ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๖
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)
ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๖
~ ที่สำคัญที่สุด คือ จุดประสงค์ของการฟังพระธรรม ลืมไม่ได้เลย
ถ้าเราไม่รู้จุดประสงค์ของการเรียน เราจะไม่ไปถึงไหนเลย
เราต้องรู้ว่าเราฟังทำไม คือ ฟังเพื่อรู้จักตัวเรา
ฟังเพื่ออบรมเจริญกุศล เพื่อแก้ไขตัวเราให้เป็นคนที่ดีขึ้น
ไม่อย่างนั้นเราศึกษาพระธรรมแล้วเราก็มีมานะ มีความสำคัญตน
เรารู้มาก เราเก่ง เจตสิกมีเท่านี้ จิตมีเท่านั้น
ใครก็พูดอย่างเราไม่ได้ คิดอย่างเราไม่ได้ เขียนอย่างเราไม่ได้
นึกอย่างเราไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ต้องกล่าวว่า
ไม่มีประโยชน์เลย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1999)
~ ผู้ใดก็ตามแม้ว่าจะได้ฟังพระธรรมแล้ว
ก็ต้องเป็นผู้พิจารณาตนเองโดยละเอียดว่าการฟังพระธรรมเพื่ออะไร
ถ้าเพื่อที่จะรู้จักตัวเองตามความเป็นจริงและเพื่อที่จะเห็นโทษของตนเอง
อย่าลืมว่า ไม่ใช่จะเห็นความสามารถ เห็นความเก่ง เห็นความดี
เห็นกุศลของตนเอง
แต่ว่าพิจารณาเพื่อให้พระธรรมเป็นเหมือนกระจกเงาที่ใสที่ส่องให้เห็นกิเลสแม้ของตนเองอย่างละเอียด
ผู้นั้นชื่อว่าได้ประโยชน์จากพระธรรม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1816)
~
ผู้ที่ฟังพระธรรมต้องเป็นบุคคลที่ได้สะสมคุณความดีที่ได้ทำไว้แล้วแต่ปางก่อน
ชาติไหนไม่รู้ แต่เป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ว่า
เราทุกคนอยู่ในโลกนี้ชั่วคราว จะน้อย จะมาก
ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาได้ เพราะเป็นอนัตตา คำว่าเป็นอนัตตา
แสดงความชัดเจนของธรรม แต่ถูกปกปิดด้วยความไม่รู้
จึงเข้าใจว่าเป็นอัตตา เป็นเราที่ทำได้ จะเห็นก็ลืมตาขึ้น
แต่ถ้าไม่มีจิตลืมตาไม่ได้ คนตายแล้วลืมตาไม่ได้เลย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
756)
~ วันหนึ่งๆ อกุศลจะมากสักแค่ไหน
แต่ขณะที่นอนหลับสนิทเหมือนไม่มีอกุศลเลย แต่พอตื่นจะรู้ได้ว่าใครมี
ใครไม่มีอกุศล คือ เป็นพระอรหันต์ตื่นขึ้น ไม่มีกิเลสใดๆ ทั้งสิ้น
แต่ถ้าเป็นปุถุชนตื่น ไม่พ้นจากกิเลส ซึ่งเป็นกิเลสอย่างกลาง
เป็นปริยุฏฐานกิเลส หมายความถึงพัวพันกับสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
ปริยุฏฐานกิเลส กิเลสที่พัวพันอยู่กับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
แต่ยังไม่มีกำลังถึงกับล่วงทุจริต
ถ้าล่วงทุจริตก็เป็นกิเลสหยาบ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 2002)
~ ขอให้พิจารณาดูชีวิตของทุกท่านในอดีตแสนโกฏิกัปป์
ไม่ใช่ท่านจะไม่เคยเกิดมาเลย เคยเกิดแล้วก็ตาย แล้วก็เกิดแล้วก็ตาย
นับชาติไม่ถ้วนในแสนโกฏิกัปป์ แล้วผลคือ ปัญญาในชาตินี้มีแค่ไหน
นี่เป็นการพิสูจน์การค่อยๆ
เจริญเติบโตของปัญญาเพราะเหตุว่าถ้าไม่เคยฟังพระธรรมในอดีตมาเลย
ไม่มีการที่จะสนใจฟังอีก เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ยากเกินไป
แล้วก็ไม่สามารถจะรู้ได้เพียงในชาติเดียว
เพราะฉะนั้นบางคนก็อาจจะท้อถอยด้วยการหวังในผล
และถ้าเป็นผู้ที่ท้อถอยมาก ก็จะหันไปสู่การปฏิบัติอย่างอื่น
เพราะเหตุว่าไม่ได้เป็นผู้ที่ตรงต่อเหตุผลจริงๆ ว่า
ถ้าจะต้องประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมในขณะนี้
ก็จะต้องเริ่มระลึกศึกษารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้นั่นเอง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1811)
*** ~ ทุกคนต้องจากโลกนี้ไป
ซึ่งวันหนึ่งก็จะถึงเวลาที่ไม่รู้ว่าโลกนี้เป็นอย่างไร
เพราะว่าจากไปสู่โลกอื่น แต่จะจากไปสู่ที่ไหน ถ้าเป็นผลของกุศล
บุญชื่อว่าตาณะ เพราะหมายความว่า เป็นที่ต้านทานของผู้ไปสู่ปรโลก
คือ จะต้านทานไม่ให้ไปสู่อบายภูมิทั้ง ๔
ซึ่งเป็นภูมิที่ไหลไปโดยง่ายตามอกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้ว
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1543)
~
แต่ละคน เรากล่าวได้ว่าอัธยาศัยต่างกัน
บางคนเห็นคนยากไร้ ทนไม่ได้ช่วยทันที
บางคนก็สะสมมาที่จะดูถูกเหยียดหยาม ก็ช่วยไม่ได้อีกเพราะสะสมมา
ที่จะรังเกียจสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เป็นอกุศล แต่บางคนก็สะสมความเมตตา
ความกรุณา ความเห็นอกเห็นใจ แต่ละคนก็ต่างกันไป
ตามที่ปรากฏเป็นพฤติกรรมของแต่ละบุคคล
(ที่มา :
ปกิณณกธรรม ตอนที่
772)
*** ~ ธรรมที่ไม่มีโทษทั้งหลาย
ไม่มีประมาณ ยิ่งเมตตาเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น
คนอื่นจะไม่ได้รับภัยจากเราเลย เป็นสุขไหมสำหรับเขา
และเราเองขณะที่เมตตาสบายที่สุด ไม่เดือดร้อนเลย
เขาร้ายเพราะว่าเป็นธาตุที่สะสมมา ใครก็เปลี่ยนแปลงธาตุนั้นๆ ไม่ได้
แสดงให้เห็นทั้งกาย ทั้งวาจาว่า
นั่นคือธาตุที่สะสมมา
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
773)
~
อันตรายประการหนึ่ง ซึ่งบางท่านอาจจะไม่ได้สังเกตเลย คือ
สักการะและคำสรรเสริญ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้ารับไม่ถูก
ก็เพิ่มพูนกิเลสมากทีเดียว
เพราะเหตุว่าทำให้เป็นผู้ติดในลาภสักการะและคำสรรเสริญ
แต่ถ้าเป็นผู้มีตัตตรมัชฌัตตตา คือ เป็นผู้ที่ไม่หวั่นไหว
ไม่ว่าจะเป็นลาภ เป็นคำสรรเสริญ เป็นคำชม ก็เป็นเพียงชั่วขณะๆ
เท่านั้นเอง และผู้ที่ได้รับคำชมหรือคำสรรเสริญ
เป็นผู้ที่รู้จักตัวเองตามความเป็นจริงว่า
จริงอย่างที่เขาสรรเสริญหรือสักการะหรือเปล่า
เพราะในขณะที่ขัดเกลาเป็นขณะหนึ่ง ขณะที่ยินดีในคำสรรเสริญ
ขณะนั้นก็เป็นอกุศลเสียแล้ว
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1813)
~ ตราบใดที่ยังไม่ได้ฟังพระธรรม ก็จะมีการคิดวิจิตรต่างๆ
และมีการกระทำที่วิจิตรต่างๆ ไปในทางอกุศลได้
ตามกำลังของการสะสมของอกุศลในอดีต จนกว่าจะได้ฟังพระธรรมเมื่อไร
เมื่อนั้นก็จะได้ทราบว่า
การสะสมของแต่ละบุคคลนั้นยังเหนียวแน่นหนาแน่นกั้นที่จะให้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกิดหรือเปล่า
อย่างเช่นพวกเดียรถีย์ที่มีความเห็นอื่นที่ได้ฟังพระธรรมแล้วไม่ยอมเลื่อมใสนั่นก็มี
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1814)
~ การฟังหรือการพิจารณาธรรมโดยเข้าใจจริงๆ จะทำให้รู้ว่า
ทุกขณะเป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะไปทำ
ไปเคี่ยวเข็ญหรือไปเร่งรัดอะไรได้
แต่ว่าสามารถที่จะอบรมเจริญปัญญาเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
โดยไม่ทำอย่างอื่น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1816)
~ ถ้าไม่มีปัญญา มีทรัพย์สมบัติมากสักเท่าไรก็ไม่พอ เพราะฉะนั้น
จะเป็นทุกข์หรือจะเป็นสุข แต่สำหรับผู้ที่มีปัญญา
ถึงจะสิ้นทรัพย์ก็ยังเป็นอยู่ได้ คือ
เป็นผู้ที่สันโดษยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้
และเลี้ยงชีวิตด้วยการงานที่ปราศจากโทษอย่างเดียว
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1810)
~ ถ้าเราสามารถรู้ความต่างกันของโลภะกับเมตตา
เราจะมีเมตตาเพิ่มขึ้นได้ สำหรับเรื่องของโลภะก็ยังเป็นโลภะ
เพราะเราห้ามไม่ได้ แต่แทนที่จะเป็นโทสะ เพราะถ้าเรามีโลภะ
คนที่เราชอบไม่ทำอย่างที่เราต้องการ เราก็จะไม่พอใจ ฉะนั้น
แทนที่จะเป็นอย่างนั้น เรามีเมตตาเกิดแทนโทสะก็ดี ใช่ไหม คือ
โลภะก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่แทนที่จะเป็นโทสะ
ก็เป็นเมตตาเพิ่มขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1999)
~ ข้อสำคัญที่สุด
คือ พระธรรมสอนให้ทุกคนรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง
ดีไหมที่จะรู้จักตัวเอง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมักจะเข้าใจว่า
รู้จักคนอื่นดี รู้จักคนอื่นมาก รู้จักคนอื่นทะลุปรุโปร่ง
แต่ลืมว่ารู้จักตัวเองบ้างหรือยัง
และรู้จักอะไรจะเป็นประโยชน์กว่ากัน รู้จักคนอื่น
หรือรู้จักตัวเองจะมีประโยชน์กว่า ใครก็ตามที่เริ่มรู้จักตัวเองแล้ว
ขอเรียนถามให้ตอบอย่างจริงใจที่สุดเลยว่า ตัวเองดีมากน้อยแค่ไหน
หรือว่าไม่ดีมากมายเลย
(ที่มา :แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1685)
~
อภัยทานก็คือ การให้ที่ไม่เป็นโทษ
หรือให้สิ่งที่ไม่เป็นภัยแก่คนอื่น ซึ่งเราก็คงจะทราบว่า
ภัยที่จะให้แก่คนอื่น ทางกายก็ได้ การประทุษร้ายต่างๆ ทางวาจาก็ได้
เพราะฉะนั้นถ้าขณะนั้นเป็นอภัยทาน ทานที่ให้ ไม่เป็นโทษ
ไม่เป็นภัยแก่คนอื่น ก็ให้สิ่งที่ไม่ทำให้เขาเดือดร้อน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 2000)
~ อธิษฐาน หมายถึงความตั้งใจมั่นในการเจริญกุศล
เพราะเหตุว่าจิตใจของคน ส่วนใหญ่แล้วอกุศลทั้งนั้น ทั้งวัน
โอกาสของกุศลน้อยมาก เพราะฉะนั้นผู้ที่มีอธิษฐานบารมี
ก็เป็นผู้รู้ตัวว่า กิเลสยังเยอะ
เพราะฉะนั้นยังจะต้องอาศัยความตั้งใจมั่นจริงๆ ในการเจริญกุศล
มิฉะนั้นแล้วก็จะพลาดให้อกุศลทุกที
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 2002)
~ ธรรมไม่ใช่สำหรับฟังแล้วเชื่อ แต่ฟังแล้วพิจารณาก็ค่อยๆ
เข้าใจขึ้นว่ากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ
และกำลังเริ่มเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงนั้นหรือไม่ ค่อยๆ
เข้าใจขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ต้องไม่ลืมว่า
ธรรมเป็นจริงเปลี่ยนแปลงไม่ได้
ไม่ใช่ว่าวันนี้เป็นอย่างนี้และต่อไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง
ความจริงต้องเป็นความจริงโดยตลอด
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
630)
~ สัตว์โลกทั้งหลายเมื่อเกิดมาแล้วจะต้องตาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ไม่ว่าจะหนีไปที่ใด
ไม่ว่าจะอยู่ถึงสวรรค์ชั้นใดก็ตาม ความตายก็ครอบงำไว้
เพราะว่าสัตว์โลกทั้งหมดที่เกิดมาแล้ว
จะต้องตาย
หนีความตายไม่พ้นเลย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
370)
~ เวลาที่อกุศลร้ายแรงเกิดขึ้น เห็นภัยของอหิริกะ
อโนตตัปปะใช่ไหม สามารถที่จะทำอย่างนั้นได้ ทุจริตกรรมต่างๆ
ถ้าไม่มีการสะสมมาทีละเล็กทีละน้อยจะถึงขั้นที่จะทำทุจริตกรรม
ทำให้คนอื่นเดือดร้อนมากมายได้ไหม ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น
กำลังมีทั้งหิริโอตตัปปะ เป็นกำลังทางฝ่ายกุศล และกำลังของอหิริกะ
อโนตตัปปะด้วย เพราะฉะนั้น ก็เป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นให้พิจารณาได้
ว่าควรที่จะสะสมอย่างไร
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
645)
~
ว่าง่ายต้องเป็นผู้ที่เห็นโทษเมื่อคนอื่นชี้โทษแล้วก็พร้อมที่จะประพฤติปฏิบัติตามโดยการที่ไม่โกรธเคืองว่าคนนี้มาชี้โทษเรา
แต่กลับเห็นว่าเป็นประโยชน์
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
647)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ...
ครั้งที่ ๗๖๕


...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...


