ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)
ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๙

~ พระผู้มีพระภาคทรงรู้แจ้งว่าไม่มีใครสามารถไปดับโลภะ โทสะ
โมหะของอุบาสกอุบาสิกาหรือบรรพชิตที่มาเฝ้าและกราบทูลถามปัญหาได้เลย
ทรงแสดงธรรม ๔๕ พรรษาเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริง ไม่ใช่สัตว์
ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
ตราบใดที่ยังยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราหรือเป็นตัวตนที่จะพ้นทุกข์เป็นไปไม่ได้เลย
แต่ถ้ารู้ตามความจริงว่าสภาพธรรมแต่ละอย่างไม่เที่ยง
เกิดมาแล้วไม่มีสักขณะจิตเดียวที่เที่ยง
ถ้ารู้ความจริงและประจักษ์อย่างนี้จริงๆ ไม่มีการยึดมั่นว่าเป็นเรา
ความทุกข์ก็จะลดน้อยลง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1843)
~
พุทธบริษัทฟังพระธรรมเพราะรู้ว่าผู้มีปัญญาตรัสรู้ธรรมทรงแสดงให้คนที่ไม่รู้ฟัง
เพราะฉะนั้น
ทุกคนที่ฟังพระธรรมต้องรู้ว่าก่อนฟังเป็นคนที่ไม่รู้อะไร
ไม่เข้าใจอะไร เพราะฉะนั้น ฟังเพื่อให้รู้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1996)
~
เมื่อพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงดับขันธปรินิพพานแล้ว
พระธรรมเป็นศาสดาแทนพระองค์ จริงใจต่อพระธรรมหรือเปล่า?
ถ้าเป็นผู้ที่จริงใจต่อพระธรรม ก็คือ
ศึกษาพระธรรมด้วยความจริงใจเพื่อเข้าใจพระธรรมให้ถูกต้อง
นี่คือความจริงใจในการศึกษาพระธรรม
การศึกษาพระธรรมไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลย ไม่ใช่เพื่อลาภ
ไม่ใช่เพื่อสักการะ ไม่ใช่เพื่อสรรเสริญ
แต่เพื่อให้เข้าใจพระธรรมให้ถูกต้อง
ให้เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏให้ถูกต้อง เพื่ออะไร
เพื่อขัดเกลากิเลส เพื่อละความไม่รู้
ไม่ใช่เพียงเพื่อรู้หรือเก่งหรือเพื่อความสำคัญตน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1932)
~ การศึกษาธรรมให้ทราบว่าไม่ได้ศึกษาเรื่องอื่น
นอกจากทุกขณะในชีวิตจริงๆ ไม่ว่าจะพูด จะทำ จะคิดใดๆ ก็ตาม จะสุข
จะทุกข์ จะเสียใจ จะตื่นเต้น จะดีใจ ก็คือ
เป็นธรรมทั้งหมดซึ่งเกิดแล้วหมดแล้วอย่างเร็ว
เพราะเหตุว่าสภาพธรรมเกิดจริงๆ แล้วก็ดับไปหมดจริงๆ อย่างเร็ว
จึงเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยพระปัญญาคุณของพระผู้มีพระภาคที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีสามารถที่จะตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถรู้ได้
และด้วยพระมหากรุณาเห็นประโยชน์ของการที่แต่ละชีวิตเหมือนเป็นของเรา
แต่ความจริงเป็นธรรมทั้งหมด
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
526)
~ ลองคิดถึงคำว่า “ธรรม” ทุกอย่างที่เป็นธรรม ไม่มีใครเป็นเจ้าของ
แต่ทำไมไปหลงยึดติดสิ่งที่เพียงเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยว่าเป็นเราหรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ดับแล้ว หมดแล้ว ไม่เหลือเลย
ไม่ต้องรอไปจนกระทั่งถึงขณะสุดท้ายที่จะจากโลกนี้ไปซึ่งจะหมดความเป็นบุคคลนี้
ตั้งแต่เกิด จะสุข จะทุกข์อย่างไรก็ไม่มีเหลือ
แม้แต่เมื่อวานนี้ก็ไม่เหลือ ขณะก่อนนี้ก็ไม่เหลือ
เพราะฉะนั้น
การฟังไม่ใช่เพื่อให้เราไปทำอะไรที่จะให้รู้ความจริงอย่างนี้
แต่ฟังเพื่อเข้าใจถูกเห็นถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏ
เพราะเหตุว่าสภาพธรรมที่เป็นจริงอย่างนี้สามารถที่จะปรากฏความจริงนี้ได้กับปัญญาที่ได้เข้าใจความจริงจนสามารถคลายความไม่รู้ในสิ่งที่ปรากฏ
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
526)
~ คำพูดทำให้บุคคลนั้นดูน่าเกลียดไปได้ ทั้งๆ
ที่รูปร่างภายนอกอาจจะน่าดู แต่ว่าเวลาพูดเต็มไปด้วยกิเลส
มีการโอ้อวดหรือว่าเต็มไปด้วยความริษยา ผูกอาฆาตต่างๆ
รูปงามนั้นก็เป็นรูปที่ไม่งามเสียแล้ว
เพราะว่าขณะนั้นมีกิเลสทำให้เกิดอกุศลจิตที่กล่าววาจาที่เป็นอกุศลได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
443)
~
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงให้เห็นถึงการเจริญกุศลเท่าที่สามารถจะมีปัจจัยทำให้เกิดและเจริญได้
แต่สภาพธรรมทั้งหลายก็เป็นอนัตตา
ถึงแม้ว่าจะทรงแสดงเรื่องของกุศลทุกขั้น
แต่ปัจจัยของอกุศลจิตมีมากเหลือเกิน ทำให้อกุศลจิตเกิดมาก
ความตระหนี่ก็ยังมีและอกุศลอื่นๆ ก็ยังมีเชื้อ
มีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น
การฟังธรรมจึงช่วยให้เกิดปัจจัยที่จะเจริญกุศลทุกขั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
217)
~ บางคนก็เป็นผู้ที่มัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว
ไม่ค่อยจะนึกถึงความแก่ซึ่งเป็นของธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น ถ้ามีความมัวเมา
ไม่ได้คิดล่วงหน้าไว้เลยในเรื่องของความแก่
เมื่อถึงความแก่ชราก็จะเสียใจ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1381)
~
บางคนเป็นผู้มัวเมาในชีวิต คิดว่าตัวเองจะต้องมีความสุขสบายตลอดไป
ไม่ได้ตระเตรียมที่จะพบกับความทุกข์ยากลำบากหรือว่าภัยพิบัติต่างๆ
เลย เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดภัยพิบัติขึ้น
บุคคลนั้นจะมีความทุกข์โทมนัสมากกว่าผู้ที่ไม่มัวเมา
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1381)
~
บางคนเป็นผู้มัวเมาในลาภ เวลาที่มีลาภหรือได้ลาภก็เย่อหยิ่ง
เห็นว่าคนอื่นมีลาภน้อยกว่า เพราะฉะนั้น
ถ้าเสื่อมลาภก็ต้องโศกเศร้ามากกว่าผู้ที่ไม่มัวเมา
หรือถ้าคนอื่นได้ลาภมากกว่า
ก็จะเสียใจเพราะเคยเป็นผู้ได้ลาภมากกว่าคนอื่น
เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาจิตใจโดยละเอียดที่จะไม่ให้อกุศลเกิดขึ้นจนเป็นเหตุให้เกิดโทมนัสเวทนามาก
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1381)
~ ส่วนใหญ่แล้วจะไม่อดทนในอกุศลของคนอื่นเลย ใจของท่านคิดติเตียน
และไม่ใช่แต่เฉพาะใจ บางทีก็กล่าวเป็นวาจาติเตียนอกุศลของคนอื่น
เป็นอย่างนั้นบ้างไหม ไม่อดทนต่ออกุศลของคนอื่น ติเตียนแม้ในใจ
บางครั้งก็ล่วงออกมาเป็นวาจาด้วย และบางครั้งก็ถึงกับแสดงทางกาย
เป็นความไม่พอใจในอกุศลของคนอื่น
แทนที่จะคิดว่าท่านเองก็มีอกุศลอย่างนั้นๆ เหมือนกัน
เพียงแต่ในขณะนั้นไม่ปรากฏ หรือว่าไม่เกิดขึ้น
แต่ถ้ารู้ว่าคนอื่นมีอกุศลอย่างไร ท่านเองก็มีอกุศลอย่างนั้น
เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ก็น่าที่จะเข้าใจ เห็นใจ
และอดทนต่ออกุศลของคนอื่นได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1531)
~ ใครเห็นโทษของกิเลสหรืออะไรเห็นโทษของกิเลส? ก็ต้องปัญญา
คำตอบอยู่ที่ว่าต้องเจริญปัญญาขึ้น
เมื่อปัญญาเพิ่มขึ้นย่อมเห็นโทษของกิเลส แต่ถ้าปัญญายังไม่เกิด
จะบอกว่าเห็นโทษของกิเลสก็ยาก
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1996)
~ ควรพิจารณาเห็นอกุศลตามความเป็นจริงและเห็นโทษ
เพียรที่จะละคลายอกุศลทุกประการ และคิดถึงบุคคลอื่นในทางที่เป็นกุศล
พร้อมกันนั้นเป็นผู้ที่ทำความดีเสมอและเพิ่มขึ้น
เพราะว่าอกุศลมีมากซึ่งทางเดียวที่จะคลายอกุศลได้ คือ
ด้วยการเจริญกุศล
(ที่มา :
แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1402)
~
การฟังธรรมก็คือการฟังพระปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ความจริงและทรงแสดงคำว่า
“ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา” คือให้เห็นจริงๆ ให้เข้าใจจริงๆ
ว่าเป็นธรรมที่ไม่รู้และหลงยึดถือว่าเป็นเราหรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยความไม่รู้นานแสนนาน
ก็จะได้เข้าใจตามความเป็นจริงว่าขณะนี้ไม่มีอะไรเหลือเลย
นอกจากสิ่งที่เกิดปรากฏนิดหน่อยแล้วก็ดับไป
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
459)
~ ขณะที่ฟังเดี๋ยวนี้ เข้าใจความหมายของคำว่า “ฟัง”
ไม่ได้คิดเรื่องอื่น
นอกจากได้ยินคำใดก็ไตร่ตรองฟังให้เข้าใจคำที่ได้ยิน
ขณะนั้นจึงชื่อว่า “ฟัง”
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
604)
~ การอบรมเจริญปัญญารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้
ตามปกติตามความเป็นจริง ไม่ว่าจะทรงแสดงธรรมถึง ๔๕
พรรษาโดยนัยของพระสูตร หรือว่าพระอภิธรรม หรือพระวินัยก็ตาม
เพื่อที่จะให้สติเกิดระลึกศึกษารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏจริงๆ
เข้าถึงอรรถของนามธรรมซึ่งไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
และรูปธรรมซึ่งไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล
ไม่ใช่ตัวตน
กี่ภพ กี่ชาติที่จะได้ฟังพระธรรม
ก็ฟังพระธรรมเรื่องของนามธรรมและรูปธรรม เพื่อการรู้แจ้ง
เพื่อการประจักษ์ชัด เพื่อการดับกิเลสหมดเป็นสมุจเฉท
(ละได้อย่างเด็ดขาด)
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
832)
~ การศึกษาธรรมที่ลืมไม่ได้
คือไม่ลืมว่าศึกษาให้เข้าใจสิ่งที่มีจริง
ซึ่งสิ่งที่มีจริงก็คือธรรมแต่ละอย่างในชีวิตประจำวันนั่นเอง
มิฉะนั้นจะเป็นโมฆบุรุษ (ผู้ว่างเปล่าจากประโยชน์) หรือว่า
เป็นใบลานเปล่า เพราะเหตุว่าสามารถที่จะจำชื่อ จำลักษณะ จำเหตุใกล้
จำเรื่องราวได้
แต่ว่าสภาพธรรมที่กำลังมีอยู่ในขณะนี้ตามความเป็นจริง
ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
611)
~ การศึกษาธรรมก็ต้องอดทนที่จะรู้ว่าอกุศลมีมาก ความไม่รู้มีมาก
ความติดข้องในสิ่งที่เคยติดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีมาก
เพราะฉะนั้น
ก็ต้องฟังธรรมทุกประการด้วยการพิจารณาให้เข้าใจธรรมซึ่งการเข้าใจธรรมมีตั้งแต่ขั้นฟัง
ขณะนี้ที่ได้ฟัง แล้วก็เริ่มเข้าใจ
จนกว่าจะสามารถรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ
กำลังเป็นจริงในขณะนี้ได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
611)
~ สภาพธรรมจริงๆ เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งแม้มีอยู่ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
ใจ ทุกวัน ไม่ขาดเลย เมื่อวานนี้มีใครขาดเห็นบ้างไหม
มีใครขาดได้ยินบ้าง มีใครขาดการรู้กลิ่น การลิ้มรส
การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส การคิดนึก แต่ไม่รู้ หรือว่าใครเริ่มรู้
แม้แต่เพียงนิดๆ หน่อยๆ แต่จริงๆ แล้วก็เริ่มฟัง แล้วก็เริ่มเข้าใจ
เข้าใจลักษณะของสภาพที่มีจริง ยิ่งขึ้นจนกว่าจะรู้จริงๆ
ในลักษณะของสภาพธรรมนั้น
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
612)
~ การศึกษาธรรม เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ให้ทราบว่าประโยชน์จริงๆ
ที่ได้รับจากการเข้าใจธรรม คือ การขัดเกลากิเลส จะมีการละ การคลาย
แต่ไม่ใช่โดยรวดเร็วหรือว่าไม่ใช่ด้วยความเป็นเราที่อยากจะหมดกิเลส
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
615)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม -
ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๘


...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
~ ขณะที่ฟังเดี๋ยวนี้ เข้าใจความหมายของคำว่า “ฟัง” ไม่ได้คิดเรื่องอื่น นอกจากได้ยินคำใดก็ไตร่ตรองฟังให้เข้าใจคำที่ได้ยิน ขณะนั้นจึงชื่อว่า “ฟัง”
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 604)
กราบอนุโมทนาค่ะ
กราบอนุโมทนาค่ะ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ