ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๓
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)
ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๓

~ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคำที่ใครก็เปลี่ยนไม่ได้
ถ้าไม่มีการตรัสรู้ ใครหรือจะสามารถเข้าใจได้? ไม่มีทาง เพราะฉะนั้น
ก็หนทางเดียว มีโอกาสเมื่อไหร่ก็ฟังไตร่ตรอง
เพื่อเพิ่มความเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เรา ไม่ได้ไปเร่งรีบ
ไปทำอะไรที่ไหนเลย มีแต่ความเข้าใจจากการฟังค่อยๆ เจริญขึ้น
เป็นปกติไม่ต้องเดือดร้อน
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1227)
~ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องต่างจากคำของคนอื่นทั้งหมด
เพราะเป็นคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง
เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่าแต่ละคำที่พระองค์ตรัส
สำหรับให้ทุกคนไตร่ตรอง ได้เข้าใจถูกต้องว่าจริงไหม
เมื่อวานนี้หมดแล้ว เมื่อครู่นี้หมดแล้ว เราอยู่ไหน
เห็นเมื่อครู่นี้ ได้ยินเมื่อครู่นี้ คิดนึกเมื่อครู่นี้
เป็นอย่างนี้ไปทุกวัน
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1176)
*** ~ การฟังก็ทำให้ได้เข้าใจ
รู้จักตัวเองว่าที่หลงเข้าใจว่ามีตัวตนตั้งแต่เกิดจนตาย
ความจริงก็เป็นธรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา
จึงหลากหลายเป็นแต่ละคนตามการสะสม
ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความละเอียดอย่างยิ่งทุกขณะจิต
ซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่จะได้รู้ว่าถ้าไม่มีโอกาสได้ฟังพระธรรมแล้วโลกมืด
ไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วไม่มีอะไรเหลือเลย
มีแต่สิ่งที่เกิดแล้วก็ดับไป เกิดแล้วก็ดับไป
แล้วก็ไม่มีอะไรเหลือที่จะยึดถือว่าเป็นเราได้***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1178)
~ ไม่มีที่ไหนเลยที่เกิดแล้วไม่มีตาย
และถ้ากล่าวถึงธรรมคือเกิดแล้วดับสืบต่อทันที
จนปรากฏเหมือนว่ายังไม่ตาย แต่ความจริงขณะนี้กำลังเกิดดับทุกขณะ
จนกว่าจะถึงขณะสุดท้ายที่ทำให้พ้นจากโลกนี้
ที่เราใช้คำว่าถึงแก่กรรมในภาษาไทยนั้นชัดเจน
ถึงแก่กรรมที่ทำให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้
จะเป็นบุคคลนี้ต่อไปอีกไม่ได้เลย ใครจะขอร้องก็ไม่ได้
สวดมนต์ภาวนาก็ไม่ได้ เงินทองมหาศาลก็ซื้อไม่ได้
เพราะว่าถึงเวลาที่จะสิ้นสุดผลของกรรมที่ทำให้เป็นคนนี้
ต้องเป็นผลของกรรมอื่นที่จะให้ผล เพราะฉะนั้น
ทันทีที่จากโลกนี้ไปก็เกิดทันที
(ที่มา ปกิณณกธรรม ตอนที่
1232)
~ กิเลสมากมายแค่ไหนในสังสารวัฎฏ์
ยิ่งกว่าจักรวาลไม่มีที่จะบรรจุเลย
แล้วการฟังธรรมของเราได้เข้าใจแค่นี้ แล้วจะไปดับกิเลส
จะประจักษ์แจ้งเป็นไปได้หรือ
แต่ความเป็นตัวตนมีมากที่อยากจะรู้อย่างนั้น อยากจะทำอย่างนั้น
หรืออยากจะให้เร็วขึ้น เห็นไหม มาในรูปแบบสารพัด
ไม่เคยรู้เท่าทันโลภะเลย
ปัญญาเท่านั้นที่สามารถที่จะรู้ได้ว่าโลภะอยู่ไหน และปัญญาจึงละโลภะ
เพราะรู้ว่านั่นเป็นโลภะอยู่ตรงนั้น
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1201)
~ กัลยาณมิตรสูงสุดคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ให้เกิดความเข้าใจที่จะละกิเลสของบุคคลนั้นเอง ใครๆ
ก็ไปละความไม่รู้ให้ใครไม่ได้ นอกจากคำที่กล่าวถึงความจริง
ที่เข้าใจได้ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1201)
~ ต้องไม่ลืมว่าฟังธรรมเพื่อละความไม่รู้ เพราะว่าความไม่รู้มีมาก
ไม่ใช่ด้วยโลภะที่อยากจะรู้มากๆ แต่ฟังธรรมเพื่อละความไม่รู้
จะละความไม่รู้ ก็ขณะที่กำลังเข้าใจ เพราะฉะนั้น เข้าใจแค่ไหน
ตื้นแค่ไหน ลึกแค่ไหน ผู้ที่กำลังไตร่ตรองก็รู้ได้ด้วยตัวเอง
แต่รู้ว่าการฟังทั้งหมดไม่ว่าจะเมื่อไรก็ตาม
เพื่อละความไม่รู้ซึ่งมีมาก
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1202)
~ ชาติก่อนทั้งชาติ ก็เหมือนชาตินี้ มีเห็น มีได้ยิน มีได้กลิ่น
มีลิ้มรส มีสุข มีทุกข์ มีเหตุการณ์ต่างๆ มีการรับประทานอาหาร
สนุกสนานรื่นเริง แล้วเดี๋ยวนี้อยู่ไหน ไม่มีเลยทุกชาติเป็นอย่างนี้
ชาตินี้ก็เช่นเดียวกัน
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1203)
*** ~ ธรรมคือสิ่งที่มีจริง มิฉะนั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้อะไร
แต่ว่าเมื่อทรงตรัสรู้แล้วทรงแสดงความจริงที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ถึง
๔๕ พรรษา มีวิชาไหนบ้างที่ใครเรียน ๔๕ ปี เกือบตลอดชีวิต
และผู้ที่ศึกษาธรรมแล้วก็ยังไม่จบ ไม่มีทางที่จะจบได้
วิชาอื่นสามารถที่จะเรียนได้จบ แต่ธรรมไม่จบ จนกว่าจะเข้าใจจริงๆ
อย่างละเอียด***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1233)
~ จะเป็นใครต่อไปก็ไม่รู้ ตามเหตุตามปัจจัย อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่รู้
นี่คือความจริง
เพราะเหตุว่าเราไม่สามารถที่จะรู้ว่ามีปัจจัยอะไรที่จะทำให้ขณะต่อไปเกิดขึ้น
แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงละเอียดยิ่งโดยประการทั้งปวง
เพื่ออนุเคราะห์ให้คำที่พระองค์ตรัสไว้ได้เข้าใจถูกต้องขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
เช่น อนัตตา เริ่มเห็นจริงๆ ว่าไม่มีเรา เพราะคิดก็หมดแล้ว
เห็นก็หมดแล้ว ทุกอย่างหมดแล้วและไม่มีใครไปทำด้วย
นอกจากมีเหตุปัจจัยที่จะให้เป็นแต่ละหนึ่งธรรมซึ่งเกิดแล้วดับ
ไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1234)
~ ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพิสูจน์ได้เพราะเป็นความจริง
เมื่อไรก็ได้ เดี๋ยวนี้ก็ได้
ขณะนี้ธรรมเมื่อครู่นี้ไม่ใช่เดี๋ยวนี้แล้ว เพราะฉะนั้น
เป็นอย่างนี้ทุกขณะ ตั้งแต่เช้าถึงค่ำจนถึงต่อๆ ไป
แสดงให้เห็นว่าควรยึดมั่นหรือไม่ ในเมื่อไม่ใช่เราเลย ทำก็ไม่ได้
ไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เกิดแล้ว เกิดแล้วไม่ให้ดับไปหมดไปก็ไม่ได้
ดับไปหมดแล้ว ดังนั้นกว่าจะเข้าใจทุกอย่างว่าเป็นธรรม
ไม่ใช่เฉพาะในชาตินี้ กี่ชาติก็เหมือนชาตินี้
และชาติหน้าก็จะมีการเห็นอย่างนี้ มีการได้ยินอย่างนี้
แล้วหายไปหมดเหมือนชาติก่อนซึ่งเราอาจจะเป็นใครก็ได้
สนุกสนานเพลิดเพลินแล้วหมดไป ไม่กลับมาอีกเลย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1235)
*** ~ พุทธะคือผู้รู้ ถ้าเป็นชาวพุทธก็คือผู้รู้
ผู้เข้าใจสิ่งที่มีตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้
ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนได้เลย ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์
หรือใครก็ตามที่มีความสามารถในอดีตจนถึงปัจจุบันและอนาคต
ไม่สามารถเปรียบได้กับพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะทรงตรัสรู้สิ่งซึ่งขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ใดก็ไม่ได้กล่าวถึงสภาพธรรมที่มีจริงซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นละเอียดมาก
เกิดขึ้นเพียงปรากฏเล็กน้อยนิดเดียวดับไป
แล้วไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1236)
~ ต่อไปนี้จะโกรธคนอื่นไหม ซึ่งขณะใดที่โกรธ
ไม่เป็นผู้ชื่อว่าทำตามคำสอน ตอนนี้ทำยังไม่ได้
แต่อย่าใช้คำว่าทำไม่ได้ เพราะถ้าค่อยๆ อบรมเจริญไป
วันหนึ่งจะรู้สึกจริงๆ ว่า ทำไมเป็นไปได้อย่างนี้
เพราะสภาพธรรมทั้งหลายไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
ความโกรธเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ฉันใด
ความไม่โกรธก็เกิดขึ้นเพราะการอบรมเจริญเหตุปัจจัยที่จะไม่โกรธ
ฉันนั้น
ถ้าเป็นไปไม่ได้
พระผู้มีพระภาคจะไม่ทรงสอน จะไม่ทรงแสดง เพราะฉะนั้น
ทรงแสดงธรรมด้วยประการทั้งปวงที่จะอุปการะเกื้อกูลประโยชน์แก่ผู้ประพฤติตาม
คือ ไม่โกรธ
จึงชื่อว่าผู้ทำตามคำสอนของพระองค์
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
888)
*** ~ ใครสามารถทำอะไรกับอกุศลซึ่งมีมากมายให้หมดสิ้นไปได้
ไม่มีใครสามารถทำได้เลย แต่มีหนทางที่จะทำให้ค่อยๆ หมดสิ้นได้
ด้วยความเข้าใจจากขั้นการฟังตามลำดับ เพราะฉะนั้น
จึงเป็นผู้ไม่ประมาทในการฟัง
ในกุศลแม้เพียงเล็กน้อย***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
281)
~ ศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจธรรม
แล้วธรรมก็คือสิ่งที่เราเคยยึดถือว่าเป็นตัวตน
ก็ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนเลย ไม่ว่าอยู่ที่ไหน พ้นจากธรรมไม่ได้เลย
แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม ดังนั้น การศึกษาธรรม เมื่อเข้าใจแล้ว
สิ่งที่เคยมี ที่เคยเป็นเรา ก็เริ่มมีความเข้าใจถูกต้องว่า
ไม่ใช่เรา
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
289)
~ ไม่รู้ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว
ไม่รู้ว่าเหตุที่ไม่ดีต้องนำผลที่ไม่ดีมาให้ ไม่เข้าใจธรรมเลย
มีแต่ความเป็นเราที่มีความติดข้องและต้องการ เมื่อเป็นเช่นนี้
ปัญหาของโลกจึงไม่สิ้นสุด
เพราะเหตุว่าไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ปัญหามาจากความไม่รู้
แล้วจะใช้ความไม่รู้แก้ปัญหาซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1176)
~ ทุกอย่างในชีวิตประจำวันเป็นธรรมที่ละเอียดอย่างยิ่ง
ซึ่งจากการที่รู้ว่าเป็นธรรม จะค่อยๆ ละคลายความติดข้อง
เพราะเห็นโทษของธรรมที่เป็นอกุศล และเห็นประโยชน์ของธรรมที่เป็นกุศล
เพราะฉะนั้น
ความเห็นถูกความเข้าใจถูกหรือปัญญาเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาของโลกได้
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1176)
~ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงสภาพธรรมทั้งหมดโดยละเอียด
เพื่อให้มีความเข้าใจมั่นคงขึ้นว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา
เพราะเหตุว่าถ้าเป็นเรา เป็นทุกข์ไหมเมื่อไม่ได้สิ่งที่พอใจ
ขวนขวายหาทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่พอใจ
แต่เมื่อไม่ได้ก็เป็นทุกข์ แต่ถ้ารู้ว่าได้หรือไม่ได้
ใครก็บังคับบัญชาไม่ได้ แม้แต่ทุกข์หรือสุขก็บังคับบัญชาไม่ได้
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว แสนสั้น ดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย
จะเดือดร้อนไหม
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่
1179)
~ อดทนแม้แต่เพียงว่าไม่โกรธเวลาที่เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ
ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ ใครกำลังว่าก็ตามแต่ จิตไม่เศร้าหมองเลย
ไม่หวั่นไหวเลย เพราะเห็นโทษ คนโกรธ
โกรธถึงกับกายวาจาทุจริตเบียดเบียนคนอื่นให้เดือดร้อน
แต่เบียดเบียนคนที่ไม่เดือดร้อนไม่ได้ อย่างไรๆ ก็เบียดเบียนไม่ได้
ไม่มีทางที่เขาจะโกรธ เพราะเห็นโทษของความโกรธ
(ที่มา : เก็บไว้ในหทัย "อดทนที่จะไม่โกรธ")
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๗๒

...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...

