ความไม่รู้ที่ไม่ได้ปรากฏให้รู้ได้ง่ายๆ

[เล่มที่ 68] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้า 823
บทว่า ปุพฺเพ จ กตปุญฺตา - ความเป็นผู้ทำบุญไว้ในกาลก่อน ได้แก่ ความเป็นผู้สะสมกุศลไว้ในกาลก่อน. นี้เป็นข้อกำหนดในบทนี้. กุศลกรรมที่ทำด้วยจิตสัมปยุตด้วยญาณ กุศลนั้นนั่นแหละย่อมนำบุรุษนั้นเข้าไปในประเทศอันสมควร ให้คบสัตบุรุษ บุคคลนั้นนั่นแหละย่อมตั้งตนไว้ชอบ.
อ.อรรณพ: กราบท่านอาจารย์ครับ เห็นประโยชน์์เลยว่า คำแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลึกซึ้ง แต่ถ้าไม่มีการศึกษาพระธรรมโดยเคารพโดยละเอียด ก็จะไม่เห็นความลึกซึ้งในแต่ละคำ เช่นคำว่า บุญ บุพเพกตปุญญตา ท่านอาจารย์ก็บอก บุญคืออะไร? บุญ ก็คือเป็นกุศลคุณความดีในพระศาสนาที่ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอกุศล แล้วที่ท่านอาจารย์กล่าวไม่ว่าจะใช้คำใดก็สอดคล้องกันหมด
เพราะฉะนั้น บุญ ก็คือบารมี เพราะบารมี ก็คือกุศลต่างๆ ที่จะข้ามพันจากฝั่งของอกุศล ไปสู่ฝั่งที่พ้นจากความเป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้น บุญบารมี เราพูดกันกลายเป็นคำทั่วไป แต่ความลึกซึ้งก็มี อ.วิชัย ก็มากล่าว บาป เห็นบาปโดยความเป็นบาป นี่ยิ่งลึกซึ้ง กราบเท้าท่านอาจารย์ครับที่ว่า ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏขณะนี้ ก็เป็นบาปแล้ว ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏในขณะนี้ก็เป็นบาปแล้ว อันนี้ลึกซึ้งที่สุดเลย
เมื่อวานที่ อ.คำปั่น นำมาสนทนาเรื่องเก็บกิเลส หรือเก็บปัญญา ก็ไตร่ตรองว่า เก็บกิเลสนี่มานานมาก จนจิตชุ่มไปด้วยกิเลสจนลงรากฝังลึกเป็นพืชเชื้อเป็นอนุสัยของกิเลสไว้ในจิตได้อย่างมากมาย แล้วกิเลสตัวสำคัญที่เป็นหัวหน้าของกิเลสอกุศลทั้งหลาย ก็คือความไม่รู้ อวิชชา ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ตรัสกับท่านพระมหากัจจายนะว่า อวิชชาเป็นธาตใหญ่ คือความไม่รู้เยอะจริงๆ นะครับ แล้วท่านอาจารย์ก็กล่าวกับ อ.วิชัยว่า ไม่รู้ก็เป็นบาป ไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏก็เป็นบาปแล้ว บาปอันนี้เห็นยากมาก อวิชชานี้จึงเป็นธาตุใหญ่
กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ สะสมเก็บโมหะกิเลส คือความไม่รู้มาแสนนาน แต่ก็ไม่รู้ว่าไม่รู้ อยู่อย่างนี้! แล้วจะบอกว่าบาป นี่ก็เหลือที่จะเชื่อ เหลือที่จะรับได้ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมนะครับว่า อย่างนี้ก็ดูเป็นคนดี ดูทำประโยชน์กับสังคมอะไรต่ออะไร แต่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏนี่ก็เป็นบาปแล้ว กราบเท้าท่านอาจารย์ได้เกื้อกูลครับว่า บาปที่ยากจะเห็น ที่จะเห็นบาปโดยความเป็นบาป ก็คือยากที่สุดที่จะเห็น จะรู้จักความไม่รู้นะครับท่านอาจารย์ ความไม่รู้นี่ก็เป็นหัวหน้าของอกุศลธรรมทั้งหลายที่ไม่ปรากฏตรง ที่ไม่ได้ปรากฏให้รู้ได้ง่ายๆ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: ถ้ารู้ง่าย และรู้แล้ว ก็ไม่ต้องมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถูกต้องไหม?
อ.อรรณพ: โอ้โห!! อันนี้เห็นในพระคุณมหาศาลของพระองค์ ซึ่งผมก็ปรารภตนอยู่เรื่อยครับ ไม่ว่าจะนั่งอยู่ตรงนี้ หรือไปทำอะไร ก็เมื่อวาน ผมก็ทุกวันก็ใช้แค่ชีวิตอย่างนี้อยู่ที่นี่ มองไปอะไรต่อไป คือมีแต่บุคคลเรื่องราวอะไรไปหมด ไม่ต้องไปอะไรที่ไหนแล้ว มันเต็มไปหมดนะครับท่านอาจารย์ ก็เห็นคนอุ้มลูกบ้าง อ้าว! อยู่ในบ้านตอนนี้ เห็นเสื้อแขวนอยู่ เห็นโต๊ะ เห็นอะไรพืดเต็มไปหมดเลยครับ นี้ก็บาปอยู่ตลอด
ท่านอาจารย์: ไม่รู้แล้วติดข้องแน่นอน!! เพราะปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงเลย แค่ปรากฏแล้วหมดไปไม่เหลืออะไรเลยทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น ก็อยู่ในโลกของสัตว์บุคคลตัวตน จนกว่าจะมีความเข้าใจถูกเมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วไตร่ตรองทุกคำเห็นประโยชน์มหาศาล อยู่มาด้วยความไม่รู้จนกว่าจะรู้
เพราะฉะนั้น อวิชชาจึงเป็นกำเนิดของธรรมทั้งปวง ถ้าหมดอวิชชาจะไม่มีอะไรเกิดแน่นอน เพราะไม่มีความติดข้องในสิ่งที่ไม่รู้จึงติดข้อง แต่เมื่อประจักษ์แจ้งตามความเป็นจริง จะติดข้องได้อย่างไร?! มีอะไรที่จะติดข้อง วิชชารู้ว่าหมดแล้วไม่เหลือเลย
อ.อรรณพ: กราบเท้าครับ วิชชา ความรู้ความเข้าใจ ปัญญา หรือสัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้น สัมมาทิฏฐิที่เป็นความเห็นชอบตามความเป็นจริง จริงๆ ในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ นะครับ ซึ่งสัจจะ ๒ เบื้องหลัง ก็มัคคนิโรธะด้วย มัคคสัจจะ ด้วยว่า การที่จะเห็นหนทางแล้วอบรมเจริญหนทางจนแจ่มแจ้งจริงๆ ยากมาก ข้อความท่านก็เปรียบเทียบว่า การที่จะรู้สัจจะทั้ง ๒ เบื้องหลัง แล้วก็มัคคสัจจ์ด้วย กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ มัคคสัจจะนี่ การที่จะเห็นมัคคสัจจ์ ท่านบอกว่า เหมือนกับการที่จะทำในสิ่งที่ยากมากเลย เหมือนกับที่จะจรดปลายขนทรายก็แล้วกันที่เขาแบ่งออกเป็น ๑๐๐ ส่วนด้วยปลายขนทรายครับท่านอาจารย์
เพราะฉะนั้น หนทางที่ลึกซึ้งครับ ท่านอาจารย์โปรดอนุเคราะห์กล่าวถึงหนทางที่ลึกซึ้งที่จะทำให้เห็นบาป คืออวิชชา โดยความเป็นบาปโดยความไม่รู้จริงๆ ครับว่า หนทางนี้ลึกซึ้งเพราะเห็นได้ยากจริงๆ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีอะไร?
อ.อรรณพ: เดี๋ยวนี้มีคิด ที่กำลังคิดอยู่ขณะนี้
ท่านอาจารย์: คิดทั้งวัน รู้ไหมว่า คิดเกิดแล้วดับ
อ.อรรณพ: ไม่รู้ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วหนทางล่ะ เป็นไม่รู้อย่างนี้ไปเรื่อยๆ หรือว่า เริ่มเข้าใจในขั้นฟัง
คิดต้องมีแน่ แต่คิดเกิดแล้วดับ ถ้าไม่รู้ทุกขอริยสัจจะ แล้วจะละไหม?! เพราะว่า มรรคเป็นหนทางละความไม่รู้ และกิเลสตามลำดับขั้น
อ.อรรณพ: ครับ ยังไม่ต้องกล่าวถึงมรรคที่เป็นโลกุตตรมรรค อันนั้นก็เรียกว่าจรดปลายขนทรายที่แบ่งออกเป็น ๑๐๐ ส่วนด้วยปลายขนทรายจริงๆ อันนั้นยากมาก แต่ว่าแม้แต่ความลุ่มลึกของมัคคสัจจ์ที่จะเห็นหนทางได้ตรงได้ชัดนะครับ กราบท่านอาจารย์ครับ การที่จะมั่นคงในหนทาง คืออริยมรรคตั้งแต่ต้นแล้วก็ไปโดยลำดับนี่คืออย่างไรครับ เพราะว่าถ้าไม่มีมัคคสัจจ์ ไม่เข้าใจมัคคสัจจ์ ไม่เกิดมัคคสัจจ์แม้กระทั่งในขั้นโลกียมรรค ก็ไม่รู้ทุกข์ ไม่ละสมุทัย
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น หนทางต้องตามลำดับ ต้องมีความเข้าใจเดี๋ยวนี้ สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่เข้าใจเดี๋ยวนี้จะเข้าใจอะไร เมื่อไหร่??
อ.อรรณพ: จะไม่เข้าใจอะไรเลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้มีอะไร?
นี่แหละ หนทางที่จะรู้ว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร!! เพราะก่อนนั้นไม่เคยรู้เลยว่า ความจริงแท้ถึงที่สุดว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร เห็นไหม ตรงกันข้ามกับความไม่รู้ เพราะรู้ว่าเดี๋ยวนี้มีอะไร
ทุกคนเหมือนไม่สงสัยคำว่า เดี๋ยวนี้กับมีอะไร แต่ไตร่ตรองนะหรือว่าจะตอบไปเลยก็ได้ จะได้รู้ว่าหนทางไม่รู้กับหนทางรู้ห่างกันไกลมาก
เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้มีอะไร เป็นเครื่องพิสูจน์ความเข้าใจที่ถูกต้อง ปัญญาความเห็นที่ถูกต้องว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร ไม่ไกลเลยใช่ไหม!!
ใกล้ที่สุดไม่ต้องแสวงหาเลย แต่ความไม่รู้มหาศาลแค่ไหน
เดี๋ยวนี้มีอะไร? ก็ไม่รู้!! หรือว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร เริ่มรู้ความจริงซึ่งเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ความจริงต้องเป้นความจริง
เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้มีอะไร?
ถ้าไม่รู้เดี๋ยวนี้ แล้วจะเป็นความเห็นถูกสัมมาทิฏฐิในหนทางที่จะรู้ความจริงได้อย่างไร เพราะว่า มรรค หนทางต้องเริ่มจากความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริง ใช้คำว่า สัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิ แปลว่าความเห็น สัมมา แปลว่าตามความเป็นจริงถูกต้อง เห็นไหม
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ไปพูดเฉยว่า สัมมาทิฏฐิๆ มรรคมีองค์ ๘ แต่ปัญญาที่สามารถที่จะเห็นถูกตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้เท่านั้นที่จะทำให้สามารถที่จะละคลายกิเลสหมดจดได้ เพราะกิเลสอยู่ที่ความไม่รู้สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้
เพราะฉะนั้น ก็ต้องละตั้งแต่เดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้มีอะไร!! รู้หนทางแล้วยัง? มรรค ไปไหน? จากไม่รู้เลยว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร!!
อ.อรรณพ: หนทางที่จะออกจากความไม่รู้
ท่านอาจารย์: หนทางที่จะรู้เพื่อละความไม่รู้ อะไรถูกอะไรผิด อะไรจริงอะไรเท็จ เห็นไหม? ต้องมั่นคงในความเป็นจริง เป็นเหตุเป็นผลตั้งแต่เริ่มแรก
ถ้าไม่มีความเข้าใจถูกต้องตั้งแต่เบื้องแรก จะเข้าใจถูกต่อไปได้อย่างไรจนถึงการประจักษ์แจ้งขณะนี้ สภาพธรรมคืออะไรไม่มีความสงสัย แต่ต้องเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ทุกขณะ
อ.อรรณพ: กราบท่านอาจารย์ครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ
