ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๒
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม)
ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน
เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง
ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์
พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่
๗๗๒

*** ~ ถ้าเป็นผู้ที่ยังไม่ได้ฟังพระธรรม ยังไม่ได้พิจารณาพระธรรม
ยังไม่ได้อบรมเจริญปัญญา คิดดูว่าชาตินี้ทั้งชาติจะจบลงอย่างไร
ก็ต้องด้วยกิเลสที่หนาขึ้นๆ ทุกวัน แต่ถ้ามีโอกาสได้ฟัง
ละคลายความไม่รู้ อบรมเจริญกุศลทุกประการเพิ่มขึ้น
ก็เป็นชาติที่มีประโยชน์ เมื่อกระดูกทุกชิ้นยังรวมกันอยู่
ยังไม่กระจัดกระจาย
ก็ควรให้เป็นประโยชน์ในการที่จะได้เกิดปัญญาเพิ่มขึ้น***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1929)
~
ปกติท่านมีอัธยาศัยสะสมมาที่จะกระทำการสงเคราะห์ช่วยเหลือบุคคลอื่นบ้างหรือเปล่า
ถ้าไม่มีหรือว่ามีน้อย
ก็ให้ทราบว่าในชีวิตประจำวันของท่านมีอกุศลธรรมครอบงำมากซึ่งจะบรรเทาละคลายให้เบาบางได้โดยการเจริญกุศลทันที
เพราะว่าผู้ที่ไม่เจริญกุศล
ย่อมเป็นผู้ที่เกียจคร้านในการขัดเกลากิเลส
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 703)
~ อกุศลธรรมของคนอื่น สามารถที่จะเป็นปัจจัยให้กุศลจิต คือ
เมตตาของท่านเกิดได้ เพราะว่ากุศลธรรมตั้งจิตไว้ชอบ
ไม่มีประโยชน์เลยในการที่จะเกิดโทสะ แต่ว่าถ้าเกิดเมตตา
เวลาที่เห็นคนอื่นกระทำอกุศลกรรมก็ดี
หรือว่าสภาพจิตใจของคนนั้นเป็นอกุศลก็ดี
ควรที่จะมีเมตตาว่าบุคคลนั้นจะต้องสะสมอกุศลจิตและอกุศลกรรมไปอย่างมากมาย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 704)
~ กิเลสทั้งหมดจะค่อยๆ ละคลายได้ก็เมื่ออบรมเจริญปัญญารู้ว่า
สภาพธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล
เมื่อไรดับความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์
เป็นบุคคล กิเลสอื่นๆ จึงจะค่อยๆ ละคลายได้ เพราะผู้ที่จะไม่มีโทสะ
ต้องเป็นพระอนาคามีบุคคล และผู้ที่จะไม่มีโลภะและโมหะเลย
ก็ต้องเป็นพระอรหันต์
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1857)
~ ผู้ใดก็ตามแม้ได้ฟังพระธรรมแล้ว
ยังต้องเป็นผู้ที่พิจารณาตนเองโดยละเอียดว่าการฟังพระธรรมนั้นเพื่ออะไร?
เพื่อรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง เพื่อเห็นโทษของตนเอง
ไม่ใช่เพื่อให้เห็นความสามารถ เห็นความเก่ง เห็นความดี
เห็นกุศลของตนเอง
แต่พิจารณาเพื่อให้พระธรรมเป็นเหมือนกระจกเงาที่ใสซึ่งจะส่องให้เห็นกิเลสแม้ของตนเองอย่างละเอียด
ผู้นั้นก็ชื่อว่าได้ประโยชน์จากพระธรรม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1816)
*** ~ ทำไมต้องหวังร้ายกับคนร้ายๆ เพราะว่าคนร้ายๆ ทำสิ่งร้ายๆ
เขาก็ต้องได้รับผลของกรรมอยู่แล้ว ทำไมให้อกุศลจิตของเราไปเกิด
ไม่ได้เป็นประโยชน์ที่จะทำให้กรรมของเขาได้รับผลมากขึ้นหรือน้อยลง
แต่ขณะนั้นจิตของผู้ที่เป็นอกุศลจิต ขณะนั้นไม่รู้ตัวเลยว่า
ทำให้เกิดสภาพธรรมที่ไม่ดีงามเพิ่มขึ้นกับตนเอง***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
306)
~ พระวินัยทั้งหมด ถ้าศึกษาแล้วจะเห็นความจริง เป็นสัจจธรรม
ทั้งเรื่องของกุศลและอกุศล
เพราะในเรื่องของกุศลก็จะเป็นเรื่องของหิริโอตตัปปะ
ความละอายต่อสภาพของอกุศลต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นอกุศลที่ทำให้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติพระวินัย
ก็จะได้เห็นความจริงของอกุศลซึ่งก็ต้องเป็นอกุศล
ไม่ว่าจะเป็นเพศคฤหัสถ์หรือเพศบรรพชิต
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1944)
~ ถ้าใครมีกายวาจาที่ปรากฏเป็นอกุศล
ย่อมส่องถึงการสะสมอกุศลนั้นซึ่งมีกำลังทำให้ปรากฏออกมาเป็นการกระทำที่เป็นอกุศลทางกาย
ทางวาจา
แต่ถ้าเป็นผู้ที่สะสมกุศลธรรมไว้มากก็เป็นปัจจัยให้เป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติในทางที่เป็นกุศลยิ่งขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 655)
~ กุศลทั้งหลายจะเจริญขึ้นได้ก็ด้วยความอดทนที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจ
สภาพธรรมให้ถูกต้อง ไม่ให้คลาดเคลื่อน ไม่ให้เห็นผิด
ไม่ให้เข้าใจผิด มิฉะนั้นแล้ว บางคนก็เข้าใจว่าตนเองหมดกิเลสแล้ว
เพียงแต่ไปปฏิบัติโดยที่ปัญญาไม่ได้เกิดเลย แต่คิดว่าหมดกิเลส
ซึ่งจะทำให้กุศลธรรมเจริญขึ้นไม่ได้เลย
เพราะว่ายังเต็มไปด้วยความไม่รู้และความเห็นผิดในหนทางปฏิบัติที่จะดับกิเลส
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1963)
~
พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้มีประโยชน์เกื้อกูลให้ระลึกพิจารณาให้ถ่องแท้เพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลอื่นด้วยมิฉะนั้นแล้วถ้าบุคคลหนึ่งบุคคลใดเข้าใจผิดและชักชวนบุคคลอื่นให้เข้าใจผิดปฏิบัติผิดตามๆ
กันไป ผู้นั้นก็ย่อมหมดโอกาสที่จะได้เข้าใจพระธรรมโดยถูกต้อง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1757)
~
ผู้ที่เห็นโทษของอกุศลว่าถ้าไม่รีบขัดเกลาบรรเทาในชาตินี้ในชาติต่อๆ
ไปก็จะเพิ่มความเป็นบุคคลที่หนาแน่นด้วยอกุศลมากยิ่งขึ้นอีกทุกชาติไปแทนที่จะคิดถึงอานิสงส์หรือผลที่จะได้รับก็ควรที่จะคิดถึงว่าอกุศลมากจนเกินกว่าที่จะดับได้อย่างรวดเร็วเพราะฉะนั้นก็จะต้องอบรมเจริญกุศลทุกประการเพื่อที่จะละอกุศลนั้นได้เป็นสมุจเฉท
(ถอนขึ้นได้อย่างเด็ดขาด) ในวันหนึ่ง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 149)
~ ธรรมที่จะเป็นที่พึ่งได้จริงๆ นั้น
ต้องเป็นกุศลแต่ว่ายากที่จะเกิด
เพราะเหตุว่าเมื่อสะสมอกุศลมามากก็ย่อมมีปัจจัยให้อกุศลธรรม
เกิดมากกว่ากุศลธรรมเพราะฉะนั้น
ผู้ที่เห็นว่าธรรมใดเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริงก็จะเข้าใจในคุณของธรรมนั้น
คือ คุณของกุศลก็ย่อมจะเป็นปัจจัยให้เจริญกุศลทุกประการอย่างละเอียด
เพราะเหตุว่าเห็นโทษว่าอกุศลธรรมนั้นมีกำลังมากกว่า
เพราะเหตุว่าสะสมมากกว่า
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 685)
~ ความโกรธเป็นโทษเป็นภัย เป็นอันตรายของตนเอง
คนที่ถูกโกรธไม่เดือดร้อนอะไรเลย เพราะฉะนั้น
กิเลสของตนเองที่เกิดกำลังทำร้ายตนเอง
และจะสะสมเป็นอุปนิสัยที่จะทำให้เป็นผู้ที่โกรธต่อไปอย่างรวดเร็ว
แล้วก็อาจจะผูกโกรธเอาไว้นานด้วยและอาจจะถึงขั้นที่ไม่ยอมให้อภัย
ถ้ารู้โทษของอกุศลอย่างนี้จริงๆ ขณะนั้นเมื่อเห็นโทษแล้ว
สติที่ระลึกได้ก็จะทำให้ขณะนั้นปราศจากความโกรธหรืออาจจะเกิดความเมตตาแทนที่จะโกรธก็ได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1677)
~ ถ้ามีเมตตา ก็น่าสงสารคนที่ทำอกุศลกรรม
เพราะว่าเขาย่อมได้รับผลของอกุศลกรรมนั้นซึ่งท่านก็จะไม่เดือดร้อนใจ
ไม่ใช้วาจาที่ไม่สมควรหรือวาจาที่รุนแรงกับบุคคลนั้น
เพราะว่าขณะนั้นมีเมตตา รู้ว่าบุคคลนั้นย่อมได้รับผลของอกุศลกรรม
เพราะฉะนั้น
ก็อาจจะเกิดกุศลจิตที่เป็นเมตตาต่อบุคคลนั้นก็ได้หรือว่าอุเบกขาต่อบุคคลนั้นก็ได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 717)
~ ในชีวิตประจำวัน อย่าเห็นอกุศลเป็นกุศล อย่าเข้าใจว่า
อกุศลธรรมนั้นดีที่จะต้องใช้คำที่รุนแรงกับผู้ที่ประกอบอกุศลกรรม
ไม่มีความจำเป็นเลยที่จิตจะหวั่นไหวไปอย่างนั้น เพราะว่า
จิตที่หวั่นไหวไปนั้น เป็นอกุศลแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าอบรมเจริญปัญญา
สามารถที่จะรู้ลักษณะของความคงที่ของจิตที่ไม่หวั่นไหวไปด้วยความรักและความชัง
ก็ย่อมจะเจริญกุศลที่เป็นอุเบกขาบารมีได้มากขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 717)
~ พระธรรมที่ทรงแสดงไว้
สามารถที่จะให้ผู้พิจารณาขัดเกลากิเลสอกุศลธรรมได้อย่างละเอียด
เพราะเหตุว่า ชี้ให้เห็นโทษของตนเองซึ่งยากที่จะเห็นได้
เป็นศาสดาแทนพระองค์ เป็นดุจครูอาจารย์ผู้คอยชี้โทษ เป็นกัลยาณมิตร
คือ มิตรแท้ ผู้ที่ชี้ให้เห็นโทษของตนเอง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1755)
~ การฟังธรรม ไม่ใช่เรื่องรีบร้อน ไม่ใช่เรื่องรวดเร็ว
ไม่ใช่เรื่องอยากจะเข้าใจ แต่ขณะใดที่ฟังแล้วเข้าใจ
ขณะนั้นเวลาที่ฟังอีก
ก็เข้าใจสิ่งที่เคยฟังแล้วเข้าใจแล้วนั่นแหละเพิ่มอีก
และเวลาที่ฟังอีก ก็เข้าใจขึ้นอีก ในความไม่มีเรา
แต่เป็นธรรมทั้งหมด
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่
535)
~ ข้อความที่ว่า “อนึ่ง พึงอนุโมทนาบุญของสัตว์ทั้งปวง”
เพียงเท่านี้ก็เตือนแล้ว ถ้าอนุโมทนาไม่ได้หรือไม่อนุโมทนา
ขณะนั้นจิตเป็นอย่างไร ต้องเป็นอกุศลแน่นอนจึงอนุโมทนาไม่ได้
แต่ขณะใดที่เห็นใครทำกุศลหรือเป็นกุศล แล้วอนุโมทนา
ขณะนั้นเป็นความจริงใจที่ยินดีด้วยในกุศลของคนอื่น
แม้ว่าท่านจะไม่ได้ทำกุศลนั้นเองก็ตาม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1958)
~ ไม่ควรจะเห็นว่าอกุศลธรรมแต่ละขณะนั้นเล็กน้อย ไม่เป็นไร
แต่ควรที่จะขัดเกลา ระงับ ขจัดอกุศลธรรมเหล่านั้นโดยเห็นโทษเสียก่อน
เพราะฉะนั้น
ต้องขึ้นอยู่กับปัญญาที่ว่าท่านเห็นโทษของอกุศลมากน้อยเพียงไร
อย่าเพียงแต่เห็นโทษของอกุศลที่ถึงขั้นที่จะล่วงทุจริตกรรมทางกาย
ทางวาจา แต่แม้ว่าไม่ใช่อกุศลที่แรงจนถึงกับล่วงทุจริตกรรม
ก็ต้องเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรละเว้น ควรขจัดให้เบาบางด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 806)
~ ผู้ใดที่ยอมรับความจริงที่รู้ว่าตนเองไม่ดี
ผู้นั้นก็เริ่มที่จะอบรมเจริญกุศลที่จะขัดเกลาอกุศลทั้งหลายให้เบาบาง
แต่ตราบใดถ้ายังคิดว่าดีแล้ว อกุศลก็จะเพิ่มมากขึ้น
เพราะเหตุว่าไม่คิดที่จะละอกุศล เพราะเข้าใจว่าดีแล้ว
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา
ครั้งที่ 1311)
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ...
ครั้งที่ ๗๗๑


...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ
...
