ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๗

  
khampan.a
วันที่  20 ก.ย. 2569
หมายเลข  53150
อ่าน  354

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic004837386f1d56ce.jpg?v=1787909972

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๗

pic0007626291de4d940.jpg?v=1789750132



~ พระธรรมวินัยที่ได้ทรงแสดงไว้โดยละเอียดครบถ้วน ทั้งพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ก็เพื่อเกื้อกูลพุทธบริษัทให้ศึกษาเป็นผู้ตรงต่อธรรมวินัยจริงๆ และการประพฤติปฏิบัติก็ต้องตรงต่อธรรมวินัยด้วย ซึ่งผู้ที่จะเป็นพระอริยเจ้าได้นั้น ต้องเป็นอุชุปฏิปันโน ถ้าคดโค้งหรือว่าคดโกง ไม่ตรงต่อธรรมทั้งในความเข้าใจ ทั้งในการประพฤติปฏิบัติก็ไม่สามารถที่จะเป็นอริยสาวกได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 251)


~ อวิชชามีมาก และขณะนี้กำลังสะสมวิชชา เพื่อให้มีกำลังที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรม แต่ถ้าไม่มีการฟัง ไม่มีการเข้าใจลักษณะของธรรม ก็ไม่มีวิชชาที่จะละอวิชชาความไม่รู้

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1836)



~ กิเลสทุกประเภทกลัวอยู่อย่างเดียว คือ ปัญญา โดยเฉพาะโลภะ ถ้าไม่มีปัญญาไม่มีใครปราบได้เลย โลภะจะต้องนำหน้า โลภะจะต้องอยู่ข้างหลัง โลภะจะต้องอยู่ข้างๆ โลภะจะต้องซุกซ่อนอยู่ทุกมุมจนได้ ถ้าไม่รู้ว่าโลภะอยู่ที่ไหน ก็ไม่มีทางที่จะดับโลภะได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1641)



~ ถ้าเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ และรู้จักตัวเองตามความเป็นจริงจะรู้ว่าต้องศึกษาพระธรรมโดยละเอียดและน้อมประพฤติปฏิบัติตามทุกขั้น แม้แต่ในขั้นของการอบรมขัดเกลากิเลสที่สติจะระลึกในขณะที่อกุศลจิตกำลังเกิดขึ้น ก็จะต้องละเอียดขึ้นๆ จนกว่าสภาพธรรมปรากฏตามความเป็นจริงว่าไม่ใช่ตัวตนเลย แม้แต่เพียงคำว่าไม่ใช่ตัวตนหรืออนัตตาคำเดียว ก็ประมาทไม่ได้เลย ทั้ง ๓ ปิฎกแสดงความเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาเลย และไม่ใช่สภาพธรรมที่จะพึงยึดถือว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1648)



~ การเรียนน้อยหรือเรียนมากไม่สำคัญเลย สำคัญที่ความเข้าใจใน สิ่งที่เรียนหรือสิ่งที่ได้ฟังว่าลึกซึ้งและถูกต้องแค่ไหน เช่นคำว่า "ธรรม" แสดงว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน มีแต่สภาวธรรมแต่ละอย่าง เช่น การเห็น เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นนก เป็นเป็ด เป็นคน เป็นเทพ การเห็นก็เป็นแต่เพียงการเห็น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1648)



~ สภาพธรรมที่ดี ใครจะเปลี่ยนให้เป็นสภาพธรรมที่เลวไม่ได้ สภาพธรรมที่ชั่ว ใครจะเปลี่ยนให้เป็นสภาพธรรมที่ดีไม่ได้

โลภะ ความต้องการ ความยึดมั่น ความติดข้อง ไม่เปลี่ยนลักษณะ เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นอกุศลก็ต้องเป็นอกุศล

อโลภะ สภาพที่สละความติดข้องความต้องการ เป็นกุศล ใครจะเปลี่ยนลักษณะสภาพของอโลภเจตสิกให้เป็นอย่างอื่นก็เปลี่ยนไม่ได้ จะใช้ชื่อเรียกอะไรก็ตามแต่ แต่ลักษณะของสภาพธรรมนั้นยังเป็นสภาพธรรมนั้นที่ไม่เปลี่ยน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1639)



~ ในขณะที่นอนหลับสนิท ไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ไม่มีการได้กลิ่น ไม่มีการลิ้มรส ไม่มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย ไม่มีการคิดนึกเลย ขณะนั้นรู้ไหมว่าเป็นใคร นอนอยู่ที่ไหน ชื่ออะไร บิดามารดาชื่ออะไร มีทรัพย์สมบัติมากน้อยแค่ไหน มีมิตรสหายแค่ไหน ในขณะที่นอนหลับสนิท ก็ไม่รู้เลย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1640)



~ ชีวิตในวันหนึ่งๆ ก็เป็นแต่เพียงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ซึ่งเป็นของจริง แต่เป็นอนัตตา เพราะไม่ใช่สภาพธรรมที่ยั่งยืน ไม่ใช่สภาพธรรมที่จะพึงยึดถือว่า เป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคลได้ เพราะเป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่มีปัจจัยจึงได้เกิดขึ้นและดับไปทุกขณะ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1637)



~ สภาพธรรมใดที่ดับไปแล้ว สภาพธรรมนั้นไม่ได้กลับมาอีกเลย แต่เพราะมีปัจจัยที่จะทำให้สภาพธรรมอื่นเกิดขึ้นปรากฏอยู่เรื่อยๆ ความสำคัญ ความยึดถือสภาพธรรมที่เกิดปรากฏจึงทำให้มีความรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นเราที่เห็น เป็นเราที่ได้ยิน เป็นเราที่ได้กลิ่น เป็นเราที่ลิ้มรส เป็นเราที่กระทบสัมผัส เป็นเราที่คิดนึก แต่ถ้าไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน ไม่มีได้กลิ่น ไม่มีการลิ้มรส ไม่มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่มีการคิดนึกเลย เราก็ไม่มี โลกก็ไม่มี สภาพธรรมใดๆ ก็ไม่มี เพราะฉะนั้น เมื่อสภาพธรรมใดมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นปรากฏ ความไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมนั้นๆ ก็ทำให้เกิดความยินดียินร้ายในสิ่งที่ปรากฏ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1637)



~ สภาพธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย คำใดที่ตรัสแล้วไม่เปลี่ยน ได้ยินต้องเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เห็นต้องเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย คิดนึกต้องเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย สติต้องเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย สุขต้องเกิดขึ้นเพราะ เหตุปัจจัย ทุกข์ต้องเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดตามความพอใจได้ ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยเฉพาะของสภาพธรรมนั้นๆ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1649)



~ วันหนึ่งๆ คงจะได้ประสบพบเห็นผู้ที่ตกอยู่ในความทุกข์ ตั้งแต่ทุกข์เล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งทุกข์มากมายใหญ่หลวง คิดดูว่าถ้าท่านเป็นบุคคลนั้น ท่านจะสามารถรับความทุกข์อย่างนั้นไหวไหม จะมีความอดทนพอจะมีความอาจหาญพอที่จะมีชีวิตต่อไปด้วยกุศลจิตได้ไหม เพราะฉะนั้น สำหรับลักษณะของกรุณาเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่ ย่อมกระทำจิตของคนดีให้หวั่นไหวในเมื่อผู้อื่นมีความทุกข์ ถ้าเห็นคนอื่นเป็นทุกข์แล้วยังไม่หวั่นไหวด้วยความต้องการที่จะช่วยให้เขาพ้นทุกข์ ขณะนั้นก็ไม่ใช่กรุณาเจตสิก
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1627)



~ เมตตา มีข้าศึกไกลที่เห็นชัด คือ พยาบาท ความโกรธเกิดขึ้นขณะใด ขณะนั้นไม่ใช่เมตตา เพราะเมตตากับโทสะเป็นสภาพที่ตรงกันข้ามกัน เพราะฉะนั้น เป็นข้าศึกที่ไกล เข้าใกล้ไม่ได้ แต่โลภะสามารถเข้าใกล้เมตตาได้ และสามารถเกิดแทรก เกิดสลับกับเมตตาได้ เพราะโลภะเป็นสภาพธรรมที่ย่อมเกิดได้เร็ว เพราะฉะนั้น พึงรักษาเมตตาจากราคะนั้นไว้ให้ดี เพราะราคะเหมือนคนที่เดินอยู่ใกล้ๆ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1627)



*** ~ ถ้าเป็นโลภะ เดือดร้อนวุ่นวายมากมายใหญ่โต คนโน้นก็รัก คนนี้ก็รัก วุ่นวาย ใช่ไหม เดี๋ยวคนโน้นรักน้อย คนนี้รักมาก หรือว่าคนโน้นรัก และไม่ได้ทำตามใจที่คนโน้นรัก คนนี้ไม่รัก สารพัดอย่างที่จะวุ่นวาย แต่ถ้าเป็นเรื่องเมตตา เป็นเรื่องที่สบายใจมาก ไม่มีการที่จะต้องเดือดร้อนประการใดๆ เลย***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1627)



~ ใครกำลังได้ลาภ เพราะอะไร เพราะกรรมของบุคคลนั้น ใครกำลังเสื่อมลาภ เพราะอะไร เพราะกรรมของบุคคลนั้น ใครกำลัง เป็นทุกข์ประสบความทุกข์ยากต่างๆ เพราะอะไร เพราะกรรมของบุคคลนั้น ใครกำลังประสบความสุข เพราะอะไร เพราะกรรมของบุคคลนั้น ขณะที่รู้อย่างนี้ จิตเป็นกลางอย่างนี้ สม่ำเสมอในสัตว์ทั้งหลายในขณะนั้นเป็นอุเบกขาพรหมวิหาร คือ รู้ว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน เพราะฉะนั้น ก็เป็นกลางในสัตว์ทั้งหลายโดยไม่หวั่นไหว ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1628)



~ วันหนึ่งๆ จะเห็นได้ว่า จะพูดสิ่งที่ดีเพิ่มขึ้นเวลาที่หิริโอตตัปปะมีกำลังขึ้น แต่ก่อนอาจจะพูดไปโดยไม่รู้สึกว่าสิ่งนั้นเป็นโทษหรือเป็นประโยชน์ แต่เวลาที่หิริโอตตัปปะเกิดขึ้นจะทำให้พิจารณาเห็นว่าสิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์แม้ว่ากำลังจะพูดก็ยังสามารถเว้น ไม่พูดในขณะนั้นได้
(ที่มา :
แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1581)



~ ทุกคนต้องเดินทางชีวิตต่อไปอีกยาวนานในสังสารวัฏฏ์ จนกว่าจะอบรมเจริญปัญญาถึงขั้นรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระอริยบุคคล ซึ่งชีวิตข้างหน้าจะสุขทุกข์อย่างไร ย่อมเป็นไปตามกรรม และถ้าทุกคนมีความมั่นใจจริงๆ มีความเข้าใจจริงๆ ในเรื่องของกรรม ย่อมไม่ประมาทในการเจริญกุศล
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1590)



*** ~ ทุกท่านทราบเรื่องความไม่แน่นอนของชีวิตใช่ไหม? ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหันแม้แต่ความตาย เพราะฉะนั้น ไม่ควรรอคอยวันเวลาที่จะทำกุศลไม่ว่าจะเป็นวัตถุทาน อภัยทาน ธรรมทาน หรือกุศลอื่นๆ และกุศลที่ควรจะง่ายและสะดวกซึ่งไม่น่าจะต้องคอยกาลเวลาเลย คือ อภัยทาน***
(ที่มา :
แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1590)



~ โลภะมีมากเหลือเกิน เมื่อไหร่จะน้อยลง ถ้าไม่มีความเพียรหรือไม่มีความตั้งมั่นคงที่จะเพียรละโลภะจริงๆ วันหนึ่งๆ โลภะก็ยังคงต้องมีกำลังมาก เพราะไม่ว่าจะเห็น ไม่ว่าจะได้ยิน ไม่ว่าจะได้กลิ่น ไม่ว่าจะลิ้มรส ไม่ว่าจะรู้โผฏฐัพพะ ไม่ว่าจะคิดนึก ให้ทราบว่าโลภะยังมีกำลังอยู่มาก
(ที่มา :
แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1602)



*** ~ ไม่ค่อยมีใครพิจารณาว่า ความทุกข์ของท่านเกิดจากทรัพย์ แต่อยากได้ทรัพย์ เพราะเห็นว่าถ้าได้ทรัพย์แล้วจะไม่มีความทุกข์ แต่ขอให้คิดจริงๆ ว่า ความทุกข์ของท่านทั้งหมดมาจากทรัพย์ จริงไหม มาจากเยื่อใยความติดข้องความต้องการความปรารถนาทรัพย์ ขณะที่กำลังติดข้องต้องการ ปรารถนา แต่ไม่ได้ เป็นทุกข์ไหม หรือที่จะต้องหมดสิ้นไปก็เป็นทุกข์ ใช่ไหม ขอให้ดูชีวิตของบางคนที่อาจจะไร้ทรัพย์ แต่ยังสามารถที่จะเป็นสุข มีหน้าตาเบิกบาน ยังยิ้มแย้มแจ่มใสได้ ในขณะที่คนมีทรัพย์มากๆ บางทีหน้าตาก็ไม่เป็นสุขเลย นี่ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้***
(ที่มา :
แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1602)



~ สังขารธรรม หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิด เมื่อเกิดแล้วก็ดับ และสภาพธรรมทั้งหลายที่เกิดจะเกิดโดยไม่มีปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น สังขารธรรม คือ สภาพที่มีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นและดับไป ทางตา ในขณะนี้ที่กำลังเห็น เกิดแล้วต้องดับ เป็นสังขารธรรม ขณะที่ได้ยิน เกิดขึ้นได้ยินเสียงแล้วก็ดับ เป็นสังขารธรรม เพราะฉะนั้น สังขารธรรมซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เกิดดับนี้เองเป็นทุกข์ เพราะว่า ไม่เที่ยง ทุกคนอยากจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างเที่ยง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่เที่ยง ถ้าประจักษ์ความไม่เที่ยงจริงๆ จะเห็นสภาพที่ไม่น่ายินดี ไม่น่าที่จะติด ไม่น่าที่จะเพลิดเพลินอีกต่อไป
(ที่มา :
แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1596)



*** ~ ผู้ที่ฉลาดย่อมเป็นผู้ค้นหากุศลของคนอื่นเพื่อที่จะได้อนุโมทนา และค้นหาโทษของตนเองเพื่อที่จะได้ขัดเกลา แต่ถ้าตรงกันข้าม ก็ค้นหากุศลของตนเองและค้นหาโทษของคนอื่น ซึ่งขณะที่ค้นหาโทษของคนอื่นอกุศลจิตก็เกิด ขณะที่ค้นหากุศลของตนเองก็อาจจะเกิดความทะนงตนหรือความสำคัญตนก็ได้ เพราะฉะนั้น โดยนัยกลับกัน ถ้าเป็นผู้ที่ฉลาดจริงๆ ย่อมค้นหาโทษของตนเองว่ามีโทษอะไรบ้าง ซึ่งคนอื่นอาจจะไม่เห็น อาจจะไม่รู้ แต่ตนเองเท่านั้นที่รู้ดีและในขณะเดียวกันถ้ามีการเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นก็หากุศลของคนอื่นเพื่อที่จะได้อนุโมทนา ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกวันๆ กุศลจิตย่อมเจริญ เพราะว่าอนุโมทนาในกุศลของคนอื่นและเห็นโทษของตนเองว่าเป็นโทษจะได้ขัดเกลา ละคลายโทษนั้นยิ่งขึ้น***
(ที่มา :
แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1619)



~ เป็นเรื่องของความไม่รู้ทั้งหมด ในขณะที่กำลังเพลิดเพลินด้วยโลภะ กำลังพอใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ วันนี้สนุกจริง วันนี้สบายมาก ในขณะนั้นให้ทราบว่าขณะใดที่กุศลจิตไม่เกิดและอกุศลกลุ้มรุม ขณะนั้นมืดมิด ไม่รู้หนทางที่จะทำให้กิเลสละคลายลงไปได้ แต่ผู้ที่เห็นอกุศลมากเท่าไรตามความเป็นจริง ก็ยิ่งเป็นผู้ที่เพียรที่จะขัดเกลากิเลสเพื่อดับอกุศลนั้นๆ
(ที่มา :
แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1586)



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๘๖

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...

pic00076263018fa0b50.jpg?v=1789750132


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
swanjariya
วันที่ 20 ก.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

  
  ความคิดเห็นที่ 2  
  
เจียมจิต สุขอินทร์
วันที่ 20 ก.ย. 2569

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

  
  ความคิดเห็นที่ 3  
  
jaturong
วันที่ 20 ก.ย. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

  
  ความคิดเห็นที่ 4  
  
mammam929
วันที่ 20 ก.ย. 2569

กราบสาธุค่ะ

พระธรรมนั้นยิ่งศึกษายิ่งลึกซึ้งและเกื้อกูลให้ปัญญาค่อยๆ เจริญทีละน้อยจึงควรฟังพระธรรมบ่อยๆ เนืองๆ ด้วยความไม่ประมาทค่ะ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ