ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๔
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)
ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๔

~ ขณะใดที่เมตตาเกิดขึ้นจริงๆ เจริญขึ้น เพิ่มขึ้นทั้งทางกาย วาจา
ใจ ก็ย่อมจะประกอบด้วยเมตตา แม้แต่ขณะที่ไม่เห็น เพียงแต่วันหนึ่งๆ
คิดถึงว่าจะทำประโยชน์ให้แก่ใคร หวังประโยชน์เกื้อกูล
คิดในทางที่จะเกื้อกูล ขณะนั้นก็เป็นเมตตาโดยที่ไม่ต้องท่อง
ไม่ว่าจะคิดอะไร ก็ขอให้ประกอบด้วยเมตตา
กิริยาอาการก็ประกอบด้วยเมตตา
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
901)
~ ในระหว่างสหายทั้งหลาย ถ้าท่านเมตตาต่อสหายทั้งหลายจริงๆ กาย
วาจาของท่านจะทำให้สหายของท่านรู้สึกสบายใจ รักใคร่ สนิทสนม คุ้นเคย
เป็นกันเอง ไม่มีช่องว่างที่กั้นด้วยสกุล ทรัพย์
หรือชาติกำเนิดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องของเมตตาจริงๆ
ที่จะอบรมเจริญอยู่เรื่อยๆ ทั้งกาย วาจา ใจ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
906)
~ เรื่องของการที่จะละกิเลสต้องเป็นเรื่องของปัญญาที่รู้จริงๆ
ในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ไม่ใช่คิดถึงเมื่อวานนี้
หรือว่าคิดถึงพรุ่งนี้ แต่เดี๋ยวนี้เอง ถ้าปัญญาจะเกิด
ปัญญาก็เกิดเดี๋ยวนี้ ถ้าจะอบรมเจริญปัญญา ก็อบรมเจริญเดี๋ยวนี้
เพราะว่าขณะก่อนก็ผ่านไปแล้ว และขณะต่อไปก็ยังไม่มาถึง เพราะฉะนั้น
ถ้าปัญญาเกิดในขณะนี้ ถึงปัญญานั้นจะดับ ก็สะสมสืบต่อในจิตดวง ต่อๆ
ไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยทำให้ปัญญามั่นคงขึ้น และที่มั่นคง
ก็คือไม่หวั่นไหว
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
917)
~ ถ้าเป็นอกุศล หวั่นไหวแน่นอน แต่ขณะใดที่เป็นกุศล
ขณะนั้นไม่หวั่นไหว เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ จะรู้ได้ว่า หวั่นไหวมาก
หรือว่าหวั่นไหวน้อย ก็เพราะว่ากุศลจิตเกิดมาก
หรืออกุศลจิตเกิดมาก
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
917)
~ เวลาที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นและสามารถที่จะไม่เกิดโทสะ
เป็นการตัดเวรภัยซึ่งจะเกิดต่อไป เพราะในขณะนั้นเป็นการให้อภัย
มีความเห็นใจ มีความเมตตากรุณา และมีความหวังดีต่อผู้ที่นำความทุกข์
ความเดือดร้อนมาให้ โดยที่ไม่ก่อเรื่องต่อไป
ทำให้พ้นจากเวรภัยทั้งปวงได้ เพราะฉะนั้น
เรื่องของเมตตาเป็นเรื่องเจริญจริงๆ อบรมให้มีขึ้นจริงๆ
โดยที่ว่าขณะนั้นเป็นลักษณะสภาพที่ตรงกันข้ามกับความโกรธหรือว่าการก่อเวรก่อภัย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
901)
~ ถ้าเห็นกำลังของอกุศล ก็จะรู้ว่าขณะใดที่กุศลไม่เกิด
ขณะนั้นเป็นอกุศล ถ้าเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ของกุศลจริงๆ
แม้กุศลเพียงเล็กน้อยนิดหน่อยในชีวิตประจำวัน กำลังเผชิญหน้า
ทำทันที ไม่ต้องคอยเลย
(ที่มา :พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
269)
~ ชีวิตของเราที่เป็นทุกข์ ได้สิ่งที่ไม่พอใจบ้าง หรือว่าต้องแก่
ต้องเจ็บ ต้องตาย
ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจหรือต้องสูญเสียสิ่งที่พอใจ
ซึ่งไม่มีใครบังคับบัญชาได้ ต้องเศร้าโศก
เกิดมาแล้วไม่มีใครสักคนหนึ่งที่จะไม่เศร้าโศกด้วยประการใดๆ ก็ตาม
จะมากจะน้อยก็ตาม แต่ผู้ที่มีปัญญาสามารถที่จะดับความเศร้าโศกได้
ไม่เกิดอีกเลย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
93)
~ ทุกสิ่งทุกอย่างเพียงชั่วคราว
และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยใครจะได้อะไร ได้เห็นอะไร
ได้กลิ่นอะไร ได้ยินเสียงอะไร ตามบุญตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว
เพราะเหตุว่า ถ้าเป็นกรรมดีจะไม่นำสิ่งที่ไม่ดีมาให้เลย
ถ้าเป็นกรรมไม่ดีก็หนีไม่พ้น
อยู่ที่ไหนก็มีมือที่มองไม่เห็นทำได้ทุกอย่างซึ่งเกินวิสัยที่คนอื่นจะทำได้
(ที่มา :ปกิณณกธรรม ตอนที่
1818)
~ ถ้าปราศจากคุณความดีที่จะทำให้รู้ความจริง จะรู้ความจริงไม่ได้เลย
คุณความดีหนึ่งคือ สัจจะ ความจริงใจ
เป็นผู้ที่รู้ว่าความจริงมีในขณะนี้แต่ยังไม่รู้ แต่รู้ได้
ดังนั้นจะต้องเป็นผู้ที่อาจหาญ ที่จะอดทนต่อการที่จะค่อยๆ
ฟังให้ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น
จนกว่าสามารถที่จะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เพียงคิด
หรือเพียงฟังมาว่า พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ
แต่จะรู้พระคุณต่อเมื่อได้เข้าใจพระธรรมซึ่งมีมาก ๔๕
พรรษาที่ทรงแสดง ทรงแสดงความจริงเดี๋ยวนี้
สำหรับทุกขณะให้ได้เข้าใจถูกต้อง
(ที่มา :ปกิณณกธรรม ตอนที่
1818)
~ สภาพธรรมที่ไม่ดีนี้มีแน่ โกรธดีไหม สบายใจไหมขณะที่โกรธ
ใครเดือดร้อน ตัวเอง เพราะฉะนั้นทำร้ายตนเอง อกุศลธรรมที่ทำร้าย
เริ่มทำร้ายคือทำร้ายตนเองก่อน แล้วถ้ามีมากก็ทำร้ายคนอื่นต่อไป
อย่างนี้ประเทศชาติเจริญไหม ถ้าเต็มไปด้วยอกุศล ไม่เจริญแน่นอน
แต่ว่าเพราะไม่รู้ ก็ไปหาทางอื่นที่จะทำให้เจริญ
แต่ลืมว่าความเจริญจริงๆ ต้องจากคนในชาติแต่ละคนต้องเป็นคนดี
และธรรมฝ่ายกุศลเท่านั้นที่จะทำให้เจริญขึ้น
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
770)
~ ทุกขณะที่ดี ทำดี คิดดี พูดดี ขณะนั้นกำลังค่อยๆ ละความเป็นเรา
เห็นไหม ไม่รู้เลย ทำดีเมื่อใด ถ้ายังคงเป็นเราทำไม่ได้
ก็เห็นแก่ตัว อะไรๆ ก็ต้องเราก่อนเสมอ คนอื่นจะเป็นอย่างไร
ก็ไม่สำคัญเท่ากับตัวเอง แต่พอไม่คิดถึงตัวเราเอง ทำความดีเมื่อใด
นั่นเป็นหนทางที่จะค่อยๆ
ละความเป็นเราจนกระทั่งหมดความเป็นเราได้
(ที่มา :ปกิณณกธรรม ตอนที่
960)
~ เมื่อฟังแล้วเข้าใจแล้ว จึงขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง
แสดงว่าต้องมีความเข้าใจและเห็นประโยชน์คุณค่าจริงๆ
แต่ชื่อก็ไม่สำคัญ
จะเรียกหรือไม่เรียกก็คืออยู่ที่ความเข้าใจพระธรรม
ถ้าเข้าใจพระธรรมแล้วมีคนบอกว่าไม่ใช่ชาวพุทธก็เรื่องของเขา
แต่ว่าความจริงเมื่อมีความเข้าใจถูกต้อง
จะเรียกหรือไม่เรียกก็คือเป็นผู้ที่นับถือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
(ที่มา :ปกิณณกธรรม ตอนที่
921)
~ ธรรมทั้งหลายทั้งหมดเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เพราะฉะนั้นแต่ละคำซ้ำไปซ้ำมา เพื่ออะไร ไม่ใช่ต้องจำ แต่ไตร่ตรอง
มั่นคงเข้าใจจริงๆ ไม่เปลี่ยนแปลง เริ่มรู้เลยว่า
คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำทำให้เกิดความเข้าใจสิ่งที่มีซึ่งไม่เคยเข้าใจมาก่อน
(ที่มา :ปกิณณกธรรม ตอนที่
917)
~ ชีวิตในแต่ละวันก็ย่อมประสบกับอารมณ์ที่ไม่น่ายินดีหลายอย่าง
ในบางเหตุการณ์ก็ประสบกับคำพูดซึ่งไม่น่ายินดี
หรือว่าได้เห็นการกระทำกิริยาอาการของบุคคลอื่นที่ไม่น่ายินดี
ถ้าท่านเป็นผู้ที่ไม่อ่อนโยน ไม่มีความอดทน
จิตในขณะนั้นย่อมหยาบกระด้าง หรือว่าแข็งกระด้าง
ซึ่งจะเป็นเหตุให้มีการเบียดเบียนต่อบุคคลอื่นทางกาย ทางวาจา
หรือแม้ทางความคิดในใจก็ได้
(ที่มา :แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
603)
~ ชีวิตในวันหนึ่งๆ ต้องอาศัยความอดทนมากสักแค่ไหน ขอให้คิดดู
ทุกสิ่งไม่ใช่ว่าจะราบรื่นไปตั้งแต่เช้าจรดเย็น
เริ่มตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ขันติก็ควรที่จะเริ่มมีแล้ว
ไม่ว่าจะเห็นอะไรรกหูรกตาไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ ได้ยินเสียงอะไร
จะเป็นเสียงดังสนั่น เป็นเสียงน่ารำคาญประการหนึ่งประการใดก็ตาม
ก็เป็นเรื่องที่จะต้องอดทนแล้ว ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย
การที่จะประสบพบเห็นบุคคลต่างๆ อากาศร้อนไป หนาวไป อาหารเค็มไป
เผ็ดไป จืดไป อาหารต่างชาติรับประทานไม่ลง หรือว่ารับประทานไม่ได้
เหล่านี้ จะแสดงให้เห็นว่าขันติอยู่ที่ไหน
(ที่มา :
แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
671)
~ ไม่รั้งรอที่จะบำเพ็ญความดีเท่าที่สามารถจะกระทำได้
ซึ่งแม้ว่าจะกระทำความดีสักเท่าไรๆ ก็ยังไม่พออยู่นั่นเอง
เพราะว่าตราบใดที่ไม่กระทำความดี จิตก็ต้องเป็นอกุศล เพราะฉะนั้น
ควรเจริญกุศลทุกประการ ด้วยการอบรมตนเองให้เป็นผู้ที่มีความอดทน
คิดถึงคนอื่น แทนที่จะคิดถึงตนเองเสมอๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ได้
ก็มีโอกาสที่กุศลจิตจะเกิดมากกว่าอกุศล
(ที่มา :
แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
671)
~ ถ้าท่านผู้ใดรู้สึกตัวว่ากิเลสทำให้กายวาจาไม่ดี
เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เป็นทุกข์
และตนเองก็เดือดร้อนด้วย การศึกษาพระวินัยจะเห็นได้ จริงๆ ว่า
ผู้ที่เห็นประโยชน์ ถ้าได้ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยของพระภิกษุแล้ว
แม้คฤหัสถ์ก็มีกายวาจาที่งาม ซึ่งสามารถจะกระทำได้จริงๆ
โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเพศบรรพชิต
ถ้ายังไม่ได้สะสมเหตุปัจจัยที่สามารถจะดำเนินชีวิตในเพศของบรรพชิต
แม้คฤหัสถ์ที่ได้เห็นประโยชน์ของการประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยก็ยังสามารถที่จะกระทำได้
และจะเห็นได้จริงๆ ว่า ขณะนั้นเป็นกุศลจิต
และจะเป็นผู้ที่ละเอียดขึ้น เป็นผู้ที่รอบคอบขึ้น
เป็นผู้ที่เอื้อเฟื้อแม้ด้วยวาจากับบุคคลอื่น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1673)
~ กุศลเหมือนเพื่อนที่อำนวยความสุข ความสะดวกสบาย ความสุข
เกื้อกูลอุปการะ ให้คุณทุกประการ
แต่อกุศลเป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกุศล คือ ตรงกันข้าม
ก็กระทำทุกอย่างที่มิตรไม่กระทำ เพราะฉะนั้น
ก็เปรียบเหมือนศัตรูซึ่งไม่ใช่มิตร ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อมิตร
เพราะฉะนั้น ศัตรูของทุกท่านไม่ใช่อยู่ข้างนอกหรือว่าอยู่ภายนอกเลย
แต่อยู่ภายในและใกล้ชิดที่สุด คือ ทุกขณะที่อกุศลธรรมเกิดขึ้น
เป็นปฏิปักษ์ เป็นศัตรู ไม่ใช่มิตร
(ที่มา :แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1035)
~ น่ากลัวไหม อกุศล เริ่มจากทีละเล็กทีละน้อย
ดูไม่น่าเป็นโทษเป็นภัยเลย เพียงความพอใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส
ในโผฏฐัพพะ ซึ่งทุกคนก็มีเหมือนๆ กัน
แต่ใครจะมีมากจนกระทั่งสามารถมีวาจาที่ผิด หรือมีกายกรรมที่ผิด
มีความประพฤติที่ผิด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า
วันหนึ่งวันใดถ้ากิเลสเหล่านั้นยังไม่ดับ
แต่ละบุคคลก็อาจทำกายกรรมและวจีกรรมที่ผิดอย่างนั้นได้
(ที่มา :แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1349)
~ ต้องเป็นผู้ที่กล้า และรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง
จึงจะได้ประโยชน์จากความรู้นั้น ถ้าเห็นว่าตัวเองดีแล้ว
ก็ไม่มีทางที่จะทำอะไรอีกต่อไป เพราะว่าดีแล้ว
แต่เมื่อใดก็ตามที่รู้ว่าตัวเองไม่ดี
เมื่อนั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
เพราะว่าคนอื่นไม่สามารถละความไม่ดีนั้นได้
นอกจากปัญญาของตัวเอง
(ที่มา :แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1685)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๗๓

...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...


