ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๓

  
khampan.a
วันที่  14 มิ.ย. 2569
หมายเลข  52509
อ่าน  429

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic00483850c31fbafe.jpg?1781420125

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๓

pic000762602f68ac50a.jpg?1781420092



~ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคำที่ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ ถ้าไม่มีการตรัสรู้ ใครหรือจะสามารถเข้าใจได้? ไม่มีทาง เพราะฉะนั้น ก็หนทางเดียว มีโอกาสเมื่อไหร่ก็ฟังไตร่ตรอง เพื่อเพิ่มความเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เรา ไม่ได้ไปเร่งรีบ ไปทำอะไรที่ไหนเลย มีแต่ความเข้าใจจากการฟังค่อยๆ เจริญขึ้น เป็นปกติไม่ต้องเดือดร้อน

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1227)



~ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องต่างจากคำของคนอื่นทั้งหมด เพราะเป็นคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่าแต่ละคำที่พระองค์ตรัส สำหรับให้ทุกคนไตร่ตรอง ได้เข้าใจถูกต้องว่าจริงไหม เมื่อวานนี้หมดแล้ว เมื่อครู่นี้หมดแล้ว เราอยู่ไหน เห็นเมื่อครู่นี้ ได้ยินเมื่อครู่นี้ คิดนึกเมื่อครู่นี้ เป็นอย่างนี้ไปทุกวัน

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1176)



*** ~ การฟังก็ทำให้ได้เข้าใจ รู้จักตัวเองว่าที่หลงเข้าใจว่ามีตัวตนตั้งแต่เกิดจนตาย ความจริงก็เป็นธรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา จึงหลากหลายเป็นแต่ละคนตามการสะสม ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความละเอียดอย่างยิ่งทุกขณะจิต ซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่จะได้รู้ว่าถ้าไม่มีโอกาสได้ฟังพระธรรมแล้วโลกมืด ไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วไม่มีอะไรเหลือเลย มีแต่สิ่งที่เกิดแล้วก็ดับไป เกิดแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่มีอะไรเหลือที่จะยึดถือว่าเป็นเราได้***

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1178)



~ ไม่มีที่ไหนเลยที่เกิดแล้วไม่มีตาย และถ้ากล่าวถึงธรรมคือเกิดแล้วดับสืบต่อทันที จนปรากฏเหมือนว่ายังไม่ตาย แต่ความจริงขณะนี้กำลังเกิดดับทุกขณะ จนกว่าจะถึงขณะสุดท้ายที่ทำให้พ้นจากโลกนี้ ที่เราใช้คำว่าถึงแก่กรรมในภาษาไทยนั้นชัดเจน ถึงแก่กรรมที่ทำให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ จะเป็นบุคคลนี้ต่อไปอีกไม่ได้เลย ใครจะขอร้องก็ไม่ได้ สวดมนต์ภาวนาก็ไม่ได้ เงินทองมหาศาลก็ซื้อไม่ได้ เพราะว่าถึงเวลาที่จะสิ้นสุดผลของกรรมที่ทำให้เป็นคนนี้ ต้องเป็นผลของกรรมอื่นที่จะให้ผล เพราะฉะนั้น ทันทีที่จากโลกนี้ไปก็เกิดทันที
(ที่มา ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1232)



~ กิเลสมากมายแค่ไหนในสังสารวัฎฏ์ ยิ่งกว่าจักรวาลไม่มีที่จะบรรจุเลย แล้วการฟังธรรมของเราได้เข้าใจแค่นี้ แล้วจะไปดับกิเลส จะประจักษ์แจ้งเป็นไปได้หรือ แต่ความเป็นตัวตนมีมากที่อยากจะรู้อย่างนั้น อยากจะทำอย่างนั้น หรืออยากจะให้เร็วขึ้น เห็นไหม มาในรูปแบบสารพัด ไม่เคยรู้เท่าทันโลภะเลย ปัญญาเท่านั้นที่สามารถที่จะรู้ได้ว่าโลภะอยู่ไหน และปัญญาจึงละโลภะ เพราะรู้ว่านั่นเป็นโลภะอยู่ตรงนั้น

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1201)



~ กัลยาณมิตรสูงสุดคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เกิดความเข้าใจที่จะละกิเลสของบุคคลนั้นเอง ใครๆ ก็ไปละความไม่รู้ให้ใครไม่ได้ นอกจากคำที่กล่าวถึงความจริง ที่เข้าใจได้ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1201)



~ ต้องไม่ลืมว่าฟังธรรมเพื่อละความไม่รู้ เพราะว่าความไม่รู้มีมาก ไม่ใช่ด้วยโลภะที่อยากจะรู้มากๆ แต่ฟังธรรมเพื่อละความไม่รู้ จะละความไม่รู้ ก็ขณะที่กำลังเข้าใจ เพราะฉะนั้น เข้าใจแค่ไหน ตื้นแค่ไหน ลึกแค่ไหน ผู้ที่กำลังไตร่ตรองก็รู้ได้ด้วยตัวเอง แต่รู้ว่าการฟังทั้งหมดไม่ว่าจะเมื่อไรก็ตาม เพื่อละความไม่รู้ซึ่งมีมาก

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1202)



~ ชาติก่อนทั้งชาติ ก็เหมือนชาตินี้ มีเห็น มีได้ยิน มีได้กลิ่น มีลิ้มรส มีสุข มีทุกข์ มีเหตุการณ์ต่างๆ มีการรับประทานอาหาร สนุกสนานรื่นเริง แล้วเดี๋ยวนี้อยู่ไหน ไม่มีเลยทุกชาติเป็นอย่างนี้ ชาตินี้ก็เช่นเดียวกัน

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1203)



*** ~ ธรรมคือสิ่งที่มีจริง มิฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้อะไร แต่ว่าเมื่อทรงตรัสรู้แล้วทรงแสดงความจริงที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ถึง ๔๕ พรรษา มีวิชาไหนบ้างที่ใครเรียน ๔๕ ปี เกือบตลอดชีวิต และผู้ที่ศึกษาธรรมแล้วก็ยังไม่จบ ไม่มีทางที่จะจบได้ วิชาอื่นสามารถที่จะเรียนได้จบ แต่ธรรมไม่จบ จนกว่าจะเข้าใจจริงๆ อย่างละเอียด***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1233)



~ จะเป็นใครต่อไปก็ไม่รู้ ตามเหตุตามปัจจัย อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่รู้ นี่คือความจริง เพราะเหตุว่าเราไม่สามารถที่จะรู้ว่ามีปัจจัยอะไรที่จะทำให้ขณะต่อไปเกิดขึ้น แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงละเอียดยิ่งโดยประการทั้งปวง เพื่ออนุเคราะห์ให้คำที่พระองค์ตรัสไว้ได้เข้าใจถูกต้องขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เช่น อนัตตา เริ่มเห็นจริงๆ ว่าไม่มีเรา เพราะคิดก็หมดแล้ว เห็นก็หมดแล้ว ทุกอย่างหมดแล้วและไม่มีใครไปทำด้วย นอกจากมีเหตุปัจจัยที่จะให้เป็นแต่ละหนึ่งธรรมซึ่งเกิดแล้วดับ ไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1234)



~ ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพิสูจน์ได้เพราะเป็นความจริง เมื่อไรก็ได้ เดี๋ยวนี้ก็ได้ ขณะนี้ธรรมเมื่อครู่นี้ไม่ใช่เดี๋ยวนี้แล้ว เพราะฉะนั้น เป็นอย่างนี้ทุกขณะ ตั้งแต่เช้าถึงค่ำจนถึงต่อๆ ไป แสดงให้เห็นว่าควรยึดมั่นหรือไม่ ในเมื่อไม่ใช่เราเลย ทำก็ไม่ได้ ไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เกิดแล้ว เกิดแล้วไม่ให้ดับไปหมดไปก็ไม่ได้ ดับไปหมดแล้ว ดังนั้นกว่าจะเข้าใจทุกอย่างว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เฉพาะในชาตินี้ กี่ชาติก็เหมือนชาตินี้ และชาติหน้าก็จะมีการเห็นอย่างนี้ มีการได้ยินอย่างนี้ แล้วหายไปหมดเหมือนชาติก่อนซึ่งเราอาจจะเป็นใครก็ได้ สนุกสนานเพลิดเพลินแล้วหมดไป ไม่กลับมาอีกเลย

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1235)



*** ~ พุทธะคือผู้รู้ ถ้าเป็นชาวพุทธก็คือผู้รู้ ผู้เข้าใจสิ่งที่มีตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนได้เลย ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือใครก็ตามที่มีความสามารถในอดีตจนถึงปัจจุบันและอนาคต ไม่สามารถเปรียบได้กับพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะทรงตรัสรู้สิ่งซึ่งขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ใดก็ไม่ได้กล่าวถึงสภาพธรรมที่มีจริงซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นละเอียดมาก เกิดขึ้นเพียงปรากฏเล็กน้อยนิดเดียวดับไป แล้วไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1236)



~ ต่อไปนี้จะโกรธคนอื่นไหม ซึ่งขณะใดที่โกรธ ไม่เป็นผู้ชื่อว่าทำตามคำสอน ตอนนี้ทำยังไม่ได้ แต่อย่าใช้คำว่าทำไม่ได้ เพราะถ้าค่อยๆ อบรมเจริญไป วันหนึ่งจะรู้สึกจริงๆ ว่า ทำไมเป็นไปได้อย่างนี้ เพราะสภาพธรรมทั้งหลายไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ความโกรธเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ฉันใด ความไม่โกรธก็เกิดขึ้นเพราะการอบรมเจริญเหตุปัจจัยที่จะไม่โกรธ ฉันนั้น

ถ้าเป็นไปไม่ได้ พระผู้มีพระภาคจะไม่ทรงสอน จะไม่ทรงแสดง เพราะฉะนั้น ทรงแสดงธรรมด้วยประการทั้งปวงที่จะอุปการะเกื้อกูลประโยชน์แก่ผู้ประพฤติตาม คือ ไม่โกรธ จึงชื่อว่าผู้ทำตามคำสอนของพระองค์
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 888)



*** ~ ใครสามารถทำอะไรกับอกุศลซึ่งมีมากมายให้หมดสิ้นไปได้ ไม่มีใครสามารถทำได้เลย แต่มีหนทางที่จะทำให้ค่อยๆ หมดสิ้นได้ ด้วยความเข้าใจจากขั้นการฟังตามลำดับ เพราะฉะนั้น จึงเป็นผู้ไม่ประมาทในการฟัง ในกุศลแม้เพียงเล็กน้อย***

(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 281)



~ ศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจธรรม แล้วธรรมก็คือสิ่งที่เราเคยยึดถือว่าเป็นตัวตน ก็ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนเลย ไม่ว่าอยู่ที่ไหน พ้นจากธรรมไม่ได้เลย แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม ดังนั้น การศึกษาธรรม เมื่อเข้าใจแล้ว สิ่งที่เคยมี ที่เคยเป็นเรา ก็เริ่มมีความเข้าใจถูกต้องว่า ไม่ใช่เรา

(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 289)



~ ไม่รู้ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว ไม่รู้ว่าเหตุที่ไม่ดีต้องนำผลที่ไม่ดีมาให้ ไม่เข้าใจธรรมเลย มีแต่ความเป็นเราที่มีความติดข้องและต้องการ เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัญหาของโลกจึงไม่สิ้นสุด เพราะเหตุว่าไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ปัญหามาจากความไม่รู้ แล้วจะใช้ความไม่รู้แก้ปัญหาซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1176)



~ ทุกอย่างในชีวิตประจำวันเป็นธรรมที่ละเอียดอย่างยิ่ง ซึ่งจากการที่รู้ว่าเป็นธรรม จะค่อยๆ ละคลายความติดข้อง เพราะเห็นโทษของธรรมที่เป็นอกุศล และเห็นประโยชน์ของธรรมที่เป็นกุศล เพราะฉะนั้น ความเห็นถูกความเข้าใจถูกหรือปัญญาเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาของโลกได้

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1176)



~ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงสภาพธรรมทั้งหมดโดยละเอียด เพื่อให้มีความเข้าใจมั่นคงขึ้นว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา เพราะเหตุว่าถ้าเป็นเรา เป็นทุกข์ไหมเมื่อไม่ได้สิ่งที่พอใจ ขวนขวายหาทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่พอใจ แต่เมื่อไม่ได้ก็เป็นทุกข์ แต่ถ้ารู้ว่าได้หรือไม่ได้ ใครก็บังคับบัญชาไม่ได้ แม้แต่ทุกข์หรือสุขก็บังคับบัญชาไม่ได้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว แสนสั้น ดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย จะเดือดร้อนไหม

(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1179)



~ อดทนแม้แต่เพียงว่าไม่โกรธเวลาที่เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ ใครกำลังว่าก็ตามแต่ จิตไม่เศร้าหมองเลย ไม่หวั่นไหวเลย เพราะเห็นโทษ คนโกรธ โกรธถึงกับกายวาจาทุจริตเบียดเบียนคนอื่นให้เดือดร้อน แต่เบียดเบียนคนที่ไม่เดือดร้อนไม่ได้ อย่างไรๆ ก็เบียดเบียนไม่ได้ ไม่มีทางที่เขาจะโกรธ เพราะเห็นโทษของความโกรธ
(ที่มา : เก็บไว้ในหทัย "อดทนที่จะไม่โกรธ")



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๒

pic0007626018b818d0d.jpg?1781420092

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
  
Jaturong1
วันที่ 14 มิ.ย. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

  
  ความคิดเห็นที่ 2  
  
mammam929
วันที่ 14 มิ.ย. 2569

กราบนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

กราบบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ในฐานะครูผู้แสดงคำจริงให้ได้เข้าใจตามเป็นจริงอยู่เนืองๆ ค่ะ

กราบอนุโมทนาอาจารย์คำปั่นและยินดีในกุศลทุกประการค่ะ

  
  ความคิดเห็นที่ 3  
  
swanjariya
วันที่ 14 มิ.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

  
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ