรื่องที่จะต้องอบรมเจริญขึ้น และปัญญาจะค่อยๆ รู้ขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
865)
*** ~ ถึงมีทรัพย์สิน เป็นทุกข์ไหม? โศกเศร้าไหม? เสียใจไหม?
เป็นห่วงเป็นกังวลไหม? เดือดร้อนไหม? แต่ถ้ามีปัญญา
ทุกข์ที่มีอยู่ก็ลดน้อยลง เพราะมีความเข้าใจถูกความเห็นถูก
ละเอียดขึ้น ถูกต้องขึ้นว่าอะไรคืออะไร
มีความสามารถที่จะเข้าใจชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายได้***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1501)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๙๐
...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...



