ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๙๐
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๙๐

~ ฟังพระธรรมด้วยความเคารพต่อความเป็นจริงว่ายังไม่รู้อะไรก็ฟังไปและฟังไป
ความเข้าใจนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น
เมื่อความเข้าใจเพิ่มขึ้นรู้ว่าอะไรชั่วก็ไม่ทำ
แต่ถ้าไม่รู้ก็ยังคงทำอยู่ รู้ว่าอะไรดี ก็มีปัจจัยที่จะทำดี
เพราะฉะนั้น การที่แต่ละคนซึ่งเต็มไปด้วยความไม่รู้
มีความประพฤติความเป็นไปซึ่งทั่วโลกกำลังเสื่อมทรามอย่างยิ่ง
มีความทุจริตทุกวงการ มาจากไหน มาจากความไม่รู้ว่าอะไรดี
อะไรชั่ว
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1464)
~ ไม่มีเรา ไม่มีแน่ๆ แต่มีธรรมแน่นอน และก็เป็นธรรมที่เกิดขึ้น โดยไม่มีใครไปทำ
แต่อาศัยเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดขึ้นเป็นไป ละเอียดมาก
ค่อยๆ ฟังคำของพระพุทธเจ้า เพราะมีพระองค์เป็นที่พึ่ง
โดยพึ่งคำที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้วให้เข้าใจขึ้น
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1466)
~ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ
ทำให้ละคลายความติดข้องต้องการด้วยความเป็นตัวตนที่ต้องการที่จะรู้เพื่อเรา
แต่ว่านี่เป็นการรู้ว่าไม่มีเรา
แต่รู้ความจริงซึ่งจะทำให้สามารถเข้าใจถูกต้องว่าไม่มีเรา
มีเรานี่ทุกข์มากหรือไม่? แต่ว่าถ้าค่อยๆ คลายความเป็นเรา
สิ่งนั้นเกิดแล้วก็เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย ไม่ให้เกิดไม่ได้
แล้วก็ดับแล้วด้วย จะเดือดร้อนอะไร
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1464)
~ ทรัพย์สมบัติที่มี เสื่อมได้ หมดไปได้ พินาศไปได้
พังไปได้เพราะความโกรธ ชื่อเสียงคุณความดีต่างๆ ที่มี
ก็อาจจะหมดสิ้นไปเพราะความโกรธ
ในขณะที่แสดงกิริยาอาการที่ไม่สมควรหรือการกระทำที่ไม่สมควร
เพราะฉะนั้น จะเห็นประโยชน์ของขันติบารมี
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1907)
~ ถ้าจะโกรธ
แต่มีขันติบารมีรู้ว่าไม่โกรธจะดีกว่าขณะนั้นจะทำให้เพิ่มความ
อดกลั้นต่ออกุศลต่างๆ ได้สะดวกขึ้น เพิ่มขึ้น ง่ายขึ้น
จนกระทั่งเป็นอุปนิสัย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1906)
~ ในวันหนึ่งๆ ขาดขันติบารมีไม่ได้เลย
ยังต้องมีขันติบารมีในเหตุการณ์ต่างๆ อีก เช่น
อดทนต่อคำติหรือคำชมจากบุคคลอื่นในการกระทำของเราเอง
เพราะว่าแต่ละคนจะทำดีเสมอไปนั้นเป็นไปไม่ได้
บางครั้งก็ทำสิ่งซึ่งไม่ถูก ไม่ควร ไม่ดี
เวลาที่มีบุคคลอื่นกล่าววิจารณ์ หรือติชม
ผู้นั้นต้องมีขันติที่จะอดทนต่อคำติหรือคำชมของคนอื่นซึ่งมีต่อตนและยังต้องอดทนต่อกรรมหรือการกระทำความชั่วของคนอื่นด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1906)
~ ถ้าเป็นผู้ที่ละเอียดก็สงสารตั้งแต่บุคคลหนึ่งบุคคลใดทำอกุศลกรรม
ไม่ต้องไปรอจนกระทั่งเขาได้รับภัยพิบัติต่างๆ แล้วจึงเกิดความเมตตาสงสาร แต่สงสารตั้งแต่ที่บุคคลนั้นเริ่มทำเหตุ
คือ อกุศลกรรม
เพราะว่าคนที่ทำอกุศลกรรมเป็นหนี้ความทุกข์ยากลำบากจากกรรมของตนซึ่งวันหนึ่งวันใดต้องได้รับผลของกรรมนั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1906)
*** ~ ถ้าใครทำไม่ดี สงสารเลยได้ไหม
ไม่ต้องไปคอยว่าเมื่อไหร่เขาจะได้รับผล คิดใหม่
เป็นกุศลดีกว่าเป็นอกุศล เพราะเหตุว่าอย่างไรๆ เขาต้องได้รับผลกรรม
เลิกพูดคำว่าเมื่อไหร่เขาจะได้รับผล
เพราะไม่ใช่หน้าที่ของใครเลยสักคนเดียว
ไม่มีใครสามารถที่จะจัดแจงให้กรรมใดให้ผลเมื่อไหร่ได้
แม้แต่ใกล้จะตายก็ยังไม่รู้เลยว่ากรรมไหนจะให้ผลทำให้เกิดในชาติต่อไป***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1504)
~ สิ่งใดที่ไม่มีประโยชน์ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงกระทำ
นี่แน่นอนที่สุด เพราะฉะนั้น
ผู้ที่มีปัญญาผู้ที่ฉลาดจะพิจารณาถึงประโยชน์ก่อน
ก่อนที่จะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดต้องทราบว่าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ไหม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1907)
~ ชีวิตของแต่ละคนก็เป็นไป
ไม่ใช่ตามความปรารถนาของใคร
แต่ต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นไป
แค่นี้ก็คือได้เริ่มรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีแน่นอน
และเดี๋ยวนี้ก็กำลังมี
แต่ทรงตรัสรู้ถึงการเกิดขึ้นของสิ่งนั้นและการดับไปของสิ่งนั้นแต่ละหนึ่งละเอียดยิบมาก
จนกระทั่งค่อยๆ ละการเข้าใจผิดที่ยึดถือว่ามีเราหรือว่าเป็นเรา
แต่ความจริงไม่มีเรา
แต่เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งซึ่งถ้าแยกกันไม่รวมกันก็ไม่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1464)
~ ถ้าไม่มีการฟังคำของพระพุทธเจ้าเลย จะเข้าใจอะไรหรือไม่?
ก็ต้องหลงทางไป แต่พอได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
ก็มีความมั่นคงว่าไหนเรา? แข็งก็เป็นแข็ง เห็นเกิดเป็นเห็น
แล้วก็ดับ จำก็ต้องมี ไม่ใช่แข็ง จำไม่แข็งเลย แต่จำว่าแข็ง
เวลากระทบแข็ง ก็จำแข็งไว้ เห็นอะไร ก็จำสิ่งนั้น ได้ยินอะไรก็จำ
สภาพจำ ก็เกิดดับตามสิ่งที่ปรากฏซึ่งเกิดดับแต่ละครั้ง
ก็ไม่มีเรา
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1466)
~ เวลาที่ความไม่ดีถึงระดับมากจนกระทั่งทำให้คนอื่นเดือดร้อนต้องไม่ดีแน่
การที่จะไปถือเอาสิ่งของที่คนอื่นไม่ได้ให้มาเป็นของตนเอง
ทุจริตต่างๆ เกิดขึ้นเพราะความติดข้องต้องการ เป็นสิ่งที่ไม่ดี
เพราะฉะนั้น แม้เพียงแต่ความพอใจเล็กน้อย ดีหรือไม่
เราก็สามารถที่จะพิจารณาเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องว่าวันหนึ่งๆ เรามีความพอใจในทุกสิ่งทุกอย่างมากหรือน้อยหรือว่าไม่มี?
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1579)
~ เป็นธรรมดาที่ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าต่อไปจะเป็นอะไร
ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรม ใครก็ดลบันดาลไม่ได้
จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีเหตุปัจจัยที่สภาพธรรมนั้นจะเกิด
ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยที่จะให้สภาพนั้นเกิดขึ้นเป็นเช่นนั้น
จะเป็นเช่นนั้นไม่ได้เลย คนตาบอดไม่เห็น อยากเห็นก็ไม่เห็น คนหูหนวก
อยากได้ยินก็ไม่ได้ยิน คนตาดี ไม่อยากเห็นก็ต้องเห็น คนหูดี
ไม่อยากได้ยินก็ต้องได้ยิน แล้วแต่เหตุปัจจัย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1579)
~ พระธรรมทำให้เรารู้จักสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่ตัวเรา
ถ้าเรารู้จักตัวเราจริงๆ เรารู้จักคนอื่นด้วยหรือเปล่า
หรือรู้จักแค่ตัวเรา
หรือว่าจากการที่เรารู้จักตัวเราจะทำให้เรารู้จักคนอื่นด้วย
มีอะไรที่ต่างกันระหว่างเรากับเขา เรามีสุข เขามีสุขได้ไหม
หรือสุขเป็นของเราคนเดียว เรามีทุกข์ คนอื่นมีทุกข์ได้ไหม
หรือต้องเป็นทุกข์ของเราคนเดียว หรือคนอื่นซึ่งกำลังมีความทุกข์
วันหนึ่งเราจะมีความทุกข์อย่างเขาเหมือนกันได้ไหม? ก็ได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1501)
*** ~ เราจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม ชั่วพักหนึ่ง
แล้วเราก็จากโลกนี้ไปเป็นอีกบุคคลหนึ่งแล้วแต่กรรม ดังนั้น
ช่วงชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ประเสริฐ
เพราะว่าสามารถที่จะเป็นกุศลได้มากกว่าการเกิดเป็นจิ้งจก นก หนู
ตุ๊กแก พวกนี้ก็ทำกุศลได้ไม่มากเท่ามนุษย์ ถ้ามีจิ้งจกอยู่ตรงนี้
ฟังเรื่องนี้ก็ไม่รู้เรื่อง แต่เป็นมนุษย์ฟัง
สามารถที่จะพิจารณาเข้าใจได้***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1502)
~ ปัจจัยที่จะให้เกิดโลภะโทสะอยู่ที่ไหน
ไม่พ้นจากชีวิตประจำวันทุกวันทุกขณะซึ่งไม่เคยรู้เลย
จากความไม่รู้ก็ได้รับแสงจากพระธรรม
จากการฟังก็เริ่มมีความเข้าใจถูกในสภาพที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏให้ศึกษา เพราะฉะนั้น
คนที่เข้าใจธรรมก็รู้ว่าธรรมอยู่ที่ไหน ศึกษาธรรมคือศึกษาอะไร คือ
ศึกษาสิ่งที่กำลังมีจริงในขณะนี้จนกว่าจะรู้ตามความเป็นจริงที่ได้ศึกษา
ก็ตรง ธรรมคือธรรมดา มีสิ่งที่เกิดขึ้นปรากฏ
ทรงแสดงไว้โดยละเอียดจนกว่าจะถึงความเป็นอนัตตาคือ ไม่ใช่เรา
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1503)
*** ~ ถ้าเวลาที่ลูกเจ็บปวด ไม่มีทางเลยที่แม่ขอเจ็บแทนได้
เพราะว่าแม่ไม่ได้ทำกรรมนั้น เวลาที่ลูกเจ็บ เเม่ขอเจ็บแทนไม่ได้
เวลาแม่เจ็บ ลูกก็ขอเจ็บแทนไม่ได้เลย
ทุกคนจะซาบซึ้งกับคำว่ามีกรรมเป็นของของตน ของเราเอง เราทำมาอย่างไร
ผลก็จะไม่ไปให้กับคนอื่นเลย***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1504)
~ ถ้าเป็นผู้ที่มีความเป็นมิตรกับคนอื่น
การพูดกับคนอื่นเราก็จะพูดโดยที่เราเองก็รู้สึกว่าเราคิดถึงผู้ฟัง
แล้วก็ถ้ากลับกัน ถ้าเราเป็นคนฟัง ได้ฟังสิ่งที่เราพูดไม่ดี
เราจะรู้สึกอย่างไรใช่ไหม เพราะฉะนั้น
ทุกอย่างเป็นเรื่องสอนให้เรารู้จักว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ
ทั้งกายทั้งวาจา เป็นธรรมทั้งหมดตามเหตุตามปัจจัย นี้คือ
ทรงแสดงธรรมทุกระดับขั้นสำหรับทุกคน
ก็มีตั้งแต่ขั้นต้นจนถึงขั้นปัญญาที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมสามารถที่จะดับกิเลสได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1505)
~ มีใครเลือกชีวิตของตัวเองได้บ้างไหม คิดว่าเลือกได้
อาจจะคิดอย่างนั้น แต่ถึงเวลาจริงๆ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิดเลยก็ได้
เช่นเราคิดว่าเราจะไปที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ตั้งใจเตรียมพร้อม
ถึงเวลาจริงๆ ถ้าจะไปก็เพราะมีเหตุปัจจัยที่ไปได้
ถ้าเกิดไปไม่ได้ขึ้นมาก็เพราะมีเหตุปัจจัยที่จะไปไม่ได้
เคยเป็นอย่างนี้ไหม เพราะฉะนั้น ก็เห็นได้จริงๆ ว่าถ้าเข้าใจสภาพธรรมขึ้นว่าเป็นธรรมอย่างที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้
ทรงแสดง ความทุกข์ของเราก็จะน้อยลง
เพราะรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเพียงเกิดแล้วก็หมดไป
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1506)
~ ทานคือการให้สิ่งที่เป็นประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่น
จะมากหรือจะน้อยไม่เป็นไร ในเมื่อสิ่งนั้นเป็นประโยชน์สำหรับผู้รับ
จึงไม่ต้องไปคิดถึงว่าเราจะทำทานใหญ่แล้วเราจะทำทาน
แต่ชีวิตประจำวันของเราทำได้เมื่อมีโอกาส
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1507)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๘๙
...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...


