ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๘
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๘๘

~ ขณะที่พระผู้มีพระภาคกำลังจะแสดงธรรม ทอดพระเนตรลง
เพราะว่าประทับในที่สูงกว่า พระหฤทัยเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาตรัสเรียก "ดูกรภิกขุ" เพื่อให้ตั้งใจฟัง เพราะเหตุว่าถ้าไม่ตั้งใจฟัง
เสียงและพยัญชนะก็คลาดเคลื่อน
จะทำให้ไม่สามารถที่จะเข้าใจในธรรมและเทศนาที่ลึกซึ้ง
ใครเล่าที่จะตรัสแต่ละคำจากการที่ตรัสรู้ความจริงของสิ่งนั้น
จากการที่ได้บำเพ็ญบารมีดับกิเลสหมดประกอบพร้อมด้วยพระญาณต่างๆ ถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น
แต่ละคำไม่ต้องไปคิดเอง มีแล้วในพระไตรปิฏกทั้งหมด
อยากรู้คำไหนอ่านเลย
แล้วก็เข้าใจได้จากการที่เรามีพื้นฐานที่เข้าใจว่าสิ่งที่มีในขณะนี้มีจริงๆ แต่ไม่ใช่เรา เป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตา
(ที่มา :
ปกิณณกธรรม
ตอนที่ 1938)
~ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงแล้วก็ทรงแสดงความจริง
เมื่อใช้คำว่า “อนัตตา” ต้องเป็นไปตามปัจจัยบังคับบัญชาไม่ได้
ด้วยเหตุนี้จึงทรงแสดงความจริงให้คนอื่นได้เข้าใจความจริงตลอดเวลาที่ยังไม่ปรินิพพาน
เพราะเมื่อรู้ความจริงแล้วเปลี่ยนความจริงนั้นไม่ได้
การที่รู้ความจริงก็คลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราที่จะบังคับ
ถ้าใครยังคิดจะบังคับขณะนั้นก็คือยังไม่ได้เข้าใจธรรมจริงๆ
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
699)
*** ~ การเป็นคนดีจะนำไปสู่การสามารถที่จะละการยึดติดในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏด้วยการฟังและมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น
แต่ผู้ฟังต้องเป็นคนดี ถ้าผู้ฟังเป็นคนที่ไม่ได้ขัดเกลากิเลส
ไม่ได้สะสมความดีประการใดๆ ทั้งสิ้น มีความเห็นแก่ตัวมาก
ติดข้องทุกอย่าง
แล้วจะสละการยึดถือสภาพธรรมที่กำลังปรากฏที่กำลังติดข้องแล้วรู้ความจริงได้อย่างไร***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
662)
~ การศึกษาธรรมเพื่อให้รู้ความจริงซึ่งไม่เคยรู้ว่าแท้ที่จริงก็เป็นแต่เพียงธรรมแต่ละลักษณะซึ่งต่างกันไปตามเหตุตามปัจจัยที่ทำให้สภาพธรรมนั้นเกิดขึ้นแล้วดับไปไม่กลับมาอีกในสังสารวัฏฏ์
ชาติก่อนหมดไปแล้วใช่ไหม ชาตินี้เมื่อวานนี้ก็หมดไปแล้ว
ขณะนี้ก็จะเป็นเมื่อวานนี้ของพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้น ก็กำลังหมดไปๆ ทุกขณะ เพราะฉะนั้น
การฟังธรรมก็เพื่อให้เข้าใจความจริงว่าการที่จะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่เพียงชื่อ
แต่ขณะใดก็ตามที่มีความเข้าใจธรรมเพิ่มขึ้น
รู้ได้ว่าถ้าไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีใครสามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ได้
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
663)
~ ปัญญาเป็นสิ่งประเสริฐสุด
สามารถจะรู้ความจริงของสิ่งที่ไม่เคยรู้มานานแสนนาน
แต่ต้องเป็นผู้ที่ตรงต่อความจริงว่าการฟังธรรมเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้
แต่จะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่การสะสมของแต่ละคน
เพราะว่าความจริงแล้วก็ต้องเป็นความจริง
มีสภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไป เพราะฉะนั้น
การฟังธรรมขณะนี้เพื่อมีความเห็นที่ถูกต้องสะสมสืบต่อไปทุกชาติ
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
664)
~ ถ้ากล่าวว่าทุกอย่างเป็นธรรมเริ่มจากการเข้าใจว่า
ธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริงทุกกาลสมัยไม่ได้จำกัด อดีต อนาคต
ปัจจุบัน ขณะนี้มีจริงอย่างไร
สิ่งที่เคยมีจริงแล้วในอดีตก็เป็นจริงอย่างนี้แล้วก็ดับหมดไป
ไม่กลับมาอีก สิ่งที่ยังไม่มาถึงมีปัจจัยจึงเกิดขึ้นปรากฏได้
แล้วก็ดับไปแล้วก็ไม่กลับมาอีก
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
664)
~ ธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แล้วก็ไม่ใช่ใคร
เพราะอะไร เกิดแล้วก็ดับแล้วไม่กลับมาอีก
เพราะฉะนั้นจะเป็นใครได้นอกจากเป็นธาตุซึ่งมีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับไป
นี่คือการเริ่มความเข้าใจ ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร วันไหน ที่ไหน
เมื่อไร ก็เป็นธรรมที่เกิดเป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่น
แล้วก็ดับไปไม่เหลือ ไม่กลับมาอีกด้วย
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
665)
*** ~ ใครไม่เปลี่ยนบ้างหลังจากที่ได้ฟังธรรม
มากน้อยแค่ไหนแล้วแต่กำลังของปัญญา การฟังแต่ละครั้ง
ก็เพื่อสะสมความเห็นถูกความเข้าใจถูกแล้วคนนั้นก็จะรู้ได้ว่าเพราะความเห็นถูกความเข้าใจถูก
จึงละคลายความติดข้องที่เคยไม่รู้และเคยติดข้องในทุกสิ่งทุกอย่าง
แม้แต่ลาภ ถ้าไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย จะเอาอะไรมาเป็นลาภ ก็ไม่มี
ใช่ไหม? แต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นลาภจริงหรือเปล่า?
ได้มาชั่วคราวแล้วสิ่งนั้นเกิดแล้วก็ดับไปแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย
แล้วจะเป็นของใคร ไปหาที่ไหนในสากลจักรวาลก็ไม่มีสิ่งนั้นอีกแล้ว
เพราะว่าสิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้วสิ่งนั้นดับไป***
(ที่มา : เก็บไว้ในทหัย ให้ชีวิตที่ประเสริฐ)
~ ถ้าถูกก็ถูก แม้เล็กๆ น้อยๆ แม้นิดๆ หน่อยๆ ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด
เพราะว่าใครจะห้ามอกุศลได้ ไม่มีทางเลย
แต่ว่าสามารถที่จะเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรม
เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นคือรู้ว่าเป็นธรรม
แล้วธรรมก็จะปรากฏตามความเป็นจริงรวมทั้งกำลังของอกุศลนั้นตามลำดับด้วย
ไม่ว่าจะเป็นอกุศลที่มีกำลังระดับใด
ถ้าอบรมปัญญาก็สามารถที่จะรู้ว่าขณะนั้นเป็นอกุศล
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
667)
~ การศึกษาทุกอย่างไม่ว่าจะเรียนเรื่องอะไรก็เพื่อรู้เพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังเรียน
เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
มีใครบ้างที่จะรู้และเข้าใจโดยไม่ศึกษา
ปริยัติคือพระพุทธพจน์แต่ละคำมีใครที่จะรู้โดยไม่ศึกษา แม้แต่คำว่า
“ธรรม” ถ้าจะถามว่าคืออะไรสำหรับผู้ที่ไม่ศึกษาจะตอบได้ไหมว่า
ขณะนี้เป็นธรรม ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม
และพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงก็ทรงแสดงความจริงของธรรมคือสิ่งที่มีจริงทั้งหมดโดยประการทั้งปวงเพื่อให้ผู้ที่ได้ฟังมีความเข้าใจที่มั่นคงเป็นสัจจญาณ
ว่าขณะนี้เป็นธรรม ทุกอย่างเป็นธรรม
ไม่มีใครสามารถที่จะเป็นเจ้าของหรือว่าทำให้เกิดขึ้นได้
บังคับบัญชาไม่ได้สักอย่างเดียว
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
692)
~ ประการเดียวที่จะทำให้ทุกคนพ้นจากความทุกข์ได้ก็ด้วยปัญญาความเห็นถูก
ไม่หวั่นไหวในสภาพธรรมที่เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย
เพราะรู้ว่าขณะนั้นเป็นธรรมซึ่งเพียงรู้ก็ดับแล้ว
ไม่ต้องไปดับอะไรอีก ไม่ต้องมีเราไปทำอะไร
เพียงสติระลึกสภาพนั้นก็ดับ จริงหรือไม่ หรือยังอยู่ต่อไป?
เพราะว่าขณะนั้นคิดไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางตาหรือไม่ใช่เสียง
ไม่ใช่ธรรมอื่นใด แต่เป็นสภาพที่คิด
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
693)
~ ถ้าไม่รู้ธรรมเลย ชีวิตทุกคนก็เป็นไปตามโลภะ โทสะ โมหะ
แต่พอรู้ว่าเป็นธรรม
ประโยชน์ก็คือว่าจากที่ไม่เคยรู้แล้วเป็นความรู้ที่ค่อยๆ รู้ขึ้นว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่มีชั่วคราว เห็นชั่วคราว ได้ยินชั่วคราว
และไม่สามารถที่จะบันดาลให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดได้เลย
และสิ่งที่เกิดแล้วก็จะไม่ให้หมดไปก็ไม่ได้ นี่คือ
ความเห็นถูกความเข้าใจถูก เป็นประโยชน์ไหมที่ได้รู้ความจริงอย่างนี้
เพราะฉะนั้น
ประโยชน์จะยิ่งมีมากขึ้นเมื่อมีความเข้าใจความจริงยิ่งขึ้น
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
693)
~ ชัดเจน "ทุกขณะบังคับบัญชาไม่ได้" เพราะฉะนั้น
ไม่มีใครบอกให้ใครทำอะไรได้ทั้งสิ้น
แต่สามารถที่จะแสดงความจริงของสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ให้คนที่กำลังมีสิ่งนั้นในขณะนั้นได้เข้าใจความจริงของสิ่งนั้น เช่น
ทุกคนกำลังเห็น
จะไม่พูดเรื่องเห็นแล้วจะเข้าใจเห็นได้อย่างไรว่าเห็นนี่คืออะไร
ไม่ได้เห็นตลอดเวลาเลย เดี๋ยวก็คิดนึก เดี๋ยวก็ได้ยิน
เพราะฉะนั้นก็เป็นชั่วขณะหนึ่งซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป
แล้วถ้าเห็นอีกครั้งก็ไม่ใช่เห็นก่อนกลับมาได้เลย
แต่ละขณะก็คือธรรมซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
699)
~ เมื่อกรรมเป็นเหตุที่ได้กระทำแล้วก็ทำให้จิตซึ่งเป็นผลของกรรมนั้นจะเกิดเมื่อไร
เลือกไม่ได้ ทุกคนทำกรรมมามากชาตินี้
ชาติหน้ากรรมไหนจะให้ผลไม่มีทางรู้ได้
หรือว่าไม่ใช่แต่เฉพาะกรรมที่ได้กระทำในชาตินี้เท่านั้น ในชาติก่อนๆ ซึ่งเป็นกรรมที่ยังไม่ได้ให้ผล
หรือว่าให้ผลยังไม่หมดก็ยังสามารถจะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดได้
ไกลข้ามภพข้ามชาติ แต่ก็ทำให้วิบากจิตเกิดขึ้นเป็นผลของกรรมนั้น
โดยที่ไม่มีใครเลือก
หรือไม่มีใครสามารถที่จะบังให้เป็นอย่างนั้นได้
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
699)
*** ~ ใจที่เป็นเพื่อนแล้วก็รู้เลยว่าคำพูดนี้เขาเสียใจ เขาน้อยใจ
เขาขุ่นเคืองใจ เขาไม่พอใจ ใครได้ยินก็ไม่ชอบทั้งนั้น เพราะฉะนั้น
กุศลจิตนั่นเอง
ความเมตตานั่นเองที่เป็นเหตุทำให้กล่าววาจาที่เปลี่ยนจากเดิมได้
ก็เป็นกุศลในชีวิตประจำวันทั้งหมดที่เป็นได้ มีได้
เมื่อมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1941)
~ ถ้าอกุศลเกิดใครจะไปวิงวอนกราบไหว้ขอให้เราได้พบผลที่ดีก็เป็นไปไม่ได้
และถ้ากุศลกรรมได้ทำไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องไปนั่งกราบไหว้วิงวอนขอให้ได้รับผลที่ดี
แต่ที่สำคัญเหนือกว่านั่นคือความเห็นถูกความเข้าใจถูกว่าถึงจะดีอย่างไรหรือไม่ดีอย่างไรหรืออะไรๆ ทั้งหมดก็ตาม
เพราะไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมซึ่งสามารถจะเริ่มรู้เริ่มเข้าใจได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1941)
~ ธรรมเป็นธรรมดา แค่นี้คำเดียว มาจากคำภาษาบาลีว่า "ธมฺมตา" (ธัมมตา) คือความเป็นธรรมดาของธรรมซึ่งใครก็เปลี่ยนไม่ได้
เพราะฉะนั้น
กว่าเราจะมีการที่เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงตั้งแต่ขั้นฟัง
ก็ต้องพิจารณาว่าธรรมเป็นธรรมดา
เพราะเหตุว่าใครก็ไปทำให้ธรรมเกิดไม่ได้เลย
แต่มีเหตุแล้วที่ธรรมเกิดแล้วเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น
ก็เป็นธรรมดาของธรรมที่เกิดเมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดเป็นอย่างนี้ไม่เป็นอย่างอื่น
จนกระทั่งถึงธรรมเป็นธรรมดาก็คือขณะนั้นปัญญาสามารถที่จะเห็นถูกเข้าใจถูกในลักษณะของสิ่งที่
กำลังเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง
แล้วก็รู้ว่าธรรมนั้นเป็นธรรมดาคือไม่ใช่เรา
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1938)
~ แต่ละหนึ่งในสังสารวัฏฏ์ก็คือหนึ่งจริงๆ มีแล้วก็ไม่มีแล้วก็จะไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้น
การฟังอย่างนี้ไม่ใช่เพื่อที่จะให้เราไปจำ
แต่เพื่อให้เข้าใจความจริงว่าแล้วยึดถืออะไร
ในเมื่อแต่ละอย่างไม่เป็นไปอย่างที่เราหวังหรือคิดหรือต้องการ
แต่ต้องเกิดแน่นอนเมื่อมีปัจจัย
เพียงเกิดขึ้นปรากฏว่ามีแล้วหมดแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1937)
~ ความรักเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์
ถ้าจะไม่ทุกข์ก็คือไม่ผูกพัน ไม่รัก ไม่ติดข้อง
แต่เมตตามีประโยชน์กว่ามากไม่ให้โทษตั้งแต่ต้นจนถึงกี่วันกี่เดือนกี่ปีตลอดไป
ก็ไม่เคยให้สิ่งที่ทำให้เดือดร้อนเลย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1935)
*** ~ เมตตาคือความเป็นมิตร บางทีจะได้ยินคำว่ามิตรในเรือน
ไม่ต้องไปนอกบ้านเลย อยู่ในบ้านแท้ๆ จะเป็นศัตรูกันหรือว่าจะเป็นมิตรกัน ถ้าเป็นมิตรในเรือนสบายมาก
เรือนนั้นอบอุ่นมีแต่ความหวังดี ซึ่งไม่ทำให้เดือดร้อนเลย
ต้องรู้ว่าขณะไหนที่เดือดร้อนขณะนั้นไม่ใช่มิตร
และก็ไม่ใช่กุศลด้วยแต่เป็นความผูกพันซึ่งเป็นโทษ***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1935)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๘๗
... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์
บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...


