ปัฎฐาน (ปัจจัย ๒๔) ตอนที่ 12


    เสียงรถจักรยานยนต์ หรือเสียงคำพูดต่างๆ การสนทนากัน จะเป็นเสียงอะไรก็ตามแต่ หรือว่าจะเห็นอะไรก็ตามแต่ สภาพธรรมตามความเป็นจริง ก็เป็นจริงอย่างนั้น คือสิ่งที่ปรากฏทางตามีจริง กำลังปรากฏ เมื่อกระทบกับจักขุปสาท ทางตาฉันใด เสียงก็เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ขณะนี้กำลังปรากฏ กำลังมีจริง แล้วก็ปรากฏกับจิตที่กำลังได้ยินเสียง ในขณะนั้นก็ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีใครเลย ไม่ใช่คนหลายคน กำลังนั่งคุยกันหลายๆ คนที่นี่ แต่ว่าในขณะนั้น เป็นแต่เพียงจิต ที่กำลังมีเสียงเป็นอารมณ์

    นี่คือขณะหนึ่ง ในสังสารวัฏฏ์ เพราะฉะนั้น ในสังสารวัฏฏ์นี้ ก็มีจิตเห็นเกิดขึ้น ดับไป แล้วจิตที่เกิดต่อ ท่องเที่ยวไปกับอารมณ์เดียว ของจิตเห็น คือรู้รูปารมณ์ ที่กำลังปรากฏทางตา เป็นจักขุทวารวิถี ดับไป มีภวังคจิตเกิด – ดับคั่น แล้วก็มีมโนทวารวิถีจิตเกิดขึ้น รู้อารมณ์นั้นต่อ คือรู้สิ่งที่ปรากฏทางตา คือมีสีนั่นเองเป็นอารมณ์ต่อ

    ถ้าเป็นทางหู เมื่อการได้ยินเกิด – ดับไปแล้ว และมีจิตอื่นๆ ซึ่งเกิด – ดับสืบต่อ ท่องเที่ยวไปในอารมณ์เดียวกับโสตวิญญาณจิต คือรู้เสียงนั่นเอง ทางโสตทวารวิถี ดับไปแล้ว ภวังคจิตเกิดต่อ มโนทวารวิถีก็เกิดต่อ แล้วภวังคจิตก็เกิด – ดับสลับกันไปอยู่เรื่อยๆ นี่คือสังสารวัฏฏ์ ชั่วขณะหนึ่งๆ ซึ่งสั้นมาก

    เพราะฉะนั้น ไม่จำกัดว่าเป็นเสียงกบ หรือเสียงอะไร สติสามารถจะระลึก ในขณะที่สภาพธรรมใดสภาพธรรมหนึ่ง กำลังปรากฏในขณะนี้ ต้องเป็นในขณะนี้ ทางตาสติก็ระลึกได้ ทางหูก็ระลึกได้ เพราะเหตุว่า มีสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ

    เพราะฉะนั้น สติจึงเป็นสภาพธรรมที่ไม่หลงลืม รู้ว่ามีสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เพื่อที่จะศึกษา เพื่อที่จะให้ปัญญาเข้าใจถูก ในลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่าง ตามความเป็นจริง ว่าเป็นแต่เพียงสภาพธรรม ที่เป็นนามธรรมหรือเป็นรูปธรรม เท่านั้นเอง นามธรรมก็มีหลายชนิด รูปธรรมก็มีหลายอย่าง

    นี่ก็เป็นเรื่องของสภาพธรรมที่รู้ยาก เพราะฉะนั้น การที่จะประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรม ตามความเป็นจริง ต้องเป็นผู้ที่อดทนจริงๆ แม้แต่ในการศึกษา เรื่องของนามธรรมและรูปธรรม หรือเรื่องของปัจจัยต้องเป็นผู้ที่อดทน แล้วก็ต้องใจเย็นๆ ไม่ใช่ว่ารีบที่จะรู้ อ่านให้จบมากๆ แต่ไม่เข้าใจ หรือว่าไม่พิจารณาในชีวิตประจำวัน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เป็นคนที่ศึกษามาก เรียนมาก แต่ไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏจริงๆ ว่าเป็นจริงตามที่ได้ศึกษาอย่างไร

    เพราะฉะนั้น เรื่องของปัจจัย ซึ่งเป็นเรื่องของนามธรรมและรูปธรรม ซึ่งสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน อุปการะกันเกิดขึ้นเป็นไปในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องที่ละเอียด และเป็นเรื่องที่เมื่อศึกษาแล้ว ควรที่จะได้พิจารณาให้รู้ลักษณะของปัจจัย ตามที่ปรากฏ พร้อมสติปัฏฐานด้วย

    สำหรับปัจจัยที่ได้กล่าวถึงแล้ว ๕ ปัจจัยคือ

    ปัจจัยที่ ๑ เห-ตุปัจจัย

    ปัจจัยที่ ๒ อารัมมณปัจจัย

    ปัจจัยที่ ๓ อธิปติปัจจัย

    ปัจจัยที่ ๔ อนันตรปัจจัย

    ปัจจัยที่ ๕ สมนันตรปัจจัย

    ท่านผู้ฟังอาจจะไม่ชินกับชื่อ แต่ฟังบ่อยๆ แล้วเข้าใจอรรถ หรือลักษณะของธรรมนั้น ก็จะทำให้จำชื่อได้

    สำหรับปัจจัยทั้ง ๕ ปัจจัย ที่ได้กล่าวถึงแล้ว มีข้อสงสัยอะไรบ้างไหม ก่อนที่จะกล่าวถึงปัจจัยที่ ๖ ต่อไป วันหนึ่งๆ เคยพิจารณาเห-ตุปัจจัยบ้างไหม ทุกท่านมีกิจการงาน ที่กระทำอยู่เสมอ ในวันหนึ่งๆ ถ้าสติปัฏฐานไม่เกิด จะไม่รู้ลักษณะของเห-ตุปัจจัยแน่นอน ว่าในขณะที่ตื่นขึ้นมา ทำกิจวัตรประจำวัน ในขณะนั้นเป็นเพราะเห-ตุปัจจัยอะไร แต่ถ้าสติเกิดจะทราบได้ว่า ไม่พ้นจากโลภเห-ตุ คือโลภเจตสิก แต่เป็นอย่างชนิดที่บาง และละเอียด และไม่ปรากฏลักษณะ ของความเป็นอกุศลธรรมอย่างแรง เพราะฉะนั้น ถ้าจะไม่รีบร้อน และพยายามทบทวนเรื่องของปัจจัยทั้ง ๕ ตามที่ได้ฟังแล้ว ก่อนที่จะถึงปัจจัยที่ ๖ ก็อาจจะเกื้อกูลอุปการะให้สติระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม ในชีวิตประจำวันได้ เพราะเหตุว่า ข้อที่ควรจะได้ทราบ ที่จะเป็นประโยชน์กับสติปัฏฐาน ก็คือ สำหรับเห-ตุปัจจัยได้แก่เจตสิก ๖ ดวง ซึ่งเป็นเหตุ คือ โลภเจตสิก โทสเจตสิก โมหเจตสิก เป็นอกุศลเจตสิก เป็นปัจจัยให้เกิดรูปด้วย ไม่ได้เป็นปัจจัยให้เกิดจิตเท่านั้น

    และในชีวิตประจำวัน ท่านผู้ฟังเห็นรูปปรากฏภายนอก และอาจจะบอกได้ว่า คนนี้กำลังมีโลภะ หรือว่าคนนั้นกำลังมีโทสะ เพราะเหตุว่า เจตสิกซึ่งเป็นเหตุปัจจัย นอกจากจะทำให้จิตเกิด แล้วยังเป็นปัจจัย ทำให้รูปเกิดด้วย แต่ว่าประโยชน์คือ ถ้าท่านระลึกรู้ลักษณะของรูป ในขณะที่เป็นโลภะ หรือในขณะที่เป็นโทสะ ในขณะนั้นจะรู้ว่า รูปนั้นเป็นเช่นนั้น เพราะโลภะเป็นเห-ตุปัจจัย หรือโทสะเป็นเห-ตุปัจจัย ทำให้รูปนั้นเกิด เป็นอย่างนั้น

    ในวันหนึ่งๆ ทุกท่านก็ยิ้มแย้มแจ่มใส สติระลึกหรือเปล่า ถ้าสติไม่ระลึก ก็ไม่รู้ว่า ขณะนั้นเป็นเพราะกุศลหรืออกุศลเป็นปัจจัย หรือเป็นเพราะโลภมูลจิต โลภเจตสิกเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้การยิ้มแย้ม หรือการหัวเราะนั้นเกิดขึ้น เวลาที่ร้องไห้เสียใจ ก็อาจจะมีใช่ไหม ถ้าร้องไห้เสียใจไปเปล่าๆ โดยที่สติปัฏฐานไม่เกิด ก็ไม่รู้ว่า แท้ที่จริง ในขณะนั้น รูปนั้นเกิดขึ้น เพราะโทมนัสเวทนาเกิดกับโทสมูลจิต ซึ่งเป็นอกุศลจิตในขณะนั้น ทำให้รูปนั้นเป็นอย่างนั้น

    และนอกจากการยิ้มแย้ม การหัวเราะ และการร้องไห้แล้ว แม้แต่ความไม่แช่มชื่นของจิต ก็จะทำให้ลักษณะของหน้า หรือกิริยาอาการในขณะนั้น ปรากฏเป็นไปด้วยสภาพของโทสมูลจิต ซึ่งเป็นเหตุในขณะนั้น

    เพราะฉะนั้น ในชีวิตประจำวัน เมื่อสติระลึก ก็สามารถที่จะรู้ความเป็นปัจจัยของนามธรรมและรูปธรรม ซึ่งเกี่ยวข้อง และสัมพันธ์กัน ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะระลึกรู้ลักษณะของรูปธรรมขณะหนึ่ง ต่อไปก็อาจจะระลึกรู้ลักษณะของเวทนา คือความรู้สึก หรือต่อไป ก็อาจจะระลึกรู้ ลักษณะสภาพของจิต ในขณะนั้นได้ เพราะเหตุว่า การอบรมเจริญสติปัฏฐาน ไม่ได้จำกัดว่า ต้องรู้เฉพาะรูปหนึ่งรูปใดเท่านั้น แต่ว่ามหาสติปัฏฐาน คือสติระลึกเป็นไปในอารมณ์ต่างๆ ทุกอย่าง ซึ่งเคยยึดถือว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล

    เพราะฉะนั้น สำหรับเรื่องของเห-ตุปัจจัย คงจะไม่มีข้อสงสัยอะไร แต่ก็ควรที่จะได้ทราบความพิเศษ ความต่างกันของปัจจัยทั้ง ๕ ปัจจัยนั้นด้วย

    สำหรับปัจจัยที่ ๒ คืออารัมมณปัจจัย สภาพธรรมที่เป็นปัจจัย โดยความเป็นอารมณ์ของจิตและเจตสิก อย่าลืม อารัมมณปัจจัย ไม่เป็นปัจจัยแก่รูป เพราะเหตุว่า รูปไม่ใช่สภาพรู้

    เพราะฉะนั้น สภาพธรรมที่เป็นอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยแก่จิต และเจตสิกเท่านั้น และสำหรับอารมณ์ หรือสิ่งที่จิตรู้ ทุกท่านก็ทราบว่า จิตสามารถที่จะรู้อารมณ์ได้ทุกอย่าง รูปทุกชนิด ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แม้แต่นามธรรมแต่ละชนิด จิตก็สามารถที่จะรู้ได้ ลักษณะของโทสะ ลักษณะของอิสสา ลักษณะของความตระหนี่ ลักษณะของมัจฉริยะ ลักษณะของมานะ ความสำคัญตน แม้ว่าเป็นนามธรรม แต่จิตสามารถที่จะรู้อารมณ์นั้นๆ สิ่งนั้นๆ ได้ หรือแม้แต่เรื่องราวบัญญัติ การคิดนึก สัมมติสัจจะทั้งหลาย จิตก็สามารถที่จะรู้ได้อย่างวิจิตร เป็นวิชาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางวิทยาศาตร์ การแพทย์ หรือโบราณคดี ประวัติศาสตร์ต่างๆ นั่นก็เป็นเพราะจิตนั่นเอง ซึ่งสามารถที่จะรู้อารมณ์ต่างๆ ได้ แต่ให้ทราบว่า สำหรับสภาพธรรมใด ซึ่งเป็นปัจจัย โดยเป็นอารมณ์นั้น จะเป็นปัจจัยให้จิต และเจตสิกเท่านั้น ไม่เป็นปัจจัยแก่รูป

    จิตสามารถที่จะรู้ลักษณะของโลภะได้ จิตสามารถที่จะรู้ลักษณะของโทสะได้ใช่ไหม โทสะเป็นเห-ตุปัจจัย ทำให้จิตเกิดร่วมด้วย เป็นโทสมูลจิต และทำให้รูปเกิดร่วมด้วย โดยความเป็นเห-ตุปัจจัย แต่ไม่ใช่โดยความเป็นอารัมมณปัจจัย ถ้าเป็นอารัมมณปัจจัยแล้ว สภาพธรรมนั้นเป็นปัจจัย โดยเพียงเป็นอารมณ์

    เพราะฉะนั้น แม้แต่สภาพธรรมที่กำลังเกิด – ดับในขณะนี้ ความละเอียดก็ต้องรู้ว่า สภาพธรรมนี้เป็นปัจจัย โดยเป็นเห-ตุปัจจัย หรือว่าโดยเป็นอารัมมณปัจจัย ถ้าเป็นอารัมมณปัจจัย หมายความว่า ขณะนั้น มีจิตที่กำลังรู้ลักษณะของโทสะ ในขณะนั้น หรือรู้ลักษณะของโลภะในขณะนั้น หรือรู้ลักษณะของอโลภะในขณะนั้น รู้ลักษณะของอโทสะในขณะนั้น ในขณะนั้น เหตุหนึ่งเหตุใดใน ๖ เหตุนั้น จึงเป็นอารมณ์ โดยเป็นอารัมมณปัจจัยของจิต

    นี่ก็เป็นเรื่องที่พิจารณาแล้ว จะทำให้เกิดความเข้าใจขึ้น สำหรับปัจจัยที่ ๒ ว่าต่างกับปัจจัยที่ ๑ ในเมื่อได้เรียนถึง ๕ ปัจจัยแล้ว ควรจะต้องพิจารณาความต่างกัน ของปัจจัยทั้ง ๕ ด้วยว่า สำหรับปัจจัยที่ ๑ ต่างกับปัจจัยที่ ๒ อย่างไร และสำหรับปัจจัยที่ ๓ คืออธิปติปัจจัย ก็ให้ทราบว่า เจตสิก ๖ ดวงเป็นเห-ตุปัจจัย จริง แต่เฉพาะเจตสิกดวงเดียว ที่เป็นอโมหะ หรือปัญญาเจตสิกเท่านั้น ที่เป็นอธิปติปัจจัยได้

    นี้คือการที่ฟังแล้วไม่ลืม แล้วเข้าใจ แล้ววันหนึ่งๆ ก็มีปัจจัยที่จะให้จิต คิดถึงสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง แล้วพิจารณา จนเป็นความเข้าใจที่ชัดเจน เพื่อที่จะได้เห็นความเป็นอนัตตา จุดประสงค์ทั้งหมดของการฟังธรรม จะโดยย่อหรือโดยละเอียด โดยพิสดารประการใด ก็เพื่อที่จะให้เห็นความเป็นอนัตตา ของสภาพธรรม ที่เคยยึดถือว่าเป็นอัตตา หรือเป็นตัวตนเท่านั้น จนกว่าปัญญาจะประจักษ์แจ้งจริงๆ

    ที่กล่าวว่า สำหรับเหตุ ๖ คือโลภเจตสิก ๑ โทสเจตสิก ๑ โมหเจตสิก ๑ ไม่เป็นอธิปติปัจจัย สำหรับสหชาตาธิปติปัจจัย และสำหรับกุศล คือโสภณเหตุ อโลภะ คือความไม่โลภ ความไม่ติด อโทสะ คือความไม่โกรธ อโมหะคือ ความไม่หลง เป็นเหตุได้ แต่สภาพธรรมที่จะเป็นอธิปติ คือเป็นสหชาตาธิปตินั้นได้แก่ ปัญญาเจตสิก คืออโมหเหตุเท่านั้น ที่จะเป็นอธิปติปัจจัยได้

    นี่ก็ต้องแสดงให้เห็นว่า สภาพธรรมที่เป็นเหตุ ต่างกับสภาพธรรมที่เป็นอธิบดี เพราะเหตุว่า โลภะเป็นเหตุได้ พอใจไม่ยาก ไม่ลำบาก ความพอใจ ความชอบใจ ใครว่ายากลำบากบ้าง ลืมตาขึ้นมา ก็พอใจแล้ว ยินดีแล้ว ที่จะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ในชีวิตประจำวัน ทางหูก็เช่นเดียวกัน ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ไม่ยากที่จะพอใจ ไม่ต้องมีสภาพธรรมที่เป็นอธิปติ สำหรับสหชาตาธิปติ ได้แก่ฉันทเจตสิก วิริยเจตสิก ปัญญาเจตสิก และจิต ซึ่งประกอบด้วยเหตุ ตั้งแต่ ๒ เหตุขึ้นไป จึงจะเป็นอธิปติปัจจัยได้ หมายความว่าเป็นสภาพธรรมที่มีกำลัง

    เพราะฉะนั้น สำหรับเหตุ ๕ คือโลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ หรือแม้ทางฝ่ายโสภณ ฝ่ายดี อโลภเหตุ อโทสเหตุ ก็ไม่สามารถที่จะมีกำลังเป็นอธิบดีได้ ทุกท่านรู้สึกว่า โลภะมีกำลัง ใช่ไหม เป็นเพียงเหตุ แต่ไม่ใช่อธิบติ คือไม่ใช่ธรรมที่เป็นหัวหน้า ที่จะชักจูงให้สภาพธรรมอื่น เป็นไปตามกำลังของตน แต่เป็นเหตุได้ ทำให้เกิดเหตุ ทำให้เกิดกุศลจิต อกุศลจิต ทำให้เกิดการกระทำที่เป็นอกุศล และกุศลได้ แต่ว่าไม่ใช่อธิปติ ถ้าเป็นอธิปติปัจจัย ซึ่งเป็นสหชาตาธิปติ จะต้องได้แก่ ฉันทเจตสิก วิริยเจตสิก วิมังสา คือปัญญาเจตสิก และจิต ซึ่งประกอบด้วยเหตุ ตั้งแต่ ๒ เหตุขึ้นไป

    เพราะฉะนั้น เมื่อศึกษาเรื่องเห-ตุปัจจัย และศึกษาเรื่องอธิปติปัจจัย ก็ควรที่จะเปรียบเทียบดูความต่างกันว่า เพราะเหตุใด สภาพธรรมที่เป็นเห-ตุปัจจัยนั้น เฉพาะปัญญาเจตสิกเท่านั้น ที่จะเป็นอธิปติปัจจัยได้ แต่โลภะนั้นเป็นเหตุได้ ท่านผู้ฟังลองคิดดู ว่าตามปกติโลภะเกิดไม่ยาก เพราะเหตุว่า เป็นสภาพที่ยินดีพอใจ ถึงแม้ว่าจะมีกำลัง คืออาจจะพอใจมากก็ตาม แต่ถ้าไม่มีฉันทะ หรือไม่มีวิริยะแล้ว จะขาดความขวนขวาย หรือความขมักเขม้น หรือว่าความพากเพียร เพื่อที่จะได้สิ่งนั้น เพราะเหตุว่า ลักษณะของโลภะ ก็เป็นสภาพที่พอใจ ความพอใจมีอยู่เสมอเป็นประจำ อะไรๆ ก็พอใจ แต่ว่ายังไม่ได้เกิดความขมักเขม้น ยังไม่ได้เกิดความสนใจ หรือว่ายังไม่เกิดความพากเพียร เพื่อที่จะได้สิ่งนั้น แต่ในขณะใด ซึ่งสภาพธรรมที่เป็นอธิปติปัจจัยเกิดขึ้น ก็จะทำให้ลักษณะของสภาพธรรมในขณะนั้น เกิดขึ้น เพราะธรรมที่มีฉันทะบ้าง หรือวิริยะบ้าง หรือปัญญาบ้าง เป็นอธิบดี

    สำหรับสหชาตาธิปติปัจจัย ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และปัญญา ท่านผู้ฟังลองคิดเองว่า จะเป็นปัจจัยให้รูปเกิดได้ไหม ลองพิจารณา ลองคิดตามเหตุตามผล ถ้าจะศึกษาปรมัตถธรรม จะทราบได้ว่า ตรงตามเหตุผลของสภาพธรรมนั้นจริงๆ ถ้าถูกแล้วต้องตรงกัน เพราะฉะนั้น ลองคิดว่า อธิปติปัจจัย จะทำให้เกิดรูปได้ไหม

    สหชาตาธิปติปัจจัย คือฉันทะ วิริยะ จิตตะที่มีกำลัง คือต้องเกิดร่วมกับเหตุ ตั้งแต่ ๒ เหตุ จึงจะเป็นอธิปติปัจจัยได้ และปัญญาจะเป็นปัจจัยให้รูปเกิดได้ไหม ได้

    เพราะเหตุว่า เห-ตุปัจจัย ยังเป็นปัจจัยให้เกิดรูปได้ ลองคิดดู แล้วอธิปติปัจจัย ซึ่งเป็นสภาพที่มีกำลัง ต้องประกอบถึง ๒ เหตุ จึงจะเป็นอธิบดีได้ จะไม่เป็นปัจจัยให้เกิดรูปหรือ และท่านผู้ฟัง ถ้าจะเริ่มสะสมความเข้าใจปรมัตถธรรมไปเรื่อยๆ ทีละเล็ก ทีละน้อย โดยไม่ทิ้ง ให้ทราบว่า มีจิต ๑๖ ดวง ทั้งหมดไม่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดจิตตชรูป ได้แก่ ปฏิสนธิจิต ๑ ขณะ ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดจิตตชรูป

    จุติจิตของพระอรหันต์ ๑ ดวง ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดจิตตชรูป

    ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ ดวง ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดจิตตชรูป

    อรูปวจรวิบากจิต ๔ ดวง ซึ่งทำให้ปฏิสนธิในอรูปพรหม เป็นอรูปพรหมบุคคล ปฏิสนธิในอรูปพรหมภูมิ ในภูมินั้น ไม่มีรูปเลย

    เพราะฉะนั้น จิต ๑๖ ดวงเท่านั้น ที่ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดรูป

    เพราะฉะนั้น อธิปติปัจจัย ก็ต้องเป็นปัจจัยให้เกิดรูป

    สำหรับเรื่องของสภาพธรรม ซึ่งไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน เป็นแต่เพียงนามธรรมแต่ละอย่าง และรูปธรรมแต่ละอย่าง ที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยต่างๆ ตามความเป็นจริง เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก กว่าที่จะเข้าใจว่าสภาพธรรมไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน และสภาพธรรมที่กำลังเกิดปรากฏ ในขณะนี้ เกิดขึ้นเพราะปัจจัยอะไร การฟังธรรม ต้องฟังโดยละเอียด แล้วต้องพิจารณาโดยละเอียดจริงๆ ที่จะรู้ว่าละเอียดอย่างไร คือถ้าคิดถามเรื่องของปัจจัยต่างๆ ที่ได้ฟังแล้ว จะทำให้เข้าใจว่า ที่ว่าเข้าใจแล้วนั้น ละเอียดแค่ไหน เพื่อที่จะให้ท่านผู้ฟังได้พิจารณา ถึงความละเอียดจริงๆ

    ขอถามว่า โลภเจตสิก ซึ่งเป็นเหตุ เป็นเห-ตุปัจจัย เป็นสหชาตาธิปติปัจจัยได้ไหม

    ถ้าถามอย่างนี้ ก็จะต้องคิดถึงสภาพธรรมที่เป็นอธิปติปัจจัย ที่เป็นสหชาตาธิปติปัจจัย ว่าได้แก่ ฉันทเจตสิก วิริยเจตสิก และชวนจิตที่ประกอบด้วยเหตุ ๒ ขึ้นไป และปัญญาเจตสิก

    เพราะฉะนั้น โลภเจตสิก เป็นสหชาตาธิปติปัจจัยได้ไหม

    ทุกคนมีโลภะอยู่เสมอ แต่ยังไม่รู้ลักษณะแท้จริงของโลภะ เพียงแต่เพิ่งเริ่มรู้ว่า โลภเจตสิกเป็นเหตุ ที่จะทำให้โลภมูลจิตเกิดขึ้น และทำให้เจตสิกอื่นๆ ซึ่งเกิดกับโลภมูลจิตนั้น เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุนั้น คือถ้าโลภะเป็นเหตุ จิตที่เกิดร่วมด้วย ต้องเป็นโลภมูลจิต มีโลภะเป็นมูล และเจตสิกอื่นๆ ซึ่งเกิดร่วมด้วย ก็ต้องเกิดขึ้นเพราะโลภะนั้นเป็นเหตุ ให้เจตสิกเหล่านั้นเกิดร่วมกับจิตนั้น เพราะฉะนั้น ถ้ากล่าวถึงเห-ตุปัจจัย โลภเหตุเป็นสหชาตาธิปติปัจจัยได้ไหม ในเมื่ออธิปติปัจจัยได้แก่ ฉันทเจตสิก วิริยเจตสิก ปัญญาเจตสิก และจิตที่ประกอบด้วยเหตุ ๒ขึ้นไป

    เพราะฉะนั้น โลภเจตสิก เป็นสหชาตาธิปติปัจจัยได้ไหม นี่คือการที่จะได้เข้าใจว่า สิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อได้ฟังอีกครั้งหนึ่ง จะยังคงเป็นความเข้าใจที่ชัดเจน หรือยังสงสัยยังข้องใจอยู่

    คำตอบคือ นี่เป็นการทดสอบความเข้าใจของแต่ละบุคคล ตอบ ไม่ได้ เพราะเหตุว่า อธิปติปัจจัยได้แก่ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา พูดถึงโลภเจตสิก อย่าลืมว่าปรมัตถธรรม ๔ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เมื่อพูดถึงเจตสิก เห-ตุปัจจัยได้แก่เจตสิก แม้แต่โลภมูลจิตก็ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่เห-ตุปัจจัย ต้องเฉพาะโลภเจตสิกเท่านั้น ที่เป็นเห-ตุปัจจัย ฉันใด

    สำหรับสหชาตาธิปติก็เช่นเดียวกันคือ ฉันทเจตสิกเป็นสหชาตาธิปติปัจจัย วิริยเจตสิกเป็นสหชาตาธิปติปัจจัย ปัญญาเจตสิกเป็นสหชาตาธิปติปัจจัย ไม่มีโลภะใช่ไหม ฉันทะ วิริยะ ปัญญา และจิต ซึ่งเป็นชวนจิต ซึ่งประกอบด้วย ๒ เหตุ หรือ ๓ เหตุ แม้แต่ชวนจิต ซึ่งประกอบด้วยเหตุเดียว ก็ไม่สามารถที่จะเป็นสหชาตาธิปติปัจจัยได้ เพราะฉะนั้น ไม่มีโลภเจตสิกเลยในสหชาตาธิปติปัจจัย นี่แสดงให้เห็นว่า โลภเจตสิกที่ทุกคนมี เป็นเหตุประจำให้เกิดโลภมูลจิต แต่ว่าโลภเจตสิกไม่ใช่สหชาตาธิปติปัจจัย นี่เป็นความเข้าใจ ซึ่งต้องเข้าใจความละเอียด

    ถามต่อไปว่า โลภมูลจิตเป็นสหชาตาธิปติปัจจัยได้ไหม คำถามเปลี่ยนแล้ว เมื่อกี้โลภเจตสิกเป็นเห-ตุปัจจัย แต่ไม่เป็นสหชาตาธิปติปัจจัย แต่ถ้าเปลี่ยนคำถามว่า โลภมูลจิตเป็นสหชาตาธิปติปัจจัยได้ไหม คำตอบคือ ได้

    เพราะเหตุว่า โลภมูลจิตเป็นชวนจิต ซึ่งประกอบด้วย ๒ เหตุ เป็นหนึ่งในชวนจิต ๕๒ ดวง ซึ่งเป็นสหชาตาธิปติปัจจัย ซึ่งได้เคยเรียนให้ทราบแล้ว ทุกท่านก็ทราบแล้วว่า โลกียะวิบากจิตทั้งหมดไม่เป็นอธิบดี และสำหรับจิต ซึ่งจะเป็นอธิปติปัจจัยได้ ต้องเป็นขณะที่ทำชวนกิจ เป็นจิตซึ่งมีกำลัง แล้วต้องประกอบด้วย เหตุ ๒ จิตซึ่งไม่ประกอบด้วยเหตุ ซึ่งทำชวนกิจ ได้แก่ หสิตุปปาทจิต ซึ่งเป็นจิตที่ทำให้พระอรหันต์ยิ้ม หรือแย้ม ในขณะนั้น ไม่เป็นสหชาตาธิปติ

    โมหมูลจิตก็ไม่เป็นสหชาตาธิปติ เพราะเหตุว่า เป็นจิตซึ่งไม่มีกำลัง ประกอบด้วยเหตุเดียว แต่โลภมูลจิต ทำชวนกิจ ประกอบด้วย ๒ เหตุ เพราะฉะนั้น เป็นสหชาตาธิปติปัจจัย

    เรื่องละเอียดที่จะเข้าใจสภาพธรรม ซึ่งทุกคนมีตามความเป็นจริง ในชีวิตประจำวัน ให้ถูกต้อง ซึ่งจะเห็นความเป็นอนัตตาว่า แม้สภาพธรรมซึ่งเป็นเจตสิก เป็นเหตุจริง ไม่เป็นสหชาตาธิปติปัจจัย แต่สำหรับโลภมูลจิต เป็นสหชาตาธิปติปัจจัย

    ชีวิตประจำวันหรือเปล่า ที่ตอบว่าเป็นได้ ทราบโดยเหตุผล แต่ในชีวิตประจำวัน สามารถที่จะรู้ลักษณะของจิตตาธิปติไหม ในขณะที่เป็นโลภมูลจิต ทุกคนมีโลภมูลจิต และเป็นจิตตาธิปติปัจจัยด้วย แต่จะทราบไหมว่า ขณะไหน กำลังโลภมูลจิตนั้น เป็นจิตตาธิปติปัจจัย

    แต่ขอให้คิดดูว่า ในวันหนึ่งๆ ถึงแม้ว่าโลภมูลจิตจะเกิด มีขณะใดบ้าง ซึ่งปรากฏลักษณะของโลภะ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 5
    23 ส.ค. 2565

    ซีดีแนะนำ