ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๕
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)
ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๕
~ ควรอบรมเจริญสัมมาทิฏฐิ
ข้อปฏิบัติที่ถูก สัมมาปฏิบัติ ซึ่งจะต้องพิจารณาให้ละเอียดจริงๆ
ถ้าไม่พิจารณา เพียงแต่ได้รับคำบอกเล่าให้กระทำอย่างหนึ่งอย่างใด
ก็ประพฤติปฏิบัติตามโดยความไม่รู้
ไม่ได้เข้าใจอะไรเลยว่าทำไมจึงทำอย่างนั้น มีเหตุผลอะไร
ปัญญารู้อะไร ในขณะนั้นทำเพื่ออะไร
ถ้าทำเพื่อต้องการเห็นสิ่งอื่นซึ่งไม่ใช่รู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้
ก็ไม่มีประโยชน์
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 916)
~ คนอื่นไม่สามารถทำร้ายจิตใจของท่านได้เลย
แต่ว่ากิเลสของตนเองเท่านั้นที่เกิดขึ้นทำร้ายจิตใจของตนเอง
ถ้าถูกโจรจับเลื่อยอวัยวะ โจรสามารถทำร้ายได้เพียงอวัยวะ
แต่จิตของคนนั้นที่เป็นกุศลเกิดขึ้น โจรไม่สามารถทำร้ายได้
เพราะฉะนั้น อกุศลทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่คนอื่น
ไม่ว่าหน้าตาจะบอกบุญไม่รับ
ก็ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้อกุศลจิตของท่านเกิดได้ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะกิเลสของท่านเอง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 915)
~ คนที่จะอบรมเจริญปัญญาจะละโลภะ เพราะว่าเห็นโทษของโลภะ
และสามารถที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง
จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ลักษณะที่ต่างกันของสภาพธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลโดยละเอียดขึ้นเรื่อยๆ
มิฉะนั้นแล้วดับกิเลสไม่ได้
ถ้าพระอรหันต์ก่อนที่จะเป็นพระอรหันต์ไม่เห็นโทษของโลภะ
แม้เพียงเล็กน้อย ย่อมไม่สามารถที่จะดับโลภะอย่างละเอียดได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 916)
~ อวิชชาคือไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้
และวิชชาคือรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้
แล้วมีใครเป็นที่พึ่งที่จะทำให้เข้าใจความจริงในขณะนี้ได้
พึ่งตัวเองไม่ได้แน่ใช่หรือไม่ เพราะพึ่งอย่างไรก็ไม่รู้
คิดอย่างไรก็ไม่รู้ว่าเห็นขณะนี้ไม่ใช่เรา ซึ่งเกิดแล้วด้วย
กำลังเกิดด้วย ดับไปแล้วด้วย เกิดอีกด้วย แต่ละหนึ่งๆ
ผ่านไปด้วยความไม่รู้ เพราะฉะนั้น
ทั้งชีวิตถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีทางที่จะเข้าใจความจริง
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1258)
~ จริงๆ แล้วทุกข์เพราะไม่รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงคือไม่มีเรา
ใครทำให้ทุกอย่างที่มีเกิดขึ้นไม่ได้ แต่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
ถ้าคิดอย่างนี้จะเดือดร้อนหรือไม่ เพราะว่าสิ่งที่เกิดก็ดับแล้วด้วย
เพราะฉะนั้นกว่าจะหมดทุกข์จริงๆ
ต้องอาศัยปัญญาความเข้าใจถูกตามความเป็นจริง ค่อยๆ
เข้าใจขึ้นจะทำให้รู้ว่าไม่มีเรา และไม่มีอะไรที่จะไปทำอะไร
ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครได้เลยทั้งสิ้น
เพราะว่าสิ่งนั้นต้องเกิดตามปัจจัยที่อุปการะ เกื้อกูล อุดหนุน
ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1258)
~ ความเห็นถูกจะไปทำหน้าที่ของความไม่รู้ก็ไม่ได้
ความไม่ติดข้องจะไปทำหน้าที่ของความติดข้องก็ไม่ได้
ความไม่โกรธจะไปโกรธก็ไม่ได้ เพราะลักษณะนั้นเกิดขึ้นไม่โกรธ
จะให้เป็นโกรธก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น
มีความเข้าใจมั่นคงขึ้นว่าไม่มีเรา ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใด
มีแต่ธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งถ้ายิ่งเข้าใจความเป็นธรรมมากเท่าไร
ความเข้าใจนั้นค่อยๆ ละความเป็นเรา ไม่ใช่ละวางเสีย ปลงเสีย
โดยไม่มีความเข้าใจอะไรเลย
ต้องรู้เหตุด้วยว่าที่จะเป็นอย่างนั้นได้เพราะเข้าใจ
และที่ไม่เป็นอย่างนั้นก็เพราะไม่เข้าใจ
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1259)
~ คำว่าเป็นอนัตตา หมายความว่า ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา
ไม่ใช่เรา พูดเช่นนี้เชื่อหรือไม่ สิ่งที่มีจริงตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
แม้เห็นเดี๋ยวนี้ก็มี ได้ยินก็มี แต่ไม่ใช่เรา
เพราะเป็นสิ่งที่มีจริงที่ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี
แล้วใครทำให้เกิดไม่ได้ด้วย แต่เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย
ทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนตาย ทุกขณะเกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย
แต่ความไม่รู้ก็ทำให้ไปแสวงหาธรรมที่อื่น พยายามจะไปรู้อย่างอื่น
แล้วจะรู้สิ่งที่เดี๋ยวนี้ปรากฏเกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัยหรือไม่
นี่เพียงคำไม่กี่คำ แต่ว่าอะไรเป็นของเราบ้าง
ตรงหรือไม่กับที่ว่าไม่มีเรา มีแต่ธรรม
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1260)
~ ธรรมไม่ใช่ต้องไปหาที่อื่นที่ไหนเลยทั้งสิ้น กำลังเผชิญหน้าทุกขณะ
ตั้งแต่เกิดจนตายไม่รู้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า
แท้ที่จริงแล้วคือ "ไม่มีอะไร แล้วก็มี แล้วก็หามีไม่" เพราะฉะนั้น
เราติดข้องในสิ่งที่ไม่มี ถูกต้องหรือไม่ เพียงเมื่อครู่นี้มี
เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว เสียงเมื่อครู่นี้มี เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว
แล้วเราก็ชอบฟังเสียงเพราะๆ เพียงได้ยินแล้วก็ไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้น
เราติดข้องในสิ่งที่ไม่มี ลองคิด ฉลาดหรือไม่ฉลาด?
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1260)
~ ผู้ที่ได้ฟังพระธรรมและเห็นคุณจริงๆ
จะไม่ละเลยการที่จะไตร่ตรองและดำรงสิ่งที่มีค่าที่สุด
เพราะว่าถ้าใครก็ตามมีความเห็นที่ถูกต้อง
หวังที่จะให้คนอื่นเข้าใจด้วยหรือไม่ เราเป็นมิตรที่ดี
เป็นเพื่อนที่ดี ให้สิ่งที่ดีกันมามากแล้ว
แต่การให้สิ่งที่ดีที่สุดยิ่งกว่านั้นคือ
ให้สิ่งซึ่งใครก็ให้ไม่ได้นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งคำของพระองค์แต่ละคำ
จะรับหรือไม่รับ ใครก็บังคับบัญชาไม่ได้เพราะเป็นอนัตตา
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1253)
*** ~ ไม่มีใครอยากเลว ไม่มีใครอยากชั่ว ไม่มีใครอยากโกง
แต่ถ้าไม่มีความละอายก็ทำได้ ส่วนคนที่ไม่ทำเพราะละอาย
แล้วจะมีความละอายได้อย่างไร
ละอายละเอียดมากจนกระทั่งละอายต่อความไม่รู้ เพราะฉะนั้น
รู้เลยว่าใครจะคิดอย่างไรก็ตาม
ไม่มีใครมีพระปัญญาเท่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1253)
*** ~ คุณความดีทุกขณะเป็นการเสียสละ เสียสละความไม่ดี
เสียสละความเห็นแก่ตัว ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมด
จนกระทั่งแม้ขณะที่ยังไม่อยากจะเข้าใจธรรม ยังไม่อยากฟัง
เก็บไว้ก่อน รอไว้ก่อน ก็คือไม่ใช่ขณะที่จะสละความไม่รู้
แล้วเมื่อไรจะสละได้ เพราะฉะนั้นยิ่งสละเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี
เพราะใครจะรู้ว่าอยู่ในโลกนี้อีกนานเท่าไร
เพราะสิ่งที่มีในโลกนี้ซึ่งผ่านมาด้วยความไม่รู้ก็จะไม่รู้ต่อไป
ถ้ายังคงไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1255)
~ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตาทุกอย่างหมด
ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครและไม่มีใครด้วย
เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย แต่ละวันที่ได้ฟังในแต่ละชาติพอที่จะค่อยๆ
รู้ความจริงขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จากการที่กี่ชาติมาแล้วก็ไม่รู้
แต่พอฟังแล้วก็ค่อยๆ เริ่มรู้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1264)
~ ทุกอย่างเป็นอนัตตา เป็นธรรมซึ่งไม่มีเจ้าของ และไม่ใช่ของใคร
แต่กว่าจะรู้จริงอย่างนี้ ก็ต้องฟังไป แล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น
จนสามารถรู้ว่า ขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ เป็นธรรมที่เกิดแล้วดับ
แค่เกิดแล้วดับ ถ้าไม่เกิด ไม่มี มีแล้วดับ
เพราะมีอย่างอื่นปรากฏสืบต่อทันที เร็วมาก
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
569)
~ สิ่งที่ประเสริฐที่สุดในชีวิตนี้ก็คือสามารถเห็นถูก เข้าใจถูก
ในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ มิฉะนั้นก็หลับไม่ตื่นตลอดทุกภพทุกชาติ
เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงชั่วขณะ
ทุกขณะของชีวิตนี้ชั่วคราว คำว่า “ชั่วคราว” สั้นแสนสั้น
เกินกว่าที่เราจะคิดประมาณได้
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
563)
~ ทุกอย่างต้องอาศัยการอบรม เพราะว่าคิดถึงจิตแสนโกฏิกัปป์มาแล้ว
สะสมอะไรมาก อกุศลมาก กระด้าง หยาบ แข็ง ไม่อ่อน
ไม่ควรแก่การงานที่จะเป็นกุศลเลย
แม้ว่าจะได้ฟังพระธรรมที่ทรงชี้โทษของอกุศลและประโยชน์ของกุศลมากมายสักเท่าไร
จิตใจก็ยังไม่อ่อนที่จะเกิดเป็นกุศลในขณะนั้นได้
จนกว่าพระธรรมที่ได้เข้าใจแล้ว
จะทำให้สภาพที่แข็งกระด้างของจิตค่อยๆ อ่อนลง
จนกระทั่งสามารถที่จะเป็นกุศลได้อย่างรวดเร็ว จนเป็นอุปนิสัย
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
563)
~ ความเห็นผิดยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา
ความเห็นถูกเข้าใจถูกต้องว่าไม่มีเรา แต่เป็นธรรม
ทุกอย่างที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา เป็นธรรมทั้งหมด
ทุกอย่างที่เข้าใจว่าเป็นคนนั้นคนนี้ก็เป็นธรรมทั้งหมด
ทุกอย่างที่เข้าใจว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ก็เป็นธรรมนั่นเองแต่ละลักษณะซึ่งมีปัจจัยปรุงแต่ง
เกิดแล้วดับ แล้วไม่กลับมาสักอย่างเดียว
ไม่ว่าจะเป็นธรรมอะไรก็ตาม
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
563)
*** ~
คนที่มีอกุศลมากก็คงต้องเป็นอกุศลเพิ่มขึ้นจนกระทั่งไม่สามารถรู้ได้ว่าวันไหนจะทำอกุศลมากมายได้อย่างไร
เช่น ท่านพระเทวทัต จะมีใครคิด ชาวพุทธทุกคนมองไม่ออก
คิดไม่ถึงเลยว่า ใครจะสามารถเปรียบตัวเองกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
แต่ผู้ที่สะสมอกุศลมาก็เป็นอย่างนั้นได้
ใครสามารถทำอกุศลหนักหนาสาหัสได้ ก็คือผู้ที่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม
ไม่มีความละอาย***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
547)
~ การที่เห็นอกุศลของคนอื่นแล้วเป็นอกุศลตามไปด้วย สมควรหรือไม่
โกรธตอบคนที่โกรธ ชวนกันโกรธ ไม่จบ ตอบกันไปตอบกันมา
แต่ถ้ารู้ว่าเป็นอกุศล แล้วของเราเอง ขณะนั้นปัญญาสามารถเป็นกุศลได้
เปลี่ยนจากโทสะ เป็นการอภัย เป็นเมตตา
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
547)
~ ขณะที่เป็นอกุศลก็ประมาท
ขณะใดก็ตามที่กุศลประเภทหนึ่งประเภทใดเกิด
สตินั่นแหละระลึกถึงกุศลประเภทนั้น เช่น ขณะที่ให้ทาน
ก็เพราะสติเป็นไปในการให้ ขณะที่วิรัติทุจริต
ก็เพราะสติเกิดขึ้นเป็นไปเว้นจากสิ่งที่เป็นกายวาจาที่ทุจริต
หรือขณะที่ทำสิ่งใดที่สมควรเป็นการช่วยเหลือบุคคลอื่น
ก็เพราะสติเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น
สติจึงเป็นประโยชน์ในที่ทั้งปวง ถ้าสติไม่เกิดก็คือเป็นอกุศล
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
570)
~ ถ้าท่านเริ่มเป็นผู้ที่เห็นโทษของอกุศลทั้งหลาย
และเจริญธรรมที่เป็นกุศลธรรม ก็จะเป็นผู้ที่อ่อนโยน
เป็นผู้ที่ง่ายขึ้นในการที่จะให้กุศลจิตเกิดแทนอกุศล
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 690)
*** ~ ไม่มีสักคำเดียวที่ผู้เป็นกัลยาณมิตรสูงสุด คือ
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะให้เกิดโทษและอกุศลกับบุคคลหนึ่งบุคคลใด
ก็ควรจะประพฤติปฏิบัติอย่างนั้นด้วย
เพราะเหตุว่าแต่ละคนก็เป็นแต่ละจิตตามการสะสมสืบต่อมานานแสนนาน
ทำให้มีอัธยาศัยต่างๆ กันไป เพราะฉะนั้น ความคิด
ความเห็นก็ต้องต่างกันไป แต่ว่าผู้ที่เป็นมิตรจริงๆ
อดทนไหมที่จะเห็นประโยชน์ของมิตร
เวลาเป็นมิตรจะไม่เห็นประโยชน์ของตน
แต่จะเห็นประโยชน์ของผู้ที่เราเป็นมิตรกับเขา คือ
เห็นประโยชน์ของคนอื่น
ยอมสละแม้ความสุขเพื่อประโยชน์ของคนที่เราเป็นมิตรได้ไหม?***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
581)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๗๔

...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...
