พาราณสี - มัชฌิมาปฏิปทา - สติ - สัจจ์
ท่านอาจารย์ ก่อนอื่น เพียงได้ฟังพระสูตร คำเตือนมาแล้ว พระมหากรุณา พระพุทโธวาท ไม่ใช่แต่ในสมัยโน้น ในสมัยนี้ ทุกคนที่มาสู่พระธรรม หรือการฟังพระธรรม จะรู้จักชีวิตของตนเองว่า ก่อนที่จะได้ฟังพระธรรม ทางสายไหน อยู่ในทางสายไหน ยังไม่ถึงทางสายกลาง ก็เพลิดเพลินไป ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ในความสนุกสนาน ในรูป ในเสียง ในกิจการงาน ทุกอย่างที่มี ไม่ใช่หนทางที่จะทำให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม
เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรม ก็ควรได้ทราบว่ากำลังฟัง เหมือนกับฟังจากพระโอษฐ์ และก็เราเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งอยู่ในข่ายของพระญาณที่ทรงทราบว่า ทุกชีวิตเป็นอย่างนี้ ถ้ายังไม่รู้หนทางจริงๆ ก็จะต้องไปทางหนึ่งทางใด แต่ว่าปกติของคนที่ยังไม่ได้สนใจธรรม ก็ย่อมจะเพลิดเพลินไปในเรื่องของรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ไม่ใช่ชาติเดียว นานแสนนาน ก็อย่างนี้ จนกว่าจะถึงขณะที่ได้ฟัง แล้วก็จึงจะเข้าใจได้ ว่าหนทางไหน เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ถ้าได้ยินได้ฟังธรรม แล้วก็อยากที่จะหมดกิเลสเสียเร็วๆ จะทำอะไรบ้างค่ะ ที่ไม่ใช่ชีวิตจริงๆ ไม่มีโอกาสที่จะรู้จักขณะนี้ตามความเป็นจริง เพราะว่าถ้าศึกษาธรรมจริงๆ ต้องเข้าใจว่า แต่ละขณะนี้คือ ความจริง เป็นสัจธรรม มีเหตุปัจจัยที่ทำให้ขณะนี้เกิดเห็นอย่างนี้ เมื่อวานนี้ก็ยังไม่ใช่ขณะนี้ ยังไม่ใช่เห็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นยังไม่ถึงกาลของปัจจัยที่จะทำให้เห็นขณะนี้เกิดขึ้น หรือแม้แต่ได้ยิน แม้แต่คิดนึกทุกขณะในชีวิต มีปัจจัยทำให้เกิด จะรู้ได้ด้วยมัชฌิมาปฏิปทา รู้จักชีวิตตามความเป็นจริงซึ่งเกิดแล้ว
เพราะฉะนั้น โดยมากมักจะไปแสวงหาชีวิต หรือว่าธรรมข้างนอก คิดว่าจะต้องทำอย่างนั้น จะต้องทำอย่างนี้ แต่ความจริงเจอธรรมที่ไหน กายยาววา หนาคืบ กว้างศอกใช่ไหม ไม่อยู่ที่อื่นเลย ไม่มีธรรมอื่น นอกจากขณะนี้ ธรรมอยู่ที่นี่ ตาก็เห็นตรงนี้ ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แม้จิตที่คิดนึก ก็ไม่ได้อยู่นอกกาย แต่เรื่องราวที่คิด นอกไปจนกระทั่งถึงนอกโลก นอกจักรวาลได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องรู้ตามความเป็นจริง ว่าการที่จะรู้ธรรม ธรรมแท้ๆ ไม่ใช่สร้างขึ้น ไม่มีใครจะปรุงแต่ง มีแล้วเกิดแล้วทุกขณะ
เพราะฉะนั้น หนทางที่เป็นสายกลางจริงๆ ไม่ใช่หนทางที่จะไปทำอย่างอื่นด้วยความต้องการ ที่จะหมดกิเลสเร็วๆ อย่างเม็ดมะม่วงอ่อนๆ เล็กๆ ที่เพิ่งเกิด มีวิธีไหนที่จะทำให้โต และสุกได้ไหม แต่อาศัยกาลเวลา ก็ค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้น เพราะฉะนั้นสติปัญญาก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าสติปัญญาของใครซึ่งยังมีไม่พอ และก็พยายามที่จะไปหาวิธีที่จะเร่งให้ปัญญาเจริญเร็วๆ โตเร็วๆ แต่ถ้ารู้ความจริงของปัญญาว่า ปัญญาเป็นสภาพธรรมที่เมื่อเจริญแล้ว เติบโตแล้ว สามารถที่จะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงทุกขณะ สามารถที่จะรู้ว่าขณะไหนหลงลืมสติ ขณะไหนสติเกิด ซึ่งถ้าฟังอย่างนี้สำหรับตอนต้น ก็เพียงแต่จะรู้ว่า เมื่อกี้นี้ไม่มีสติเลย แต่พอได้ยินอย่างนี้ สติเกิด อาจจะระลึกลักษณะของสภาพธรรมเพียงนิดหน่อย แล้วก็หลงลืมสติไป นี่คือยังไม่ไหว ยังไม่ไกล แต่ว่าเวลาที่ข้อความในพระสูตรแสดงต่อไป ก็จะแสดงถึงสภาพธรรมคือ ปัญญา เมื่อเจริญเติบโตแล้ว ก็จะเข้าใจถึงความหมายของยิงไกล และยิงไว ไม่ใช่ที่อื่น แต่ขณะนี้สภาพธรรมที่เกิดดับ เกิดดับอย่างเร็วมาก หมดไปเลยทุกขณะ เมื่อสติปัฐานไม่เกิด ไม่มีการระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม ไม่ใช่มัชฌิมาปฏิปทา ก็ไม่ใช่หนทางที่จะรู้ความจริง จะไปใช้วิธีอื่นไม่ได้เลย
แต่ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจว่าปัญญา รู้ความจริงที่มีอยู่ในขณะนี้ แล้วแต่สติจะเกิด สำหรับผู้ที่เริ่มฟัง สติจะเกิดมาก เป็นไปได้ไหม เหตุผล อยากให้สติเกิดมีประโยชน์ไหมที่จะไปอยาก หรือจะพยายามบีบคั้น ทำทุกอย่างที่จะให้สติเกิดเยอะๆ เป็นประโยชน์ไหม ในเมื่อไม่ใช่หนทางที่จะอบรม ที่จะรู้ความจริงของสัมมาสติ สามารถที่จะเข้าใจได้ และทุกอย่างเป็นความจริงอยู่แล้ว เป็นสัจธรรม ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่จะทำให้สติของใครเกิดระลึกลักษณะของสภาพธรรมนั้น หรือยัง หรือว่ายังคงระลึกเพียงเล็กๆ น้อยๆ นิดๆ หน่อยๆ ก็ต้องอาศัยการฟังให้เข้าใจจริงๆ เป็นสัจจญาณที่จะไม่เข้าใจผิด
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่ารีบร้อน พอใครได้ยินคำว่า ธรรม ได้ยินคำว่า ปฏิบัติ ได้ยินคำว่า นิพพาน ก็จะทำแล้ว จะถึงแล้ว เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่จะต้องฟัง แล้วก็อบรมเจริญความรู้ความเข้าใจจริงๆ
ผู้ฟัง อาจารย์คะ ขอขยายคำว่า ยิงไกล และยิงไว ที่จะเกี่ยวข้องกับการเจริญสติด้วย
ท่านอาจารย์ ขณะนี้สภาพธรรมนี้อย่างเดียว หรือหลายอย่าง โดยการศึกษา ถ้าจะตอบว่าหลายอย่าง อธิบายนิดหนึ่งว่า ทำไมหลายอย่าง นี่คืออาหารของปัญญา คือการที่จะเข้าใจอะไร เข้าใจละเอียดขึ้น ลึกขึ้น ก็จะทำให้รู้ชัดเจนขึ้น ถ้าจะกล่าวว่าหลายอย่าง เพราะอะไรจึงกล่าวว่าหลายอย่าง
ผู้ฟัง เพราะว่ามันเกิดดับเร็วมากคะอาจารย์
ท่านอาจารย์ เพราะสภาพธรรมเกิดดับเร็วมาก จากทางตาไปถึงทางใจแล้ว หรือจากทางหู ทั้งๆ ที่ตาก็กำลังเห็น ทางหูก็ได้ยิน แล้วก็ไปคิดนึกทางใจอีก เพราะฉะนั้นความรวดเร็วมากขนาดไหน เพราะฉะนั้นเวลาที่สัมมาสติเกิด ก็จะมีการเริ่มระลึกลักษณะของสภาพธรรมชั่วขณะเดียว และหลังจากนั้นก็คือสภาพธรรมก็ไม่ได้มีการระลึกรู้อีก เพราะว่าสติเพิ่งเริ่มเกิด แต่ยิงไกล ยิงไว แม้เป็นปกติอย่างนี้ ขณะใดที่สัมมาสติเกิดต่างกับขณะที่หลงลืมสติ เพราะว่าขณะนี้เห็น แล้วก็รู้ด้วยว่าสิ่งที่เห็นเป็นใคร ที่นั่งอยู่ในที่นี้ กายทั้งนั้นใช่ไหม จึงบอกได้ว่าคนนี้ คนนั้น ถ้าไม่มีกายปรากฏ บอกได้ไหม หรือว่าถ้าไม่มีความทรงจำว่าสิ่งที่ปรากฏขณะนี้ เคยเป็นที่เข้าใจว่าเป็นกายของคนนี้ เป็นกายของคนๆ นั้น แต่กว่าจะถึงการที่จะรู้อย่างนี้ได้ ต้องหลังจากที่เห็นแล้ว หรือในขณะที่กำลังได้ยิน ที่จะเข้าใจความหมายก็ต้องหลังจากที่ได้ยินแล้ว จึงจะมีการคิดถึงคำ
เพราะฉะนั้น การที่ยิงไว ยิ่งไกล ก็คืสามารถที่จะรู้ว่าแม้ในขณะที่เห็น ไม่ใช่ขณะที่กำลังรู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร แม้ในขณะที่ได้ยิน ก็สามารถที่จะรู้ว่าขณะที่กำลังเข้าใจคำ ซึ่งมีจริง ไม่ต้องไปพยายามไม่เข้าใจคำ ไม่ต้องไปพยายามที่จะไม่เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะว่านั้นผิดปกติ แล้วก็ผิดความจริง แต่การอบรมเจริญปัญญา คือการรู้ลักษณะของสภาพธรรม ตามความเป็นจริงละเอียดขึ้น เพื่อสามารถที่จะรู้ว่า ขณะที่กำลังเห็น ซึ่งต่างกับขณะที่กำลังรู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร และขณะที่กำลังมีโลภะ โทสะ แล้วแต่ชีวิตประจำวันจะเป็นอย่างไร เป็นการเกิดดับสืบต่อของธรรมอย่างเร็วมาก
เพราะฉะนั้นการฟังธรรมต้องละเอียด เพราะลึกซึ้งทั้ง ๔ อริยสัจ ถ้าเป็นเรื่องง่ายๆ เพียงแค่นั่ง แล้วก็ไปรู้อริยสัจ ไม่ลึกซึ้งเลย ลึกซึ้งได้ยังไง ในเมื่อสภาพธรรมกำลังปรากฏ ก็ไม่รู้เลย ไม่เข้าใจเลย แม้แต่ว่าการที่สติเกิด แล้วก็ยิ่งไว ยิ่งไกล คืออย่างไร ก็จะต้องเป็นผู้ที่อบรมเจริญปัญญาจริงๆ
ผู้ฟัง อันนี้ก็ทำให้เกิดความท้อแท้นะอาจารย์ เรียนไปตั้งเยอะแยะ ก็ยังไม่ไว ยังไม่ไกลสักที เลิกเรียนดีกว่า อันนี้จะสอนให้ไม่เลิกเรียนได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ทำไมถึงได้คิดท้อแท้ ถ้าไม่ใช่เพราะความเป็นเรา แล้วก็กำลังจะเอาเราออก ไม่ใช่ว่า ให้มีเราอยู่ ให้มีเราได้ปัญญา ให้มีเราได้วิปัสสนาญาณ ให้เรารู้นิพพาน ให้มีเราเป็นพระโสดาบัน ไม่ใช่อย่างนั้นเลย การฟังธรรมเพื่อเข้าใจว่าเป็นธรรมอย่างไรจริงๆ เพื่อที่จะไม่มีเรา ถ้ายังมีเราที่เรียนธรรม ก็เป็นเราที่ได้ความรู้ ได้ความเข้าใจ และตัวเราก็ใหญ่ขึ้นทุกวันที่รู้มากขึ้น
เพราะฉะนั้น หนทางที่จะท้อถอย ก็คือด้วยความเป็นเรา ศึกษาธรรมด้วยความเป็นเรา เมื่อไม่ได้ ก็ท้อถอย แต่ถ้าศึกษาธรรมเพื่อละความเป็นเรา จะช้าจะนาน ก็เข้าใจความหมายของคำว่า จิรกาลภาวนา ไม่อย่างนั้นคำนี้ไม่มีในพระไตรปิฏก แล้วก็ต้องตามความเป็นจริงด้วย อย่างการที่จะคลายความเห็นกายว่าเป็นเรา ว่าภายในภายนอก คือที่เรานี้ก็มีกาย ที่กำลังนั่งอยู่ ก็กายทั้งนั้นเลย แล้วเมื่อไหร่ถึงจะคลาย และรู้ว่าแท้ที่จริงที่เคยสำคัญว่าเป็นกายคนนั้น กายคนนี้ ก็คือสภาพธรรมที่ปรากฏ นี่คือยิง ไวคือรู้ว่าขณะที่เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น ต่างกับขณะที่เห็น เมื่อไม่มีการอบรมเจริญปัญญาที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏจริงๆ ทางตากำลังปรากฏจริงๆ
เพราะฉะนั้น ปัญญาที่ถูก ต้องปัญญาจริงๆ ปัญญาที่จะถึงอริยสัจธรรม ก็ต้องสามารถที่จะเข้าใจถูกในลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริง ที่กำลังปรากฏ ไม่เช่นนั้น แล้วจะไม่ใช่ปัญญา และก็จะไม่ใช่หนทางที่จะละความเป็นตัวตนด้วย เพราะฉะนั้นผู้ที่ศึกษาธรรม ไม่ต้องท้อถอยเลย มีความเบิกบานที่ว่าเราเกิดมาแล้ว ไม่เคยได้เข้าใจธรรม จริงๆ ก็เริ่มที่จะได้เข้าใจ เป็นผู้ที่รู้หนทางว่าจะอบรมเจริญปัญญาที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญที่จะตรัสรู้ และทรงแสดงด้วยพระมหากรุณา เพราะถ้าไม่ทรงแสดงไว้ ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้เลยว่า ปัญญารู้อะไร ปัญญาละอะไร ปัญญาสามารถที่จะรู้แจ้งชัดอะไร เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่ควรจะเบิกบาน ไม่ใช่เป็นเรื่องท้อถอย
นาที ๑๑.๒๐
ผู้ฟัง ขอบพระคุณ ไว ในที่นี้ก็หมายความว่าเป็นปัญญา ไกล คือ ความลึกซึ้งของสภาพธรรม หรือ
ท่านอาจารย์ ไกลคือสามารถที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมะซึ่งแม้มีอยู่ แต่ถ้าไม่ระลึก ก็ไกลมาก คือไม่ปรากฏ ยิงไวคือ สามารถที่จะรู้การเกิดขึ้น และดับไปของสภาพธรรมได้
เพราะฉะนั้นในขณะที่กแลนด์สติ๊กเกอร์ตส์ เราก็สามารถที่จะรู้ความจริงว่าเวลาที่สติเริ่มเกิด และความไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏบ้างหรือยัง หรือเริ่มคลายหรือว่ายังไม่ได้ล่ะยังไม่ได้ขายอะไรเลย เพราะเพื่อนเริ่มจะเข้าใจก็เป็นเรื่องตรงตามความเป็นจริง แรกๆ ก็เป็นการที่รู้ว่าผู้ที่มีปัญญาที่ท่านสะสมมาแล้ว เวลาที่ได้ฟังพระธรรมแล้วมีพระธรรมปรากฏ ความเข้าใจของท่านจะจัดจะต่างกับผู้ที่ไม่ได้สะสมมา แม้ว่าทำมาก็กำลังปรากฏแล้วถ้าทำก็กำลังกล่าวถึงแต่ว่าความเข้าใจของเราในสิ่งที่กำลังปรากฏมากน้อยแค่ไหน
เพราะฉะนั้นแต่ละบุคคล ก็จะรู้ตามความเป็นจริงว่าเวลาที่ถึงการแหละที่การรู้แจ้งอริยสัจธรรม จะเกิดก็เหมือนกันล่ะเดี๋ยวนี้อ่ะคะที่ ถึงกาละที่จะเห็นขณะนี้ ถึงกาละที่จะได้ยินเสียงกำลังปรากฏขณะนี้ เมื่อมีเหตุที่สมควรแก่ผลเร็วมาก และก็เป็นเรื่องของการรู้จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของการละด้วย
ผู้ฟัง มัชฌิมาปฏิปทาเนี้ยคืออยู่ระหว่างความเพลิดเพลินกับการทรมานกาย ในระหว่างนั้นก็คือไม่สุดโต่งทั้งสองข้างท่านใช้คำว่าสุดโต่งนี้ในสมัยปัจจุบันเนี้ยมันสุดโต่งยังไงเราพอจะอนุมานได้เหมือนกับในสมัยโบราณไหม
อ.ประเชิญ ป้าเคยไปอินเดียใช่ไหมครับ ยังมีลัทธิศาสนาที่เขา เป็นข้อวัตรปฏิบัติที่ไม่ใส่เสื้อผ้านั้นก็มีใช่ไหม นี่คือชัดเจนที่มีในครั้งพุทธกาลแม้ในยุคนี้ก็มี แต่ว่าในปัจจุบัน ถ้าเราจะมอง คือไม่ถึงกับที่ทรมานตนชัดๆ อย่างนั้น แต่ว่า ในวิทยุท่านจะเคยยกตัวอย่างในเรื่องของ การที่อาจจะทำอะไรสักอย่างนึง อย่างถ้าก็ยกตัวอย่างเรื่องของการที่จะ อ่ะตัดเย็บเสื้อผ้าเนี่ยนะครับ เพื่อจะใส่วันพรุ่งนี้เนี่ยก็ทำทั้งคืนพอผิดแล้วก็แล้วก็ทำไม
ท่านอาจารย์ ที่แน่นอน คือขณะใดที่สัมมาสติไม่เกิด ระลึกลักษณะของสภาพธรรมะเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นก็มีสุดโต่งหลายแบบ ใช่ไหม สุดโต่งที่เราเห็นชัดๆ อย่างที่คุณประเชิญกล่าวถึงเมื่อกี้นี้ ไม่ใส่เสื้อผ้า ก็จะได้ไม่มีกิเลส หรือว่าทำอะไรก็คิดว่าทำไปจะได้ไม่มีกิเลส โดยที่ไม่มีปัญญาเกิดขึ้นเลย แต่ถ้าเป็นหนทางผิด เรียกว่า สุดโต่งได้ไหม เพราะเห็นว่าผิด หรือเพราะจำเป็นต้องผิดไปจนกระทั่งทุกคนมองเห็น แล้วถึงจะเรียกว่าเป็นทางสุดโต่ง
ผู้ฟัง นี่คือความละเอียดที่อาจารย์พูด คือความละเอียด เราอยู่ตรงนี้คือทำยังไงสติก็ไม่เกิดอก็คิดหนทางใหม่อที่เรียกว่า สีลัพตปรามาส อันนี้ก็เป็นสุดโต่ง
ท่านอาจารย์ ผู้ที่เป็นโสดาบันดับสีลัพตปรามาส
อ.นิภัทร คำว่า มัชฌิมาปฏิปทา คืออะไร ถ้าเข้าใจอันนี้นะ ก็จะเข้าใจสุดโต่งสองศูนย์ นะถ้าเข้าใจมัชฌิมาปฏิปทาอย่างถูกต้อง ท่านอาจารย์ท่านให้คำจำกัดความมัชฌิมาปฏิปทา คือขณะนี้ขณะที่สติระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ นะสติเกิดระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ขนาดในขณะนั้นเป็นมัชฌิมาปฏิปทานอกนั้นไม่ใช่
ผู้ฟัง อาจารย์ครับ ผมชอบประทับใจคำว่า ยิ่งไกลกับยิงไว ครับ อยากจะขยายให้ความหมาย ให้ครอบคลุม มีความเข้าใจมากขึ้นนะครับ คำว่าไว ผมไม่ทราบว่าจะใช้อยากจะยกตัวอย่างขึ้นมาอันนึง อย่างเช่น การเคลื่อนไหวร่างกายปัจจุบัน ณ ขณะนี้นะครับ มีการกรอกตาซ้าย กรอกตาขวาเคลื่อนมือไปมา ถ้าเราทราบเหตุผลในการเคลื่อนไหวของตัวเรานะกระทั่งสายตาที่กรอกเนี่ย นั่นคือรับรู้สภาพในปัจจุบันทำ พิจารณาธรรมที่กราฟกำลังปรากฏขึ้นอย่างงั้นถ้าเรารู้ทันเหตุผลมากเราทำเช่นนั้นเพื่ออะไรเนี่ยนั่นคือการ นั่นคือการใช้ปัญญาใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์ ใครรู้ ใครคิด ใครพิจารณา ใครรู้ ไม่ใช่ธรรม แต่เป็นเรา เพราะฉะนั้นการฟังธรรมในการต้องเข้าใจจริงๆ มีสภาพสภาวะของธรรม สิ่งที่เป็นธรรมคือ ธาตุ มีจริงๆ เกิด บังคับไม่ได้เลย จะยับยั้งธาตุหนึ่งธาตุใดที่มีปัจจัยเกิด บอกไม่ให้เกิด ก็ไม่ได้ และเกิดแล้วก็ไม่ให้ดับ ก็ไม่ได้ด้วย
เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจถูกต้อง ก็คือ รู้จักจริงๆ จรดกระดูกถึงคำว่า ธรรมไม่ใช่แค่ผิว ฝั่งไหนก็แค่ผิว คิดก็แค่ผิว ผู้ตามก็แค่ผิว แต่ที่จะเข้าใจความเป็นธรรมจริงๆ จะต้องมีการพิจารณาขั้นฟังเป็นปริยัติ จนกว่าจะมีปัจจัยพร้อมที่จะสติระลึกได้ที่ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เพราะว่าฟังมาก็มาก เรื่องของสิ่งที่ปรากฏทางตา และขณะนี้ก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตา ต่อไปก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วเมื่อไหร่จะเข้าใจถูกในลักษณะของสภาพที่กำลังปรากฏว่าขณะนี้
สิ่งที่ปรากฏเป็นธรรมอย่างหนึ่ง แล้วก็สภาพที่รู้คือเห็น ก็เป็นธาตุ หรือเป็นธรรมอีกอย่างหนึ่ง เพื่อที่จะได้รู้ความจริงว่าถ้าไม่มีนามธรรมรูปธรรม อะไรๆ ก็ไม่มี ถึงแม้ว่าจะมีปัจจัยที่รูปธรรมเกิด แต่ถ้าไม่มีสภาพรู้ หรือธาตุรู้ ก็ไม่สามารถที่จะมีสิ่งนั้นปรากฏได้ ถ้าไม่มีการเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ขณะนี้ก็ไม่ปรากฏ ถ้าไม่มีจิตที่สามารถได้ยินเสียง เสียงก็ปรากฏไม่ได้
เพราะฉะนั้น ก็ต้องรู้ตามความเป็นจริง ว่าขณะใดที่มีการเข้าใจธรรมขั้นปริยัติคือขั้นฟัง แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ก็จะถึงเวลาที่มีปัจจัยที่จะทำให้สติปัฎฐาน สภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง เกิดระลึกลักษณะของสภาพธรรมที่ฟังแล้วเข้าใจมาโดยตลอด แม้ขณะนี้ก็เข้าใจ คำว่า นามธรรมกับรูปธรรมนี้ ก็เข้าใจ แต่ขณะที่เห็นเดี๋ยวนี้ ถ้าเริ่มมีการคล้อยหรือน้อมไปหรือว่าค่อยๆ เข้าใจว่าขณะนี้ที่เห็น เป็นธาตุ หรือเป็นสภาพรู้ ซึ่งไม่มีรูปร่างสัณฐาน ไม่ใช่ใคร เกิดแล้วก็ดับไปนั่นคือ การศึกษาลักษณะของสภาพธรรมที่จะเข้าใจตัวธรรมจริงๆ หรือสภาพธรรมที่มีจริงๆ ไม่ใช่เป็นการคิด หรือพิจารณาด้วยความเป็นเรา เพราะฉะนั้นก็ต้องทราบ ว่าหนทางที่จะละจะคลาย จะหมดความเป็นเราได้ ก็ด้วยหนทางเดียว เอกายนมรรค คือสติปัฎฐาน ใช่คำว่ามัชฌิมาปฏิปทาหรือมักมีองค์๘ก็เหมือนกันหรือสติปัฎฐานก็เหมือนกัน
อ.อรรณพ ท่านได้ประกาศอริยสัจทั้ง๔ ก็คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ความหมายของคำว่า ทุกข์ เราอาจยังเข้าใจกันไม่ชัดเจน เพราะว่า ในพระไตรปิฎก แสดงทุกข์ไว้ถึง ๓ ความหมาย คือ ทุกขทุกข ทุกขังอริยสัจ และก็ทุกค่ะลักษณะเหรียญ อาจารย์ได้ช่วยอธิบายทุกทั้ง ๓
นาที ๑๙.๐๐
อ.ประเชิญ แล้วก็ที่เห็นว่าทุกข์อริยสัจที่ท่านแสดงตรงนี้นะมีความหมายอย่างไรครับ ครับสำหรับคำว่าทุกข์เนี่ยนะครับ การเกิดเป็นทุกข์การแก่เป็นทุกข์ การตายเป็นทุกข์การพรากจากของรักก็เป็นทุกข์อันนี้คือลักษณะสำนวนของพระสูตร เทเป็นที่เข้าใจกันในยุคนั้นสมัยนั้นนะครับ และภายหลังท่านก็ยังสรุปนะครับ ว่าโดยย่อแล้วเนี่ย อุปทานขันธ์ทั้ง๕นั่นเองเป็นทุกข์ นะครับ ซึ่งตรงนี้ก็จะสื่อให้เห็นนะครับ ว่าที่แสดงมาทั้งหมดเนี่ยก็คือ อุปทานขันธ์ทั้ง๕นั่นเองที่เป็นทุกข์ และคำว่าทุกวันนี้ก็ยังจำแนกอีกมากมายนะครับ ที่ ในถาม๓ข้อนะครับ คือทุกๆ อันนี้ก็ เป็นลักษณะสภาพธรรมะนะครับ ที่ท่านจำแน่ โดยเวทนานะครับ ถูกกระทบนั้นท่านแสดงว่าเป็นทุกขเวทนา และ ทุกข์ทางใจนะครับ ซึ่งท่านจำแนก เวทนาทั้งหมดเนี่ยโดยอธิบายคำว่าถูกกระทบก็เป็น ทุกข์กายทุกข์ใจใช่ครับทุกข์กายทุกข์ใจสภาพสามารถที่เป็นทุกข์จริงๆ นะครับ ส่วนทุกข์ และอริยสัจใช่ไหมครับข้อที่สองครับ หยดการเขยนตามคำบอกชวคราว อย่างที่กล่าวแล้วนะครับ คือโดยย่อแล้วเนี่ยคืออุปทานขันธ์ทั้ง๕ พลาดโดยประมาททำก็คือ แล้วก็ธรรมะที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไปนะครับ ที่ทนได้ยากนะครับ ไม่สามารถจะทนอยู่สภาพเดิมได้ หน้าแก่จิตปรมัตถ์ เจตสิกปรมัตถ์ ซึ่งก็ต้องเว้นสมุดไทยไปใช่ไหมครับ และก็รูปปรมัตถ์เป็นสภาพธรรมะที่เกิดขึ้น แล้วก็เป็น ผลของสมุดไทยนั่นเองนะครับ เป็น ทุกขังอริยสัจ แล้วก็อันที่๓ทุกคนลักษณะนี้นะครับ เป็นลักษณะของ สภาพสามารถที่เกิดขึ้น ซึ่งจะ รวมครอบคลุม ถึงสภาพสามารถที่เป็นโรกุตระธรรมด้วยนะครับ สภาพธรรมะใดก็ตามที่เกิดขึ้น แล้วทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้นะครับ ซึ่งจะรวมถึงสมุนไพร และ โลกุตระจิตด้วย ซึ่งว่าโดยมักจะทำก็เป็น๓ประมาททำเช่นเดียวกันแต่ว่า สภาสามารถทั้ง๓ปรมัตถ์ธรรมเนี่ยนะครับ เป็น มีลักษณะที่เป็นลักษณะที่๓ัญท่านเรียกว่า ไตรลักษณเนี่ยนะครับ ทุกลักษณะก็เป็นลักษณะหนึ่งของแต่ลักษณะนั้น สภาพทำอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถที่จะทนอยู่ได้สภาพชนะสภาพธรรมอันนั้นก็คือ เป็นทุกลักษณะลักษณะที่เป็น๓ัญของสภาพธรรมะที่เกิดขึ้นทั้งหมดครับ ค่ะนี้ในข้อก่อนหน้านี้ที่เป็นเรื่องของมัชฌิมาปฏิปทาที่ท่านอาจารย์ได้กรุณาบอกว่าคือการเจริญสติปัฎฐานเนี่ยนะคะ การเจริญสติปัฎฐานกับการที่จะกำหนดรู้ทุกข์ในคือรู้กิจของทุกคาริยะสัจจะเนี่ยนะคะ จะมีความเกี่ยวเนื่องกันยังไงคะ อาจารย์คะทุกข์เป็นสิ่งที่ควรรู้ค่ะค่ะเป็นสิ่งที่ควรรู้มีใครรู้บ้างแล้วค่ะแต่ปุถุชนบ้างเคยฟังเรื่องทุกข์นะคะ แต่ว่ารู้ทุกข์จริงๆ หรือเปล่า เพราะฉะนั้นข้อความในพระสูตรก็มีนะคะ ที่พวกขันธ์ยะเดชทีนะคะ ก็ถามพระภิกษุว่าท่านบวชในพระธรรมวินัยนี้เพื่ออะไร เท่านั้นแต่ว่าเพื่อรู้ทุกข์ ซึ่งธรรมดาชาวบ้านเนี่ยก็มีทุกข์นะคะ แล้วก็เห็นทุกข์หลายอย่างแต่ว่าไม่ใช่รู้ทุกข์ตามความเป็นจริงว่าไม่ใช่ตัวตนหมายถึงว่าเป็นทุกลักษณะหรือเปล่าคะแน่นอนคะ กระทั่งจากจีนค่ะ จากที่ฟังแล้วเนี่ยนะคะ ที่ฉันจะกลับบอกว่าขณะนี้เนี่ยยังรู้ว่าทุกแบบว่ามีตัวตนแต่พอฟังแล้วเข้าใจเราก็คล้อยตามไปว่าอ้าวใช้ตอนเนี่ยเป็นทุกข์แบบที่ไม่มีตัวตนนะอย่างงี้ไม่คิดว่าเข้าใจแล้วหรอคะเวลานี้ใครมีทุกข์บ้างค่ะ มีแน่ๆ เลยใช่มั้ยคะแต่เป็นใครถูกนั้นเป็นเรา ค่ะ เพราะฉะนั้นทุกข์ในชีวิตประจำวันเนี่ยนะคะ มีไม่ใช่ไม่มีค่ะแล้วเป็นทุกคนลักษณะด้วย และเป็นทุกข์ค่ะอริยสัจจะสำหรับผู้ที่อบรมเจริญปัญญารู้แจ้งอริยสัจธรรมแต่ถ้ายังไม่ได้อบรมเจริญปัญญานะคะ ก็คือทุกลักษณะนั้นไม่ต่างกันเลยแต่ว่าเป็นเราแต่ถ้ามีปัญญาก็จะรู้ลักษณะของทุกข์ตามความเป็นจริงว่าเป็นสภาพธรรมะ อย่างหนึ่ง ค่อยๆ อบรมจนกระทั่งทุกอย่างในชีวิตประจำวันนะคะ ก็เป็นสภาพธรรมะแต่ละอย่างแต่ละอย่างแล้วจึงจะประจักษ์การเกิดดับได้เราไม่มีปัญญาสมบูรณ์ขึ้นไม่ใช่เพียงแค่รู้นะคะ ว่าขณะนี้สภาพธรรมะเป็นทุกข์เพราะเกิดดับ แต่ว่าไม่รู้สักอย่างเดียวสักขณะเดียวว่าอะไรที่กำลังเกิดอะไรกำลัง สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นนะคะ สิ่งนั้นต้องดับสิ่งที่เกิดแล้วดับเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ค่ะท่านอาจารย์สมพรมีอะไรจะเพิ่มเติมนะคะ สักครู่อาคำว่าถกน้ำมันมีความหมายต่างกันนะครับ ของเราก็ของทุกสัจจะนะครับ เราเนี่ยเช่นทุกขเวทนาหรือสุขเวทนาเรามุ่งแค่นี้นะครับ เราไม่ได้มุ่งถึงปรมัตถาปรมัตถ์แล้ว รายละเอียดเหลือเกิน ท่านบอกว่าอ่ะถ้าอาจารย์บอกว่าสิ่งที่ไม่มีในโลกนี่คืออะไรคือความเที่ยงอย่างหนึ่งคือสัตว์บุคคลอย่างหนึ่งไม่มีจริงๆ โดยประมาทไม่มีเลยนะครับ ขนสัตว์เนมีจริงโดยปรมัตถ์ไม่มีนะครับ ที่จริงโดยปรมัตถ์ไม่มีความเที่ยง จริงโดยปรมัตถ์ก็ไม่มีนะครับ เพราะฉะนั้นขณะที่เจริญวิปัสสนาจึงมีนาม และรูปเป็นอารมณ์ไม่ใช่คอนไม่ใช่สัตว์นะครับ ไม่ใช่เอาขนสัตว์หรือยังมีคอนสัตว์เป็นอารมณ์อยู่ก็ระลึกถึงนาม และลบเท่านั้น ไม่มีคนไม่มีสัตว์มีแต่ปรมัตถ์ก็ทุกข์อริยสัจจะนะคะ ก็โดยสภาพของปรมัตธรรมก็จะต้องเป็นทุกข์ค่ะลักษณะนะคะ และพระผู้มีพระภาคก็ได้กราบไหว้โดยสรุปนะคะ ก็คือโดยย่ออุปาทานขันธ์๕เป็นทุกข์นะคะ ครับ และพระองค์ท่านก็ได้แสดงต่อไปนะครับ หลังจากที่ท่านได้แสดงเรื่องคุกนะครับ สมุดทัยนิโรธมากแล้วนะครับ ซึ่งอาจารย์เผชิญก็ได้สรุปแล้วนะครับ ว่าทุกข์คืออะไรในที่นี้สมมติไทยนะครับ ก็คือตัณหาทั้ง๓อย่างวิโรจน์ก็คือพระนิพพานนะครับ และหมัดก็คือ มัชฌิมาปฏิปทาจึงได้อาจารย์ได้กล่าวโดยละเอียดแล้วนะครับ หลังจากนั้นก็ได้ทรงแสดงถึงว่าทุกข์ควรที่จะรู้นะครับ ทุกข์คือสภาพที่ควรกำหนดรู้สมุทัยนะครับ ควรละนิโรธควรกระทำให้แจ้งนะครับ และมากควรเจริญ และหลังจากนั้นนะครับ ก็ยังได้ทรงแสดงอริยสัจ ทั้ง๔นะครับ โดยอาการ๑๒นะครับ ก็คือโดยวนรอบ๓นะครับ ก็คือโดยสัจญาณกิจญาณนัดไตานนะครับ แต่ว่าประโยคสุดท้ายนะครับ หลังจากที่ พระผู้มีพระภาคได้จากพระพุทธพจน์นี้แล้วนะครับ พี่สุปัญจวคีย์ปลื้มใจชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า พอเมื่อพระผู้มีพระภาค จัดไว้ยากรณะภาษิตนี้อยู่ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีปราศจากมลทินได้เกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑธัญญะว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับเป็นธรรมดา ครับตรงนี้ครับอยากเรียนถามท่านอาจารย์ในส่วนของพระสูตรเป็นประเด็นธรรมะสุดท้ายนะครับ ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับเป็นธรรมดาสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ท่านควรธัญญท่าน มีดวงตาเห็นธรรมนะครับ คืออะไรครับอาจารย์ครับ จะต้องไม่พ้นจัดอริยสัจนะคะ แต่ว่าขอให้พิจารณาดูค่ะจากที่กล่าวถึงในตอนต้นนะคะ คือเรื่องมัชฌิมาปฏิปทาแล้วไปถึงอริยสัจ ปัญญาของผู้ฟังนะคะ รู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคลท่านพระอัญญาโกณธัญญะเป็นสาวกรูปแรกนะคะ ลองคิดดูค่ะว่าใครอยากจะเป็นอย่างนั้นบ้าง ค่ะ มีใครอยากจะเป็นอย่างนี้ไหมคะหรือว่าเป็นไม่ได้ก็ไม่ต้องไปยากใช่ไหมคะถ้าเป็นไม่ได้แล้วไปยากก็เสียเวลาเปล่าแต่ต้องเป็นเรื่องที่อบรมเพราะว่าถ้าศึกษาประวัติของท่านพระอัญญาก้นธัญญแสน๙ ที่ได้พบพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ได้ตั้งความปรารถนาที่จะได้เป็นผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นสาวกรูปแรกของพระอรหันต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และก็ได้เฝ้าได้อบรมเจริญปัญญามากมายนะคะ จนกระทั่งจริงพระอรหันต์สัมมาสำเร็จเจ้าพระองค์นี้ เพราะฉะนั้นการที่เราจะเข้าใจธรรมะจริงๆ นะคะ ไม่ใช่ของปลอมของจริงกำลังเผชิญหน้าทุกขณะนะคะ ที่เห็นที่ได้ยินที่ได้กลิ่นที่ลิ้มรสที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสที่คิดในทุกวันทุกคืนนะคะ เป็นสิ่งที่สามารถที่ปัญญาจะค่อยๆ เข้าใจลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรมะ และเมื่อปัญญาค่อยๆ อบรมเจริญขึ้นไม่ต้องมีความสงสัยอย่างท่านท่านพระอัญญาโกณธัญญะท่านก็ไม่ได้สงสัยเลยนะคะ ในหนทางปฏิบัติในมัชฌิมาปฏิปทาในอริยสัจ๔ เพราะฉะนั้นสำหรับอริยสัจ๔ที่กล่าวถึงที่ว่าสิ่งใดที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นก็มีความดับเป็นธรรมดา เดี๋ยวนี้หรือเปล่าคะ เป็นธรรมดาหรือเปล่า ฝันเป็นธรรมดาจะต้องอบรมเจริญปัญญาเห็นความเป็นธรรมดาประจักษ์แจ้งความเป็นธรรมดานั่นคือการเป็นผู้ที่ที่มีความมั่นคงในพระธรรมนะคะ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องรู้ยากเพราะเหตุว่าลึกซึ้งแต่ว่าไม่ผิดหนทาง
- สังเวชนีย - พระบรมสารีริกธาตุ
- สติ - ธรรมไม่ใช่เรา
- คยา - พุทธานุสสติ (ตอนที่ 1)
- คยา - พุทธานุสสติ (ตอนที่ 2)
- คยา - พุทธานุสสติ (ตอนที่ 3) และ ฉันทะของผู้ที่จะเป็นพุทธเจ้า (ตอนที่ 1)
- คยา - ฉันทะของผู้ที่จะเป็นพุทธเจ้า (ตอนที่ 2)
- คยา - ตรัสรู้ - พุทธวิปัสสนา (ตอนที่ 1)
- คยา - พุทธวิปัสสนา (ตอนที่ 2)
- คยา - พุทธวิปัสสนา (ตอนที่ 3)
- คยา - พุทธวิปัสสนา (ตอนที่ 4)
- คยา - พุทธวิปัสสนา (ตอนที่ 5)
- คยา - พุทธวิปัสสนา (ตอนที่ 6)
- คยา - พุทธวิปัสสนา (ตอนที่ 7) - มารรบกวนพระผู้มีพระภาคหลังตรัสรู้
- คยา - มารรบกวน - อันตรธาน
- คยา - ปฎิปทา - วิวาท - เลื่อมใส
- คยา - เลื่อมใส - มรรค - ทุกข์ - สติรู้ขันธ์
- ราชคฤห์ - พระเจ้าปุกกุสาติ (ตอนที่ 1)
- ราชคฤห์ - พระเจ้าปุกกุสาติ (ตอนที่ 2)
- ราชคฤห์ - พระเจ้าปุกกุสาติ (ตอนที่ 3) - ภิกษุ ๗ รูป (ตอนที่ 1)
- ราชคฤห์ - ภิกษุ ๗ รูป (ตอนที่ 2)
- ราชคฤห์ - ปุกกุสาติกุลบุตร - ธาตุวิภังคสูตร
- ราชคฤห์ - ธาตุมนสิการ
- ราชคฤห์ - สังคยนา ๑ - พระอานนท์
- ราชคฤห์ - อานันทเถรคาถา
- คิชฌกูฎ - ทีฆนข - จังกม - ลักขณสูตร
- คิชฌกูฎ - พระฉันนะ - กัสสปภิกษุ - มหาสาโรปมสูตร
- นาลันทา - พระสารีบุตรปรินิพพาน
- นาลันทา - พระสารีบุตรแสดงเรื่องบารมี - ทุกข์ ๓ - ลูกศร
- พาราณสี - ธัมมจักร - ปัญจวัคคีย์
- พาราณสี - มัชฌิมาปฏิปทา - สติ - สัจจ์
- พาราณสี - บัญญัติไม่เป็นอารมณ์ของสติปัฏฐาน (ตอนที่ 1)
- พาราณสี - บัญญัติไม่เป็นอารมณ์ของสติปัฎฐาน (ตอนที่ 2)
- พาราณสี - บัญญัติไม่เป็นอารมณ์ของสติปัฏฐาน (ตอนที่ 3)
- กุสินารา - มหาปรินิพพานสูตร
- กุสินารา - มรณสติ (ตอนที่ 1)
- กุสินารา - มรณสติ (ตอนที่ 2)
- กุสินารา - มรณสติ (ตอนที่ 3)
- กุสินารา - มรณสติ (ตอนที่ 4)
- กุสินารา - มรณสติ (ตอนที่ 5)
- กุสินารา - มรณสติ (ตอนที่ 6)
- กุสินารา - มรณสติ (ตอนที่ 7)
- กุสินารา - มรณสติ (ตอนที่ 8)
- กุสินารา - มรณสติ (ตอนที่ 9)