ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๑
โดย khampan.a  31 พ.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52432

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic0048385663ef6e43.jpg?1780153263

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๑

pic00076259841490f77.jpg?1780153275



*** ~ กว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไร ด้วยความยากลำบากเกินกว่าบุคคลใดที่จะทำได้เพราะฉะนั้น สิ่งที่ได้บำเพ็ญมาทั้งหมด ก็คือ เพื่อให้แต่ละคำกับคนที่สามารถที่จะรู้ความจริง เข้าใจความจริงได้ เห็นประโยชน์จริงๆ ว่าได้อะไรมาสิ่งนั้นก็หมดไป แต่ความเข้าใจถูกนั้นจะมีและก็สะสมแล้วก็ค่อยๆ เจริญขึ้น เพราะฉะนั้น ประโยชน์ที่สุดของทุกชาติก็คือว่าได้มีโอกาสเข้าใจพระธรรม***

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 919)



~ ถ้าสามารถจะทำกุศลได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะว่า ชีวิตแต่ละภพแต่ละชาติสั้นมาก ไม่ทราบว่าชาติหน้าจะมาถึงเร็วหรือช้า จะเกิดที่ไหน เป็นบุคคลใด และจะมีโอกาสได้ฟังพระธรรม ได้เจริญกุศลอีกไหม ดังนั้น เมื่อมีโอกาสที่จะเจริญกุศลได้ก็ควรกระทำโดยเร็วหรือโดยทันที

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1586)



~ ถ้าเป็นผู้ที่ฉลาดจริงๆ ย่อมค้นหาโทษของตนเองว่ามีโทษอะไรบ้างซึ่งคนอื่นอาจจะไม่เห็น อาจจะไม่รู้ แต่ตนเองเท่านั้นที่รู้ดี และ ในขณะเดียวกัน ถ้ามีการเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นก็หากุศลของคนอื่นเพื่อที่จะได้อนุโมทนา ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกวันๆ กุศลจิตย่อมเจริญ เพราะว่าอนุโมทนาในกุศลของคนอื่นและเห็นโทษของตนเองว่าเป็นโทษ จะได้ขัดเกลา ละคลายโทษนั้นยิ่งขึ้น

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1619)



~ วันหนึ่งๆ จะเห็นได้ถึงความต่างกันของขณะที่อวิชชาเกิดกับขณะที่ปัญญาเกิด ถ้าเป็นอวิชชา เป็นสภาพที่มืด ทำให้ไม่รู้ความจริง ไม่เห็นว่าอกุศลเป็นอกุศลและไม่เห็นหนทางที่ถูกที่ชอบที่ควรจะกระทำ ทำให้คิดก็คิดผิด ทำก็ทำผิด พูดก็พูดผิด แต่ขณะใดที่ปัญญาเกิดขึ้น ขณะนั้นเห็นอกุศลและยังเห็นความน่ารังเกียจของอกุศล เห็นโทษของอกุศลตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ขณะนั้นเป็นผู้ที่คิดถูก ทำถูก พูดถูก

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1700)



~ ใครจะมีอกุศลมากสักเท่าไร ก็ไม่ใช่เขา เป็นเพียงอกุศลธรรมเท่านั้นที่สะสมมามาก จนกระทั่งปรากฏออกมาทางกาย ทางวาจาอย่างนั้นๆ เพราะฉะนั้น เมื่อระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมมากเท่าไร ความเป็นเรา เขา ใคร ก็จะลดน้อยลง เพราะเห็นว่า เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมเสมอกันทั้งหมด และก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยต่างๆ กันด้วย ฉะนั้น การที่จะคิดถึงบุคคลอื่น การที่จะแสดงกาย วาจาต่อบุคคลอื่น ก็ย่อมเป็นไปด้วยเมตตา ด้วยกุศล ขัดเกลาอกุศลให้เบาบางลงไป

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 579)


~ ถ้าท่านผู้ใดรังเกียจกิเลส ไม่ว่าจะเล็กน้อยสักเท่าไร ฉะนั้น กิเลสใหญ่ๆ ท่านก็ยิ่งต้องรังเกียจและละเว้นมาก เพราะฉะนั้น การขัดเกลาจิตใจก็จะต้องเห็นคุณของการที่ละเว้นกิเลสทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นประเภทเบา ประเภทหนักประการใด ยิ่งมีการอบรมเจริญเห็นโทษของกิเลส รังเกียจกิเลสมาก เว้นโทษเล็กๆ น้อยๆ ได้ ก็ไม่มีคำที่จะต้องกล่าวว่า ผู้นั้นจะต้องเว้นสิ่งที่หนัก มีโทษมาก
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 417)



~ ความโกรธเป็นอกุศล เป็นสภาพธรรมที่ไม่ดีเลย เป็นประโยชน์กับตัวเองหรือเปล่า? ไม่เป็น เป็นประโยชน์กับคนที่เราโกรธหรือเปล่า? ก็ไม่เป็น เป็นประโยชน์กับใครสักคนหนึ่งไหม? ก็ไม่เป็น ไม่เป็นเลยสักอย่างเดียว นั้นคือ ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่เป็นความโกรธซึ่งไม่เป็นประโยชน์

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 93)



~ ขณะนี้ที่เข้าใจ จิตผ่องใสแน่นอน ขณะนั้นไม่มีกิเลสที่เป็นอวิชชาความไม่รู้มาแปดเปื้อน ทำให้เศร้าหมองอีกต่อไป แม้แต่คำเดียวคือสภาพธรรมที่เศร้าหมองที่ทำให้จิตแปดเปื้อนเป็นมลทินก็เป็นธรรมฝ่ายอกุศล เพราะฉะนั้น ขณะใดที่ผ่องใส เป็นความผ่องใสอย่างแท้จริงในขณะที่เข้าใจ ไม่มีความไม่เข้าใจในขณะนั้นเกิดร่วมด้วยได้เลย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1853)



~ ไม่มีใครทราบว่าพรุ่งนี้หรือขณะต่อไปกรรมใดจะให้ผล ทุกท่านยังแข็งแรงในขณะนี้ ใครจะทราบว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับเหตุ คือ กุศลกรรมหรืออกุศลกรรม เพราะฉะนั้น หนทางที่ดีที่สุด คือ เป็นผู้ไม่ประมาทที่จะเจริญกุศลทุกประการเท่าที่สามารถจะกระทำได้

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1047)



~ ขณะใดที่โกรธ ขณะนั้นรู้ได้ว่าไม่เมตตาจึงโกรธ แต่ขณะใดที่เมตตา ขณะนั้นรู้ได้ว่าเป็นสภาพจิตที่ห่างไกลกับความโกรธลักษณะของเมตตาเป็นสภาพที่เป็นมิตร เวลาเห็นมิตรรู้สึกอย่างไร ดีใจที่ได้ พบกัน มีความรู้สึกสนิทสนมคุ้นเคย ไม่มีภัยไม่มีอันตรายอะไรเลย นั่นคือสภาพลักษณะของเมตตาซึ่งไม่ใช่ลักษณะของความโกรธ เพราะฉะนั้น ลักษณะของเมตตาเป็นสภาพที่ระงับพยาบาท

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1626)



~ การที่จะเป็นคนดีไม่ง่าย ถ้าจะดีได้จริงๆ ก็เพราะ ปัญญา ที่รู้ความจริงว่า ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยทั้งสิ้นเพราะทุกคนอยากจะดี แต่ทำไมบางคนไม่ดีเพราะอะไร เพราะฉะนั้น มีหนทางเดียวที่จะทำให้ทุกคนค่อยๆ ดีขึ้นเพราะมีปัญญารู้ความจริงขึ้น

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 90)



~ ใครจะมองเราอย่างไร ใครจะคิดกับเราว่าอย่างไร เขาจะชอบเราหรือเปล่า เราทำอย่างนี้ผิดไปแล้วจะทำอย่างไร เดือดร้อนมากมายมหาศาล แต่ถ้ารู้ว่าเป็นธรรม ความเบานี้จะมี และการที่ความดีทั้งหลายจะหลั่งไหลมาเพราะรู้ว่าไม่มีเรา จะเป็นประโยชน์กับโลกอย่างมากมาย ทั้งตัวเอง ทั้งคนอื่น ทั้งสังคมด้วย

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 90)



~ ในขณะที่ฟังพระธรรม ก็จะคิดเรื่องธรรม จะพิจารณา จะเพิ่มความเข้าใจขึ้น และถ้าฟังบ่อยๆ ฟังเป็นประจำ วันหนึ่งๆ ก็มีโอกาสที่จะคิดถึงเรื่องธรรม ซึ่งปกติแล้วนอกจากเวลาฟังธรรมก็มักจะคิดเรื่องอื่น แต่ถ้าวันหนึ่งๆ มีโอกาสฟังมาก ก็จะทำให้คิดถึงเรื่องของธรรมมาก และถ้าฟังจนกระทั่งเป็นอุปนิสัย เวลาที่ไม่ได้ฟังธรรม ก็อาจจะคิดเรื่องธรรมแทนที่จะคิดเรื่องอื่นก็ได้ แสดงให้เห็นถึงกำลังของการสะสม ซึ่งไม่ควรประมาทเลย

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 2075)



*** ~ วันนี้มีเมตตาแค่ไหน ธรรมไม่ใช่ไปดูอื่นไกลเลย แต่เป็นสิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน ที่บ้านวันนี้เมตตาใครหรือเปล่า คนที่อยู่รอบข้าง ถ้าเราคิดจะเมตตาคนอื่น แต่คนที่อยู่ใกล้เรา เราไม่เมตตาเลย แล้วจะมีความสุขไหม และจะมีความเจริญ มีความเมตตาเพิ่มขึ้น หรือไม่ ธรรมทั้งหมดเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง***

(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 356)



~ เมื่อมีปัญญาแล้ว กาย วาจาของเราจะดีขึ้น คนที่เคยพูดคำที่ไม่น่าฟัง แต่พอเข้าใจในความเป็นเพื่อน และคิดถึงว่า คนอื่นก็ไม่อยากได้ยินคำอย่างนี้ จะหยุด แม้ว่ากำลังจะกล่าวคำที่ไม่น่าฟัง นี่คือความเมตตา คือ ความเป็นเพื่อน ทุกกรณี ทุกสถานการณ์ เป็นประโยชน์

(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 356)



~ ทุกข์กายที่เป็นผลของอกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้ว ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนสภาพของ ทุกข์กายนั้นให้เป็นสุขทางกายได้ และสำหรับทุกข์กายในภูมิมนุษย์ที่ว่ามาก สำหรับท่านที่เจ็บไข้ได้ป่วย หรือเป็นโรคภัยอย่างร้ายแรง ถ้าเปรียบเทียบทุกข์กายนั้นกับในนรก หรือเปรต ก็ย่อมจะเทียบกันไม่ได้เลย เพราะว่าทุกข์ในทุคติภูมินั้น ต้องมีมากกว่าทุกข์กายในสุคติภูมิ

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1989)



~ เป็นความจริงที่ว่าอกุศลเกิดง่าย เกิดเร็ว เกิดมาก แต่กุศลเกิดยากและเกิดน้อย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สภาพธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แม้อกุศลซึ่งเกิดง่าย เกิดเร็ว เกิดมาก ก็เป็นเพราะมีปัจจัยที่จะให้อกุศลเกิดมาก เกิดง่าย เกิดเร็ว หรือกุศลที่จะเกิดก็เป็นอนัตตา ถ้าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย กุศลก็เกิดไม่ได้

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1035)



~ ปัญญาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะรู้โทษของอกุศล และเห็นประโยชน์ของกุศล คนอื่นไม่เดือดร้อนเลยในความคิดที่เป็นอกุศลของตัวท่าน เพราะฉะนั้น ท่านต้องทราบว่า ตัวท่านเท่านั้นที่จะละคลายถ่ายถอนอกุศลได้ คนอื่นไม่สามารถที่จะทำแทนได้เลย

อกุศลไม่มีประโยชน์เลย แม้ในการคิดนึกด้วยจิตที่เป็นอกุศล แต่ถ้าเป็นการคิดถึงด้วยมโนกรรมที่ประกอบด้วยเมตตา กุศลจิตที่เป็นเมตตา นั่นเป็นประโยชน์สำหรับตัวท่านด้วย และสำหรับบุคคลที่ท่านระลึกถึงด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 661)



~ ข้อที่น่าสังเกต และควรระลึกได้อย่างยิ่งในขณะที่โกรธ คือ ขณะใดที่โกรธ ขณะนั้นคิดถึงแต่ความไม่ดีของคนอื่น ลืมระลึกถึงกิเลสของตนเอง ขณะที่โกรธใคร ให้ทราบว่า ขณะนั้นลืมระลึกถึงกิเลสของตนเอง แต่ถ้าขณะใดที่สติเกิดระลึกได้ ขณะนั้นก็เป็นกุศลจิต และไม่โกรธ สามารถเกิดเมตตาเพิ่มขึ้นได้

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1609)



~ ถ้าท่านยังเป็นผู้ที่ขาดความอ่อนโยน จิตในขณะนั้นก็เป็นอกุศลได้ เพราะว่าชีวิตในแต่ละวันก็ย่อมประสบกับอารมณ์ที่ไม่น่ายินดีหลายอย่าง ในบางเหตุการณ์ก็ประสบกับคำพูดซึ่งไม่น่ายินดี หรือว่าได้เห็นการกระทำกิริยาอาการของบุคคลอื่นที่ไม่น่ายินดี ถ้าท่านเป็นผู้ที่ไม่อ่อนโยน ไม่มีความอดทน จิตในขณะนั้นย่อมหยาบกระด้าง หรือว่าแข็งกระด้าง ซึ่งจะเป็นเหตุให้มีการเบียดเบียนต่อบุคคลอื่นทางกาย ทางวาจา หรือแม้ทางความคิดในใจก็ได้

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 603)



~ อกุศลธรรมเป็นสิ่งที่ละเอียดเหลือเกิน แม้เพียงการไม่อ่อนโยนก็เป็นอกุศลธรรมเสียแล้ว เพราะฉะนั้น การที่จะดับกิเลสหมด ต้องดับแม้ความไม่อ่อนโยนของจิตใจ ก็จะทำให้ท่านเป็นผู้ที่สะสมกุศล เกิดความอ่อนโยน ไม่หยาบกระด้าง ก็จะทำให้ตัดการที่จะคิดเบียดเบียนบุคคลอื่นด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ซึ่งกุศลธรรมทั้งหลายก็จะนำมาซึ่งกุศลธรรมอื่นๆ ต่อไป และอกุศลธรรมแม้เพียงเล็กน้อย ก็ย่อมจะนำมาซึ่งอกุศลธรรมทางกาย ทางวาจา ทางใจ ต่อๆ ไปด้วย

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 603)



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๐

pic000762597f7305a4d.jpg?1780153275
... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...



ความคิดเห็น 1    โดย swanjariya  วันที่ 31 พ.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง


ความคิดเห็น 2    โดย jaturong  วันที่ 31 พ.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ