ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๑
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)
ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๑

*** ~ กว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไร
ด้วยความยากลำบากเกินกว่าบุคคลใดที่จะทำได้เพราะฉะนั้น
สิ่งที่ได้บำเพ็ญมาทั้งหมด ก็คือ
เพื่อให้แต่ละคำกับคนที่สามารถที่จะรู้ความจริง เข้าใจความจริงได้
เห็นประโยชน์จริงๆ ว่าได้อะไรมาสิ่งนั้นก็หมดไป
แต่ความเข้าใจถูกนั้นจะมีและก็สะสมแล้วก็ค่อยๆ เจริญขึ้น
เพราะฉะนั้น
ประโยชน์ที่สุดของทุกชาติก็คือว่าได้มีโอกาสเข้าใจพระธรรม***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
919)
~ ถ้าสามารถจะทำกุศลได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะว่า
ชีวิตแต่ละภพแต่ละชาติสั้นมาก ไม่ทราบว่าชาติหน้าจะมาถึงเร็วหรือช้า
จะเกิดที่ไหน เป็นบุคคลใด และจะมีโอกาสได้ฟังพระธรรม
ได้เจริญกุศลอีกไหม ดังนั้น
เมื่อมีโอกาสที่จะเจริญกุศลได้ก็ควรกระทำโดยเร็วหรือโดยทันที
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1586)
~ ถ้าเป็นผู้ที่ฉลาดจริงๆ
ย่อมค้นหาโทษของตนเองว่ามีโทษอะไรบ้างซึ่งคนอื่นอาจจะไม่เห็น
อาจจะไม่รู้ แต่ตนเองเท่านั้นที่รู้ดี และ ในขณะเดียวกัน
ถ้ามีการเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นก็หากุศลของคนอื่นเพื่อที่จะได้อนุโมทนา
ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกวันๆ กุศลจิตย่อมเจริญ
เพราะว่าอนุโมทนาในกุศลของคนอื่นและเห็นโทษของตนเองว่าเป็นโทษ
จะได้ขัดเกลา ละคลายโทษนั้นยิ่งขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1619)
~ วันหนึ่งๆ
จะเห็นได้ถึงความต่างกันของขณะที่อวิชชาเกิดกับขณะที่ปัญญาเกิด
ถ้าเป็นอวิชชา เป็นสภาพที่มืด ทำให้ไม่รู้ความจริง
ไม่เห็นว่าอกุศลเป็นอกุศลและไม่เห็นหนทางที่ถูกที่ชอบที่ควรจะกระทำ
ทำให้คิดก็คิดผิด ทำก็ทำผิด พูดก็พูดผิด แต่ขณะใดที่ปัญญาเกิดขึ้น
ขณะนั้นเห็นอกุศลและยังเห็นความน่ารังเกียจของอกุศล
เห็นโทษของอกุศลตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น
ขณะนั้นเป็นผู้ที่คิดถูก ทำถูก พูดถูก
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1700)
~ ใครจะมีอกุศลมากสักเท่าไร ก็ไม่ใช่เขา
เป็นเพียงอกุศลธรรมเท่านั้นที่สะสมมามาก จนกระทั่งปรากฏออกมาทางกาย
ทางวาจาอย่างนั้นๆ เพราะฉะนั้น
เมื่อระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมมากเท่าไร ความเป็นเรา เขา ใคร
ก็จะลดน้อยลง เพราะเห็นว่า
เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมเสมอกันทั้งหมด
และก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยต่างๆ กันด้วย ฉะนั้น
การที่จะคิดถึงบุคคลอื่น การที่จะแสดงกาย วาจาต่อบุคคลอื่น
ก็ย่อมเป็นไปด้วยเมตตา ด้วยกุศล
ขัดเกลาอกุศลให้เบาบางลงไป
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
579)
~
ถ้าท่านผู้ใดรังเกียจกิเลส ไม่ว่าจะเล็กน้อยสักเท่าไร ฉะนั้น
กิเลสใหญ่ๆ ท่านก็ยิ่งต้องรังเกียจและละเว้นมาก เพราะฉะนั้น
การขัดเกลาจิตใจก็จะต้องเห็นคุณของการที่ละเว้นกิเลสทั้งหลาย
ไม่ว่าจะเป็นประเภทเบา ประเภทหนักประการใด
ยิ่งมีการอบรมเจริญเห็นโทษของกิเลส รังเกียจกิเลสมาก เว้นโทษเล็กๆ
น้อยๆ ได้ ก็ไม่มีคำที่จะต้องกล่าวว่า ผู้นั้นจะต้องเว้นสิ่งที่หนัก
มีโทษมาก
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
417)
~ ความโกรธเป็นอกุศล
เป็นสภาพธรรมที่ไม่ดีเลย เป็นประโยชน์กับตัวเองหรือเปล่า? ไม่เป็น
เป็นประโยชน์กับคนที่เราโกรธหรือเปล่า? ก็ไม่เป็น
เป็นประโยชน์กับใครสักคนหนึ่งไหม? ก็ไม่เป็น
ไม่เป็นเลยสักอย่างเดียว นั้นคือ ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ
ที่เป็นความโกรธซึ่งไม่เป็นประโยชน์
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 93)
~
ขณะนี้ที่เข้าใจ จิตผ่องใสแน่นอน
ขณะนั้นไม่มีกิเลสที่เป็นอวิชชาความไม่รู้มาแปดเปื้อน
ทำให้เศร้าหมองอีกต่อไป
แม้แต่คำเดียวคือสภาพธรรมที่เศร้าหมองที่ทำให้จิตแปดเปื้อนเป็นมลทินก็เป็นธรรมฝ่ายอกุศล
เพราะฉะนั้น ขณะใดที่ผ่องใส
เป็นความผ่องใสอย่างแท้จริงในขณะที่เข้าใจ
ไม่มีความไม่เข้าใจในขณะนั้นเกิดร่วมด้วยได้เลย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1853)
~ ไม่มีใครทราบว่าพรุ่งนี้หรือขณะต่อไปกรรมใดจะให้ผล
ทุกท่านยังแข็งแรงในขณะนี้ ใครจะทราบว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร
ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับเหตุ คือ กุศลกรรมหรืออกุศลกรรม เพราะฉะนั้น
หนทางที่ดีที่สุด คือ
เป็นผู้ไม่ประมาทที่จะเจริญกุศลทุกประการเท่าที่สามารถจะกระทำได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1047)
~ ขณะใดที่โกรธ ขณะนั้นรู้ได้ว่าไม่เมตตาจึงโกรธ แต่ขณะใดที่เมตตา
ขณะนั้นรู้ได้ว่าเป็นสภาพจิตที่ห่างไกลกับความโกรธลักษณะของเมตตาเป็นสภาพที่เป็นมิตร
เวลาเห็นมิตรรู้สึกอย่างไร ดีใจที่ได้ พบกัน
มีความรู้สึกสนิทสนมคุ้นเคย ไม่มีภัยไม่มีอันตรายอะไรเลย
นั่นคือสภาพลักษณะของเมตตาซึ่งไม่ใช่ลักษณะของความโกรธ เพราะฉะนั้น
ลักษณะของเมตตาเป็นสภาพที่ระงับพยาบาท
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1626)
~ การที่จะเป็นคนดีไม่ง่าย ถ้าจะดีได้จริงๆ ก็เพราะ ปัญญา
ที่รู้ความจริงว่า
ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยทั้งสิ้นเพราะทุกคนอยากจะดี
แต่ทำไมบางคนไม่ดีเพราะอะไร เพราะฉะนั้น
มีหนทางเดียวที่จะทำให้ทุกคนค่อยๆ
ดีขึ้นเพราะมีปัญญารู้ความจริงขึ้น
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 90)
~ ใครจะมองเราอย่างไร ใครจะคิดกับเราว่าอย่างไร
เขาจะชอบเราหรือเปล่า เราทำอย่างนี้ผิดไปแล้วจะทำอย่างไร
เดือดร้อนมากมายมหาศาล แต่ถ้ารู้ว่าเป็นธรรม ความเบานี้จะมี
และการที่ความดีทั้งหลายจะหลั่งไหลมาเพราะรู้ว่าไม่มีเรา
จะเป็นประโยชน์กับโลกอย่างมากมาย ทั้งตัวเอง ทั้งคนอื่น
ทั้งสังคมด้วย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
90)
~ ในขณะที่ฟังพระธรรม ก็จะคิดเรื่องธรรม จะพิจารณา
จะเพิ่มความเข้าใจขึ้น และถ้าฟังบ่อยๆ ฟังเป็นประจำ วันหนึ่งๆ
ก็มีโอกาสที่จะคิดถึงเรื่องธรรม
ซึ่งปกติแล้วนอกจากเวลาฟังธรรมก็มักจะคิดเรื่องอื่น แต่ถ้าวันหนึ่งๆ
มีโอกาสฟังมาก ก็จะทำให้คิดถึงเรื่องของธรรมมาก
และถ้าฟังจนกระทั่งเป็นอุปนิสัย เวลาที่ไม่ได้ฟังธรรม
ก็อาจจะคิดเรื่องธรรมแทนที่จะคิดเรื่องอื่นก็ได้
แสดงให้เห็นถึงกำลังของการสะสม
ซึ่งไม่ควรประมาทเลย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
2075)
*** ~ วันนี้มีเมตตาแค่ไหน ธรรมไม่ใช่ไปดูอื่นไกลเลย
แต่เป็นสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน
ที่บ้านวันนี้เมตตาใครหรือเปล่า คนที่อยู่รอบข้าง
ถ้าเราคิดจะเมตตาคนอื่น แต่คนที่อยู่ใกล้เรา เราไม่เมตตาเลย
แล้วจะมีความสุขไหม และจะมีความเจริญ มีความเมตตาเพิ่มขึ้น หรือไม่
ธรรมทั้งหมดเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
356)
~ เมื่อมีปัญญาแล้ว กาย วาจาของเราจะดีขึ้น
คนที่เคยพูดคำที่ไม่น่าฟัง แต่พอเข้าใจในความเป็นเพื่อน
และคิดถึงว่า คนอื่นก็ไม่อยากได้ยินคำอย่างนี้ จะหยุด
แม้ว่ากำลังจะกล่าวคำที่ไม่น่าฟัง นี่คือความเมตตา คือ
ความเป็นเพื่อน ทุกกรณี ทุกสถานการณ์
เป็นประโยชน์
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
356)
~ ทุกข์กายที่เป็นผลของอกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้ว
ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนสภาพของ ทุกข์กายนั้นให้เป็นสุขทางกายได้
และสำหรับทุกข์กายในภูมิมนุษย์ที่ว่ามาก
สำหรับท่านที่เจ็บไข้ได้ป่วย หรือเป็นโรคภัยอย่างร้ายแรง
ถ้าเปรียบเทียบทุกข์กายนั้นกับในนรก หรือเปรต
ก็ย่อมจะเทียบกันไม่ได้เลย เพราะว่าทุกข์ในทุคติภูมินั้น
ต้องมีมากกว่าทุกข์กายในสุคติภูมิ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1989)
~ เป็นความจริงที่ว่าอกุศลเกิดง่าย เกิดเร็ว เกิดมาก
แต่กุศลเกิดยากและเกิดน้อย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า
สภาพธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แม้อกุศลซึ่งเกิดง่าย เกิดเร็ว เกิดมาก
ก็เป็นเพราะมีปัจจัยที่จะให้อกุศลเกิดมาก เกิดง่าย เกิดเร็ว
หรือกุศลที่จะเกิดก็เป็นอนัตตา ถ้าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย
กุศลก็เกิดไม่ได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1035)
~ ปัญญาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะรู้โทษของอกุศล
และเห็นประโยชน์ของกุศล
คนอื่นไม่เดือดร้อนเลยในความคิดที่เป็นอกุศลของตัวท่าน เพราะฉะนั้น
ท่านต้องทราบว่า ตัวท่านเท่านั้นที่จะละคลายถ่ายถอนอกุศลได้
คนอื่นไม่สามารถที่จะทำแทนได้เลย
อกุศลไม่มีประโยชน์เลย
แม้ในการคิดนึกด้วยจิตที่เป็นอกุศล
แต่ถ้าเป็นการคิดถึงด้วยมโนกรรมที่ประกอบด้วยเมตตา
กุศลจิตที่เป็นเมตตา นั่นเป็นประโยชน์สำหรับตัวท่านด้วย
และสำหรับบุคคลที่ท่านระลึกถึงด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
661)
~ ข้อที่น่าสังเกต และควรระลึกได้อย่างยิ่งในขณะที่โกรธ คือ
ขณะใดที่โกรธ ขณะนั้นคิดถึงแต่ความไม่ดีของคนอื่น
ลืมระลึกถึงกิเลสของตนเอง ขณะที่โกรธใคร ให้ทราบว่า
ขณะนั้นลืมระลึกถึงกิเลสของตนเอง แต่ถ้าขณะใดที่สติเกิดระลึกได้
ขณะนั้นก็เป็นกุศลจิต และไม่โกรธ
สามารถเกิดเมตตาเพิ่มขึ้นได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1609)
~ ถ้าท่านยังเป็นผู้ที่ขาดความอ่อนโยน จิตในขณะนั้นก็เป็นอกุศลได้
เพราะว่าชีวิตในแต่ละวันก็ย่อมประสบกับอารมณ์ที่ไม่น่ายินดีหลายอย่าง
ในบางเหตุการณ์ก็ประสบกับคำพูดซึ่งไม่น่ายินดี
หรือว่าได้เห็นการกระทำกิริยาอาการของบุคคลอื่นที่ไม่น่ายินดี
ถ้าท่านเป็นผู้ที่ไม่อ่อนโยน ไม่มีความอดทน
จิตในขณะนั้นย่อมหยาบกระด้าง หรือว่าแข็งกระด้าง
ซึ่งจะเป็นเหตุให้มีการเบียดเบียนต่อบุคคลอื่นทางกาย ทางวาจา
หรือแม้ทางความคิดในใจก็ได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
603)
~ อกุศลธรรมเป็นสิ่งที่ละเอียดเหลือเกิน
แม้เพียงการไม่อ่อนโยนก็เป็นอกุศลธรรมเสียแล้ว เพราะฉะนั้น
การที่จะดับกิเลสหมด ต้องดับแม้ความไม่อ่อนโยนของจิตใจ
ก็จะทำให้ท่านเป็นผู้ที่สะสมกุศล เกิดความอ่อนโยน ไม่หยาบกระด้าง
ก็จะทำให้ตัดการที่จะคิดเบียดเบียนบุคคลอื่นด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ
ซึ่งกุศลธรรมทั้งหลายก็จะนำมาซึ่งกุศลธรรมอื่นๆ ต่อไป
และอกุศลธรรมแม้เพียงเล็กน้อย ก็ย่อมจะนำมาซึ่งอกุศลธรรมทางกาย
ทางวาจา ทางใจ ต่อๆ ไปด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
603)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ...
ครั้งที่ ๗๗๐

...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...
