ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๙

 
khampan.a
วันที่  17 พ.ค. 2569
หมายเลข  52367
อ่าน  405

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic00483825cb804eb5.jpg?1778985907

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๙

pic000762594d7607b7a.jpg?1778985943


~ พระผู้มีพระภาคทรงรู้แจ้งว่าไม่มีใครสามารถไปดับโลภะ โทสะ โมหะของอุบาสกอุบาสิกาหรือบรรพชิตที่มาเฝ้าและกราบทูลถามปัญหาได้เลย ทรงแสดงธรรม ๔๕ พรรษาเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริง ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ตราบใดที่ยังยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราหรือเป็นตัวตนที่จะพ้นทุกข์เป็นไปไม่ได้เลย แต่ถ้ารู้ตามความจริงว่าสภาพธรรมแต่ละอย่างไม่เที่ยง เกิดมาแล้วไม่มีสักขณะจิตเดียวที่เที่ยง ถ้ารู้ความจริงและประจักษ์อย่างนี้จริงๆ ไม่มีการยึดมั่นว่าเป็นเรา ความทุกข์ก็จะลดน้อยลง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1843)



~ พุทธบริษัทฟังพระธรรมเพราะรู้ว่าผู้มีปัญญาตรัสรู้ธรรมทรงแสดงให้คนที่ไม่รู้ฟัง เพราะฉะนั้น ทุกคนที่ฟังพระธรรมต้องรู้ว่าก่อนฟังเป็นคนที่ไม่รู้อะไร ไม่เข้าใจอะไร เพราะฉะนั้น ฟังเพื่อให้รู้

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1996)



~ เมื่อพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงดับขันธปรินิพพานแล้ว พระธรรมเป็นศาสดาแทนพระองค์ จริงใจต่อพระธรรมหรือเปล่า? ถ้าเป็นผู้ที่จริงใจต่อพระธรรม ก็คือ ศึกษาพระธรรมด้วยความจริงใจเพื่อเข้าใจพระธรรมให้ถูกต้อง นี่คือความจริงใจในการศึกษาพระธรรม การศึกษาพระธรรมไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลย ไม่ใช่เพื่อลาภ ไม่ใช่เพื่อสักการะ ไม่ใช่เพื่อสรรเสริญ แต่เพื่อให้เข้าใจพระธรรมให้ถูกต้อง ให้เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏให้ถูกต้อง เพื่ออะไร เพื่อขัดเกลากิเลส เพื่อละความไม่รู้ ไม่ใช่เพียงเพื่อรู้หรือเก่งหรือเพื่อความสำคัญตน

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1932)



~ การศึกษาธรรมให้ทราบว่าไม่ได้ศึกษาเรื่องอื่น นอกจากทุกขณะในชีวิตจริงๆ ไม่ว่าจะพูด จะทำ จะคิดใดๆ ก็ตาม จะสุข จะทุกข์ จะเสียใจ จะตื่นเต้น จะดีใจ ก็คือ เป็นธรรมทั้งหมดซึ่งเกิดแล้วหมดแล้วอย่างเร็ว เพราะเหตุว่าสภาพธรรมเกิดจริงๆ แล้วก็ดับไปหมดจริงๆ อย่างเร็ว จึงเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยพระปัญญาคุณของพระผู้มีพระภาคที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีสามารถที่จะตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถรู้ได้ และด้วยพระมหากรุณาเห็นประโยชน์ของการที่แต่ละชีวิตเหมือนเป็นของเรา แต่ความจริงเป็นธรรมทั้งหมด

(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 526)



~ ลองคิดถึงคำว่า “ธรรม” ทุกอย่างที่เป็นธรรม ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่ทำไมไปหลงยึดติดสิ่งที่เพียงเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยว่าเป็นเราหรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ดับแล้ว หมดแล้ว ไม่เหลือเลย ไม่ต้องรอไปจนกระทั่งถึงขณะสุดท้ายที่จะจากโลกนี้ไปซึ่งจะหมดความเป็นบุคคลนี้ ตั้งแต่เกิด จะสุข จะทุกข์อย่างไรก็ไม่มีเหลือ แม้แต่เมื่อวานนี้ก็ไม่เหลือ ขณะก่อนนี้ก็ไม่เหลือ
เพราะฉะนั้น การฟังไม่ใช่เพื่อให้เราไปทำอะไรที่จะให้รู้ความจริงอย่างนี้ แต่ฟังเพื่อเข้าใจถูกเห็นถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะเหตุว่าสภาพธรรมที่เป็นจริงอย่างนี้สามารถที่จะปรากฏความจริงนี้ได้กับปัญญาที่ได้เข้าใจความจริงจนสามารถคลายความไม่รู้ในสิ่งที่ปรากฏ

(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 526)



~ คำพูดทำให้บุคคลนั้นดูน่าเกลียดไปได้ ทั้งๆ ที่รูปร่างภายนอกอาจจะน่าดู แต่ว่าเวลาพูดเต็มไปด้วยกิเลส มีการโอ้อวดหรือว่าเต็มไปด้วยความริษยา ผูกอาฆาตต่างๆ รูปงามนั้นก็เป็นรูปที่ไม่งามเสียแล้ว เพราะว่าขณะนั้นมีกิเลสทำให้เกิดอกุศลจิตที่กล่าววาจาที่เป็นอกุศลได้

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 443)



~ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงให้เห็นถึงการเจริญกุศลเท่าที่สามารถจะมีปัจจัยทำให้เกิดและเจริญได้ แต่สภาพธรรมทั้งหลายก็เป็นอนัตตา ถึงแม้ว่าจะทรงแสดงเรื่องของกุศลทุกขั้น แต่ปัจจัยของอกุศลจิตมีมากเหลือเกิน ทำให้อกุศลจิตเกิดมาก ความตระหนี่ก็ยังมีและอกุศลอื่นๆ ก็ยังมีเชื้อ มีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น การฟังธรรมจึงช่วยให้เกิดปัจจัยที่จะเจริญกุศลทุกขั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 217)



~ บางคนก็เป็นผู้ที่มัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว ไม่ค่อยจะนึกถึงความแก่ซึ่งเป็นของธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้ามีความมัวเมา ไม่ได้คิดล่วงหน้าไว้เลยในเรื่องของความแก่ เมื่อถึงความแก่ชราก็จะเสียใจ

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1381)



~ บางคนเป็นผู้มัวเมาในชีวิต คิดว่าตัวเองจะต้องมีความสุขสบายตลอดไป ไม่ได้ตระเตรียมที่จะพบกับความทุกข์ยากลำบากหรือว่าภัยพิบัติต่างๆ เลย เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดภัยพิบัติขึ้น บุคคลนั้นจะมีความทุกข์โทมนัสมากกว่าผู้ที่ไม่มัวเมา
(ที่มา :
แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1381)



~ บางคนเป็นผู้มัวเมาในลาภ เวลาที่มีลาภหรือได้ลาภก็เย่อหยิ่ง เห็นว่าคนอื่นมีลาภน้อยกว่า เพราะฉะนั้น ถ้าเสื่อมลาภก็ต้องโศกเศร้ามากกว่าผู้ที่ไม่มัวเมา หรือถ้าคนอื่นได้ลาภมากกว่า ก็จะเสียใจเพราะเคยเป็นผู้ได้ลาภมากกว่าคนอื่น เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาจิตใจโดยละเอียดที่จะไม่ให้อกุศลเกิดขึ้นจนเป็นเหตุให้เกิดโทมนัสเวทนามาก
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1381)



~ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่อดทนในอกุศลของคนอื่นเลย ใจของท่านคิดติเตียน และไม่ใช่แต่เฉพาะใจ บางทีก็กล่าวเป็นวาจาติเตียนอกุศลของคนอื่น เป็นอย่างนั้นบ้างไหม ไม่อดทนต่ออกุศลของคนอื่น ติเตียนแม้ในใจ บางครั้งก็ล่วงออกมาเป็นวาจาด้วย และบางครั้งก็ถึงกับแสดงทางกาย เป็นความไม่พอใจในอกุศลของคนอื่น แทนที่จะคิดว่าท่านเองก็มีอกุศลอย่างนั้นๆ เหมือนกัน เพียงแต่ในขณะนั้นไม่ปรากฏ หรือว่าไม่เกิดขึ้น แต่ถ้ารู้ว่าคนอื่นมีอกุศลอย่างไร ท่านเองก็มีอกุศลอย่างนั้น เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ก็น่าที่จะเข้าใจ เห็นใจ และอดทนต่ออกุศลของคนอื่นได้

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1531)



~ ใครเห็นโทษของกิเลสหรืออะไรเห็นโทษของกิเลส? ก็ต้องปัญญา คำตอบอยู่ที่ว่าต้องเจริญปัญญาขึ้น เมื่อปัญญาเพิ่มขึ้นย่อมเห็นโทษของกิเลส แต่ถ้าปัญญายังไม่เกิด จะบอกว่าเห็นโทษของกิเลสก็ยาก

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1996)



~ ควรพิจารณาเห็นอกุศลตามความเป็นจริงและเห็นโทษ เพียรที่จะละคลายอกุศลทุกประการ และคิดถึงบุคคลอื่นในทางที่เป็นกุศล พร้อมกันนั้นเป็นผู้ที่ทำความดีเสมอและเพิ่มขึ้น เพราะว่าอกุศลมีมากซึ่งทางเดียวที่จะคลายอกุศลได้ คือ ด้วยการเจริญกุศล
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1402)



~ การฟังธรรมก็คือการฟังพระปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ความจริงและทรงแสดงคำว่า “ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา” คือให้เห็นจริงๆ ให้เข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรมที่ไม่รู้และหลงยึดถือว่าเป็นเราหรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยความไม่รู้นานแสนนาน ก็จะได้เข้าใจตามความเป็นจริงว่าขณะนี้ไม่มีอะไรเหลือเลย นอกจากสิ่งที่เกิดปรากฏนิดหน่อยแล้วก็ดับไป

(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 459)



~ ขณะที่ฟังเดี๋ยวนี้ เข้าใจความหมายของคำว่า “ฟัง” ไม่ได้คิดเรื่องอื่น นอกจากได้ยินคำใดก็ไตร่ตรองฟังให้เข้าใจคำที่ได้ยิน ขณะนั้นจึงชื่อว่า “ฟัง”

(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 604)



~ การอบรมเจริญปัญญารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ตามปกติตามความเป็นจริง ไม่ว่าจะทรงแสดงธรรมถึง ๔๕ พรรษาโดยนัยของพระสูตร หรือว่าพระอภิธรรม หรือพระวินัยก็ตาม เพื่อที่จะให้สติเกิดระลึกศึกษารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏจริงๆ เข้าถึงอรรถของนามธรรมซึ่งไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน และรูปธรรมซึ่งไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน

กี่ภพ กี่ชาติที่จะได้ฟังพระธรรม ก็ฟังพระธรรมเรื่องของนามธรรมและรูปธรรม เพื่อการรู้แจ้ง เพื่อการประจักษ์ชัด เพื่อการดับกิเลสหมดเป็นสมุจเฉท (ละได้อย่างเด็ดขาด)
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 832)



~ การศึกษาธรรมที่ลืมไม่ได้ คือไม่ลืมว่าศึกษาให้เข้าใจสิ่งที่มีจริง ซึ่งสิ่งที่มีจริงก็คือธรรมแต่ละอย่างในชีวิตประจำวันนั่นเอง มิฉะนั้นจะเป็นโมฆบุรุษ (ผู้ว่างเปล่าจากประโยชน์) หรือว่า เป็นใบลานเปล่า เพราะเหตุว่าสามารถที่จะจำชื่อ จำลักษณะ จำเหตุใกล้ จำเรื่องราวได้ แต่ว่าสภาพธรรมที่กำลังมีอยู่ในขณะนี้ตามความเป็นจริง ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 611)



~ การศึกษาธรรมก็ต้องอดทนที่จะรู้ว่าอกุศลมีมาก ความไม่รู้มีมาก ความติดข้องในสิ่งที่เคยติดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีมาก เพราะฉะนั้น ก็ต้องฟังธรรมทุกประการด้วยการพิจารณาให้เข้าใจธรรมซึ่งการเข้าใจธรรมมีตั้งแต่ขั้นฟัง ขณะนี้ที่ได้ฟัง แล้วก็เริ่มเข้าใจ จนกว่าจะสามารถรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ กำลังเป็นจริงในขณะนี้ได้

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 611)



~ สภาพธรรมจริงๆ เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งแม้มีอยู่ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทุกวัน ไม่ขาดเลย เมื่อวานนี้มีใครขาดเห็นบ้างไหม มีใครขาดได้ยินบ้าง มีใครขาดการรู้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส การคิดนึก แต่ไม่รู้ หรือว่าใครเริ่มรู้ แม้แต่เพียงนิดๆ หน่อยๆ แต่จริงๆ แล้วก็เริ่มฟัง แล้วก็เริ่มเข้าใจ เข้าใจลักษณะของสภาพที่มีจริง ยิ่งขึ้นจนกว่าจะรู้จริงๆ ในลักษณะของสภาพธรรมนั้น

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 612)



~ การศึกษาธรรม เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ให้ทราบว่าประโยชน์จริงๆ ที่ได้รับจากการเข้าใจธรรม คือ การขัดเกลากิเลส จะมีการละ การคลาย แต่ไม่ใช่โดยรวดเร็วหรือว่าไม่ใช่ด้วยความเป็นเราที่อยากจะหมดกิเลส
(ที่มา :
ปกิณณกธรรม ตอนที่ 615)



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๘

pic000762593fd0fd3a1.jpg?1778985943

pic004838556af32419.jpg?1778985854
... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
swanjariya
วันที่ 17 พ.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
เจียมจิต สุขอินทร์
วันที่ 17 พ.ค. 2569

~ ขณะที่ฟังเดี๋ยวนี้ เข้าใจความหมายของคำว่า “ฟัง” ไม่ได้คิดเรื่องอื่น นอกจากได้ยินคำใดก็ไตร่ตรองฟังให้เข้าใจคำที่ได้ยิน ขณะนั้นจึงชื่อว่า “ฟัง”

(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 604)

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
shsso2551
วันที่ 17 พ.ค. 2569

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
jaturong
วันที่ 17 พ.ค. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ