ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๗
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๘๗

~ พระธรรมวินัยที่ได้ทรงแสดงไว้โดยละเอียดครบถ้วน ทั้งพระวินัยปิฎก
พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก
ก็เพื่อเกื้อกูลพุทธบริษัทให้ศึกษาเป็นผู้ตรงต่อธรรมวินัยจริงๆ และการประพฤติปฏิบัติก็ต้องตรงต่อธรรมวินัยด้วย
ซึ่งผู้ที่จะเป็นพระอริยเจ้าได้นั้น ต้องเป็นอุชุปฏิปันโน
ถ้าคดโค้งหรือว่าคดโกง ไม่ตรงต่อธรรมทั้งในความเข้าใจ
ทั้งในการประพฤติปฏิบัติก็ไม่สามารถที่จะเป็นอริยสาวกได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
251)
~ อวิชชามีมาก และขณะนี้กำลังสะสมวิชชา เพื่อให้มีกำลังที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรม แต่ถ้าไม่มีการฟัง ไม่มีการเข้าใจลักษณะของธรรม ก็ไม่มีวิชชาที่จะละอวิชชาความไม่รู้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1836)
~ กิเลสทุกประเภทกลัวอยู่อย่างเดียว คือ ปัญญา โดยเฉพาะโลภะ
ถ้าไม่มีปัญญาไม่มีใครปราบได้เลย โลภะจะต้องนำหน้า
โลภะจะต้องอยู่ข้างหลัง โลภะจะต้องอยู่ข้างๆ โลภะจะต้องซุกซ่อนอยู่ทุกมุมจนได้ ถ้าไม่รู้ว่าโลภะอยู่ที่ไหน
ก็ไม่มีทางที่จะดับโลภะได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1641)
~ ถ้าเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ และรู้จักตัวเองตามความเป็นจริงจะรู้ว่าต้องศึกษาพระธรรมโดยละเอียดและน้อมประพฤติปฏิบัติตามทุกขั้น
แม้แต่ในขั้นของการอบรมขัดเกลากิเลสที่สติจะระลึกในขณะที่อกุศลจิตกำลังเกิดขึ้น
ก็จะต้องละเอียดขึ้นๆ จนกว่าสภาพธรรมปรากฏตามความเป็นจริงว่าไม่ใช่ตัวตนเลย
แม้แต่เพียงคำว่าไม่ใช่ตัวตนหรืออนัตตาคำเดียว ก็ประมาทไม่ได้เลย
ทั้ง ๓ ปิฎกแสดงความเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาเลย
และไม่ใช่สภาพธรรมที่จะพึงยึดถือว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์
เป็นบุคคลด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1648)
~ การเรียนน้อยหรือเรียนมากไม่สำคัญเลย สำคัญที่ความเข้าใจใน
สิ่งที่เรียนหรือสิ่งที่ได้ฟังว่าลึกซึ้งและถูกต้องแค่ไหน เช่นคำว่า "ธรรม" แสดงว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน
มีแต่สภาวธรรมแต่ละอย่าง เช่น การเห็น เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นนก เป็นเป็ด เป็นคน เป็นเทพ
การเห็นก็เป็นแต่เพียงการเห็น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1648)
~ สภาพธรรมที่ดี ใครจะเปลี่ยนให้เป็นสภาพธรรมที่เลวไม่ได้
สภาพธรรมที่ชั่ว
ใครจะเปลี่ยนให้เป็นสภาพธรรมที่ดีไม่ได้
โลภะ ความต้องการ ความยึดมั่น ความติดข้อง ไม่เปลี่ยนลักษณะ เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นอกุศลก็ต้องเป็นอกุศล
อโลภะ
สภาพที่สละความติดข้องความต้องการ เป็นกุศล
ใครจะเปลี่ยนลักษณะสภาพของอโลภเจตสิกให้เป็นอย่างอื่นก็เปลี่ยนไม่ได้
จะใช้ชื่อเรียกอะไรก็ตามแต่
แต่ลักษณะของสภาพธรรมนั้นยังเป็นสภาพธรรมนั้นที่ไม่เปลี่ยน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1639)
~ ในขณะที่นอนหลับสนิท ไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน
ไม่มีการได้กลิ่น ไม่มีการลิ้มรส ไม่มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย
ไม่มีการคิดนึกเลย ขณะนั้นรู้ไหมว่าเป็นใคร นอนอยู่ที่ไหน ชื่ออะไร
บิดามารดาชื่ออะไร มีทรัพย์สมบัติมากน้อยแค่ไหน มีมิตรสหายแค่ไหน
ในขณะที่นอนหลับสนิท ก็ไม่รู้เลย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1640)
~ ชีวิตในวันหนึ่งๆ ก็เป็นแต่เพียงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นทางตา ทางหู
ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ซึ่งเป็นของจริง แต่เป็นอนัตตา
เพราะไม่ใช่สภาพธรรมที่ยั่งยืน ไม่ใช่สภาพธรรมที่จะพึงยึดถือว่า
เป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลได้
เพราะเป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่มีปัจจัยจึงได้เกิดขึ้นและดับไปทุกขณะ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1637)
~ สภาพธรรมใดที่ดับไปแล้ว สภาพธรรมนั้นไม่ได้กลับมาอีกเลย
แต่เพราะมีปัจจัยที่จะทำให้สภาพธรรมอื่นเกิดขึ้นปรากฏอยู่เรื่อยๆ ความสำคัญ
ความยึดถือสภาพธรรมที่เกิดปรากฏจึงทำให้มีความรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นเราที่เห็น
เป็นเราที่ได้ยิน เป็นเราที่ได้กลิ่น เป็นเราที่ลิ้มรส
เป็นเราที่กระทบสัมผัส เป็นเราที่คิดนึก แต่ถ้าไม่มีเห็น
ไม่มีได้ยิน ไม่มีได้กลิ่น ไม่มีการลิ้มรส
ไม่มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่มีการคิดนึกเลย เราก็ไม่มี
โลกก็ไม่มี สภาพธรรมใดๆ ก็ไม่มี เพราะฉะนั้น
เมื่อสภาพธรรมใดมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นปรากฏ
ความไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมนั้นๆ ก็ทำให้เกิดความยินดียินร้ายในสิ่งที่ปรากฏ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1637)
~ สภาพธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
คำใดที่ตรัสแล้วไม่เปลี่ยน ได้ยินต้องเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
เห็นต้องเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย คิดนึกต้องเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
สติต้องเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย สุขต้องเกิดขึ้นเพราะ เหตุปัจจัย
ทุกข์ต้องเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดตามความพอใจได้
ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยเฉพาะของสภาพธรรมนั้นๆ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1649)
~ วันหนึ่งๆ คงจะได้ประสบพบเห็นผู้ที่ตกอยู่ในความทุกข์
ตั้งแต่ทุกข์เล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งทุกข์มากมายใหญ่หลวง
คิดดูว่าถ้าท่านเป็นบุคคลนั้น
ท่านจะสามารถรับความทุกข์อย่างนั้นไหวไหม
จะมีความอดทนพอจะมีความอาจหาญพอที่จะมีชีวิตต่อไปด้วยกุศลจิตได้ไหม
เพราะฉะนั้น สำหรับลักษณะของกรุณาเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่
ย่อมกระทำจิตของคนดีให้หวั่นไหวในเมื่อผู้อื่นมีความทุกข์
ถ้าเห็นคนอื่นเป็นทุกข์แล้วยังไม่หวั่นไหวด้วยความต้องการที่จะช่วยให้เขาพ้นทุกข์
ขณะนั้นก็ไม่ใช่กรุณาเจตสิก
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1627)
~ เมตตา มีข้าศึกไกลที่เห็นชัด คือ พยาบาท ความโกรธเกิดขึ้นขณะใด
ขณะนั้นไม่ใช่เมตตา เพราะเมตตากับโทสะเป็นสภาพที่ตรงกันข้ามกัน
เพราะฉะนั้น เป็นข้าศึกที่ไกล เข้าใกล้ไม่ได้
แต่โลภะสามารถเข้าใกล้เมตตาได้ และสามารถเกิดแทรก
เกิดสลับกับเมตตาได้ เพราะโลภะเป็นสภาพธรรมที่ย่อมเกิดได้เร็ว
เพราะฉะนั้น พึงรักษาเมตตาจากราคะนั้นไว้ให้ดี
เพราะราคะเหมือนคนที่เดินอยู่ใกล้ๆ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1627)
*** ~ ถ้าเป็นโลภะ เดือดร้อนวุ่นวายมากมายใหญ่โต คนโน้นก็รัก
คนนี้ก็รัก วุ่นวาย ใช่ไหม เดี๋ยวคนโน้นรักน้อย คนนี้รักมาก
หรือว่าคนโน้นรัก และไม่ได้ทำตามใจที่คนโน้นรัก คนนี้ไม่รัก
สารพัดอย่างที่จะวุ่นวาย แต่ถ้าเป็นเรื่องเมตตา
เป็นเรื่องที่สบายใจมาก ไม่มีการที่จะต้องเดือดร้อนประการใดๆ เลย***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1627)
~ ใครกำลังได้ลาภ เพราะอะไร เพราะกรรมของบุคคลนั้น
ใครกำลังเสื่อมลาภ เพราะอะไร เพราะกรรมของบุคคลนั้น ใครกำลัง
เป็นทุกข์ประสบความทุกข์ยากต่างๆ เพราะอะไร เพราะกรรมของบุคคลนั้น
ใครกำลังประสบความสุข เพราะอะไร เพราะกรรมของบุคคลนั้น
ขณะที่รู้อย่างนี้ จิตเป็นกลางอย่างนี้
สม่ำเสมอในสัตว์ทั้งหลายในขณะนั้นเป็นอุเบกขาพรหมวิหาร คือ รู้ว่า
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน เพราะฉะนั้น
ก็เป็นกลางในสัตว์ทั้งหลายโดยไม่หวั่นไหว ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1628)
~ วันหนึ่งๆ จะเห็นได้ว่า
จะพูดสิ่งที่ดีเพิ่มขึ้นเวลาที่หิริโอตตัปปะมีกำลังขึ้น
แต่ก่อนอาจจะพูดไปโดยไม่รู้สึกว่าสิ่งนั้นเป็นโทษหรือเป็นประโยชน์
แต่เวลาที่หิริโอตตัปปะเกิดขึ้นจะทำให้พิจารณาเห็นว่าสิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์แม้ว่ากำลังจะพูดก็ยังสามารถเว้น
ไม่พูดในขณะนั้นได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1581)
~ ทุกคนต้องเดินทางชีวิตต่อไปอีกยาวนานในสังสารวัฏฏ์
จนกว่าจะอบรมเจริญปัญญาถึงขั้นรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระอริยบุคคล
ซึ่งชีวิตข้างหน้าจะสุขทุกข์อย่างไร ย่อมเป็นไปตามกรรม
และถ้าทุกคนมีความมั่นใจจริงๆ มีความเข้าใจจริงๆ ในเรื่องของกรรม
ย่อมไม่ประมาทในการเจริญกุศล
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1590)
*** ~ ทุกท่านทราบเรื่องความไม่แน่นอนของชีวิตใช่ไหม?
ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหันแม้แต่ความตาย
เพราะฉะนั้น ไม่ควรรอคอยวันเวลาที่จะทำกุศลไม่ว่าจะเป็นวัตถุทาน
อภัยทาน ธรรมทาน หรือกุศลอื่นๆ และกุศลที่ควรจะง่ายและสะดวกซึ่งไม่น่าจะต้องคอยกาลเวลาเลย คือ
อภัยทาน***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1590)
~ โลภะมีมากเหลือเกิน เมื่อไหร่จะน้อยลง
ถ้าไม่มีความเพียรหรือไม่มีความตั้งมั่นคงที่จะเพียรละโลภะจริงๆ วันหนึ่งๆ โลภะก็ยังคงต้องมีกำลังมาก เพราะไม่ว่าจะเห็น
ไม่ว่าจะได้ยิน ไม่ว่าจะได้กลิ่น ไม่ว่าจะลิ้มรส
ไม่ว่าจะรู้โผฏฐัพพะ ไม่ว่าจะคิดนึก
ให้ทราบว่าโลภะยังมีกำลังอยู่มาก
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1602)
*** ~ ไม่ค่อยมีใครพิจารณาว่า ความทุกข์ของท่านเกิดจากทรัพย์
แต่อยากได้ทรัพย์ เพราะเห็นว่าถ้าได้ทรัพย์แล้วจะไม่มีความทุกข์
แต่ขอให้คิดจริงๆ ว่า ความทุกข์ของท่านทั้งหมดมาจากทรัพย์ จริงไหม
มาจากเยื่อใยความติดข้องความต้องการความปรารถนาทรัพย์
ขณะที่กำลังติดข้องต้องการ ปรารถนา แต่ไม่ได้ เป็นทุกข์ไหม
หรือที่จะต้องหมดสิ้นไปก็เป็นทุกข์ ใช่ไหม
ขอให้ดูชีวิตของบางคนที่อาจจะไร้ทรัพย์ แต่ยังสามารถที่จะเป็นสุข
มีหน้าตาเบิกบาน ยังยิ้มแย้มแจ่มใสได้ ในขณะที่คนมีทรัพย์มากๆ บางทีหน้าตาก็ไม่เป็นสุขเลย นี่ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1602)
~ สังขารธรรม หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิด เมื่อเกิดแล้วก็ดับ
และสภาพธรรมทั้งหลายที่เกิดจะเกิดโดยไม่มีปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้น สังขารธรรม คือ
สภาพที่มีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นและดับไป ทางตา
ในขณะนี้ที่กำลังเห็น เกิดแล้วต้องดับ เป็นสังขารธรรม ขณะที่ได้ยิน
เกิดขึ้นได้ยินเสียงแล้วก็ดับ เป็นสังขารธรรม เพราะฉะนั้น
สังขารธรรมซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เกิดดับนี้เองเป็นทุกข์ เพราะว่า
ไม่เที่ยง ทุกคนอยากจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างเที่ยง
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่เที่ยง ถ้าประจักษ์ความไม่เที่ยงจริงๆ จะเห็นสภาพที่ไม่น่ายินดี ไม่น่าที่จะติด
ไม่น่าที่จะเพลิดเพลินอีกต่อไป
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1596)
*** ~ ผู้ที่ฉลาดย่อมเป็นผู้ค้นหากุศลของคนอื่นเพื่อที่จะได้อนุโมทนา
และค้นหาโทษของตนเองเพื่อที่จะได้ขัดเกลา แต่ถ้าตรงกันข้าม
ก็ค้นหากุศลของตนเองและค้นหาโทษของคนอื่น
ซึ่งขณะที่ค้นหาโทษของคนอื่นอกุศลจิตก็เกิด
ขณะที่ค้นหากุศลของตนเองก็อาจจะเกิดความทะนงตนหรือความสำคัญตนก็ได้
เพราะฉะนั้น โดยนัยกลับกัน ถ้าเป็นผู้ที่ฉลาดจริงๆ ย่อมค้นหาโทษของตนเองว่ามีโทษอะไรบ้าง ซึ่งคนอื่นอาจจะไม่เห็น
อาจจะไม่รู้
แต่ตนเองเท่านั้นที่รู้ดีและในขณะเดียวกันถ้ามีการเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นก็หากุศลของคนอื่นเพื่อที่จะได้อนุโมทนา
ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกวันๆ กุศลจิตย่อมเจริญ
เพราะว่าอนุโมทนาในกุศลของคนอื่นและเห็นโทษของตนเองว่าเป็นโทษจะได้ขัดเกลา
ละคลายโทษนั้นยิ่งขึ้น***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1619)
~ เป็นเรื่องของความไม่รู้ทั้งหมด ในขณะที่กำลังเพลิดเพลินด้วยโลภะ
กำลังพอใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ วันนี้สนุกจริง
วันนี้สบายมาก
ในขณะนั้นให้ทราบว่าขณะใดที่กุศลจิตไม่เกิดและอกุศลกลุ้มรุม
ขณะนั้นมืดมิด ไม่รู้หนทางที่จะทำให้กิเลสละคลายลงไปได้
แต่ผู้ที่เห็นอกุศลมากเท่าไรตามความเป็นจริง
ก็ยิ่งเป็นผู้ที่เพียรที่จะขัดเกลากิเลสเพื่อดับอกุศลนั้นๆ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1586)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๘๖
... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์
บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...


