ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๗
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)
ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๗

~ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสำหรับผู้ที่สะสมปัจจัยที่จะมีความเข้าใจความละเอียดลึกซึ้งมีการเห็นคุณค่าของแต่ละคำว่าเป็นคำตรงซึ่งใครจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้
จะให้ปัญญาค่อยๆ ละคลายความเห็นผิดที่ยึดถือเห็นเดี๋ยวนี้ว่าเป็นเรา
โดยไม่ได้ฟัง ไม่ได้ไตร่ตรอง ไม่ได้สะสม ไม่ได้ใคร่ครวญ
เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าต้องรู้ว่า แม้ปัญญาก็ไม่ใช่เรา
เพราะฉะนั้น ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สอดคล้องตรงตามความเป็นจริง ตรัสรู้ถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1200)
~ ถ้าความเห็นใดย้อนหรือแย้งกับสภาพธรรมตามความเป็นจริง
นั่นคือมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด ถ้าคิดว่าเรามี ผิดหรือถูก? ก็ผิด
นี่คือประโยชน์ของการที่จะพิจารณาสภาพธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดงเพื่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ
ความเข้าใจถูก
เพราะถ้าไม่ฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้และทรงแสดง
จะไม่มีใครสามารถที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงว่าเป็นอนัตตา
ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1043)
~ ทุกคนคิด แล้วแต่จิตที่คิดนั้นจะเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต
ซึ่งปกติก็เป็นอกุศลจิต ถ้าไม่เป็นไปในทาน ในศีล ในความสงบ
ในเรื่องของธรรมที่ได้ศึกษาแล้ว
แต่สติสามารถเกิดระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมใดๆ ที่เป็นของจริง
ที่กำลังปรากฏซึ่งในขณะนั้นชื่อว่าเป็นปัจจุบันทั้งนั้น
ถ้าสติระลึกเดี๋ยวนี้ คือ ปัจจุบัน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1271)
~ ก่อนอื่นเราก็จะต้องทราบว่าธรรมที่จะได้ยินได้ฟัง
ก็เป็นธรรมจากพระโอษฐ์ จากการตรัสรู้
จากการทรงแสดงด้วยพระปัญญาที่ถึงระดับขั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้น ต้องเป็นสิ่งที่ง่ายหรือยาก? ยาก
เพราะตอนที่เพิ่งตรัสรู้ไม่น้อมพระทัยที่จะทรงแสดง
แสดงให้เห็นว่าสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ยากสักแค่ไหน ทั้งๆ
ที่ดูธรรมดาเหลือเกิน เห็นธรรดา ได้ยินธรรมดา ได้กลิ่น ลิ้มรส
รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึกธรรมดา
แต่ยากสักแค่ไหนที่จะรู้ว่าต้องอาศัยการบำเพ็ญพระบารมี ๔
อสงไขยแสนกัปป์ที่จะตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรม
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
271)
~ ธรรมต้องเป็นสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่มี
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้อะไร เพราะฉะนั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริง และสิ่งที่มีจริง
หลายอย่างมากเลย ใช่ไหม เสียงก็มี กลิ่นก็มี รสก็มี คิดก็มี จำก็มี
เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงทั้งหมด เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1197)
~ มีอะไรเป็นของใครจริงๆ บ้างไหม? ไม่มี เพราะดับแล้ว หมดแล้ว
ไม่เหลือเลยตลอดเวลา รู้ได้ไหม รู้ได้แน่นอน
เพราะว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม
มีสาวกผู้ฟังมากมายที่รู้ความจริง
เพราะว่าได้เคยฟังมาแล้วทีละเล็กทีละน้อยจนกระทั่งสามารถเข้าใจจนถึงประจักษ์แจ้งความจริงได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1219)
~
วันหนึ่งเราต้องจากโลกนี้ มีใครไม่ตายบ้าง วันนี้ก็ได้ใช่ไหม
แต่ไม่ได้คิดเลยว่าเราอาจจะตายวันนี้ เย็นนี้ก็ได้
หรือเดี๋ยวนี้ก็ได้ ถ้าตายเดี๋ยวนี้จริงๆ
ตรงเลยใช่ไหมว่าเดี๋ยวนี้ก็ได้ แต่พอยังไม่ตาย เย็นนี้ก็ได้
พรุ่งนี้ก็ได้ เดือนนี้ก็ได้ ปีนี้ก็ได้ ต่อไปอีกเรื่อยๆ
จนถึงชาตินี้ก็ได้ แต่อย่างไรก็ต้องตาย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1225)
~ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคำที่ใครก็เปลี่ยนไม่ได้
ถ้าไม่มีการตรัสรู้ ใครหรือจะสามารถเข้าใจได้? ไม่มีทาง
เพราะฉะนั้นก็หนทางเดียว มีโอกาสเมื่อไหร่ก็ฟังไตร่ตรอง
เพื่อเพิ่มความเข้าใจถูกต้องว่า ไม่ใช่เรา ไม่ได้ไปเร่งรีบ
ไปทำอะไรที่ไหนเลย มีแต่ความเข้าใจจากการฟัง ค่อยๆ เจริญขึ้น
เป็นปกติไม่ต้องเดือดร้อน
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1227)
~ คนที่ไม่รู้เขาทำชั่ว แต่คนที่รู้เขาไม่ทำ
เพราะรู้ว่าความชั่วเป็นโทษทั้งกับตนเองและคนอื่น
นำมาซึ่งทุกข์โทษภัยต่างๆ
ซึ่งผู้ที่ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยละเอียดยิ่ง
เพราะฉะนั้น ถ้ารู้จริงๆ อย่างนี้ คนรู้ไม่ทำชั่ว เพราะฉะนั้น
ถ้าทุกคนรู้ และเข้าใจถูกต้อง โลกนี้ก็เป็นโลกที่ไม่เดือดร้อน
ไม่มีฆ่ากัน ไม่มีการประทุษร้ายเบียดเบียนกัน
เป็นโลกที่อยู่ด้วยกันด้วยความสงบ และถ้ามีปัญญายิ่งขึ้น
โลกนี้ก็ยิ่งสงบมากขึ้น
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
984)
~
ทรัพย์ที่ประเสริฐยิ่งกว่าทรัพย์อื่นใดคือความเห็นถูกความเข้าใจถูก
หรือปัญญานั่นเอง เพราะว่าถึงแม้ว่าเราจะมีทรัพย์อื่น
ก็ไม่สามารถที่จะพ้นจากความทุกข์ได้
อาจจะเป็นห่วงแล้วก็ยิ่งมีทรัพย์มาก ก็ยิ่งทุกข์มากก็ได้
แต่ว่าถ้ามีปัญญามีความเห็นที่ถูกต้อง ก็จะทำให้ละคลายอกุศลค่อยๆ
หมดไปจนกระทั่งไม่เกิดอีกเลยได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
320)
~ ขณะใดที่อกุศลเกิดก็เป็นอกุศล
จะไปเปลี่ยนอกุศลที่เกิดให้เป็นกุศลไม่ได้
ให้รู้ความจริงว่าไม่มีใครอยากมีอกุศลเลย แต่เมื่อมีปัจจัย
อกุศลก็เกิด เป็นของธรรมดาของปัจจัย
เมื่อมีก็ต้องเกิด
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
320)
~ ไม่มีใครสามารถจะไปลบล้างสิ่งที่ได้กระทำแล้ว
แต่ว่าพระธรรมที่ได้ฟัง จะทำให้บุคคลนั้นเห็นว่าอะไรเป็นโทษ
อะไรเป็นประโยชน์
ปัญญาที่เกิดจากการเข้าใจพระธรรมก็จะทำให้บุคคลนั้นประพฤติในทางที่ถูกต้อง
บุคคลที่เข้าใจอย่างนี้ก็เริ่มเห็นโทษของอกุศล
แล้วก็รู้ว่าอกุศลที่ได้ทำไปแล้วไม่ใช่แต่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว
ชาติก่อนๆ ก็มากมายมหาศาล ไม่ทราบว่าใครจะได้ทำกรรมอะไรไว้
แต่สามารถที่จะเข้าใจพระธรรม
แล้วก็กระทำความดีต่อไปให้ยิ่งขึ้น
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
331)
~ สำหรับบางท่านในชีวิตประจำวันจริงๆ อาจจะมีความตระหนี่มาก
เพราะถึงแม้ว่าจะมีของเหลือไม่ว่าจะเป็นอาหาร
แต่ด้วยความตระหนี่ก็ยังไม่ให้ใคร
ยังเก็บเอาไว้สำหรับที่จะรับประทานต่อไปซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ได้รับประทาน
จนกระทั่งในที่สุดก็ต้องทิ้งไป
แต่ถ้าเป็นผู้ที่สะสมการสละวัตถุเพื่อประโยชน์สุขของบุคคลอื่น
เมื่อตัวท่านได้บริโภคอิ่มหนำ มีความสุขสำราญใจแล้ว
ก็คิดถึงคนอื่นต่อไป และบางท่านก่อนที่จะบริโภคก็ยังสละ คือ
แบ่งปันให้บุคคลอื่น
ซึ่งก็เป็นผู้ที่สะสมมาในการที่จะมีความโอบอ้อมอารีและมีเมตตาต่อบุคคลอื่น
แต่สำหรับบางท่าน ถ้ายังไม่ได้รับประทานก็ยังไม่ให้ เพราะฉะนั้น
ก็รับประทานก่อน ถ้าเหลือจึงให้ สำหรับบางท่านถึงแม้ว่าบริโภคแล้ว
เหลือแล้ว ก็ยังไม่ให้ เพราะอะไร?
นี่เป็นชีวิตตามความเป็นจริง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
806)
~ แม้ว่ายังไม่พ้นจากการติดการข้องในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
แต่ก็ยังเป็นผู้ที่เห็นโทษของอกุศล และเห็นประโยชน์ของการเจริญกุศล
เพราะฉะนั้น ผู้ที่เห็นประโยชน์ของการเจริญกุศล
ก็อบรมเจริญกุศลทุกประการโดยไม่ประมาทว่าเป็นกุศลเพียงเล็กน้อย
และเวลาที่เห็นโทษภัยของอกุศลก็ไม่ประมาทว่าเป็นโทษภัยของอกุศลเพียงเล็กน้อย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
806)
~ ขณะนี้ทุกคนกำลังไปอยู่ทุกขณะจิตตามการเกิดขึ้นและดับไปของจิต
จิตเกิดขึ้นแล้ว ไปแล้ว เมื่อครู่นี้ไปไหน จิตเมื่อครู่นี้ไปไหน
ไปทางโลภะ หรือว่าไปทางโทสะ หรือว่าไปทางโมหะ หรือว่าไปทางกุศล
อย่าลืมว่า กำลังไป และต้องไปอยู่เรื่อยๆ ไปไม่รู้จบ
ไปทุกขณะของจิต เพราะฉะนั้น เวลาที่สิ้นชีวิตลง
ทุกคนก็กล่าวว่า ไปตามยถากรรม คือ
กรรมของตนเองของแต่ละบุคคลที่ได้สะสมมา
แต่แท้ที่จริงแล้วไปอยู่ทุกขณะจิต แม้ในขณะนี้ก็กำลังไป
แล้วแต่ว่าท่านจะไปทางไหนมาก จะไม่ไปได้ไหม ไม่มีทางเป็นไปได้เลย
เพราะจิตเกิดขึ้นแล้วก็ต้องไป ไปแล้วก็ดับ และก็เกิดอีก ไปอีก
ไปอยู่เรื่อยๆ ที่จะไม่ไปได้จริงๆ คือ
ปรินิพพานเท่านั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
815)
~ เรื่องของกุศล
ถ้าทำไปโดยไม่หวังและเห็นอกุศลมากขึ้น จะดีกว่าไหม คือ
กุศลก็ทำไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ผูกพันในกุศลนั้น
ไม่ติดหรือไม่หวังในผลของกุศลใดๆ
และพิจารณาเห็นอกุศลของตนเองละเอียดขึ้น ย่อมจะเป็นประโยชน์
ซึ่งการที่กุศลจิตแต่ละขณะจะเกิด
จะเห็นได้ว่ายากกว่าขณะที่อกุศลจิตจะเกิด
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1526)
~ เป็นความจริงที่ว่า อกุศลเกิดง่าย เกิดเร็ว เกิดมาก
แต่กุศลเกิดยากและเกิดน้อย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า
สภาพธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แม้อกุศลซึ่งเกิดง่าย เกิดเร็ว เกิดมาก
ก็เป็นเพราะมีปัจจัยที่จะให้อกุศลเกิดมาก เกิดง่าย เกิดเร็ว
หรือกุศลที่จะเกิดก็เป็นอนัตตา ถ้าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย
กุศลก็เกิดไม่ได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1035)
~ เมตตาเมื่อเกิดขึ้น ไม่ได้ทำให้ใครเกิดความเดือดร้อน
ตรงกันข้ามกลับทำให้เกิดความสบายใจ เพราะว่าไม่ดูหมิ่น
ไม่รังเกียจคนอื่น มีความเป็นเพื่อน มีความเป็นมิตร
พร้อมที่จะอุปการะเกื้อกูลอย่างจริงใจ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1035)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ...
ครั้งที่ ๗๖๖


...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...
อ่านไว้ ... เพื่อสะสมเหตุแห่งปัญญา
เข้าใจไว้ ... เพื่อเห็นค่าของความจริงในขณะนี้
เก็บไว้ ... เพื่อเป็นปัจจัยในชาติหน้าและชาตินี้
จนกว่าจะถึงวันที่ ... "เห็นแจ้ง" ว่าไม่มีเรา
ขอบพระคุณ อ.คำปั่น อักษรวิลัย
และอนุโมทนาค่ะ


