ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๔
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)
ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ...
ครั้งที่ ๗๖๔

~ การฟังพระธรรมไม่มีวันจบ
ไม่มีวันพอ ยิ่งฟังมาก ยิ่งพิจารณามาก ก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้น
โดยเฉพาะการฟังพระธรรมที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนหรือว่าในความละเอียด
ความลึกซึ้งของพระธรรมซึ่งไม่เคยได้ยินได้ฟัง และเมื่อได้ฟังแล้ว
พิจารณาเกิดความรู้
เกิดความเข้าใจซึ่งความรู้ความเข้าใจที่เกิดขึ้นไม่ได้สูญหายไปไหน
เมื่อเกิดขึ้นในขณะที่ฟัง และจิตนั้นดับไป
ปัญญาที่เข้าใจในขณะนั้นก็ดับไป แต่ก็สืบต่อในจิตดวงต่อๆ
ไปที่เกิดดับสืบต่อกัน
~ การฟังพระธรรมเพื่อให้เข้าใจถูก
จะเข้าใจถูกได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการไตร่ตรอง แม้แต่คำว่า
“ธรรม” มีความเข้าใจมั่นคงจริงๆ แค่ไหน หรือยังมีเราแทรกว่า
เราเข้าใจธรรม แต่ถ้าฟังจริงๆ ธรรมเป็นสิ่งที่เกิดปรากฏ
เมื่อมีปัจจัย ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาได้ เกิดแล้วดับไปแล้วด้วย
นี่คือการค่อยๆ เข้าใจความจริงของธรรมว่า เป็นธรรม
ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ก็เป็นเราตลอดไป
~
วันนี้รู้สึกว่าสงบจากกิเลสอะไรบ้างไหม ถ้ากุศลจิตไม่เกิด
จะไม่ปรากฏความสงัดหรือความสงบจากกิเลส แต่ขณะที่ไม่ว่าสภาพธรรมใดๆ
จะเกิดขึ้นปรากฏ หรือว่าจะมีความยินดียินร้ายในอารมณ์ใดๆ ที่ปรากฏ
สติเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมในขณะนั้น ขณะนั้นสงบจากอกุศล
ขณะนั้น คือ สงัดจากกิเลส
~
สำหรับผู้ที่สนใจธรรม ถ้าไม่เคยสะสมความสนใจมาเลยในอดีต
ก็ไม่มีหนทาง ไม่มีปัจจัยที่จะไปเรียกร้อง
แม้ว่าพระธรรมเป็นสิ่งที่ควรเชิญให้มาดู เพราะเป็นของจริงทุกประการ
แต่บุคคลเหล่านั้นก็ไม่สนใจได้ เพราะฉะนั้น
จะเห็นตามความเป็นจริงว่า
แต่ละคนสะสมอัธยาศัยทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลมามากน้อยแค่ไหน
ซึ่งควรจะต้องอบรมเจริญขึ้นทางฝ่ายกุศล "ทำดีเท่าไร ไม่มีวันพอ"
ควรจะเป็นคติประจำใจจริงๆ
เพราะว่าอกุศลนั้นมีมากมายที่จะต้องละ
~ การที่จะละอกุศลได้ ก็ด้วยขณะที่กุศลจิตเกิด
ขณะใดก็ตามที่ไม่เป็นกุศลจิต ขณะนั้นต้องเป็นอกุศลจิตและในวันหนึ่งๆ
ย่อมมีอกุศลจิตมากมายตราบใดที่กุศลจิตไม่เกิด เมื่อรู้อย่างนี้
จะเป็นผู้ขวนขวายไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลายไหม? เพราะเห็นว่า
ขณะใดที่ทอดธุระ ขณะนั้นเป็นอกุศล
~
กิเลสกาม ได้แก่ โลภเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพที่ยินดี พอใจ
ไม่ว่าจะในขณะใดที่เกิดความยินดีพอใจขึ้น ขณะนั้นเป็นกิเลสกาม
เมื่อเกิดความยินดีพอใจต้องมีสิ่งซึ่งเป็นที่พอใจยินดีของโลภะ
เพราะฉะนั้น สิ่งซึ่งเป็นที่พอใจยินดีของโลภะแต่ไม่ใช่ตัวโลภะ คือ
วัตถุกาม เพราะว่าเป็นที่ตั้งของความยินดี พอใจ
สิ่งที่เป็นที่ยินดีพอใจของโลภะ ไม่จำกัดเลย นอกจากนิพพานอย่างเดียว
สิ่งอื่นทั้งหมดเป็นวัตถุกาม
เป็นที่ตั้งของความยินดีพอใจได้ทั้งสิ้น
*** ~ ถ้าเป็นอโลภะ (ความไม่ติดข้อง) แรง
ผู้นั้นมักจะให้ได้ง่ายๆ ให้ได้บ่อยๆ เป็นผู้ที่มีจิตเมตตา
สละวัตถุเพื่อเกื้อกูลบุคคลอื่นได้โดยไม่ยาก ถ้าเป็นผู้ที่มีอโทสะ
(ความไม่โกรธ) แรง ก็เป็นผู้ที่ไม่โกรธ
ไม่ว่าจะมีบุคคลอื่นหรือมีสิ่งซึ่งไม่น่าพอใจสักเพียงใด
บุคคลนั้นก็ไม่รู้สึกว่าจะต้องหวั่นไหวไปด้วยความโกรธ
ตรงกันข้ามกับคนที่มีโทสะแรง ซึ่งโกรธได้บ่อยๆ โกรธได้ง่ายๆ
และโกรธเสมอ***
~ ทุกคนมีกรรมเป็นของของตน
อาจจะคิดว่าท่านมีสมบัติมาก แก้วแหวนเพชรนิลจินดาต่างๆ
แต่สมบัติเหล่านั้นก็ยังไม่ใช่ของของตนจริงๆ
เพราะถ้าท่านจากโลกนี้ไปแล้ว แก้วแหวนเงินทอง ทรัพย์สมบัติ
บ้านเรือนนั้น เป็นของใคร แต่กรรมที่แต่ละคนทำ
เป็นของของตนซึ่งคนอื่นจะเอาไปไม่ได้เลย โจรจะลักไปไม่ได้
คนอื่นจะยื้อแย่งด้วยประการใดๆ
ก็ไม่ได้ทั้งสิ้น
~
สภาพธรรมที่ดี ใครจะเปลี่ยนให้เป็นสภาพธรรมที่เลวไม่ได้
สภาพธรรมที่ชั่ว ใครจะเปลี่ยนให้เป็นสภาพธรรมที่ดีไม่ได้ โลภะ
ความต้องการ ความยึดมั่น ความติดข้อง ไม่เปลี่ยนลักษณะ เพราะฉะนั้น
เมื่อเป็นอกุศลก็ต้องเป็นอกุศล
~ อโลภะ สภาพที่สละความติดข้องความต้องการ เป็นกุศล
ใครจะเปลี่ยนลักษณะสภาพของอโลภเจตสิกให้เป็นอย่างอื่นก็เปลี่ยนไม่ได้
จะใช้ชื่อเรียกอะไรก็ตามแต่
แต่ลักษณะของสภาพธรรมนั้นยังเป็นสภาพธรรมนั้นที่ไม่เปลี่ยน
~
การอบรมเจริญเมตตาไม่ใช่แต่เฉพาะเวลาที่เกิดโกรธ
แต่แม้แต่ในระหว่างมิตรสหายวงศาคณาญาติ บุคคลในครอบครัว
ซึ่งเป็นผู้ที่มีความผูกพัน มีความเกี่ยวข้อง
ก็จะต้องพิจารณาให้รู้ความต่างกันของขณะที่จิตที่ประกอบด้วยเมตตาและจิตที่ประกอบด้วยโลภะ
ถ้าเป็นผู้ที่จะอบรมเจริญเมตตาจริงๆ จะไม่เว้นโอกาสเลย
ไม่ใช่นึกแต่จะเจริญเมตตาเฉพาะเวลาที่เกิดโทสะเท่านั้น
แต่แม้ความที่เคยผูกพันใน พวกพ้อง ในวงศาคณาญาติ
ก็จะต้องรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงว่า
ในขณะนั้นไม่ใช่เมตตา และถ้ารู้อย่างนั้นแล้ว
ย่อมมีปัจจัยที่จะให้เมตตาเจริญขึ้นได้
~ บางครั้งก็ไม่น่าเลยที่จะโกรธ แต่โกรธแล้วตามเหตุตามปัจจัย
บางครั้งเป็นความโกรธที่แรง บางครั้งเป็นความโกรธเพียงอ่อนๆ เบาๆ
ควรละไหม ความไม่แช่มชื่นใจ ความหงุดหงิดใจ ความกระสับกระส่าย
ความรำคาญในชีวิตประจำวัน ยังไม่ต้องเป็นโทสะที่แรง เพียงรำคาญๆ
ใครบ้างไม่รำคาญ ในชีวิตประจำวัน รำคาญกันบ่อยๆ ใช่ไหม ทางตา ทางหู
ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
*** ~ ความอดทน พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงสรรเสริญ
เป็นพระโอวาทที่ทรงแสดงไว้ในพระโอวาทปาติโมกข์
ความอดทนต้องมีมากเหลือเกิน ถ้าท่านเห็นคนฆ่างู ท่านไม่พอใจใช่ไหม
ท่านอาจจะบอกว่า ท่านสงสารงู รู้สึกว่าท่านมีกุศลจิตที่สงสารงู
แต่คนฆ่างู ท่านเกิดปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่ง) ความไม่พอใจ
ขันติอยู่ที่ไหนในขณะนั้น อดทนหรือเปล่าที่จะไม่เกิดโทสะ
ไม่เกิดปฏิฆะในบุคคลผู้ฆ่างูด้วย***
~ ขันติคือความอดทน
ในขณะที่กุศลจิตเกิด ขณะนั้นชื่อว่าอดทน อย่างเช่น เวลาที่ร้อนมาก
เกิดหงุดหงิด ไม่สบายใจ ขณะนั้นไม่ชื่อว่าขันติ
เพราะว่าอกุศลจิตเกิด แต่ถ้าสามารถมีกุศลจิตเกิดขึ้นแทนได้ขณะใด
ก็ชื่อว่า มีความอดทนต่ออารมณ์ที่ไม่น่าพอใจทั้งหลาย
แต่ไม่เพียงเท่านั้น จะต้องอดทนต่ออารมณ์ที่น่าพอใจทั้งหลายด้วย
เพราะฉะนั้น เวลาที่เห็นอารมณ์ที่น่าพอใจและหวั่นไหวไป
ขณะนั้นก็เป็นอกุศล ไม่ใช่ขันติ เพราะอดทนต่ออารมณ์ที่น่าพอใจไม่ได้
เพราะฉะนั้น การอดทน ต้องอดทนเพิ่มขึ้นๆ
ทั้งอดทนกับอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจได้แล้ว
ยังต้องอดทนต่ออารมณ์ที่น่าพอใจด้วย
~
เรื่องของปัญญาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
ไม่ว่าท่านจะมีคุณความดีประการอื่นเพียงใดก็ตาม
ก็ไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉท (ละได้อย่างเด็ดขาด)
ถ้าปัญญาไม่เจริญขึ้น ถ้าปัญญาไม่คมกล้า
ถ้าปัญญาไม่รู้แจ้งในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามปกติ ตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น
ควรที่จะเห็นคุณอันประเสริฐยิ่งของปัญญาและอบรมให้มากขึ้น
อย่าหวังสิ่งอื่นเลย เพราะว่าไม่สามารถดับกิเลสได้
ถ้าเป็นการหวังในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ
(สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย) ก็ยิ่งเพิ่มความต้องการ เพิ่มกิเลส
เพราะฉะนั้น
ควรที่จะขวนขวายในการเจริญปัญญาให้มากที่สุดที่จะกระทำได้
~ ธรรมที่เป็นฝ่ายไม่ดีก็มี
ธรรมที่เป็นฝ่ายดีก็มี ถ้าปัญญาสามารถรู้ธรรม คือ กุศลก็ไม่ใช่เรา
เกิดแล้วเป็นกุศล อกุศลก็ไม่ใช่เรา เกิดแล้วเป็นอกุศล
และธรรมที่เกิดแล้ว แม้ดับไปก็จริง
แต่เพราะเกิดนั่นเองจึงสะสมในขณะที่จิตขณะต่อๆ ไปเกิดสืบต่อ
ทำให้แต่ละบุคคลต่างกันไป
~ ใครก็ตาม จะได้อะไร เห็นอะไร
ได้ยินอะไรก็ตามแต่ เกินเหตุที่ได้กระทำแล้วได้ไหม
ต้องตามควรแก่เหตุที่ได้กระทำแล้ว
~
การฟังพระธรรมก็เพื่อให้เข้าใจมั่นคงขึ้นในแต่ละคำที่ตรัส เช่น
ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ก็เริ่มเข้าใจว่า
ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นได้เลย
ต่อเมื่อมีปัจจัยเหมาะควรแก่สิ่งใดที่จะเกิด สิ่งนั้นก็เกิด
เกิดแล้วก็ดับไป
*** ~ สิ่งที่ประเสริฐที่สุด ก็คือ
การสามารถอบรมเจริญความเห็นถูกต้องในสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ
มิฉะนั้น ก็ไม่ฟังพระธรรม ฟังเพื่ออะไร
เพื่อรู้ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงทุกขณะของชีวิต
เพื่อให้ผู้อื่นสามารถเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงซึ่งเป็นกุศลที่จะทำให้กุศลทั้งหลายเจริญขึ้น
ถ้ามีปัญญาเห็นถูกต้องแล้วจะทำอกุศลไหม? ก็ไม่ทำ เพราะฉะนั้น
ปัญญาจะนำมาซึ่งกุศลทุกประการด้วย***
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม -
ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๓


...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...
สนทนาธรรมเกิดขึ้น กุศลมี ฟังธรรมะในดิถี ถูกต้อง อาจารย์สุจินต์ศรี เป็นหลัก จิตเจตสิกรูปสอดคล้อง มั่นแฟ้นคำจริง




