ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๔
โดย khampan.a  12 เม.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 52225

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic00483841ed1f9f2f.jpg?1775996761

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๔

pic000762583fe004a1b.jpg?1775996801


~ การฟังพระธรรมไม่มีวันจบ ไม่มีวันพอ ยิ่งฟังมาก ยิ่งพิจารณามาก ก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้น โดยเฉพาะการฟังพระธรรมที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนหรือว่าในความละเอียด ความลึกซึ้งของพระธรรมซึ่งไม่เคยได้ยินได้ฟัง และเมื่อได้ฟังแล้ว พิจารณาเกิดความรู้ เกิดความเข้าใจซึ่งความรู้ความเข้าใจที่เกิดขึ้นไม่ได้สูญหายไปไหน เมื่อเกิดขึ้นในขณะที่ฟัง และจิตนั้นดับไป ปัญญาที่เข้าใจในขณะนั้นก็ดับไป แต่ก็สืบต่อในจิตดวงต่อๆ ไปที่เกิดดับสืบต่อกัน

~ การฟังพระธรรมเพื่อให้เข้าใจถูก จะเข้าใจถูกได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการไตร่ตรอง แม้แต่คำว่า “ธรรม” มีความเข้าใจมั่นคงจริงๆ แค่ไหน หรือยังมีเราแทรกว่า เราเข้าใจธรรม แต่ถ้าฟังจริงๆ ธรรมเป็นสิ่งที่เกิดปรากฏ เมื่อมีปัจจัย ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาได้ เกิดแล้วดับไปแล้วด้วย นี่คือการค่อยๆ เข้าใจความจริงของธรรมว่า เป็นธรรม ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ก็เป็นเราตลอดไป

~ วันนี้รู้สึกว่าสงบจากกิเลสอะไรบ้างไหม ถ้ากุศลจิตไม่เกิด จะไม่ปรากฏความสงัดหรือความสงบจากกิเลส แต่ขณะที่ไม่ว่าสภาพธรรมใดๆ จะเกิดขึ้นปรากฏ หรือว่าจะมีความยินดียินร้ายในอารมณ์ใดๆ ที่ปรากฏ สติเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมในขณะนั้น ขณะนั้นสงบจากอกุศล ขณะนั้น คือ สงัดจากกิเลส

~ สำหรับผู้ที่สนใจธรรม ถ้าไม่เคยสะสมความสนใจมาเลยในอดีต ก็ไม่มีหนทาง ไม่มีปัจจัยที่จะไปเรียกร้อง แม้ว่าพระธรรมเป็นสิ่งที่ควรเชิญให้มาดู เพราะเป็นของจริงทุกประการ แต่บุคคลเหล่านั้นก็ไม่สนใจได้ เพราะฉะนั้น จะเห็นตามความเป็นจริงว่า แต่ละคนสะสมอัธยาศัยทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลมามากน้อยแค่ไหน ซึ่งควรจะต้องอบรมเจริญขึ้นทางฝ่ายกุศล "ทำดีเท่าไร ไม่มีวันพอ" ควรจะเป็นคติประจำใจจริงๆ เพราะว่าอกุศลนั้นมีมากมายที่จะต้องละ

~ การที่จะละอกุศลได้ ก็ด้วยขณะที่กุศลจิตเกิด ขณะใดก็ตามที่ไม่เป็นกุศลจิต ขณะนั้นต้องเป็นอกุศลจิตและในวันหนึ่งๆ ย่อมมีอกุศลจิตมากมายตราบใดที่กุศลจิตไม่เกิด เมื่อรู้อย่างนี้ จะเป็นผู้ขวนขวายไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลายไหม? เพราะเห็นว่า ขณะใดที่ทอดธุระ ขณะนั้นเป็นอกุศล


~ กิเลสกาม ได้แก่ โลภเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพที่ยินดี พอใจ ไม่ว่าจะในขณะใดที่เกิดความยินดีพอใจขึ้น ขณะนั้นเป็นกิเลสกาม เมื่อเกิดความยินดีพอใจต้องมีสิ่งซึ่งเป็นที่พอใจยินดีของโลภะ เพราะฉะนั้น สิ่งซึ่งเป็นที่พอใจยินดีของโลภะแต่ไม่ใช่ตัวโลภะ คือ วัตถุกาม เพราะว่าเป็นที่ตั้งของความยินดี พอใจ สิ่งที่เป็นที่ยินดีพอใจของโลภะ ไม่จำกัดเลย นอกจากนิพพานอย่างเดียว สิ่งอื่นทั้งหมดเป็นวัตถุกาม เป็นที่ตั้งของความยินดีพอใจได้ทั้งสิ้น

*** ~ ถ้าเป็นอโลภะ (ความไม่ติดข้อง) แรง ผู้นั้นมักจะให้ได้ง่ายๆ ให้ได้บ่อยๆ เป็นผู้ที่มีจิตเมตตา สละวัตถุเพื่อเกื้อกูลบุคคลอื่นได้โดยไม่ยาก ถ้าเป็นผู้ที่มีอโทสะ (ความไม่โกรธ) แรง ก็เป็นผู้ที่ไม่โกรธ ไม่ว่าจะมีบุคคลอื่นหรือมีสิ่งซึ่งไม่น่าพอใจสักเพียงใด บุคคลนั้นก็ไม่รู้สึกว่าจะต้องหวั่นไหวไปด้วยความโกรธ ตรงกันข้ามกับคนที่มีโทสะแรง ซึ่งโกรธได้บ่อยๆ โกรธได้ง่ายๆ และโกรธเสมอ***


~ ทุกคนมีกรรมเป็นของของตน อาจจะคิดว่าท่านมีสมบัติมาก แก้วแหวนเพชรนิลจินดาต่างๆ แต่สมบัติเหล่านั้นก็ยังไม่ใช่ของของตนจริงๆ เพราะถ้าท่านจากโลกนี้ไปแล้ว แก้วแหวนเงินทอง ทรัพย์สมบัติ บ้านเรือนนั้น เป็นของใคร แต่กรรมที่แต่ละคนทำ เป็นของของตนซึ่งคนอื่นจะเอาไปไม่ได้เลย โจรจะลักไปไม่ได้ คนอื่นจะยื้อแย่งด้วยประการใดๆ ก็ไม่ได้ทั้งสิ้น

~ สภาพธรรมที่ดี ใครจะเปลี่ยนให้เป็นสภาพธรรมที่เลวไม่ได้ สภาพธรรมที่ชั่ว ใครจะเปลี่ยนให้เป็นสภาพธรรมที่ดีไม่ได้ โลภะ ความต้องการ ความยึดมั่น ความติดข้อง ไม่เปลี่ยนลักษณะ เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นอกุศลก็ต้องเป็นอกุศล

~ อโลภะ สภาพที่สละความติดข้องความต้องการ เป็นกุศล ใครจะเปลี่ยนลักษณะสภาพของอโลภเจตสิกให้เป็นอย่างอื่นก็เปลี่ยนไม่ได้ จะใช้ชื่อเรียกอะไรก็ตามแต่ แต่ลักษณะของสภาพธรรมนั้นยังเป็นสภาพธรรมนั้นที่ไม่เปลี่ยน


~ การอบรมเจริญเมตตาไม่ใช่แต่เฉพาะเวลาที่เกิดโกรธ แต่แม้แต่ในระหว่างมิตรสหายวงศาคณาญาติ บุคคลในครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ที่มีความผูกพัน มีความเกี่ยวข้อง ก็จะต้องพิจารณาให้รู้ความต่างกันของขณะที่จิตที่ประกอบด้วยเมตตาและจิตที่ประกอบด้วยโลภะ ถ้าเป็นผู้ที่จะอบรมเจริญเมตตาจริงๆ จะไม่เว้นโอกาสเลย ไม่ใช่นึกแต่จะเจริญเมตตาเฉพาะเวลาที่เกิดโทสะเท่านั้น แต่แม้ความที่เคยผูกพันใน พวกพ้อง ในวงศาคณาญาติ ก็จะต้องรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงว่า ในขณะนั้นไม่ใช่เมตตา และถ้ารู้อย่างนั้นแล้ว ย่อมมีปัจจัยที่จะให้เมตตาเจริญขึ้นได้

~ บางครั้งก็ไม่น่าเลยที่จะโกรธ แต่โกรธแล้วตามเหตุตามปัจจัย บางครั้งเป็นความโกรธที่แรง บางครั้งเป็นความโกรธเพียงอ่อนๆ เบาๆ ควรละไหม ความไม่แช่มชื่นใจ ความหงุดหงิดใจ ความกระสับกระส่าย ความรำคาญในชีวิตประจำวัน ยังไม่ต้องเป็นโทสะที่แรง เพียงรำคาญๆ ใครบ้างไม่รำคาญ ในชีวิตประจำวัน รำคาญกันบ่อยๆ ใช่ไหม ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

*** ~ ความอดทน พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงสรรเสริญ เป็นพระโอวาทที่ทรงแสดงไว้ในพระโอวาทปาติโมกข์ ความอดทนต้องมีมากเหลือเกิน ถ้าท่านเห็นคนฆ่างู ท่านไม่พอใจใช่ไหม ท่านอาจจะบอกว่า ท่านสงสารงู รู้สึกว่าท่านมีกุศลจิตที่สงสารงู แต่คนฆ่างู ท่านเกิดปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่ง) ความไม่พอใจ ขันติอยู่ที่ไหนในขณะนั้น อดทนหรือเปล่าที่จะไม่เกิดโทสะ ไม่เกิดปฏิฆะในบุคคลผู้ฆ่างูด้วย***


~ ขันติคือความอดทน ในขณะที่กุศลจิตเกิด ขณะนั้นชื่อว่าอดทน อย่างเช่น เวลาที่ร้อนมาก เกิดหงุดหงิด ไม่สบายใจ ขณะนั้นไม่ชื่อว่าขันติ เพราะว่าอกุศลจิตเกิด แต่ถ้าสามารถมีกุศลจิตเกิดขึ้นแทนได้ขณะใด ก็ชื่อว่า มีความอดทนต่ออารมณ์ที่ไม่น่าพอใจทั้งหลาย แต่ไม่เพียงเท่านั้น จะต้องอดทนต่ออารมณ์ที่น่าพอใจทั้งหลายด้วย เพราะฉะนั้น เวลาที่เห็นอารมณ์ที่น่าพอใจและหวั่นไหวไป ขณะนั้นก็เป็นอกุศล ไม่ใช่ขันติ เพราะอดทนต่ออารมณ์ที่น่าพอใจไม่ได้ เพราะฉะนั้น การอดทน ต้องอดทนเพิ่มขึ้นๆ ทั้งอดทนกับอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจได้แล้ว ยังต้องอดทนต่ออารมณ์ที่น่าพอใจด้วย

~ เรื่องของปัญญาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ไม่ว่าท่านจะมีคุณความดีประการอื่นเพียงใดก็ตาม ก็ไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉท (ละได้อย่างเด็ดขาด) ถ้าปัญญาไม่เจริญขึ้น ถ้าปัญญาไม่คมกล้า ถ้าปัญญาไม่รู้แจ้งในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามปกติ ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ควรที่จะเห็นคุณอันประเสริฐยิ่งของปัญญาและอบรมให้มากขึ้น อย่าหวังสิ่งอื่นเลย เพราะว่าไม่สามารถดับกิเลสได้ ถ้าเป็นการหวังในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ (สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย) ก็ยิ่งเพิ่มความต้องการ เพิ่มกิเลส เพราะฉะนั้น ควรที่จะขวนขวายในการเจริญปัญญาให้มากที่สุดที่จะกระทำได้

~ ธรรมที่เป็นฝ่ายไม่ดีก็มี ธรรมที่เป็นฝ่ายดีก็มี ถ้าปัญญาสามารถรู้ธรรม คือ กุศลก็ไม่ใช่เรา เกิดแล้วเป็นกุศล อกุศลก็ไม่ใช่เรา เกิดแล้วเป็นอกุศล และธรรมที่เกิดแล้ว แม้ดับไปก็จริง แต่เพราะเกิดนั่นเองจึงสะสมในขณะที่จิตขณะต่อๆ ไปเกิดสืบต่อ ทำให้แต่ละบุคคลต่างกันไป

~ ใครก็ตาม จะได้อะไร เห็นอะไร ได้ยินอะไรก็ตามแต่ เกินเหตุที่ได้กระทำแล้วได้ไหม ต้องตามควรแก่เหตุที่ได้กระทำแล้ว

~ การฟังพระธรรมก็เพื่อให้เข้าใจมั่นคงขึ้นในแต่ละคำที่ตรัส เช่น ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ก็เริ่มเข้าใจว่า ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นได้เลย ต่อเมื่อมีปัจจัยเหมาะควรแก่สิ่งใดที่จะเกิด สิ่งนั้นก็เกิด เกิดแล้วก็ดับไป

*** ~ สิ่งที่ประเสริฐที่สุด ก็คือ การสามารถอบรมเจริญความเห็นถูกต้องในสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ มิฉะนั้น ก็ไม่ฟังพระธรรม ฟังเพื่ออะไร เพื่อรู้ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงทุกขณะของชีวิต เพื่อให้ผู้อื่นสามารถเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงซึ่งเป็นกุศลที่จะทำให้กุศลทั้งหลายเจริญขึ้น ถ้ามีปัญญาเห็นถูกต้องแล้วจะทำอกุศลไหม? ก็ไม่ทำ เพราะฉะนั้น ปัญญาจะนำมาซึ่งกุศลทุกประการด้วย***



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๓


pic000762584df93e721.jpg?1775996801

pic004838287333b171.jpg?1775996761

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...



ความคิดเห็น 1    โดย swanjariya  วันที่ 12 เม.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง


ความคิดเห็น 2    โดย jaturong  วันที่ 12 เม.ย. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 3    โดย shsso2551  วันที่ 12 เม.ย. 2569

กราบอนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 4    โดย มังกรทอง  วันที่ 14 เม.ย. 2569

สนทนาธรรมเกิดขึ้น กุศลมี ฟังธรรมะในดิถี ถูกต้อง อาจารย์สุจินต์ศรี เป็นหลัก จิตเจตสิกรูปสอดคล้อง มั่นแฟ้นคำจริง


ความคิดเห็น 5    โดย chatchai.k  วันที่ 14 เม.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ


ความคิดเห็น 6    โดย Potechana29  วันที่ 15 เม.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ครับ