ปัฎฐาน (ปัจจัย ๒๔) ตอนที่ 35


    ตลับที่ ๑๘

    พระผู้มีพระภาคทรงแสดงในอดีตมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในยุคสมัยใดก็ตาม ทุกบุคคลก็จะต้องอบรมเจริญสติปัฏฐาน เพราะเหตุว่า เป็นผู้ที่ได้รับฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ซึ่งท่านผู้ฟังจะเห็นได้ว่าชีวิตต่างๆ ซึ่งแต่ละบุคคลได้ยินได้ฟัง หรือแม้แต่ชีวิตของท่านเอง อย่าคิดว่า ท่านจะกลับไปเป็นบุคคลนั้นอีก หรือว่าแม้ในชาตินี้ก็ไม่ใช่ว่าท่านจะกลับไปเป็นบุคคลซึ่งผ่านมาแล้ว ในขณะที่แล้ว หรือว่าในวันที่แล้วในเดือนที่แล้ว ในปีที่แล้ว เพราะเหตุว่า แต่ละคนจะมีชีวิตหรือเป็นชีวิตหนึ่งเพียงชั่วขณะจิตเดียวเท่านั้น

    เพราะฉะนั้นการอบรมเจริญปัญญา จะต้องให้รู้ความจริง เพื่อที่จะให้ละ ไม่ใช่เพื่อที่จะติด เพราะฉะนั้น การฟังเรื่องราวชีวิตของบุคคลหนึ่ง แท้ที่จริงบุคคลนั้นก็จะเป็นบุคคลนั้นเพียงชั่วขณะจิตเดียวจริงๆ แล้วแต่ละขณะก็จะผ่านไปๆ ๆ จนกระทั่งสิ้นสุดความเป็นบุคคลนั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลในอดีตหรือว่าบุคคลในปัจจุบันก็ตาม เช่นท่านผู้ฟังในขณะนี้ คิดว่าตัวท่านเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้ เพราะฉะนั้นการฟังเรื่องราวชีวิตของบุคคลหนึ่ง แท้ที่จริงบุคคลนั้น ก็จะเป็นบุคคลนั้นเพียงชั่วขณะจิตเดียวจริงๆ แล้วแต่ละขณะก็จะผ่านไปๆ ๆ จนกระทั่งสิ้นสุดความเป็นบุคคลนั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลในอดีตหรือบุคคลในปัจจุบันก็ตาม

    เช่นท่านผู้ฟังในขณะนี้ คิดว่าตัวท่านเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้ เป็นชั่วขณะจิตเดียวเท่านั้นจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะผ่านเหตุการณ์อะไรมา ก็ชั่วขณะจิตหนึ่งแล้วก็ดับ จะกลับไปผ่านเหตุการณ์อย่างนั้นอีก ก็ไม่ใช่ขณะจิตเดียวกันเสียแล้ว เพราะฉะนั้น การที่จะเป็นบุคคลนี้ต่อไป ก็ยังคงเป็นต่อไปเพียงชั่วทีละขณะจิต นี่ขณะจิตที่เป็นบุคคลหนึ่ง ดับไป ขณะนั้นมีขณะจิตต่อไปเกิดขึ้น ก็ยังคงดำรงความเป็นบุคคลนั้นอยู่ไปชั่วขณะนั้นเท่านั้น แล้วขณะนั้นก็ดับ แล้วขณะต่อไปก็เกิด

    เพราะฉะนั้น การเป็นบุคคลหนึ่งๆ ในชั่วชีวิตหนึ่งๆ ขอให้ทราบตามความเป็นจริงว่า เป็นเพียงชั่วขณะจิตเดียวเท่านั้นจริงๆ แล้วการเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้ แต่ละขณะที่ผ่านไป ก็จะทำให้ถึงความสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้ แล้วก็จะไปสู่ความเป็นบุคคลอื่นในชาติต่อไป

    ไม่ทราบว่าท่านผู้ฟังมีข้อสงสัยอะไรบ้างหรือเปล่า ถ้าไม่มี ก่อนที่จะถึง “อาหารปัจจัย” ขอทวน กัมมปัจจัย และวิปากปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ คือปฏิสนธิจิต โดยชาติเป็นวิปาก ชาติอย่าลืมว่ามี ๔ ชาติ คือจิตที่เกิดขึ้นจะต้องเป็นชาติหนึ่งชาติใดคือเกิดเป็นกุศล ๑ เกิดเป็นอกุศล ๑ เกิดเป็นวิบาก ๑ เกิดเป็นกิริยา ๑

    สำหรับปฏิสนธิจิต โดยชาติเป็นวิบาก คือไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กิริยา ปฏิสนธิจิตเป็นอกุศลวิบากได้ไหม ได้ เป็นกุศลวิบากได้ไหม ได้ แล้วแต่กรรมซึ่งจะทำให้ปฏิสนธิในภูมิต่างๆ พร้อมกับกัมมชรูปด้วย

    ขอถามว่า ในขณะปฏิสนธิ ปฏิสนธิจิตเป็นวิบากจิต มีกัมมปัจจัยไหมคะ มี เป็นกัมมปัจจัยประเภทไหน สหชาตกัมมปัจจัย

    นี่จะต้องเข้าใจ บางท่านอาจจะสงสัยโดยชื่อ ว่าเป็นวิบาก แล้วทำไมมีกัมมปัจจัยด้วย แต่ถ้าทราบว่า กัมมปัจจัยมี ๒ อย่างคือ สหชาตกัมมปัจจัย ได้แก่เจตนาเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตทุกดวง เพราะฉะนั้น เจตนาเจตสิกซึ่งเป็นกุศลก็อย่างหนึ่ง เจตนาเจตสิกซึ่งเป็นอกุศลก็อีกอย่างหนึ่ง เจตนาเจตสิกซึ่งเป็นวิบากเกิดกับวิบากจิตก็อย่างหนึ่ง เจตนาเจตสิกซึ่งเป็นกิริยาจิต เกิดกับกิริยาจิตก็อย่างหนึ่ง

    แต่สำหรับกัมมปัจจัยอีกประเภทหนึ่ง คือนานักขณิกกัมมปัจจัย ได้แก่เจตนาเจตสิกซึ่งเกิดกับกุศลจิตและอกุศลจิตเท่านั้น ซึ่งจะเป็นกัมมปัจจัย ทำให้วิบากจิตและกัมมชรูปเกิดขึ้น หลังจากที่เจตนาเจตสิกซึ่งเกิดกับกุศลจิตและอกุศลจิตนั้นดับไปเสียก่อน เพราะเหตุว่าปัจจัยและปัจจยุปบันนเกิดต่างขณะกัน จึงเป็นนานักขณิกกัมม

    เพราะฉะนั้น สำหรับปฏิสนธิจิตซึ่งเป็นวิบากจิต มีกัมมปัจจัย ซึ่งเป็นสหชาตกัมมปัจจัย เพราะเหตุว่าต้องมีเจตนาเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    ขอถามต่อไป

    ปฏิสนธิจิตซึ่งเป็นวิบากจิตมีนานักขณิกกัมมปัจจัยไหมคะ ไม่มี เพราะเหตุว่านานักขณิกกัมมปัจจัยได้แก่ เจตนาเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิตและอกุศลจิตเท่านั้น ที่จะให้ผลคือวิบากจิตและกัมมชรูปเกิดขึ้นในภายหลังต่างขณะกัน จึงเป็นนานักขณิกกัมมปัจจัย

    ถาม เพราะอะไร ทำไมจึงไม่มีนานักขณิกกัมมปัจจัย

    เพราะเป็นวิบากหรือเพราะไม่ใช่กุศลจิต ไม่ใช่อกุศลจิต

    ถาม ปฏิสนธิจิตเป็นวิปากปัจจัยหรือเปล่าคะ ปฏิสนธิเป็นวิบากจิต เพราะฉะนั้นก็เป็นวิปากปัจจัยแน่นอนค่ะ

    ถาม เป็นวิปากปัจจัยแก่อะไร เป็นวิปากปัจจัยแก่วิปากเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกัน และรูปซึ่งเกิดพร้อมกัน ในขณะนั้น

    อย่าลืมนะคะ วิปากปัจจัยต้องเป็นนามธรรมคือ จิตและเจตสิกที่เป็นวิปากปัจจัย เพราะเหตุว่าเกิดขึ้นเพราะนานักขณิกกัมมปัจจัย เป็นปัจจัย นานักขณิกกัมมปัจจัยทำให้วิบากจิตและเจตสิกเกิดร่วมกัน จิตและเจตสิกเป็นวิบาก จะใช้คำว่าวิบากจิต วิบากเจตสิกก็ได้ เพราะเหตุว่า เมื่อจิตเป็นวิบาก เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยจะเป็นกุศลและอกุศลไม่ได้ วิบากเจตสิกซึ่งเกิดพร้อมวิบากจิตก็เกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย คือนานักขณิกกัมมปัจจัยเป็นปัจจัย

    เพราะฉะนั้น เมื่อทั้งจิตและเจตสิกเป็นวิปากปัจจัย อาศัยกันและกันเกิดขึ้น โดยต่างเป็นวิบากด้วยกัน วิบากจิตก็เป็นวิปากปัจจัยแก่ วิปากเจตสิก ซึ่งเกิดร่วมกัน และวิบากเจตสิกก็เป็นวิปากปัจจัยแก่วิบากจิตซึ่งเกิดร่วมกัน

    ก็เป็นชีวิตของแต่ละคนในแต่ละวัน ในแต่ละขณะ กำลังได้ยินเสียงเป็นวิบากจิตเป็นวิปากปัจจัยแก่วิบากเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกัน เมื่อกี้นี้พร้อมกันแล้วก็ดับไป และวิบากเจตสิกซึ่งเกิดพร้มอกับวิบากจิตก็เป็นวิปากปัจจัยแก่วิบากจิตที่ได้ยินเสียง แล้วก็ดับไป แล้วทั้ง ๒ คือทั้งจิตและเจตสิกต้องเป็นวิบาก

    ปฏิสนธิจิตเป็นวิปากปัจจัยแก่รูปอะไร ปฏิสนธิจิตเป็นวิบากจิตใช่ไหมคะ เป็น มีสหชาตกัมมปัจจัย เป็นปัจจัยแก่รูปหรือเปล่า ปฏิสนธิจิตเป็นวิบากจิต มีเจตนาเจตสิกเกิดร่วมด้วยเป็นสหชาตกัมมปัจจัย เป็นปัจจัยแก่รูปหรือเปล่า เป็น

    ถาม โดยปัจจัยอะไร โดยเป็นสหชาตกัมมปัจจัย

    ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ปฏิสนธิเกิดพร้อมกัมมชรูป กัมมชรูปที่เกิดในขณะปฏิสนธิเป็นปัจจัยหรือเปล่า

    เมื่อสักครุ่นี้พูดถึงเรื่องของจิต ตอนนี้จะพูดถึงเรื่องของรูปบ้างว่า ปฏิสนธิจิตเกิดพร้อมกับกัมมชรูป กัมมชรูปที่เกิดในขณะปฏิสนธิ พร้อมกับปฏิสนธินั้น เป็นปัจจัยหรือเปล่า เป็นค่ะ อย่าลืมนะคะ ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ นามธรรมจะเกิดโดยไม่อาศัยรูปไม่ได้เลย แม้แต่ขณะแรกคือในขณะปฏิสนธิ ก็จะต้องมีรูปเป็นปัจจัย

    เพราะฉะนั้น ในขณะปฏิสนธิ กรรมทำให้ปฏิสนธิจิตและเจตสิก ซึ่งเป็นวิบากเกิดพร้อมกัมมชรูป ต้องพร้อมกันค่ะ ถ้าไม่พร้อมกัน ปฏิสนธิจะมีรูปเป็นปัจจัยได้อย่างไร แต่ในภูมิซึ่งมีขันธ์ ๕ อย่าลืมเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นขณะไหนทั้งสิ้น ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ แล้ว จิตจะเกิดโดยไม่อาศัยรูปไม่ได้เลย แม้ในขณะปฏิสนธิ ก็ต้องมีกัมมชรูป ซึ่งเกิดพร้อมกันนั่นเอง โดยหทยวัตถุเป็นนิสสยปัจจัยของปฏิสนธิจิต มิฉะนั้นแล้ว ปฏิสนธิจิตจะอาศัยรูปอะไรเกิด ถ้ากัมมชรูปในขณะนั้นไม่เกิด และเมื่อกัมมชรูปเกิดในขณะนั้น หทยวัตถุซึ่งเกิดพร้อมกับปฏิสนธิ ก็เป็นปัจจัยให้แก่ปฏิสนธิจิต โดยัญญมัญญปัจจัย และนิสสยปัจจัย

    อัญญมัญญปัจจัยคือต่างอาศัยกัน เพราะเหตุว่าปฏิสนธิจิตจะเกิดโดยไม่อาศัยหทยรูปไม่ได้ และหทยรูปจะเกิดโดยไม่อาศัยปฏิสนธิจิตไม่ได้ เพราะฉะนั้นในขณะเกิดคือในขณะปฏิสนธิกัมมชรูปและปฏิสนธิจิต ก็เป็นอัญญมัญญปัจจัย

    หทยรูปในขณะปฏิสนธิเป็นปุเรชาตปัจจัยหรือเปล่าคะ ไม่เป็น

    นี่คือการทบทวนก่อนที่จะถึงปัจจัยต่อไป

    เพราะเหตุไร ทำไมหทยวัตถุ ที่เกิดพร้อมปฏิสนธิจิตไม่เป็นปุเรชาตปัจจัย เพราะเกิดพร้อมกันจึงไม่ใช่ปุเรชาตปัจจัย ถ้าเป็นปุเรชาตปัจจัย หมายความว่ารูปต้องเกิดก่อน แต่ในขณะปฏิสนธิ ยกเว้นขณะเดียว เท่านั้นค่ะ ที่รูปเป็นปัจจัยโดยเกิดพร้อมกัน แต่หลังจากนั้นแล้ว รูปทุกรูปที่จะเป็นปัจจัยได้ ต้องเกิดก่อนนามธรรม

    กัมมชรูปที่เกิดพร้อมปฏิสนธิจิตเป็นปัจจยุปบันนของปัจจัยอะไรคะ

    กัมมชรูปจะเกิดเพราะปัจจัยอะไร ต้องเพราะกรรมเป็นปัจจัยใช่ไหมคะ จึงจะเป็นกัมมชรูป เพราะฉะนั้น กัมมชรูปที่เกิดพร้อมปฏิสนธิจิตเป็นปัจจยุปบันน ของปัจจัยอะไร เมื่อกี้ตอบแล้วไงคะ ว่ากัมมชรูปต้องเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย เป็นสมุฏฐาน

    เพราะฉะนั้น กัมมชรูปที่เกิดพร้อมปฏิสนธิจิตเป็นปัจจยุปบันนของปัจจัยอะไร ของกัมมปัจจัย เป็นนานักขณิกของกัมมปัจจัยได้ไหม กัมมปัจจัยมี ๒ สหชาตกัมมปัจจัย และนานักขณิกกัมมปัจจัย

    เพราะฉะนั้น กัมมชรูปที่เกิดพร้อมปฏิสนธิจิต ชื่อบอกแล้วว่าเป็นกัมมชรูป เพราะฉะนั้น ต้องเกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน คือต้องเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย แต่เพราะเหตุว่ากรรมมี ๒ อย่าง สหชาตกัมมปัจจัย ๑ และนานักขณิกกัมมปัจจัย ๑ เพราะฉะนั้น กัมมชรูปที่เกิดพร้อมปฏิสนธิจิตเป็นปัจจยุปบันนของปัจจัยอะไร ของกัมมปัจจัยนั้นแน่นอน แต่ว่ากัมมปัจจัยประเภทไหน ตอบ สหชาตกัมมปัจจัย และนานักขณิกกัมมปัจจัยด้วย

    อาจารย์ ถูกต้องค่ะ

    คือกัมมชรูปที่เกิดพร้อมปฏิสนธิจิต อย่าลืมว่าเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำสำเร็จแล้ว ท่านผู้ฟังทุกท่านมีกัมมชรูปเกิดพร้อมปฏิสนธิจิต ทำให้เจริญเติบโตขึ้น และมีความต่างออกไป ในรูปร่าง ในผิวพรรณ ในทรวดทรง ทุกขณะที่จิตเกิดกัมมชรูป จะเกิดทั้งในอุปาทขณะของจิต ในฐีติขณะของจิต ในภังคขณะของจิต โดยกรรมเป็นสมุฏฐาน ไม่ใครยับยั้งได้เลย จะไปเปลี่ยนแปลง จะไปทำอย่างไร ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าต้องเป็นไปตามกรรม เพราะฉะนั้น กัมมชรูปที่เกิดพร้อมปฏิสนธิจิตเป็นผลของกรรมหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรมก็ได้ ทำให้ปฏิสนธิจิตเป็นวิบากจิตเกิดพร้อมกับวิบากเจตสิก และกัมมชรูปซึ่งเกิดเพราะกุศลกรรมนั้นหรืออกุศลกรรมนั้นเป็นปัจจัย ทำให้รูปนั้นเกิดขึ้น แต่เพราะเหตุว่ากัมมชรูปในขณะแรกที่จะเกิด ย่อมเกิดไม่ได้ ถ้าปราศจากปฏิสนธิจิต อยู่ดีๆ จะให้กัมมชรูปเกิดขึ้นมา ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าปฏิสนธิจิตไม่เกิด เช่นในขณะนี้จะให้กัมมชรูปไม่เกิดข้างนอก เหมือนอย่างต้นไม้ใบหญ้า นั่นไม่ใช่กัมมชรูป แต่ที่เป็นกัมมชรูปที่จะเกิดขึ้นได้ ในขณะแรกต้องเกิดโดยอาศัยปฏิสนธิจิตเป็นปัจจัย

    เพราะฉะนั้น สหชาตกัมมปัจจัยคือเจตนาเจตสิก ที่เกิดพร้อมกับปฏิสนธิจิตเป็นสหชาตกัมมปัจจัย ทำให้กัมมชรูปเกิดโดยเกิดพร้อกับเจตนาเจตสิกซึ่งเกิดพร้อมกับปฏิสนธิจิต จึงเป็นสหชาตกัมมปัจจัย

    ถ้าพิจารณาไปละเอียดๆ บ่อยๆ จะไม่ลืม และจะเข้าใจเรื่องของสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ ไม่ว่าจะเป็นในปฏิสนธิขณะ หรือในปวัตติกาล หลังจากที่ปฏิสนธิแล้ว ก็สามารถที่จะแยกได้ โดยทราบว่ากัมมชรูปเป็นรูปซึ่งเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย เกิดพร้อมกับปฏิสนธิจิต แม้ว่าเป็นกัมมชรูปซึ่งเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัยก็จริง แต่ขณะแรกที่จะเกิดในภพหนึ่งชาติหนึ่ง ต้องอาศัยปฏิสนธิจิต

    เพราะฉะนั้น สหชาตกัมมปัจจัยคือเจตนาเจตสิกที่เกิดพร้อมปฏิสนธิจิตเป็นปัจจัยแก่กัมมชรูป แต่โดยเป็นสหชาตกัมมปัจจัยเท่านั้น ไม่ใช่เป็นนานักขณิกกัมมปัจจัย

    ยังมีข้อสงสัยอะไรอีกไหมคะ ในเรื่องของกัมมปัจจัย และวิปากปัจจัย ถ้าท่านผู้ฟังกลับไปทวน แล้วคิดพิจารณาไปเรื่อยๆ ทีละปัจจัย ก็คงจะเกื้อกูลต่อการที่จะศึกษาเรื่องของจิตปรมัตถ์ เจตสิกปรมัตถ์ และรูปปรมัตถ์ต่อๆ ไป เพราะเหตุว่า โดยนัยของการปฏิบัติ หลังจากนามรูปปริจเฉทญาณแล้ว ก็จะถึงปัจจยปริคหญาณ การที่จะสามารถละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน สัตว์ บุคคล ไม่ใช่เพียงรู้ลักษณะที่เป็นนามธรรมหรือลักษณะที่เป็นรูปธรรม แต่กิเลสนี้ลึก และเหนียวแน่นมาก เพราะฉะนั้น ต้องอาศัยความรู้อื่นที่จะปรุงแต่งให้ละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน โดยสามารถรู้ถึงสภาพที่เป็นปัจจัยของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏนั้นด้วย จึงจะเห็นได้ว่า ถ้าปราศจากปัจจัย แล้วสภาพธรรมแต่ละอย่างย่อมเกิดไม่ได้

    สำหรับปัจจัย ๒๔ ข้อความในอรรถกถาปัญจปกรณ์ วรรณนาเนื้อความแห่งปัจจยุตทาระวินิจฉัย ในปัจจนียนัย แสดงว่า

    ปัจจัย ๒๔ สงเคราะห์ลงในปัจจัย ๘ ปัจจัย คือ

    อารัมมณปัจจัย ๑

    สหชาตปัจจัย ๑

    อุปนิสสยปัจจัย ๑

    ปุเรชาตปัจจัย ๑

    ปัจฉาชาตปัจจัย ๑

    กัมมปัจจัย ๑

    อาหารปัจจัย ๑

    อินทรียปัจจัย ๑

    ข้อความในอภิธัมมัตถวิภาวิณีฎีกา ปริจเฉทที่ ๘ อธิบายปัจจัย ๒๔ โดยสรุป แสดงว่าปัจจัย ๒๔ โดยสรุป หรือปัจจัยทั้งหมดโดยสังเขป มีอยู่ ๔ อย่างเท่านั้นคือ ปัจจัยทั้งหมด รวมอยู่ใน

    อารัมมณปัจจัย ๑

    อุปนิสสยปัจจัย ๑

    กัมมปัจจัย ๑

    อัตถิปัจจัย ๑

    คือย่อลงไปสำหรับปัจจัย ๒๔ ถ้าจะรวมแล้ว ก็จะได้ในปัจจัย ๘ ปัจจัย ก็ได้ หรือสำหรับอภิธัมมัตถวิภาวิณีฎีกา ย่อลงไปจาก ๘ ปัจจัยอีก คือเพียง ๔ ปัจจัยเท่านั้น ชอบอย่างไหนคะ อย่างย่อๆ หรืออย่างละเอียดๆ ถ้าละเอียดก็ทำให้เห็นสภาพความเป็นปัจจัยละเอียดขึ้น

    ที่แสดงปัจจัยว่า ปัจจัย ๒๔ ทั้งหมดโดยสังเขปมีอยู่ ๔ อย่างเท่านั้นคือ ปัจจัยทั้งหมดรวมอยู่ในอารัมมณปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย กัมมปัจจัย และอัตถิปัจจัย

    ก็เพราะเหตุว่า ถ้าสภาพธรรม ถึงแม้ว่าจะเป็นจิตซึ่งมีจริง ทุกคนมีจิตในขณะนี้ เจตสิกก็มีจริง รูปก็ไม่ใช่มีแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา หรือเสียง หรือกลิ่น หรือรส หรือโผฏฐัพพะ เท่านั้น มีรูปถึง ๒๘ ประเภท ก็ตาม หรือแม้นิพพาน เป็นสิ่งซึ่งมีจริงก็ตาม แต่ถ้าไม่ปรากฏเป็นอารมณ์ ย่อมไม่มีใครสามารพที่จะรู้ได้ ไม่มีใครสามารถจะศึกษารู้ลักษณะของสภาพธรรมเหล่านั้นได้ว่า สภาพธรรมนี้เป็นรูป สภาพธรรมนี้เป็นจิต สภาพธรรมนั้นเป็นเจตสิกหรือนิพพาน

    เพราะฉะนั้น ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเรื่องของปรมัตถธรรมไว้ทั้งหมด ก็เพื่อที่จะให้เป็นอารมณ์ คือเป็นสภาพธรรมที่ปรากฏและพิสูจน์ได้ เพราะฉะนั้น สภาพธรรมทั้งหมดจึงเป็นอารัมมณปัจจัย

    สำหรับอุปนิสสยปัจจัย ก็โดยที่ว่าแต่ละบุคคลไม่สามารถที่จะฝืนการสะสมของแต่ละบุคคลได้ คนที่มีการสะสมโลภะไว้มาก จะเห็นได้ว่า เป็นผู้ที่พอใจไปเสียทุกอย่าง สนุกสนานร่าเริง ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็เป็นเพราะเหตุว่า สะสมอุปนิสสัยที่จะเป็นอย่างนั้น เป็นผู้ที่มากด้วยโลภะ หรือเป็นผู้ที่มากด้วยโทสะ หรือเป็นผู้ที่มากด้วยโมหะ หรือเป็นผู้ที่มากด้วยศรัทธาหรือปัญญา หรือเป็นผู้ที่มากด้วยมานะ หรือเป็นผู้ที่มากด้วยทิฏฐิ ก็แล้วแต่การสะสมซึ่งเป็นอุปนิสสัย ไม่สามารถที่จะฝืน ที่จะให้ธรรมประเภทอื่น ซึ่งไม่ได้สะสมมาเกิดขึ้น

    บางท่านก็เห็นทิฏฐิ ความเห็นผิด ของบุคคลอื่น ก็อยากที่จะเกื้อกูล ช่วยเหลือให้เขาเบาบางจากความเห็นผิด หรือว่าพ้นจากความเห็นผิดนั้นๆ แต่ก็ต้องอย่าลืมอุปนิสสยปัจจัย แม้แต่พระผู้มีพระภาคเอง ก็ยังไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ นอกจากทรงแสดงพระธรรม เพื่อที่จะให้เป็นอุปนิสสยปัจจัย ที่จะสะสมต่อไป ที่จะทำให้ละคลายความเห็นผิดนั้นลง แต่ก็ต้องอาศัยอุปนิสสยปัจจัยที่แต่ละบุคคลจะเป็นบุคคลต่างๆ กัน

    สำหรับกัมมปัจจัย ก็จะเห็นได้ว่า ความเป็นไปของโลก ถ้าจะกล่าวโดยกว้าง หรือจะกล่าวโดยแต่ละบุคคลก็ตาม ย่อมมีกรรมเป็นเหตุ แม้แต่การเกิดขึ้น ก็ยังจะเลือกที่เกิดไม่ได้ว่าจะเกิดที่ไหน และชีวิตแต่ละขณะต่อๆ ไป ก็ไม่สามารถที่จะเลือกได้ว่า ไม่อยากจะได้ยินเสียงอย่างนี้ ขออย่าให้ได้ยินก็ไม่ได้ ก็แล้วแต่กรรมซึ่งเป็นเหตุ เพราะฉะนั้นโลกก็ย่อมหมุนไปเป็นไปแต่ละขณะ โดยมีกรรมเป็นเหตุ

    สำหรับอัตถิปัจจัย ยังไม่ได้กล่าวถึง แต่ก็หมายความว่า สภาพธรรมที่มี เป็นปัจจัยให้สภาพธรรมอย่างอื่นมีขึ้น หรือว่าเกิดขึ้น ในขณะนั้น

    สำหรับการแสดงปัจจัย ในอรรถกถาปัญจปกรณ์ที่แสดงว่า ปัจจัย ๒๔ สงเคราะห์ลงในปัจจัย ๘ ปัจจัย ก็เพิ่มเติมจากข้อความในอภิธัมมัตถวิภาวิณีฎีกา คือนอกจากอารัมมณปัจจัย อุปปนิสสยปัจจัย กัมมปัจจัย ส่วนที่ต่างกัน คือ สำหรับ ๘ ปัจจัยในอรรถกถาปัญจปกรณ์ ไม่มีอัตถิปัจจัย แต่เป็นสหชาตปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย อาหารปัจจัย และอินทรียปัจจัย สำหรับอัตถิปัจจัย ก็รวมความหมายของปัจจัยอื่นๆ ไว้ เช่นเดียวกับสหชาตปัจจัย เพราะฉะนั้น สภาพธรรมที่เกิด อาศัยกันเกิดขึ้น ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้น แต่เฉพาะอย่างเดียว ตามลำพังได้ เช่น จิตที่จะเกิดได้ก็ต้องอาศัยเจตสิกเป็นสหชาตปัจจัย หรือมหาภูตรูปหนึ่งมหาภูตรูปใด ที่จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยมหาภูตรูปอื่นเป็นสหชาตปัจจัย คือต้องเกิดพร้อมกัน

    แสดงให้เห็นความเป็นสังขารธรรมของสภาพธรรมทั้งหลาย ซึ่งไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน เพราะฉะนั้น การที่จะเห็นสภาพธรรมว่าไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ก็เพราะเห็นสภาพที่เป็นสหชาตปัจจัย ต้องอาศัยกันเกิดขึ้นนั้นเอง

    สำหรับปัจจัยที่เพิ่มขึ้น คือปุเรชาตปัจจัย และปัจฉาชาตปัจจัย ก็แสดงให้เห็นความต่างกัน โดยกาลของการเป็นปัจจัยของนามธรรมและรูปธรรม เพื่อไม่ให้เข้าใจผิด และการที่จะไม่เข้าใจผิดนี้ ต้องตรงกับการปฏิบัติ คือการอบรมเจริญปัญญา จึงสามารถที่จะรู้ตามความเป็นจริง ไม่เข้าใจผิด เช่น รูปที่จะเป็นปัจจัยแก่นาม รูปนั้นต้องเกิดก่อน จึงจะเป็นปุเรชาตปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นโดยเป็นที่อาศัย หรือว่าโดยเป็นอารมณ์ก็ตาม เพราะฉะนั้น อย่าเข้าใจผิด คิดว่าจิตสั่งให้รูปเกิด เพราะเหตุว่า ถ้าเป็นจิตสั่งนี้ อะไรเกิดก่อน นามธรรมก็ต้องเกิดก่อน ใช่ไหม แต่นี่ไม่มีเลย เพราะเหตุว่ารูปซึ่งจะเป็นปัจจัยแก่จิต ต้องเป็นโดยปุเรชาตปัจจัย

    สำหรับปัจฉาชาตปัจจัยคือนามธรรมเป็นปัจจัยแก่รูปธรรมทั้งหลาย โดยเกิดทีหลังรูป เป็นปัจจัยโดยอุปถัมภ์รูปซึ่งเกิดแล้ว

    สำหรับปัจจัยที่เพิ่มขึ้นอีก ๒ ปัจจัย ในอรรถกถาปัญจปกรณ์ คืออาหารปัจจัย และอิทรียปัจจัย

    ซึ่งสำหรับในวันนี้ ก็เป็นเรื่องของปัจจัยที่ ๑๕ คืออาหารปัจจัย เป็นชีวิตประจำวัน ชินตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเดี๋ยวนี้


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 5
    6 ส.ค. 2566

    ซีดีแนะนำ