มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง

  
เมตตา
วันที่  17 ก.ย. 2569
หมายเลข  53138
อ่าน  37

อ.วิชัย: ก็เป็นประโยชน์ที่ได้มีโอกาสศึกษา และก็เข้าใจพระธรรมครับ อีกประเด็นหนึ่งครับ ผมก็มีโอกาสได้ตัดต่อสนทนาพระสูตรครับ เทศนาสูตร วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ท่านอาจารย์ก็กล่าว ผมก็ได้ถอดข้อความสั้นๆ ดังนี้ที่จะกราบเรียนท่านอาจารย์ครับ

ทุกคนขณะนี้เหมือนอยู่ในห้วงน้ำ แล้วก็มีความรู้เหมือนนั่งอยู่ในเรือ คนที่ไม่รู้เลยจะไม่มีโอกาสอยู่ในเรือที่จะข้ามไปสู่อีกฝั่งเลย แต่ก็เป็นเรือรั่วเพราะเหตุว่า มีอกุศล เกิดขึ้นเรื่อยๆ เข้าใจก็จริงว่า บาป เป็นสิ่งที่ควรเว้น เป็นโทษมากมาย แต่เดี๋ยวก็เกิดอีกแล้ว แล้วก็เกิดอีก แล้วก็เหมือนเรือรั่ว เพราะฉะนั้น คนที่อยู่ในเรือก็วิดน้ำไป เอาออกไป จนกว่าจะถึงฝั่งนะครับ

ซึ่งผมก็ได้สนทนากับ อ.คำปั่น ว่ามีข้อความนี้ไหม อ.คำปั่น ก็ได้ค้นข้อความซึ่งอยู่ใน ขุททกนิกาย มหานิเทศ ในกามสุตตนิเทศที่ ๑ ครับ ซึ่งก็เป็นข้อความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า เหล่ากิเลสอันไม่มีกำลัง ย่อมครอบงำนรชนนั้น เหล่าอันตรายย่อมย่ำยีนรชนนั้น เพราะอันตรายนั้นทุกข์ย่อมติดตามนรชนนั้นไปเหมือนน้ำไหลเข้าสู่เรือที่รั่วแล้วฉะนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสอีกว่า เพราะเหตุนั้น สัตว์ผู้เกิดมาพึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ เว้นขาดจากกามทั้งหลาย ครั้นเว้นขาดกามเหล่านั้นแล้ว พึงข้ามโอฆะได้ เหมือนบุคคลวิดน้ำในเรือแล้วไปถึงฝั่ง ฉะนั้น

ท่านอาจารย์ครับ ดูเหมือนกับการศึกษาพระธรรมนี่ครับ ก็รู้ว่ายังมีโอกาสของความเข้าใจเกิดได้บ้างครับ แล้วก็ค่อยๆ สะสมไป แต่ดูเหมือนกับว่า อกุศลธรรมที่สะสมมามากก็มีปัจจัยเกิดเหมือนนั่งอยู่ในเรือที่รั่ว ก็ดูเหมือนกับยากที่จะไปถึงอีกฝั่งหนึ่งครับ ก็กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทรงแสดงทุกอย่างที่จะให้เกิดความเห็นที่ถูกต้องในความลึกซึ้งประมาทไม่ได้เลย เดี๋ยวนี้อยู่ในน้ำยังไม่ถึงฝั่งที่จะปลอดภัยจากอกุศลกิเลสทั้งปวง และถ้าไม่มีเรือไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งให้ค่อยๆ ขึ้นจากน้ำ สามารถที่จะอยู่ในเรือ

ถ้าไม่มีเรือ ไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะขึ้นไปอยู่ในเรือได้ไหม?

อ.วิชัย: ไม่ได้เลยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เมื่ออยู่ในเรือแล้ว ประมาทได้ไหม?

อ.วิชัย: ก็ยิ่งไม่ประมาทครับ

ท่านอาจารย์: เพราะเรือรั่ว

ถ้าไม่มีกิเลสเลยก็ไม่รั่ว ใช่ไหม?

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แต่นี่กี่รอยรั่ว!!

อ.วิชัย: มากมายเหลือเกินครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อาศัยความเพียรที่จะเห็นโทษ และกว่าจะหมดกิเลสได้ไม่ใช่ใครทั้งสิ้นที่จะพยายามไปทำ แต่ต้องเพราะปัญญาเริ่มเห็นโทษไหม? แค่นี้ แค่เห็นโทษไหมว่า อยู่ท่ามกลางน้ำของกิเลส แล้วก็มีเรือให้ขึ้น แต่เรือนั้นก็รั่วเพราะกิเลสที่สะสมมา

เพราะฉะนั้น อาศัยความเพียรอาศัยความอดทน อาศัยประโยชน์ที่เห็นโทษของอกุศลแม้เพียงเล็กน้อย ไม่ละเลยที่จะวิดน้ำออกจากเรือจนกว่าจะถึงฝั่ง

ฟังแค่นี้ เรือคือสังสารวัฏฏ์ แสนโกฏกัปป์มาแล้วเมื่อไหร่ยังมีน้ำเต็มเรืออยู่ ก็ไม่มีทางที่จะไปถึงอีกฝั่งหนึ่งได้

เพราะฉะนั้น ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้เห็นความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมด้วยพระปัญญาที่ได้ตรัสรู้ ทรงแสดงอุปมาให้ค่อยๆ เห็นโทษในพระสูตรทั้งหมด เป็นคำที่ไพเราะที่จะทำให้เริ่มไม่ใช่เพียงแต่จิตมีเท่าไหร่ เจตสิกมีเท่าไหร่ เป็นอภิธรรมเท่าไหร่ แต่ไม่รู้ว่าชีวิตประจำวันนี่หลากหลายด้วยธรรมนาๆ ประการ ซึ่งถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงโดยนัยยะของพระสูตร ไม่สามารถที่จะเพียงแค่จิตมีเท่าไหร่ เจตสิกมีเท่าไหร่ แล้วก็ไม่รู้อะไรเลยว่า นี่แหละ เดี๋ยวนี้ทั้งหมดไม่ว่าจิตประเภทไหน!! และก็อาศัยอุปมาให้รู้ว่า ที่สะสมมาแล้วในสังสารวัฏฏ์เป็นความไม่รู้เป็นกิเลสทั้งหลาย รั่วแต่ละจุดๆ ที่จะเกิดขึ้น อดทนแค่ไหนจึงจะปลอดภัยด้วยความเพียรวิริยะอุตสาหะ เห็นโทษไม่ใช่ว่าเพลิดเพลินอยู่ในเรือ แล้วก็ไม่เห็นโทษของกิเลสที่เข้ามาเรื่อยๆ แม้ว่าขณะนี้ที่กำลังฟังแล้วก็มีความเข้าใจ เทียบกับอกุศลแล้วประมาณไม่ได้เลย เล็กน้อยแค่ไหน!!

เพราะฉะนั้น จึงเป็นบารมี ปาระคือ ฝั่งที่จะถึงที่จะดับกิเลส

บารมี มีคุณความดีทุกประการที่เห็นโทษแม้เพียงเล็กน้อยว่า แม้อกุศลแม้เพียงเล็กน้อยเกิดแล้วสะสมจากฝุ่นเล็กๆ กลายเป็นภูเขากองใหญ่ได้ แตกย่อยออกไปคือฝุ่นเล็กๆ

ถ้าไม่มีฝุ่นเล็กๆ จะถึงความเป็นภูเขาใหญ่โตมโหฬารได้ไหม? กิเลสทั้งหลายใหญ่โตมโหฬาร ฆ่ากันเบียดเบีบนกันทุกประการทั้งกายทั้งวาจาทั้งใจไม่เห็นโทษเลย ต่างกับผู้ที่อดทน รู้ว่า เดี๋ยวนี้เป็นธรรมที่ไม่รู้ที่เกิดแล้วดับแล้วไม่ใช่เรา เพราะไม่มีความไตร่ตรองให้ละเอียดให้ลึกซึ้งในแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สะสมบุญมาในอดีต จึงมีโอกาสได้ฟัง และสะสมบุญความเข้าใจในอดีตมาแล้วจึงสามารถเข้าใจได้ตามลำดับขั้นของปัญญาที่สะสมมามากน้อยเท่าไหร่

อ.วิชัย: ยิ่งฟังก็ยิ่งเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่มขึ้นครับท่านอาจารย์ กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับที่แสดงให้เห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่มขึ้นอีกครับ

อ.คำปั่น: กราบเท้าท่านอาจารย์อย่างยิ่ง และขอบพระคุณ อ.วิชัย อย่างยิ่ง ที่ได้นำประเด็นธรรมมาสนทนากับท่านอาจารย์ ได้รับประโยชน์มากเลยครับ คำอธิบายของท่านอาจารย์ก็สอดคล้องครอบคลุมในปัญหาประเด็นที่กระผมกราบเรียนท่านอาจารย์อย่างยิ่งเลยครับ เป็นประโยชน์จริงๆ นะครับ ทุกคำที่ได้ฟังนี่เป็นประโยชน์เป็นเรื่องเกื้อกูลที่จะให้เห็นประโยชน์ที่จะได้ฟังที่จะได้ศึกษาพระธรรมต่อไปจริงๆ ครับ เป็นคำเกื้อกูลโดยตลอดเลย

ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคำจริง เป็นคำอนุเคราะห์เกื้อกูลให้เกิดความเข้าใจให้ค่อยๆ เห็นโทษเห็นภัยของกิเลสซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต เป็นสิ่งที่ไม่ดีนะครับ ปัญญาก็เห็นโทษตามความเป็นจริง และปัญญานี้ก็ได้มาจากการได้ศึกษาได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้วครับ

อย่างข้อความหนึ่งครับใน ขุททกนิกาย ชาดก หาริตชาดก ก็มีข้อความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ครับว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมดากิเลสย่อมไม่มีความชื่นบาน เพราะขจัดคุณความดี มีแต่จะให้ตกนรกครับ นี่ ก็คือพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงตรัสไว้ เตือนโดยตลอดจริงๆ ครับ ทุกคำก็น้อมเข้ามาที่จะเป็นประโยชน์เกื้อกูล เป็นเครื่องเตือนตัวเองให้เป็นผู้ที่ไม่ประมาทในชีวิตจริงๆ ครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย อ.คำปั่น ด้วยค่ะ


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
chatchai.k
วันที่ 17 ก.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ