แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1417


    ครั้งที่ ๑๔๑๗


    สาระสำคัญ

    องฺ.จตุก.มหาวรรค - กองอวิชชาอันใหญ่

    ขุ.จูฬ.โธตกมาณวกปัญหานิทเทส - ธรรมอันสงัด

    อถ.องฺ.เอก.อรรถกถาสูตร - ความต่างกันของปัญญาตามลำดับขั้น


    ที่ห้องประชุมตึกสภาการศึกษา มหามกุฏราชวิทยาลัย

    วันอาทิตย์ที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๒๘


    พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง เป็นแสงสว่างที่ทำให้ทุกท่านรู้จักตนเองดียิ่งขึ้น ซึ่งต้องเป็นผู้ที่พิจารณาโดยละเอียด จึงจะได้รับประโยชน์จากพระธรรมทั้งหมดที่ทรงแสดง แม้แต่การรู้เรื่องของโมหมูลจิตวิจิกิจฉาสัมปยุตต์ คือ อกุศลจิตซึ่งไม่ได้เกิดร่วมกับโลภเจตสิก โทสเจตสิก แต่แม้กระนั้นก็ยังเป็นอกุศลจิต

    อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต มหาวรรค ข้อ ๑๙๖ ข้อความตอนท้าย มีว่า

    ณ กุฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี พระผู้มีพระภาคตรัสกับ เจ้าลิจฉวีพระนามว่า สาฬหะและอภัย ผู้เสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับว่า ...

    ... อริยสาวกผู้มีสัมมาทิฏฐิย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

    ดูกร สาฬหะ นักรบผู้ทำลายข้าศึกหมู่ใหญ่ได้ ฉันใด อริยสาวกผู้มี สัมมาวิมุตติ ก็ฉันนั้น อริยสาวกผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมทำลายกองอวิชชาอันใหญ่ เสียได้ ฯ

    ถ้าไม่เจริญสติปัฏฐาน หรือไม่ได้ฟังธรรมโดยละเอียด จะไม่ทราบเลยว่า กองอวิชชาอันใหญ่ ใหญ่มากมายแค่ไหน ทั้งทางตาที่เห็น ทางหูที่ได้ยิน ทางจมูกที่ ได้กลิ่น ทางลิ้นที่ลิ้มรส ทางกายที่กระทบสัมผัส ทางใจที่คิดนึก

    ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส โธตกมาณวกปัญหานิทเทส ข้อ ๒๒๓ เมื่อโธตกมาณพกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

    ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์โปรดทรงพระกรุณาตรัสสอนธรรมอันสงัดที่ข้าพระองค์พึงรู้ได้ ข้าพระองค์ไม่ขัดข้องเหมือนอากาศ เป็นผู้สงบอยู่ในที่นี้นี่แหละ ไม่อาศัยแล้วพึงเที่ยวไป

    ข้อความที่น่าพิจารณาและต้องพิจารณาโดยละเอียด คือ ขอพระองค์โปรดทรงพระกรุณาตรัสสอนธรรมอันสงัดที่ข้าพระองค์พึงรู้ได้

    บางคนคิดว่า ต้องเป็นเรื่องของความสงบ เรื่องของสมาธิ เพราะว่า โธตกมาณพกราบทูลถามอย่างนั้น แต่โธตกมาณพก็กราบทูลต่อไปว่า ข้าพระองค์ ไม่ขัดข้องเหมือนอากาศ เป็นผู้สงบอยู่ในที่นี้นี่แหละไม่อาศัยแล้วพึงเที่ยวไป

    ไม่อาศัย คือ ไม่ต้องอาศัยคำบอกเล่าของคนอื่นอีกต่อไป เพราะว่าเป็นผู้ที่ปัญญาเกิด สามารถประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ได้ด้วยตนเอง

    ข้อ ๒๒๘ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

    ดูกร โธตกะ เราจักบอกความสงบในธรรมที่เราเห็นแล้วอันประจักษ์แก่ตน แก่ท่าน ที่บุคคลได้ทราบแล้วเป็นผู้มีสติเที่ยวไป พึงข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลกได้

    ถ้าเป็นความสงบในพระพุทธศาสนา ต้องเป็นความสงบจากอกุศลธรรมทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าไม่มีปัญญา ไม่รู้เรื่องของอวิชชา ยังมีความสงสัยอยู่และจะสงบ ฉะนั้น ถ้าเป็นความสงบในคำสอนของพระผู้มีพระภาค ต้องเป็นความสงบในธรรม

    ข้อ ๒๒๙ อธิบายความหมายของคำว่า ความสงบ

    คำว่า เราจักบอกความสงบ ... แก่ท่าน ความว่า เราจักบอก คือ จักเล่า ... จักประกาศซึ่งความสงบราคะ ความสงบโทสะ ความสงบโมหะ ความสงบ เข้าไปสงบ ความเข้าไปสงบวิเศษ ความดับ ความระงับซึ่งความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความหัวดื้อ ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่นท่าน ความเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุสลาภิสังขารทั้งปวง (คือ อกุศลเจตนาทั้งปวง) เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเราจักบอกความสงบ ... แก่ท่าน

    ธรรมสำหรับพิจารณาตนเอง ถ้าใครต้องการความสงบขณะไหน พิจารณาได้เลยว่า อยากสงบจากอะไร

    อยากสงบจากโลภะไหม อยากสงบจากโทสะ อยากสงบจากความโกรธ อยากสงบจากความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความหัวดื้อ ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่นท่าน ความเมา ความประมาทหรือเปล่า นี่คือธรรมสำหรับแต่ละท่านจริงๆ ที่จะพิจารณา

    สำหรับผู้ที่เจริญกุศลเพื่อสงบจากอกุศลทั้งหลาย เช่น เมื่อเป็นผู้ที่สงบจากราคะ คือ ไม่ได้มีความติดอย่างมากมายในสิ่งต่างๆ ย่อมจะเป็นผู้ที่สงบจากโทสะ โดยเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ของเมตตา และเป็นผู้ที่เจริญเมตตา ซึ่งสติจะต้องระลึกได้ในขณะที่กำลังโกรธ และจะรู้ว่า ขณะนั้นเป็นผู้ที่ต้องการความสงบไหม

    ถ้าสติไม่เกิด ระลึกไม่ได้ ก็ไม่ต้องการที่จะสงบจากความโกรธในขณะนั้น ความโกรธก็ยังคงมีฉันทะ คือ พอใจ ที่จะโกรธต่อไปอีก จนกว่าจะระลึกรู้ว่า ความโกรธไม่มีประโยชน์เลย แต่ว่าก่อนที่จะรู้อย่างนั้น ฉันทะ ความพอใจที่จะโกรธ ยังไม่ต้องการสงบจากความโกรธ จะทำให้ความโกรธนั้นมีกำลังต่อไป

    แต่ถ้าผู้ใดสงบจากราคะ จะทำให้มีกุศลสืบเนื่องต่อไปถึงสงบจากโทสะ เป็นผู้ที่เจริญเมตตา ไม่ผูกโกรธ ไม่ลบหลู่ ไม่ตีเสมอ ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด หัวดื้อ แข่งดี ถือตัว หรือดูหมิ่นท่านด้วย

    เพื่อที่จะให้ท่านผู้ฟังได้รู้ว่า ความสงสัยในสภาพธรรมที่เป็นอริยสัจธรรมของ แต่ละท่านเองนั้น ยังมีอยู่มากน้อยต่างกันเพียงใด ขอกล่าวถึงข้อความใน มโนรถปูรณี อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคควรรคที่ ๔ วรรคที่ ๑ อรรถกถาสูตรที่ ๑ ซึ่งมีข้อความโดยย่อว่า

    ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ปราบพวกเดียรถีย์ ณ โคนต้นคัณฑามพฤกษ์ คือ ไม้มะม่วงหอม ทรงพระดำริว่า พระพุทธเจ้าในอดีตทั้งหลาย ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์แล้วเข้าจำพรรษา ณ ที่ไหนหนอ ก็ทรงทราบว่า ณ ภพดาวดึงส์ พระองค์จึงเสด็จสู่ภพดาวดึงส์ ประทับนั่งบนบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกเทวราช แล้วทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎก โปรดพระพุทธมารดาและ เทพดาทั้งหลายในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

    เมื่อมหาชนไม่เห็นพระผู้มีพระภาค ก็ได้เข้าไปถามท่านพระอนุรุทธะซึ่งเป็นเอตทัคคะทางจักษุทิพย์ว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ที่ไหน ท่านพระอนุรุทธะ ได้ตอบว่า พระผู้มีพระภาคทรงเข้าจำพรรษาในภพดาวดึงส์ เริ่มทรงแสดงพระอภิธรรม มหาชนก็ได้ถามว่า เมื่อไรพระผู้มีพระภาคจะเสด็จมา ท่านพระอนุรุทธะก็ได้ให้มหาชนเหล่านั้นไปถามท่านพระมหาโมคคัลลานะ

    ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วกราบทูลว่า มหาชนประสงค์จะเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วอยากทราบวันที่ พระผู้มีพระภาคจะเสด็จมา ซึ่งพระผู้มีพระภาคก็ตรัสให้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ไปบอกมหาชนว่า ตั้งแต่นี้ล่วงไป ๓ เดือน มหาชนเหล่านั้นจะเห็นพระองค์ที่ประตูเมืองสังกัสสะ

    ในระหว่าง ๓ เดือนนั้น มหาชนตั้งค่ายพักอยู่ที่ประตูเมืองสังกัสสะ และท่านพระสารีบุตรเถระได้แสดงพระอภิธรรมตามที่ได้รับฟังจากพระผู้มีพระภาคต่อ พุทธบริษัท และท่านจุลลอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้ถวายข้าวยาคูและภัตแก่บริษัทประมาณ ๑๒ โยชน์ ตลอด ๓ เดือน

    ฝ่ายพระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์แล้ว ทรงแสดงอาการ เพื่อเสด็จกลับมนุษยโลก ท้าวสักกเทวราชตรัสให้วิสสุกัมมเทพบุตรเนรมิตบันไดเพื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จลง ซึ่งวิสสุกัมมเทพบุตรก็ได้เนรมิตบันไดทองข้างหนึ่ง บันไดเงินข้างหนึ่ง แล้วเนรมิตบันไดแก้วมณีไว้ตรงกลาง พระผู้มีพระภาคประทับยืนบนบันไดแก้วมณี ทรงอธิษฐานว่า ขอมหาชนจงเห็นเรา ทรงอธิษฐานด้วยอานุภาพของพระองค์ว่า ขอมหาชนจงเห็นอเวจีมหานรก และทรงทราบว่ามหาชนเกิดความสลดใจเพราะเห็นนรก จึงทรงแสดงเทวโลก

    ลำดับนั้น เมื่อพระองค์เสด็จลง ท้าวมหาพรหมกั้นฉัตร ท้าวสักกเทวราชทรงรับบาตร ท้าวสุยามเทวราชพัดด้วยวาลวีชนีอันเป็นทิพย์ ปัญจสิขคันธัพพเทพบุตร บรรเลงพิณสีเหลืองดังผลมะตูม ให้เคลิบเคลิ้มด้วยมุจฉนาเสียงประสาน ๕๐ ถ้วน ลงนำเสด็จ

    ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนบนแผ่นดิน มหาชนอธิษฐานว่า ข้าพระองค์จักถวายบังคมก่อนๆ พร้อมกับการเหยียบมหาปฐพีของพระผู้มีพระภาค ทั้งมหาชน ทั้งพระอสีติมหาสาวก ไม่ทันได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระเท่านั้น ทันถวายบังคม

    นี่เป็นเหตุการณ์ในครั้งนั้นที่แสดงให้เห็นถึงปัญญาของท่านพระสารีบุตรว่า เป็นผู้ที่เลิศในทางปัญญา เป็นเหตุให้แม้การถวายบังคมพระผู้มีพระภาคทันทีที่พระองค์เหยียบมหาปฐพี ท่านก็สามารถกระทำได้ก่อนมหาชนและพระอสีติมหาสาวกอื่นๆ

    ลำดับนั้น พระศาสดาทรงเริ่มปุถุชนปัญจกปัญหา คือ ปัญหามีปุถุชนเป็นที่ ๕ ในระหว่างบริษัท ๑๒ โยชน์ ด้วยพระพุทธประสงค์ว่า มหาชนจงรู้อานุภาพปัญญาของพระเถระ คือ ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร

    ในระหว่างที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระอภิธรรมบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่านพระสารีบุตรก็ได้แสดงพระอภิธรรมที่ได้รับฟังจากพระผู้มีพระภาคกับมหาชน ซึ่งคอยการเสด็จกลับอยู่ที่เมืองสังกัสสะ เพราะฉะนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จลงมาแล้ว ก็ได้ทรงเริ่ม ปุถุชนปัญจกปัญหา คือ ปัญหามีปุถุชนเป็นที่ ๕ เพื่อให้มหาชนได้เห็นอานุภาพปัญญาของท่านพระสารีบุตร

    ข้อความต่อไปมีว่า

    ครั้งแรกตรัสถามปุถุชนด้วยพุทธประสงค์ว่า โลกียมหาชนจักกำหนดได้ ชนเหล่าใดๆ กำหนดได้ ชนเหล่านั้นๆ ก็ตอบได้

    เป็นการแสดงลำดับของปัญญาขั้นต่างๆ ตั้งแต่ขั้นการฟัง ถ้าไม่เคยได้ฟัง พระธรรมเลย แม้แต่นามธรรมกับรูปธรรม หรือเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า หมายความถึงสภาพธรรมที่ปรากฏ ที่มีจริง ที่เกิดกับแต่ละท่าน และเมื่อได้ฟังก็ทำให้เริ่มเข้าใจธรรมที่มีจริงๆ ในขั้นของการฟัง ในขั้นของการพิจารณา เพราะฉะนั้น การตอบปัญหาของแต่ละท่าน ก็ต้องแล้วแต่ว่าท่านเหล่านั้นได้พิจารณาและได้อบรมเจริญปัญญาในขั้นไหน

    ครั้งที่ ๒ ตรัสถามปัญหาในโสตาปัตติมรรค ล่วงวิสัยปุถุชน ปุถุชนทั้งหลาย ก็นิ่ง พระโสดาบันเท่านั้นตอบได้

    ลำดับนั้นจึงตรัสถามปัญหาในสกทาคามิมรรค ล่วงวิสัยพระโสดาบัน พระโสดาบันก็นิ่ง พระสกทาคามิบุคคลเท่านั้นตอบได้

    ตรัสถามปัญหาในอนาคามิมรรค ล่วงวิสัยแม้ของพระสกทาคามิบุคคลเหล่านั้น พระสกทาคามิบุคคลก็นิ่ง พระอนาคามิบุคคลเท่านั้นตอบได้

    ตรัสถามปัญหาในอรหัตตมรรค ล่วงวิสัยของพระอนาคามิบุคคลแม้เหล่านั้น พระอนาคามีก็นิ่ง พระอรหันต์เท่านั้นตอบได้

    ตั้งแต่เงื่อนปัญหาเบื้องต่ำกว่านั้น ตรัสถามพระสาวกผู้รู้ยิ่ง พระสาวกเหล่านั้นตั้งอยู่ในวิสัยแห่งปฏิสัมภิทาของตนๆ ก็ตอบได้ ลำดับนั้นจึงตรัสถาม พระมหาโมคคัลลานเถระ พระสาวกนอกนั้นก็นิ่งเสีย พระเถระเท่านั้นตอบได้ ทรงล่วงวิสัยของพระเถระแม้นั้น ตรัสถามปัญหาในวิสัยของพระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะก็นิ่งเสีย พระสารีบุตรเถระเท่านั้นตอบได้ ทรงล่วงวิสัยแม้ของพระเถระ ตรัสถามปัญหาในพุทธวิสัย พระธรรมเสนาบดีแม้นึกอยู่ก็ไม่สามารถจะเห็น มองดูไปรอบๆ คือ ทิศใหญ่ ๔ คือ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศน้อยทั้ง ๔ ก็ไม่สามารถจะกำหนดฐานที่เกิดปัญหาได้

    พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พระเถระลำบากใจ ทรงดำริว่า สารีบุตรลำบากใจ จำเราจักแสดงแนวทางแก่เธอ จึงตรัสว่า เธอจงรอก่อนสารีบุตร แล้วตรัสบอกว่าปัญหานั้นเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า ด้วยพระพุทธดำรัสว่า ปัญหานี้มิใช่วิสัยของเธอ เป็นวิสัยของพระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้มียศ แล้วตรัสว่า สารีบุตรเธอจงเห็นภูตกายนี้

    ท่านพระเถระรู้ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสบอกการกำหนดกายอันประกอบด้วย มหาภูตรูป ๔ แล้วทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์รู้แล้ว ข้าแต่พระสุคตเจ้า ข้าพระองค์รู้แล้ว

    เกิดการสนทนากันขึ้นในที่นี้ดังนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ชื่อว่าพระสารีบุตร มีปัญญามากหนอ ตอบปัญหาที่คนทั้งปวงไม่รู้ และตั้งอยู่ในนัยที่พระพุทธเจ้าประทานแล้ว ตอบปัญหาในพุทธวิสัยได้ ดังนั้น ปัญญานุภาพของพระเถระจึงขจรไปท่วมฐานะ ทั้งปวง เท่าที่กิตติศัพท์ของพระพุทธเจ้าขจรไป

    พระเถระได้ตำแหน่งเอตทัคคะ เพราะมีปัญญามาก โดยอัตถุปปัตติ (เหตุเกิดเรื่อง) ด้วยประการฉะนี้ก่อน

    สงสัยอะไรไหม สิ่งซึ่งสงสัย ถ้าสติเกิดจะมีอยู่แน่ๆ ทางตาที่กำลังเห็น จริงไหม นามธรรมเป็นอย่างไร รูปธรรมเป็นอย่างไร ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ นี่คือความสงสัยของผู้ที่เป็นปุถุชน ยังไม่ได้ดับความสงสัยหมด และถึงแม้จะเป็นพระอริยบุคคลแล้ว สิ่งที่จะต้องอบรมเจริญต่อไป เพื่อความเป็น พระสกทาคามีบุคคล พระอนาคามีบุคคล จนถึงความเป็นพระอรหันต์ ก็ยังมีอีกมาก เพราะฉะนั้น พระธรรมทั้งหมดที่ทรงแสดง แสดงให้เห็นถึงความต่างกันของปัญญาตามลำดับขั้น ตั้งแต่ขั้นการฟัง จนกระทั่งการพิจารณาธรรม จนกระทั่งสติเกิด จนประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง

    . ฟังการแสดงธรรมของอาจารย์ทางสถานีวิทยุทุกเช้าเย็น วันนี้มีโอกาสได้มาถึงที่นี่ วัตถุประสงค์ที่มา คือ มาอบรมให้มีสติ แต่ระหว่างที่เดินทางมา เด็กเขาเล่นสาดน้ำ พอถูกสาดน้ำก็ขาดสติ เตือนเด็กด้วยเสียงกระแทกว่า ทำอย่างนี้ทำให้ คนอื่นเดือดร้อน และตั้งใจว่า ถ้าเด็กแกล้งอีก ต้องให้ถึงเจ้าหน้าที่เลย การทำแบบนี้ กล่าวได้ว่า ดิฉันยังไม่มีสติ ใช่ไหม เหตุที่มาก็เพื่อจะอบรมให้มีสติ แต่เจอเหตุการณ์อย่างนี้ ก็มีพฤติกรรมอย่างนี้

    สุ. สติมีหลายขั้น สติขั้นศีลก็มี สติขั้นสติปัฏฐานก็มี ขณะใดที่กุศลจิตเกิด ขณะนั้นต้องเป็นสติขั้นหนึ่งขั้นใด เพราะฉะนั้น ต้องพิจารณาสภาพของจิตในขณะนั้นว่าเป็นกุศลหรือเปล่า ต้องเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ ข้อสำคัญที่สุด คือ สามารถรู้ลักษณะที่ต่างกันของกุศลจิตและอกุศลจิตได้ ซึ่งเกิดสลับกันอย่างรวดเร็ว เพราะจะมีกุศลอยู่ตลอดไปไม่ได้ และจะมีอกุศลตลอดไปก็ไม่ได้

    เพราะฉะนั้น สติปัฏฐานมีประโยชน์ที่จะทำให้รู้ลักษณะของสภาพของจิต ในขณะนั้นได้ว่า เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล แต่ต้องเป็นผู้ที่พิจารณาบ่อยๆ เนืองๆ มิฉะนั้นแล้ว กุศลจิตก็ดับไปเร็วมาก อกุศลจิตก็ดับไปเร็วมาก จะมาตามคิดว่า เมื่อกี้เป็นกุศลหรือว่าเป็นอกุศล ก็ดับไปหมดแล้ว

    ถ้าจะพิจารณาจริงๆ ขณะนี้ ดีที่สุด สิ่งที่ผ่านไปแล้ว ก็หมดไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะนึกถึง พยายามที่จะพิจารณาสักเท่าไร ก็ไม่มีลักษณะจริงๆ ที่จะปรากฏให้ประจักษ์ชัดได้ว่า เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ไม่เหมือนกับจิตในขณะนี้



    คำบรรยายคัดลอกจาก E-book
    แนวทางเจริญวิปัสสนา เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๑๔๑๑ – ๑๔๒๐
    เรียบเรียงอักษรให้อยู่ในรูปแบบหนังสือ โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญครบถ้วน

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 90
    28 ธ.ค. 2564