ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๔

  
khampan.a
วันที่  21 มิ.ย. 2569
หมายเลข  52563
อ่าน  283

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic0048385663ef6e43.jpg

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๔

pic0007626044c1f587b.jpg?1782038053



~ ขณะใดที่เมตตาเกิดขึ้นจริงๆ เจริญขึ้น เพิ่มขึ้นทั้งทางกาย วาจา ใจ ก็ย่อมจะประกอบด้วยเมตตา แม้แต่ขณะที่ไม่เห็น เพียงแต่วันหนึ่งๆ คิดถึงว่าจะทำประโยชน์ให้แก่ใคร หวังประโยชน์เกื้อกูล คิดในทางที่จะเกื้อกูล ขณะนั้นก็เป็นเมตตาโดยที่ไม่ต้องท่อง ไม่ว่าจะคิดอะไร ก็ขอให้ประกอบด้วยเมตตา กิริยาอาการก็ประกอบด้วยเมตตา
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 901)



~ ในระหว่างสหายทั้งหลาย ถ้าท่านเมตตาต่อสหายทั้งหลายจริงๆ กาย วาจาของท่านจะทำให้สหายของท่านรู้สึกสบายใจ รักใคร่ สนิทสนม คุ้นเคย เป็นกันเอง ไม่มีช่องว่างที่กั้นด้วยสกุล ทรัพย์ หรือชาติกำเนิดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องของเมตตาจริงๆ ที่จะอบรมเจริญอยู่เรื่อยๆ ทั้งกาย วาจา ใจ

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 906)



~ เรื่องของการที่จะละกิเลสต้องเป็นเรื่องของปัญญาที่รู้จริงๆ ในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ไม่ใช่คิดถึงเมื่อวานนี้ หรือว่าคิดถึงพรุ่งนี้ แต่เดี๋ยวนี้เอง ถ้าปัญญาจะเกิด ปัญญาก็เกิดเดี๋ยวนี้ ถ้าจะอบรมเจริญปัญญา ก็อบรมเจริญเดี๋ยวนี้ เพราะว่าขณะก่อนก็ผ่านไปแล้ว และขณะต่อไปก็ยังไม่มาถึง เพราะฉะนั้น ถ้าปัญญาเกิดในขณะนี้ ถึงปัญญานั้นจะดับ ก็สะสมสืบต่อในจิตดวง ต่อๆ ไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยทำให้ปัญญามั่นคงขึ้น และที่มั่นคง ก็คือไม่หวั่นไหว

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 917)



~ ถ้าเป็นอกุศล หวั่นไหวแน่นอน แต่ขณะใดที่เป็นกุศล ขณะนั้นไม่หวั่นไหว เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ จะรู้ได้ว่า หวั่นไหวมาก หรือว่าหวั่นไหวน้อย ก็เพราะว่ากุศลจิตเกิดมาก หรืออกุศลจิตเกิดมาก

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 917)



~ เวลาที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นและสามารถที่จะไม่เกิดโทสะ เป็นการตัดเวรภัยซึ่งจะเกิดต่อไป เพราะในขณะนั้นเป็นการให้อภัย มีความเห็นใจ มีความเมตตากรุณา และมีความหวังดีต่อผู้ที่นำความทุกข์ ความเดือดร้อนมาให้ โดยที่ไม่ก่อเรื่องต่อไป ทำให้พ้นจากเวรภัยทั้งปวงได้ เพราะฉะนั้น เรื่องของเมตตาเป็นเรื่องเจริญจริงๆ อบรมให้มีขึ้นจริงๆ โดยที่ว่าขณะนั้นเป็นลักษณะสภาพที่ตรงกันข้ามกับความโกรธหรือว่าการก่อเวรก่อภัย

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 901)



~ ถ้าเห็นกำลังของอกุศล ก็จะรู้ว่าขณะใดที่กุศลไม่เกิด ขณะนั้นเป็นอกุศล ถ้าเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ของกุศลจริงๆ แม้กุศลเพียงเล็กน้อยนิดหน่อยในชีวิตประจำวัน กำลังเผชิญหน้า ทำทันที ไม่ต้องคอยเลย

(ที่มา :พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 269)



~ ชีวิตของเราที่เป็นทุกข์ ได้สิ่งที่ไม่พอใจบ้าง หรือว่าต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจหรือต้องสูญเสียสิ่งที่พอใจ ซึ่งไม่มีใครบังคับบัญชาได้ ต้องเศร้าโศก เกิดมาแล้วไม่มีใครสักคนหนึ่งที่จะไม่เศร้าโศกด้วยประการใดๆ ก็ตาม จะมากจะน้อยก็ตาม แต่ผู้ที่มีปัญญาสามารถที่จะดับความเศร้าโศกได้ ไม่เกิดอีกเลย

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 93)



~ ทุกสิ่งทุกอย่างเพียงชั่วคราว และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยใครจะได้อะไร ได้เห็นอะไร ได้กลิ่นอะไร ได้ยินเสียงอะไร ตามบุญตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว เพราะเหตุว่า ถ้าเป็นกรรมดีจะไม่นำสิ่งที่ไม่ดีมาให้เลย ถ้าเป็นกรรมไม่ดีก็หนีไม่พ้น อยู่ที่ไหนก็มีมือที่มองไม่เห็นทำได้ทุกอย่างซึ่งเกินวิสัยที่คนอื่นจะทำได้

(ที่มา :ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818)



~ ถ้าปราศจากคุณความดีที่จะทำให้รู้ความจริง จะรู้ความจริงไม่ได้เลย คุณความดีหนึ่งคือ สัจจะ ความจริงใจ เป็นผู้ที่รู้ว่าความจริงมีในขณะนี้แต่ยังไม่รู้ แต่รู้ได้ ดังนั้นจะต้องเป็นผู้ที่อาจหาญ ที่จะอดทนต่อการที่จะค่อยๆ ฟังให้ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกว่าสามารถที่จะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เพียงคิด หรือเพียงฟังมาว่า พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ แต่จะรู้พระคุณต่อเมื่อได้เข้าใจพระธรรมซึ่งมีมาก ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดง ทรงแสดงความจริงเดี๋ยวนี้ สำหรับทุกขณะให้ได้เข้าใจถูกต้อง

(ที่มา :ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1818)



~ สภาพธรรมที่ไม่ดีนี้มีแน่ โกรธดีไหม สบายใจไหมขณะที่โกรธ ใครเดือดร้อน ตัวเอง เพราะฉะนั้นทำร้ายตนเอง อกุศลธรรมที่ทำร้าย เริ่มทำร้ายคือทำร้ายตนเองก่อน แล้วถ้ามีมากก็ทำร้ายคนอื่นต่อไป อย่างนี้ประเทศชาติเจริญไหม ถ้าเต็มไปด้วยอกุศล ไม่เจริญแน่นอน แต่ว่าเพราะไม่รู้ ก็ไปหาทางอื่นที่จะทำให้เจริญ แต่ลืมว่าความเจริญจริงๆ ต้องจากคนในชาติแต่ละคนต้องเป็นคนดี และธรรมฝ่ายกุศลเท่านั้นที่จะทำให้เจริญขึ้น

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 770)



~ ทุกขณะที่ดี ทำดี คิดดี พูดดี ขณะนั้นกำลังค่อยๆ ละความเป็นเรา เห็นไหม ไม่รู้เลย ทำดีเมื่อใด ถ้ายังคงเป็นเราทำไม่ได้ ก็เห็นแก่ตัว อะไรๆ ก็ต้องเราก่อนเสมอ คนอื่นจะเป็นอย่างไร ก็ไม่สำคัญเท่ากับตัวเอง แต่พอไม่คิดถึงตัวเราเอง ทำความดีเมื่อใด นั่นเป็นหนทางที่จะค่อยๆ ละความเป็นเราจนกระทั่งหมดความเป็นเราได้
(ที่มา :ปกิณณกธรรม ตอนที่ 960)



~ เมื่อฟังแล้วเข้าใจแล้ว จึงขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง แสดงว่าต้องมีความเข้าใจและเห็นประโยชน์คุณค่าจริงๆ แต่ชื่อก็ไม่สำคัญ จะเรียกหรือไม่เรียกก็คืออยู่ที่ความเข้าใจพระธรรม ถ้าเข้าใจพระธรรมแล้วมีคนบอกว่าไม่ใช่ชาวพุทธก็เรื่องของเขา แต่ว่าความจริงเมื่อมีความเข้าใจถูกต้อง จะเรียกหรือไม่เรียกก็คือเป็นผู้ที่นับถือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

(ที่มา :ปกิณณกธรรม ตอนที่ 921)



~ ธรรมทั้งหลายทั้งหมดเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะฉะนั้นแต่ละคำซ้ำไปซ้ำมา เพื่ออะไร ไม่ใช่ต้องจำ แต่ไตร่ตรอง มั่นคงเข้าใจจริงๆ ไม่เปลี่ยนแปลง เริ่มรู้เลยว่า คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำทำให้เกิดความเข้าใจสิ่งที่มีซึ่งไม่เคยเข้าใจมาก่อน

(ที่มา :ปกิณณกธรรม ตอนที่ 917)



~ ชีวิตในแต่ละวันก็ย่อมประสบกับอารมณ์ที่ไม่น่ายินดีหลายอย่าง ในบางเหตุการณ์ก็ประสบกับคำพูดซึ่งไม่น่ายินดี หรือว่าได้เห็นการกระทำกิริยาอาการของบุคคลอื่นที่ไม่น่ายินดี ถ้าท่านเป็นผู้ที่ไม่อ่อนโยน ไม่มีความอดทน จิตในขณะนั้นย่อมหยาบกระด้าง หรือว่าแข็งกระด้าง ซึ่งจะเป็นเหตุให้มีการเบียดเบียนต่อบุคคลอื่นทางกาย ทางวาจา หรือแม้ทางความคิดในใจก็ได้

(ที่มา :แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 603)



~ ชีวิตในวันหนึ่งๆ ต้องอาศัยความอดทนมากสักแค่ไหน ขอให้คิดดู ทุกสิ่งไม่ใช่ว่าจะราบรื่นไปตั้งแต่เช้าจรดเย็น เริ่มตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ขันติก็ควรที่จะเริ่มมีแล้ว ไม่ว่าจะเห็นอะไรรกหูรกตาไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ ได้ยินเสียงอะไร จะเป็นเสียงดังสนั่น เป็นเสียงน่ารำคาญประการหนึ่งประการใดก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่จะต้องอดทนแล้ว ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย การที่จะประสบพบเห็นบุคคลต่างๆ อากาศร้อนไป หนาวไป อาหารเค็มไป เผ็ดไป จืดไป อาหารต่างชาติรับประทานไม่ลง หรือว่ารับประทานไม่ได้ เหล่านี้ จะแสดงให้เห็นว่าขันติอยู่ที่ไหน

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 671)



~ ไม่รั้งรอที่จะบำเพ็ญความดีเท่าที่สามารถจะกระทำได้ ซึ่งแม้ว่าจะกระทำความดีสักเท่าไรๆ ก็ยังไม่พออยู่นั่นเอง เพราะว่าตราบใดที่ไม่กระทำความดี จิตก็ต้องเป็นอกุศล เพราะฉะนั้น ควรเจริญกุศลทุกประการ ด้วยการอบรมตนเองให้เป็นผู้ที่มีความอดทน คิดถึงคนอื่น แทนที่จะคิดถึงตนเองเสมอๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ ก็มีโอกาสที่กุศลจิตจะเกิดมากกว่าอกุศล

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 671)



~ ถ้าท่านผู้ใดรู้สึกตัวว่ากิเลสทำให้กายวาจาไม่ดี เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เป็นทุกข์ และตนเองก็เดือดร้อนด้วย การศึกษาพระวินัยจะเห็นได้ จริงๆ ว่า ผู้ที่เห็นประโยชน์ ถ้าได้ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยของพระภิกษุแล้ว แม้คฤหัสถ์ก็มีกายวาจาที่งาม ซึ่งสามารถจะกระทำได้จริงๆ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเพศบรรพชิต ถ้ายังไม่ได้สะสมเหตุปัจจัยที่สามารถจะดำเนินชีวิตในเพศของบรรพชิต แม้คฤหัสถ์ที่ได้เห็นประโยชน์ของการประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยก็ยังสามารถที่จะกระทำได้ และจะเห็นได้จริงๆ ว่า ขณะนั้นเป็นกุศลจิต และจะเป็นผู้ที่ละเอียดขึ้น เป็นผู้ที่รอบคอบขึ้น เป็นผู้ที่เอื้อเฟื้อแม้ด้วยวาจากับบุคคลอื่น

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1673)



~ กุศลเหมือนเพื่อนที่อำนวยความสุข ความสะดวกสบาย ความสุข เกื้อกูลอุปการะ ให้คุณทุกประการ แต่อกุศลเป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกุศล คือ ตรงกันข้าม ก็กระทำทุกอย่างที่มิตรไม่กระทำ เพราะฉะนั้น ก็เปรียบเหมือนศัตรูซึ่งไม่ใช่มิตร ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อมิตร เพราะฉะนั้น ศัตรูของทุกท่านไม่ใช่อยู่ข้างนอกหรือว่าอยู่ภายนอกเลย แต่อยู่ภายในและใกล้ชิดที่สุด คือ ทุกขณะที่อกุศลธรรมเกิดขึ้น เป็นปฏิปักษ์ เป็นศัตรู ไม่ใช่มิตร

(ที่มา :แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1035)



~ น่ากลัวไหม อกุศล เริ่มจากทีละเล็กทีละน้อย ดูไม่น่าเป็นโทษเป็นภัยเลย เพียงความพอใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ซึ่งทุกคนก็มีเหมือนๆ กัน แต่ใครจะมีมากจนกระทั่งสามารถมีวาจาที่ผิด หรือมีกายกรรมที่ผิด มีความประพฤติที่ผิด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า วันหนึ่งวันใดถ้ากิเลสเหล่านั้นยังไม่ดับ แต่ละบุคคลก็อาจทำกายกรรมและวจีกรรมที่ผิดอย่างนั้นได้

(ที่มา :แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1349)



~ ต้องเป็นผู้ที่กล้า และรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง จึงจะได้ประโยชน์จากความรู้นั้น ถ้าเห็นว่าตัวเองดีแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะทำอะไรอีกต่อไป เพราะว่าดีแล้ว แต่เมื่อใดก็ตามที่รู้ว่าตัวเองไม่ดี เมื่อนั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะว่าคนอื่นไม่สามารถละความไม่ดีนั้นได้ นอกจากปัญญาของตัวเอง

(ที่มา :แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1685)



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๓

pic0007626031a440256.jpg?1782038053

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
swanjariya
วันที่ 21 มิ.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

  
  ความคิดเห็นที่ 2  
  
Jaturong1
วันที่ 21 มิ.ย. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

  
  ความคิดเห็นที่ 3  
  
mammam929
วันที่ 21 มิ.ย. 2569

กราบนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

กราบบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และอนุโมทนาทุกความดีงามค่ะ

  
  ความคิดเห็นที่ 4  
  
JSung
วันที่ 21 มิ.ย. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ