ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๖
โดย khampan.a  26 เม.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 52284

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic004837625d945666.jpg

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๖

pic000762588b9d2de8f.jpg?1777043312



~ ที่สำคัญที่สุด คือ จุดประสงค์ของการฟังพระธรรม ลืมไม่ได้เลย ถ้าเราไม่รู้จุดประสงค์ของการเรียน เราจะไม่ไปถึงไหนเลย เราต้องรู้ว่าเราฟังทำไม คือ ฟังเพื่อรู้จักตัวเรา ฟังเพื่ออบรมเจริญกุศล เพื่อแก้ไขตัวเราให้เป็นคนที่ดีขึ้น ไม่อย่างนั้นเราศึกษาพระธรรมแล้วเราก็มีมานะ มีความสำคัญตน เรารู้มาก เราเก่ง เจตสิกมีเท่านี้ จิตมีเท่านั้น ใครก็พูดอย่างเราไม่ได้ คิดอย่างเราไม่ได้ เขียนอย่างเราไม่ได้ นึกอย่างเราไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ต้องกล่าวว่า ไม่มีประโยชน์เลย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1999)



~ ผู้ใดก็ตามแม้ว่าจะได้ฟังพระธรรมแล้ว ก็ต้องเป็นผู้พิจารณาตนเองโดยละเอียดว่าการฟังพระธรรมเพื่ออะไร ถ้าเพื่อที่จะรู้จักตัวเองตามความเป็นจริงและเพื่อที่จะเห็นโทษของตนเอง อย่าลืมว่า ไม่ใช่จะเห็นความสามารถ เห็นความเก่ง เห็นความดี เห็นกุศลของตนเอง แต่ว่าพิจารณาเพื่อให้พระธรรมเป็นเหมือนกระจกเงาที่ใสที่ส่องให้เห็นกิเลสแม้ของตนเองอย่างละเอียด ผู้นั้นชื่อว่าได้ประโยชน์จากพระธรรม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1816)



~ ผู้ที่ฟังพระธรรมต้องเป็นบุคคลที่ได้สะสมคุณความดีที่ได้ทำไว้แล้วแต่ปางก่อน ชาติไหนไม่รู้ แต่เป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ว่า เราทุกคนอยู่ในโลกนี้ชั่วคราว จะน้อย จะมาก ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาได้ เพราะเป็นอนัตตา คำว่าเป็นอนัตตา แสดงความชัดเจนของธรรม แต่ถูกปกปิดด้วยความไม่รู้ จึงเข้าใจว่าเป็นอัตตา เป็นเราที่ทำได้ จะเห็นก็ลืมตาขึ้น แต่ถ้าไม่มีจิตลืมตาไม่ได้ คนตายแล้วลืมตาไม่ได้เลย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 756)



~ วันหนึ่งๆ อกุศลจะมากสักแค่ไหน แต่ขณะที่นอนหลับสนิทเหมือนไม่มีอกุศลเลย แต่พอตื่นจะรู้ได้ว่าใครมี ใครไม่มีอกุศล คือ เป็นพระอรหันต์ตื่นขึ้น ไม่มีกิเลสใดๆ ทั้งสิ้น แต่ถ้าเป็นปุถุชนตื่น ไม่พ้นจากกิเลส ซึ่งเป็นกิเลสอย่างกลาง เป็นปริยุฏฐานกิเลส หมายความถึงพัวพันกับสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ปริยุฏฐานกิเลส กิเลสที่พัวพันอยู่กับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แต่ยังไม่มีกำลังถึงกับล่วงทุจริต ถ้าล่วงทุจริตก็เป็นกิเลสหยาบ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 2002)



~ ขอให้พิจารณาดูชีวิตของทุกท่านในอดีตแสนโกฏิกัปป์ ไม่ใช่ท่านจะไม่เคยเกิดมาเลย เคยเกิดแล้วก็ตาย แล้วก็เกิดแล้วก็ตาย นับชาติไม่ถ้วนในแสนโกฏิกัปป์ แล้วผลคือ ปัญญาในชาตินี้มีแค่ไหน นี่เป็นการพิสูจน์การค่อยๆ เจริญเติบโตของปัญญาเพราะเหตุว่าถ้าไม่เคยฟังพระธรรมในอดีตมาเลย ไม่มีการที่จะสนใจฟังอีก เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ยากเกินไป แล้วก็ไม่สามารถจะรู้ได้เพียงในชาติเดียว เพราะฉะนั้นบางคนก็อาจจะท้อถอยด้วยการหวังในผล และถ้าเป็นผู้ที่ท้อถอยมาก ก็จะหันไปสู่การปฏิบัติอย่างอื่น เพราะเหตุว่าไม่ได้เป็นผู้ที่ตรงต่อเหตุผลจริงๆ ว่า ถ้าจะต้องประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมในขณะนี้ ก็จะต้องเริ่มระลึกศึกษารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้นั่นเอง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1811)



*** ~
ทุกคนต้องจากโลกนี้ไป ซึ่งวันหนึ่งก็จะถึงเวลาที่ไม่รู้ว่าโลกนี้เป็นอย่างไร เพราะว่าจากไปสู่โลกอื่น แต่จะจากไปสู่ที่ไหน ถ้าเป็นผลของกุศล บุญชื่อว่าตาณะ เพราะหมายความว่า เป็นที่ต้านทานของผู้ไปสู่ปรโลก คือ จะต้านทานไม่ให้ไปสู่อบายภูมิทั้ง ๔ ซึ่งเป็นภูมิที่ไหลไปโดยง่ายตามอกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้ว
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1543)


~ แต่ละคน เรากล่าวได้ว่าอัธยาศัยต่างกัน บางคนเห็นคนยากไร้ ทนไม่ได้ช่วยทันที บางคนก็สะสมมาที่จะดูถูกเหยียดหยาม ก็ช่วยไม่ได้อีกเพราะสะสมมา ที่จะรังเกียจสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เป็นอกุศล แต่บางคนก็สะสมความเมตตา ความกรุณา ความเห็นอกเห็นใจ แต่ละคนก็ต่างกันไป ตามที่ปรากฏเป็นพฤติกรรมของแต่ละบุคคล
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 772)



*** ~ ธรรมที่ไม่มีโทษทั้งหลาย ไม่มีประมาณ ยิ่งเมตตาเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น คนอื่นจะไม่ได้รับภัยจากเราเลย เป็นสุขไหมสำหรับเขา และเราเองขณะที่เมตตาสบายที่สุด ไม่เดือดร้อนเลย เขาร้ายเพราะว่าเป็นธาตุที่สะสมมา ใครก็เปลี่ยนแปลงธาตุนั้นๆ ไม่ได้ แสดงให้เห็นทั้งกาย ทั้งวาจาว่า นั่นคือธาตุที่สะสมมา

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 773)


~ อันตรายประการหนึ่ง ซึ่งบางท่านอาจจะไม่ได้สังเกตเลย คือ สักการะและคำสรรเสริญ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้ารับไม่ถูก ก็เพิ่มพูนกิเลสมากทีเดียว เพราะเหตุว่าทำให้เป็นผู้ติดในลาภสักการะและคำสรรเสริญ แต่ถ้าเป็นผู้มีตัตตรมัชฌัตตตา คือ เป็นผู้ที่ไม่หวั่นไหว ไม่ว่าจะเป็นลาภ เป็นคำสรรเสริญ เป็นคำชม ก็เป็นเพียงชั่วขณะๆ เท่านั้นเอง และผู้ที่ได้รับคำชมหรือคำสรรเสริญ เป็นผู้ที่รู้จักตัวเองตามความเป็นจริงว่า จริงอย่างที่เขาสรรเสริญหรือสักการะหรือเปล่า เพราะในขณะที่ขัดเกลาเป็นขณะหนึ่ง ขณะที่ยินดีในคำสรรเสริญ ขณะนั้นก็เป็นอกุศลเสียแล้ว
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1813)



~ ตราบใดที่ยังไม่ได้ฟังพระธรรม ก็จะมีการคิดวิจิตรต่างๆ และมีการกระทำที่วิจิตรต่างๆ ไปในทางอกุศลได้ ตามกำลังของการสะสมของอกุศลในอดีต จนกว่าจะได้ฟังพระธรรมเมื่อไร เมื่อนั้นก็จะได้ทราบว่า การสะสมของแต่ละบุคคลนั้นยังเหนียวแน่นหนาแน่นกั้นที่จะให้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกิดหรือเปล่า อย่างเช่นพวกเดียรถีย์ที่มีความเห็นอื่นที่ได้ฟังพระธรรมแล้วไม่ยอมเลื่อมใสนั่นก็มี (ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1814)



~ การฟังหรือการพิจารณาธรรมโดยเข้าใจจริงๆ จะทำให้รู้ว่า ทุกขณะเป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะไปทำ ไปเคี่ยวเข็ญหรือไปเร่งรัดอะไรได้ แต่ว่าสามารถที่จะอบรมเจริญปัญญาเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ โดยไม่ทำอย่างอื่น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1816)



~ ถ้าไม่มีปัญญา มีทรัพย์สมบัติมากสักเท่าไรก็ไม่พอ เพราะฉะนั้น จะเป็นทุกข์หรือจะเป็นสุข แต่สำหรับผู้ที่มีปัญญา ถึงจะสิ้นทรัพย์ก็ยังเป็นอยู่ได้ คือ เป็นผู้ที่สันโดษยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ และเลี้ยงชีวิตด้วยการงานที่ปราศจากโทษอย่างเดียว
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1810)



~
ถ้าเราสามารถรู้ความต่างกันของโลภะกับเมตตา เราจะมีเมตตาเพิ่มขึ้นได้ สำหรับเรื่องของโลภะก็ยังเป็นโลภะ เพราะเราห้ามไม่ได้ แต่แทนที่จะเป็นโทสะ เพราะถ้าเรามีโลภะ คนที่เราชอบไม่ทำอย่างที่เราต้องการ เราก็จะไม่พอใจ ฉะนั้น แทนที่จะเป็นอย่างนั้น เรามีเมตตาเกิดแทนโทสะก็ดี ใช่ไหม คือ โลภะก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่แทนที่จะเป็นโทสะ ก็เป็นเมตตาเพิ่มขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1999)



~
ข้อสำคัญที่สุด คือ พระธรรมสอนให้ทุกคนรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง ดีไหมที่จะรู้จักตัวเอง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมักจะเข้าใจว่า รู้จักคนอื่นดี รู้จักคนอื่นมาก รู้จักคนอื่นทะลุปรุโปร่ง แต่ลืมว่ารู้จักตัวเองบ้างหรือยัง และรู้จักอะไรจะเป็นประโยชน์กว่ากัน รู้จักคนอื่น หรือรู้จักตัวเองจะมีประโยชน์กว่า ใครก็ตามที่เริ่มรู้จักตัวเองแล้ว ขอเรียนถามให้ตอบอย่างจริงใจที่สุดเลยว่า ตัวเองดีมากน้อยแค่ไหน หรือว่าไม่ดีมากมายเลย
(ที่มา :
แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1685)


~ อภัยทานก็คือ การให้ที่ไม่เป็นโทษ หรือให้สิ่งที่ไม่เป็นภัยแก่คนอื่น ซึ่งเราก็คงจะทราบว่า ภัยที่จะให้แก่คนอื่น ทางกายก็ได้ การประทุษร้ายต่างๆ ทางวาจาก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าขณะนั้นเป็นอภัยทาน ทานที่ให้ ไม่เป็นโทษ ไม่เป็นภัยแก่คนอื่น ก็ให้สิ่งที่ไม่ทำให้เขาเดือดร้อน
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 2000)



~ อธิษฐาน หมายถึงความตั้งใจมั่นในการเจริญกุศล เพราะเหตุว่าจิตใจของคน ส่วนใหญ่แล้วอกุศลทั้งนั้น ทั้งวัน โอกาสของกุศลน้อยมาก เพราะฉะนั้นผู้ที่มีอธิษฐานบารมี ก็เป็นผู้รู้ตัวว่า กิเลสยังเยอะ เพราะฉะนั้นยังจะต้องอาศัยความตั้งใจมั่นจริงๆ ในการเจริญกุศล มิฉะนั้นแล้วก็จะพลาดให้อกุศลทุกที
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 2002)



~ ธรรมไม่ใช่สำหรับฟังแล้วเชื่อ
แต่ฟังแล้วพิจารณาก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่ากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ และกำลังเริ่มเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงนั้นหรือไม่ ค่อยๆ เข้าใจขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ต้องไม่ลืมว่า ธรรมเป็นจริงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่ใช่ว่าวันนี้เป็นอย่างนี้และต่อไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง ความจริงต้องเป็นความจริงโดยตลอด
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 630)



~ สัตว์โลกทั้งหลายเมื่อเกิดมาแล้วจะต้องตาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ไม่ว่าจะหนีไปที่ใด ไม่ว่าจะอยู่ถึงสวรรค์ชั้นใดก็ตาม ความตายก็ครอบงำไว้ เพราะว่าสัตว์โลกทั้งหมดที่เกิดมาแล้ว จะต้องตาย

หนีความตายไม่พ้นเลย

(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 370)



~ เวลาที่อกุศลร้ายแรงเกิดขึ้น เห็นภัยของอหิริกะ อโนตตัปปะใช่ไหม สามารถที่จะทำอย่างนั้นได้ ทุจริตกรรมต่างๆ ถ้าไม่มีการสะสมมาทีละเล็กทีละน้อยจะถึงขั้นที่จะทำทุจริตกรรม ทำให้คนอื่นเดือดร้อนมากมายได้ไหม ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น กำลังมีทั้งหิริโอตตัปปะ เป็นกำลังทางฝ่ายกุศล และกำลังของอหิริกะ อโนตตัปปะด้วย เพราะฉะนั้น ก็เป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นให้พิจารณาได้ ว่าควรที่จะสะสมอย่างไร
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 645)



~ ว่าง่ายต้องเป็นผู้ที่เห็นโทษเมื่อคนอื่นชี้โทษแล้วก็พร้อมที่จะประพฤติปฏิบัติตามโดยการที่ไม่โกรธเคืองว่าคนนี้มาชี้โทษเรา แต่กลับเห็นว่าเป็นประโยชน์
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 647)


ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๕

pic0007625875abd679a.jpg?1777043312
pic00483853b893128d.jpg?1777207913
... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...



ความคิดเห็น 1    โดย swanjariya  วันที่ 26 เม.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง


ความคิดเห็น 2    โดย มังกรทอง  วันที่ 26 เม.ย. 2569

แต่ละคำองค์พระศาสดา จักศึกษาจนเข้าใจ หนักแน่นไม่หวั่นไหว ด้วยเข้าใจในอนัตตา กราบอาจารย์สุจินต์ให้ เมตตาได้ทุกเวลา อีกเปี่ยมความกรุณา น้อมศรัทธาอาจารย์เทอญ


ความคิดเห็น 3    โดย มังกรทอง  วันที่ 26 เม.ย. 2569

ขอน้อมกราบอนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ ขอรับ


ความคิดเห็น 4    โดย jaturong  วันที่ 27 เม.ย. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 5    โดย chatchai.k  วันที่ 27 เม.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ