ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๙๐

  
khampan.a
วันที่  11 ต.ค. 2569
หมายเลข  53204
อ่าน  355

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic0048385786e289f3.jpg?v=1787909972

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๙๐

pic0007626377d119470.jpg?v=1791700723



~ ฟังพระธรรมด้วยความเคารพต่อความเป็นจริงว่ายังไม่รู้อะไรก็ฟังไปและฟังไป ความเข้าใจนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น เมื่อความเข้าใจเพิ่มขึ้นรู้ว่าอะไรชั่วก็ไม่ทำ แต่ถ้าไม่รู้ก็ยังคงทำอยู่ รู้ว่าอะไรดี ก็มีปัจจัยที่จะทำดี เพราะฉะนั้น การที่แต่ละคนซึ่งเต็มไปด้วยความไม่รู้ มีความประพฤติความเป็นไปซึ่งทั่วโลกกำลังเสื่อมทรามอย่างยิ่ง มีความทุจริตทุกวงการ มาจากไหน มาจากความไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464)



~ ไม่มีเรา ไม่มีแน่ๆ แต่มีธรรมแน่นอน และก็เป็นธรรมที่เกิดขึ้น โดยไม่มีใครไปทำ แต่อาศัยเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดขึ้นเป็นไป ละเอียดมาก ค่อยๆ ฟังคำของพระพุทธเจ้า เพราะมีพระองค์เป็นที่พึ่ง โดยพึ่งคำที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้วให้เข้าใจขึ้น
(ที่มา :
ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1466)



~ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ ทำให้ละคลายความติดข้องต้องการด้วยความเป็นตัวตนที่ต้องการที่จะรู้เพื่อเรา แต่ว่านี่เป็นการรู้ว่าไม่มีเรา แต่รู้ความจริงซึ่งจะทำให้สามารถเข้าใจถูกต้องว่าไม่มีเรา มีเรานี่ทุกข์มากหรือไม่? แต่ว่าถ้าค่อยๆ คลายความเป็นเรา สิ่งนั้นเกิดแล้วก็เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย ไม่ให้เกิดไม่ได้ แล้วก็ดับแล้วด้วย จะเดือดร้อนอะไร
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464)



~ ทรัพย์สมบัติที่มี เสื่อมได้ หมดไปได้ พินาศไปได้ พังไปได้เพราะความโกรธ ชื่อเสียงคุณความดีต่างๆ ที่มี ก็อาจจะหมดสิ้นไปเพราะความโกรธ ในขณะที่แสดงกิริยาอาการที่ไม่สมควรหรือการกระทำที่ไม่สมควร เพราะฉะนั้น จะเห็นประโยชน์ของขันติบารมี
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1907)



~ ถ้าจะโกรธ แต่มีขันติบารมีรู้ว่าไม่โกรธจะดีกว่าขณะนั้นจะทำให้เพิ่มความ อดกลั้นต่ออกุศลต่างๆ ได้สะดวกขึ้น เพิ่มขึ้น ง่ายขึ้น จนกระทั่งเป็นอุปนิสัย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1906)



~ ในวันหนึ่งๆ ขาดขันติบารมีไม่ได้เลย ยังต้องมีขันติบารมีในเหตุการณ์ต่างๆ อีก เช่น อดทนต่อคำติหรือคำชมจากบุคคลอื่นในการกระทำของเราเอง เพราะว่าแต่ละคนจะทำดีเสมอไปนั้นเป็นไปไม่ได้ บางครั้งก็ทำสิ่งซึ่งไม่ถูก ไม่ควร ไม่ดี เวลาที่มีบุคคลอื่นกล่าววิจารณ์ หรือติชม ผู้นั้นต้องมีขันติที่จะอดทนต่อคำติหรือคำชมของคนอื่นซึ่งมีต่อตนและยังต้องอดทนต่อกรรมหรือการกระทำความชั่วของคนอื่นด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1906)



~ ถ้าเป็นผู้ที่ละเอียดก็สงสารตั้งแต่บุคคลหนึ่งบุคคลใดทำอกุศลกรรม ไม่ต้องไปรอจนกระทั่งเขาได้รับภัยพิบัติต่างๆ แล้วจึงเกิดความเมตตาสงสาร
แต่สงสารตั้งแต่ที่บุคคลนั้นเริ่มทำเหตุ คือ อกุศลกรรม เพราะว่าคนที่ทำอกุศลกรรมเป็นหนี้ความทุกข์ยากลำบากจากกรรมของตนซึ่งวันหนึ่งวันใดต้องได้รับผลของกรรมนั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1906)



*** ~ ถ้าใครทำไม่ดี สงสารเลยได้ไหม ไม่ต้องไปคอยว่าเมื่อไหร่เขาจะได้รับผล คิดใหม่ เป็นกุศลดีกว่าเป็นอกุศล เพราะเหตุว่าอย่างไรๆ เขาต้องได้รับผลกรรม เลิกพูดคำว่าเมื่อไหร่เขาจะได้รับผล เพราะไม่ใช่หน้าที่ของใครเลยสักคนเดียว ไม่มีใครสามารถที่จะจัดแจงให้กรรมใดให้ผลเมื่อไหร่ได้ แม้แต่ใกล้จะตายก็ยังไม่รู้เลยว่ากรรมไหนจะให้ผลทำให้เกิดในชาติต่อไป***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504)



~ สิ่งใดที่ไม่มีประโยชน์ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงกระทำ นี่แน่นอนที่สุด เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีปัญญาผู้ที่ฉลาดจะพิจารณาถึงประโยชน์ก่อน ก่อนที่จะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดต้องทราบว่าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ไหม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1907)



~ ชีวิตของแต่ละคนก็เป็นไป ไม่ใช่ตามความปรารถนาของใคร แต่ต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นไป แค่นี้ก็คือได้เริ่มรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีแน่นอน และเดี๋ยวนี้ก็กำลังมี แต่ทรงตรัสรู้ถึงการเกิดขึ้นของสิ่งนั้นและการดับไปของสิ่งนั้นแต่ละหนึ่งละเอียดยิบมาก จนกระทั่งค่อยๆ ละการเข้าใจผิดที่ยึดถือว่ามีเราหรือว่าเป็นเรา แต่ความจริงไม่มีเรา แต่เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งซึ่งถ้าแยกกันไม่รวมกันก็ไม่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464)



~ ถ้าไม่มีการฟังคำของพระพุทธเจ้าเลย จะเข้าใจอะไรหรือไม่? ก็ต้องหลงทางไป แต่พอได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็มีความมั่นคงว่าไหนเรา? แข็งก็เป็นแข็ง เห็นเกิดเป็นเห็น แล้วก็ดับ จำก็ต้องมี ไม่ใช่แข็ง จำไม่แข็งเลย แต่จำว่าแข็ง เวลากระทบแข็ง ก็จำแข็งไว้ เห็นอะไร ก็จำสิ่งนั้น ได้ยินอะไรก็จำ สภาพจำ ก็เกิดดับตามสิ่งที่ปรากฏซึ่งเกิดดับแต่ละครั้ง ก็ไม่มีเรา
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1466)



~ เวลาที่ความไม่ดีถึงระดับมากจนกระทั่งทำให้คนอื่นเดือดร้อนต้องไม่ดีแน่ การที่จะไปถือเอาสิ่งของที่คนอื่นไม่ได้ให้มาเป็นของตนเอง ทุจริตต่างๆ เกิดขึ้นเพราะความติดข้องต้องการ เป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น แม้เพียงแต่ความพอใจเล็กน้อย ดีหรือไม่ เราก็สามารถที่จะพิจารณาเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องว่าวันหนึ่งๆ เรามีความพอใจในทุกสิ่งทุกอย่างมากหรือน้อยหรือว่าไม่มี?
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579)



~ เป็นธรรมดาที่ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าต่อไปจะเป็นอะไร ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรม ใครก็ดลบันดาลไม่ได้ จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีเหตุปัจจัยที่สภาพธรรมนั้นจะเกิด ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยที่จะให้สภาพนั้นเกิดขึ้นเป็นเช่นนั้น จะเป็นเช่นนั้นไม่ได้เลย คนตาบอดไม่เห็น อยากเห็นก็ไม่เห็น คนหูหนวก อยากได้ยินก็ไม่ได้ยิน คนตาดี ไม่อยากเห็นก็ต้องเห็น คนหูดี ไม่อยากได้ยินก็ต้องได้ยิน แล้วแต่เหตุปัจจัย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1579)



~ พระธรรมทำให้เรารู้จักสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่ตัวเรา ถ้าเรารู้จักตัวเราจริงๆ เรารู้จักคนอื่นด้วยหรือเปล่า หรือรู้จักแค่ตัวเรา หรือว่าจากการที่เรารู้จักตัวเราจะทำให้เรารู้จักคนอื่นด้วย มีอะไรที่ต่างกันระหว่างเรากับเขา เรามีสุข เขามีสุขได้ไหม หรือสุขเป็นของเราคนเดียว เรามีทุกข์ คนอื่นมีทุกข์ได้ไหม หรือต้องเป็นทุกข์ของเราคนเดียว หรือคนอื่นซึ่งกำลังมีความทุกข์ วันหนึ่งเราจะมีความทุกข์อย่างเขาเหมือนกันได้ไหม? ก็ได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501)



*** ~ เราจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม ชั่วพักหนึ่ง แล้วเราก็จากโลกนี้ไปเป็นอีกบุคคลหนึ่งแล้วแต่กรรม ดังนั้น ช่วงชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ประเสริฐ เพราะว่าสามารถที่จะเป็นกุศลได้มากกว่าการเกิดเป็นจิ้งจก นก หนู ตุ๊กแก พวกนี้ก็ทำกุศลได้ไม่มากเท่ามนุษย์ ถ้ามีจิ้งจกอยู่ตรงนี้ ฟังเรื่องนี้ก็ไม่รู้เรื่อง แต่เป็นมนุษย์ฟัง สามารถที่จะพิจารณาเข้าใจได้***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502)



~ ปัจจัยที่จะให้เกิดโลภะโทสะอยู่ที่ไหน ไม่พ้นจากชีวิตประจำวันทุกวันทุกขณะซึ่งไม่เคยรู้เลย จากความไม่รู้ก็ได้รับแสงจากพระธรรม จากการฟังก็เริ่มมีความเข้าใจถูกในสภาพที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏให้ศึกษา เพราะฉะนั้น คนที่เข้าใจธรรมก็รู้ว่าธรรมอยู่ที่ไหน ศึกษาธรรมคือศึกษาอะไร คือ ศึกษาสิ่งที่กำลังมีจริงในขณะนี้จนกว่าจะรู้ตามความเป็นจริงที่ได้ศึกษา ก็ตรง ธรรมคือธรรมดา มีสิ่งที่เกิดขึ้นปรากฏ ทรงแสดงไว้โดยละเอียดจนกว่าจะถึงความเป็นอนัตตาคือ ไม่ใช่เรา
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503)



*** ~ ถ้าเวลาที่ลูกเจ็บปวด ไม่มีทางเลยที่แม่ขอเจ็บแทนได้ เพราะว่าแม่ไม่ได้ทำกรรมนั้น เวลาที่ลูกเจ็บ เเม่ขอเจ็บแทนไม่ได้ เวลาแม่เจ็บ ลูกก็ขอเจ็บแทนไม่ได้เลย ทุกคนจะซาบซึ้งกับคำว่ามีกรรมเป็นของของตน ของเราเอง เราทำมาอย่างไร ผลก็จะไม่ไปให้กับคนอื่นเลย***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504)



~ ถ้าเป็นผู้ที่มีความเป็นมิตรกับคนอื่น การพูดกับคนอื่นเราก็จะพูดโดยที่เราเองก็รู้สึกว่าเราคิดถึงผู้ฟัง แล้วก็ถ้ากลับกัน ถ้าเราเป็นคนฟัง ได้ฟังสิ่งที่เราพูดไม่ดี เราจะรู้สึกอย่างไรใช่ไหม เพราะฉะนั้น ทุกอย่างเป็นเรื่องสอนให้เรารู้จักว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ทั้งกายทั้งวาจา เป็นธรรมทั้งหมดตามเหตุตามปัจจัย นี้คือ ทรงแสดงธรรมทุกระดับขั้นสำหรับทุกคน ก็มีตั้งแต่ขั้นต้นจนถึงขั้นปัญญาที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมสามารถที่จะดับกิเลสได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505)



~ มีใครเลือกชีวิตของตัวเองได้บ้างไหม คิดว่าเลือกได้ อาจจะคิดอย่างนั้น แต่ถึงเวลาจริงๆ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิดเลยก็ได้ เช่นเราคิดว่าเราจะไปที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ตั้งใจเตรียมพร้อม ถึงเวลาจริงๆ ถ้าจะไปก็เพราะมีเหตุปัจจัยที่ไปได้ ถ้าเกิดไปไม่ได้ขึ้นมาก็เพราะมีเหตุปัจจัยที่จะไปไม่ได้ เคยเป็นอย่างนี้ไหม เพราะฉะนั้น ก็เห็นได้จริงๆ ว่าถ้าเข้าใจสภาพธรรมขึ้นว่าเป็นธรรมอย่างที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ทรงแสดง ความทุกข์ของเราก็จะน้อยลง เพราะรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเพียงเกิดแล้วก็หมดไป
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506)



~ ทานคือการให้สิ่งที่เป็นประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่น จะมากหรือจะน้อยไม่เป็นไร ในเมื่อสิ่งนั้นเป็นประโยชน์สำหรับผู้รับ จึงไม่ต้องไปคิดถึงว่าเราจะทำทานใหญ่แล้วเราจะทำทาน แต่ชีวิตประจำวันของเราทำได้เมื่อมีโอกาส
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507)




ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๙

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...

pic00076263621591cf6.jpg?v=1791700723


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
jaturong
วันที่ 11 ต.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

  
  ความคิดเห็นที่ 2  
  
swanjariya
วันที่ 11 ต.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

  
  ความคิดเห็นที่ 3  
  
shsso2551
วันที่ 11 ต.ค. 2569

กราบอนุโมทนาค่ะ

  
  ความคิดเห็นที่ 4  
  
เจียมจิต สุขอินทร์
วันที่ 11 ต.ค. 2569

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ