ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๙๒
โดย khampan.a  25 ต.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 53265

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic00483875ce74a5bd.jpg?v=1792852134

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๙๒

pic000762642e02c98ff.jpg?v=1792933901



~ ชีวิตในแต่ละชาติ จะเห็นได้ว่าถ้าในทุกๆ ชาติที่เกิดมามีโอกาส ได้ฟังพระธรรม ถ้ายังไม่ละคลายอกุศลต่างๆ ในชีวิตประจำวันจริงๆ ด้วยความตั้งใจมั่น ด้วยความเพียร ด้วยความอดทน ย่อมไม่ถึงกาลที่จะดับกิเลสได้ เพราะว่ากิเลสมากมายเหลือเกิน เพราะฉะนั้น การที่กุศลแต่ละขณะจะเกิดได้จะเจริญได้ต้องอาศัยความเพียรและความอดทนต่อการที่จะไม่เป็นอกุศลในขณะนั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1761)



~ ปรมัตถธรรม คือ สภาพธรรมที่มีจริง แม้ว่าจะไม่ใช้ชื่อใดๆ เรียกเลยก็ตาม เช่น เห็น ไม่ต้องเรียกชื่อ ไม่ต้องบอกว่านี่คือเห็น แต่ก็กำลังเห็นในขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้นเห็น ขณะที่ได้ยินเสียง ไม่ต้องเรียกอะไรทั้งหมด ปรมัตถธรรมคือสภาพธรรมที่มีจริงที่กำลังได้ยินเสียงในขณะนั้น โดยไม่ต้องใช้ชื่อใดๆ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1759)



*** ~ ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะเป็นสมบัติอันแท้จริง เป็นเพียงสภาพธรรมแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยและดับไป เพราะฉะนั้น มีก็เหมือนไม่มี เป็นสิ่งที่ว่างเปล่าจริงๆ เพราะเมื่อดับไปแล้ว สิ่งนั้นไม่ได้กลับมาอีก***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1587)



*** ~ ถ้าสามารถจะทำกุศลได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะว่าชีวิตแต่ละภพแต่ละชาติสั้นมาก ไม่ทราบว่าชาติหน้าจะมาถึงเร็วหรือช้า จะเกิดที่ไหนเป็นบุคคลใดและจะมีโอกาสได้ฟังพระธรรม ได้เจริญกุศลอีกไหม ดังนั้น เมื่อมีโอกาสที่จะเจริญกุศลได้ก็ควรกระทำโดยเร็วหรือโดยทันที***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1586)



~ ชีวิตที่มีความมั่นคงที่จะอบรมเจริญกุศล เป็นชีวิตที่น่าประเสริฐไหม? เกิดมาแล้ว คุณค่าของการที่มีชีวิตเป็นไปแต่ละขณะ เพื่อที่จะได้มั่นคงในการอบรมเจริญกุศลและปัญญา ไม่อย่างนั้น มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร? เพื่อมั่นคงให้อกุศลเพิ่มขึ้นอย่างนั้นหรือ?

(ที่มา : ปัญหาธรรมของอาจารย์ มศพ. 20 ต.ค. 2569)



~ เวลาที่ได้ข่าวคนสิ้นชีวิต ทุกคนบางครั้งก็คงจะตกใจ ไม่คาดฝัน บางครั้งก็รำพันหรือเป็นทุกข์เศร้าหมองหม่นหมอง ขณะนั้น "อโยนิโสมนสิการ" เป็นอกุศล ไม่เป็นประโยชน์เลย แต่ถ้าสติเกิดระลึกได้ในขณะนั้นก็รู้ว่าเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ความโศกเศร้า ความอาลัยอาวรณ์ ความเสียใจ ไม่มีประโยชน์อย่างใดเลยทั้งสิ้น ควรที่จะเบิกบานใจที่มีโอกาสเข้าใจพระธรรมและได้เห็นว่าพระธรรมที่ทรงแสดงนั้นเป็นสัจจธรรม แทนที่จะเศร้าโศกเสียใจก็ควรที่จะได้รับประโยชน์จากทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่เที่ยงและเป็นอนัตตา
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1760)



~ แต่ละคนจะต้องจากโลกนี้ไป หมดสภาพความเป็นบุคคลนี้ สะสมกุศลบ้างอกุศลบ้างมากน้อยต่างกันไป และสิ่งที่แน่นอนที่สุด คือ ต้องจากเหตุการณ์และเรื่องราวต่างๆ ของโลกนี้โดยสิ้นเชิงในวันหนึ่ง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ควรจะติดตัวไปก็ควรจะเป็นการเจริญกุศล และการเข้าใจสภาพธรรมเพิ่มขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1759)



*** ~ ถ้าทราบว่าเป็นผู้ที่ยังมีโมหะมากที่จะต้องขัดเกลา จะทำให้ไม่ละเลยในการฟังพระธรรมและไม่ละเลยการเจริญกุศลทุกประการด้วย เพราะว่าความประมาทย่อมพลิกชีวิตจากความเจริญไปสู่ความเสื่อมได้ จากการเป็นมนุษย์ในชาตินี้ไปสู่การเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์ดิรัจฉาน เป็นสัตว์ในนรกซึ่งอาจจะเป็นพรุ่งนี้หรือเย็นนี้ย่อมได้ทั้งสิ้น ถ้ารู้อย่างนี้จะทำให้เป็นผู้ที่ไม่ประมาท***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1760)



~ ไม่ควรเป็นผู้ประมาท แต่ก็ยากเหลือเกินในเมื่อมีอกุศลสะสมมามากมาย ทั้งโลภะบ้าง โทสะบ้าง เพราะฉะนั้น ต้องอาศัยสติ การระลึกได้ เป็นผู้อารักขาการดำเนินชีวิตต่อไปในการที่จะเจริญกุศลยิ่งขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1761)



*** ~ ใครจะยังไปตามยึดถือสิ่งที่เกิดแล้วดับว่า "ของฉัน" ในเมื่อไม่มีแล้ว หมดไปแล้ว เพราะฉะนั้น ทุกขณะในชีวิตจะเห็นได้ว่า เป็นสภาพนามธรรมและรูปธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยและดับหมดไปจริงๆ ทุกขณะ โดยไม่กลับมาอีกเลย***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1713)



~ แม้แต่เพียงคำว่า "สงบ" ก็ขอให้เข้าใจความหมายจริงๆ ว่า หมายถึงสงบจากอกุศล ขณะที่เกิดความต้องการพอใจสิ่งหนึ่งสิ่งใด ขณะนั้นไม่สงบ เพราะว่ากำลังติดข้องอยากจะได้สิ่งนั้น ขณะที่กำลังขุ่นเคืองใจ ไม่สบายใจแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่สงบ เช่น ทุกคนคงจะไม่ชอบฝุ่น ตื่นขึ้นมาถ้าบ้านยังไม่สะอาด เพียงแต่เห็นฝุ่นก็รู้แล้วว่าขณะนั้นไม่สงบแล้ว
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1713)



~ ทุกท่านไม่ควรที่จะลืมว่าอีกไม่นานก็ถึงชาติหน้า และชาติหน้า ท่านอยากจะเป็นบุคคลประเภทไหน อยากจะมีกิเลสน้อยหรืออยากจะมีกิเลสมาก ดูเหมือนว่าชาตินี้มีกิเลสมาก แต่ชาติหน้าอยากมีกิเลสน้อย เหตุกับผลก็ไม่ตรงกัน ในเมื่อชาตินี้ยังมีกิเลสมากและชาตินี้ก็ไม่ขัดเกลากิเลส ไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่ละคลาย ชาติหน้าจะกิเลสน้อยไม่ได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1578)



~ เวลาที่คิดถึงคนอื่น คิดดีหรือไม่ดี คิดด้วยเมตตาหรือไม่ใช่ด้วยเมตตา และขณะใดที่ไม่ได้คิดด้วยเมตตารู้ไหมว่าเป็นโทษ นำมาซึ่งความเสื่อม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1578)



~ อโทสเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกับโทสะ เพราะฉะนั้น เป็นขณะที่ไม่เดือดร้อน ไม่กังวลใจ เป็นต้น ซึ่งทุกคนก็ปรารถนาที่จะเป็นอย่างนี้ คือ ปรารถนาที่จะไม่มีโทสะ แต่ต้องระวังว่าถ้าไม่มีโทสะแล้ว ต้องไม่ให้มีโลภะด้วย อย่าพอใจว่าเมื่อไม่มีโทสะแล้ว มีโลภะไม่เป็นไร นี่เป็นสิ่งที่ควรสังเกตว่าโทสะเป็นอกุศล ฉันใด โลภะก็เป็นอกุศล ฉันนั้น และโทสะยังแสดงตัวปรากฏให้เห็นง่าย แต่โลภะยากที่จะเห็นได้ เพราะทุกคนต้องการโลภะซึ่งไม่มีวันพอ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1606)



~ ถ้าจะเปรียบลักษณะของอโทสะ ก็เหมือนกับมิตรที่คอยช่วยเหลือ เพราะเวลาโกรธไม่ช่วย ใช่ไหม แต่เวลาไม่โกรธจึงจะช่วย เพราะฉะนั้น ลักษณะของอโทสะ เป็นสภาพที่ไม่แค้นเคือง เปรียบเหมือนมิตรที่คอยช่วยเหลือ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1606)



~ ก่อนฟังพระธรรม ชีวิตประจำวัน กายก็สงบบ้าง ไม่สงบบ้าง วาจาก็สงบบ้าง ไม่สงบบ้าง เพราะฉะนั้น ประเมินผลจากการฟังพระธรรมด้วยตนเอง คือ เมื่อฟังแล้วสงบกายและสงบจิตขึ้นหรือเปล่า นี่เป็นประโยชน์เฉพาะตน ถ้าไม่สงบกายสงบจิต ปัญญาจะเจริญไหม ยังเหมือนเดิม ใช่ไหม แต่ประโยชน์จากการได้ฟังพระธรรมที่เข้าใจแล้ว จะพิสูจน์ได้จากตนเอง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1576)



~ ผู้ที่ควรแก่วัตถุทานก็มีมาก ไม่ใช่น้อยเลย และวันหนึ่งๆ ถ้าไม่มีทานกุศลเลย ก็เป็นไปไม่ได้แน่ที่จะดับกิเลสเป็นสมุจเฉท (ละอย่างเด็ดขาด) ได้ในชาติหนึ่งๆ ที่ทานกุศลไม่เกิด ถ้าไม่มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่มีกุศลจิตแม้ขั้นทาน แล้วจะให้กิเลสดับ ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1587)



~ สำหรับอภัยทาน ไม่ต้องมีวัตถุไทยธรรมที่จะให้ แต่ควรพิจารณาว่าจะยากกว่าการสละวัตถุทานหรือเปล่า เพราะว่าเป็นการสละความเห็นแก่ตัว ความรักตัว ในการที่ไม่อภัยในความผิดของคนอื่น หรือในความบกพร่องของคนอื่น ขณะที่ไม่อภัยให้บุคคลอื่น ขณะนั้นพิจารณาดูว่าเพราะรักตัวเองหรือเปล่า จึงทำให้ไม่สามารถอภัยในความผิด หรือในความบกพร่องของคนอื่นได้ ซึ่งลึกลงไปจริงๆ เป็นเพราะความรักตัว ความยึดมั่นในตัวตนหรือเปล่า
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1587)



*** ~ คิดดู คนที่ไม่โกรธเป็นคนประเสริฐ ใช่ไหม ทุกวันนี้ถ้ามีใครซึ่งอาจจะมีคนว่าร้าย กล่าวร้าย เข้าใจผิดหรือแสดงกิริยาอาการต่างๆ แต่ผู้นั้นก็ยังไม่โกรธ ใครๆ ก็คงต้องเห็นความประเสริฐของคนที่ไม่โกรธ***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1608)



~ ขณะใดที่โกรธ ขณะนั้นคิดถึงแต่ความไม่ดีของคนอื่น ลืมระลึกถึงกิเลสของตนเอง ขณะที่โกรธใคร ให้ทราบว่าขณะนั้นลืมระลึกถึงกิเลสของตนเอง แต่ถ้าขณะใดที่สติเกิดระลึกได้ ขณะนั้นก็เป็นกุศลจิตและไม่โกรธ สามารถเกิดเมตตาเพิ่มขึ้นได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1609




ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๙๑

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...

pic0007626405e96f017.jpg?v=1792852149



ความคิดเห็น 1     โดย swanjariya  วันที่ 25 ต.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง


ความคิดเห็น 2     โดย jaturong  วันที่ 25 ต.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 3     โดย เจียมจิต สุขอินทร์  วันที่ 25 ต.ค. 2569

*** ~ คิดดู คนที่ไม่โกรธเป็นคนประเสริฐ ใช่ไหม ทุกวันนี้ถ้ามีใครซึ่งอาจจะมีคนว่าร้าย กล่าวร้าย เข้าใจผิดหรือแสดงกิริยาอาการต่างๆ แต่ผู้นั้นก็ยังไม่โกรธ ใครๆ ก็คงต้องเห็นความประเสริฐของคนที่ไม่โกรธ***

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1608)

กราบอนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 4     โดย shsso2551  วันที่ 25 ต.ค. 2569

กราบอนุโมทนาค่ะ