ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๒

 
khampan.a
วันที่  7 มิ.ย. 2569
หมายเลข  52472
อ่าน  247

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic0048385786e289f3.jpg?1780833931

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๒

pic000762600a72fc413.jpg?1780834010



*** ~ ถ้าเป็นผู้ที่ยังไม่ได้ฟังพระธรรม ยังไม่ได้พิจารณาพระธรรม ยังไม่ได้อบรมเจริญปัญญา คิดดูว่าชาตินี้ทั้งชาติจะจบลงอย่างไร ก็ต้องด้วยกิเลสที่หนาขึ้นๆ ทุกวัน แต่ถ้ามีโอกาสได้ฟัง ละคลายความไม่รู้ อบรมเจริญกุศลทุกประการเพิ่มขึ้น ก็เป็นชาติที่มีประโยชน์ เมื่อกระดูกทุกชิ้นยังรวมกันอยู่ ยังไม่กระจัดกระจาย ก็ควรให้เป็นประโยชน์ในการที่จะได้เกิดปัญญาเพิ่มขึ้น***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1929)



~ ปกติท่านมีอัธยาศัยสะสมมาที่จะกระทำการสงเคราะห์ช่วยเหลือบุคคลอื่นบ้างหรือเปล่า ถ้าไม่มีหรือว่ามีน้อย ก็ให้ทราบว่าในชีวิตประจำวันของท่านมีอกุศลธรรมครอบงำมากซึ่งจะบรรเทาละคลายให้เบาบางได้โดยการเจริญกุศลทันที เพราะว่าผู้ที่ไม่เจริญกุศล ย่อมเป็นผู้ที่เกียจคร้านในการขัดเกลากิเลส
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 703)



~ อกุศลธรรมของคนอื่น สามารถที่จะเป็นปัจจัยให้กุศลจิต คือ เมตตาของท่านเกิดได้ เพราะว่ากุศลธรรมตั้งจิตไว้ชอบ ไม่มีประโยชน์เลยในการที่จะเกิดโทสะ แต่ว่าถ้าเกิดเมตตา เวลาที่เห็นคนอื่นกระทำอกุศลกรรมก็ดี หรือว่าสภาพจิตใจของคนนั้นเป็นอกุศลก็ดี ควรที่จะมีเมตตาว่าบุคคลนั้นจะต้องสะสมอกุศลจิตและอกุศลกรรมไปอย่างมากมาย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 704)



~ กิเลสทั้งหมดจะค่อยๆ ละคลายได้ก็เมื่ออบรมเจริญปัญญารู้ว่า สภาพธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เมื่อไรดับความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล กิเลสอื่นๆ จึงจะค่อยๆ ละคลายได้ เพราะผู้ที่จะไม่มีโทสะ ต้องเป็นพระอนาคามีบุคคล และผู้ที่จะไม่มีโลภะและโมหะเลย ก็ต้องเป็นพระอรหันต์
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1857)



~ ผู้ใดก็ตามแม้ได้ฟังพระธรรมแล้ว ยังต้องเป็นผู้ที่พิจารณาตนเองโดยละเอียดว่าการฟังพระธรรมนั้นเพื่ออะไร? เพื่อรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง เพื่อเห็นโทษของตนเอง ไม่ใช่เพื่อให้เห็นความสามารถ เห็นความเก่ง เห็นความดี เห็นกุศลของตนเอง แต่พิจารณาเพื่อให้พระธรรมเป็นเหมือนกระจกเงาที่ใสซึ่งจะส่องให้เห็นกิเลสแม้ของตนเองอย่างละเอียด ผู้นั้นก็ชื่อว่าได้ประโยชน์จากพระธรรม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1816)



*** ~ ทำไมต้องหวังร้ายกับคนร้ายๆ เพราะว่าคนร้ายๆ ทำสิ่งร้ายๆ เขาก็ต้องได้รับผลของกรรมอยู่แล้ว ทำไมให้อกุศลจิตของเราไปเกิด ไม่ได้เป็นประโยชน์ที่จะทำให้กรรมของเขาได้รับผลมากขึ้นหรือน้อยลง แต่ขณะนั้นจิตของผู้ที่เป็นอกุศลจิต ขณะนั้นไม่รู้ตัวเลยว่า ทำให้เกิดสภาพธรรมที่ไม่ดีงามเพิ่มขึ้นกับตนเอง***
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 306)



~ พระวินัยทั้งหมด ถ้าศึกษาแล้วจะเห็นความจริง เป็นสัจจธรรม ทั้งเรื่องของกุศลและอกุศล เพราะในเรื่องของกุศลก็จะเป็นเรื่องของหิริโอตตัปปะ ความละอายต่อสภาพของอกุศลต่างๆ ที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นอกุศลที่ทำให้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติพระวินัย ก็จะได้เห็นความจริงของอกุศลซึ่งก็ต้องเป็นอกุศล ไม่ว่าจะเป็นเพศคฤหัสถ์หรือเพศบรรพชิต
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1944)



~ ถ้าใครมีกายวาจาที่ปรากฏเป็นอกุศล ย่อมส่องถึงการสะสมอกุศลนั้นซึ่งมีกำลังทำให้ปรากฏออกมาเป็นการกระทำที่เป็นอกุศลทางกาย ทางวาจา แต่ถ้าเป็นผู้ที่สะสมกุศลธรรมไว้มากก็เป็นปัจจัยให้เป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติในทางที่เป็นกุศลยิ่งขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 655)



~ กุศลทั้งหลายจะเจริญขึ้นได้ก็ด้วยความอดทนที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจ สภาพธรรมให้ถูกต้อง ไม่ให้คลาดเคลื่อน ไม่ให้เห็นผิด ไม่ให้เข้าใจผิด มิฉะนั้นแล้ว บางคนก็เข้าใจว่าตนเองหมดกิเลสแล้ว เพียงแต่ไปปฏิบัติโดยที่ปัญญาไม่ได้เกิดเลย แต่คิดว่าหมดกิเลส ซึ่งจะทำให้กุศลธรรมเจริญขึ้นไม่ได้เลย เพราะว่ายังเต็มไปด้วยความไม่รู้และความเห็นผิดในหนทางปฏิบัติที่จะดับกิเลส
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1963)



~ พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้มีประโยชน์เกื้อกูลให้ระลึกพิจารณาให้ถ่องแท้เพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลอื่นด้วยมิฉะนั้นแล้วถ้าบุคคลหนึ่งบุคคลใดเข้าใจผิดและชักชวนบุคคลอื่นให้เข้าใจผิดปฏิบัติผิดตามๆ กันไป ผู้นั้นก็ย่อมหมดโอกาสที่จะได้เข้าใจพระธรรมโดยถูกต้อง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1757)



~ ผู้ที่เห็นโทษของอกุศลว่าถ้าไม่รีบขัดเกลาบรรเทาในชาตินี้ในชาติต่อๆ ไปก็จะเพิ่มความเป็นบุคคลที่หนาแน่นด้วยอกุศลมากยิ่งขึ้นอีกทุกชาติไปแทนที่จะคิดถึงอานิสงส์หรือผลที่จะได้รับก็ควรที่จะคิดถึงว่าอกุศลมากจนเกินกว่าที่จะดับได้อย่างรวดเร็วเพราะฉะนั้นก็จะต้องอบรมเจริญกุศลทุกประการเพื่อที่จะละอกุศลนั้นได้เป็นสมุจเฉท (ถอนขึ้นได้อย่างเด็ดขาด) ในวันหนึ่ง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 149)



~ ธรรมที่จะเป็นที่พึ่งได้จริงๆ นั้น ต้องเป็นกุศลแต่ว่ายากที่จะเกิด เพราะเหตุว่าเมื่อสะสมอกุศลมามากก็ย่อมมีปัจจัยให้อกุศลธรรม เกิดมากกว่ากุศลธรรมเพราะฉะนั้น ผู้ที่เห็นว่าธรรมใดเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริงก็จะเข้าใจในคุณของธรรมนั้น คือ คุณของกุศลก็ย่อมจะเป็นปัจจัยให้เจริญกุศลทุกประการอย่างละเอียด เพราะเหตุว่าเห็นโทษว่าอกุศลธรรมนั้นมีกำลังมากกว่า เพราะเหตุว่าสะสมมากกว่า
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 685)



~ ความโกรธเป็นโทษเป็นภัย เป็นอันตรายของตนเอง คนที่ถูกโกรธไม่เดือดร้อนอะไรเลย เพราะฉะนั้น กิเลสของตนเองที่เกิดกำลังทำร้ายตนเอง และจะสะสมเป็นอุปนิสัยที่จะทำให้เป็นผู้ที่โกรธต่อไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็อาจจะผูกโกรธเอาไว้นานด้วยและอาจจะถึงขั้นที่ไม่ยอมให้อภัย ถ้ารู้โทษของอกุศลอย่างนี้จริงๆ ขณะนั้นเมื่อเห็นโทษแล้ว สติที่ระลึกได้ก็จะทำให้ขณะนั้นปราศจากความโกรธหรืออาจจะเกิดความเมตตาแทนที่จะโกรธก็ได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1677)



~ ถ้ามีเมตตา ก็น่าสงสารคนที่ทำอกุศลกรรม เพราะว่าเขาย่อมได้รับผลของอกุศลกรรมนั้นซึ่งท่านก็จะไม่เดือดร้อนใจ ไม่ใช้วาจาที่ไม่สมควรหรือวาจาที่รุนแรงกับบุคคลนั้น เพราะว่าขณะนั้นมีเมตตา รู้ว่าบุคคลนั้นย่อมได้รับผลของอกุศลกรรม เพราะฉะนั้น ก็อาจจะเกิดกุศลจิตที่เป็นเมตตาต่อบุคคลนั้นก็ได้หรือว่าอุเบกขาต่อบุคคลนั้นก็ได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 717)



~ ในชีวิตประจำวัน อย่าเห็นอกุศลเป็นกุศล อย่าเข้าใจว่า อกุศลธรรมนั้นดีที่จะต้องใช้คำที่รุนแรงกับผู้ที่ประกอบอกุศลกรรม ไม่มีความจำเป็นเลยที่จิตจะหวั่นไหวไปอย่างนั้น เพราะว่า จิตที่หวั่นไหวไปนั้น เป็นอกุศลแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าอบรมเจริญปัญญา สามารถที่จะรู้ลักษณะของความคงที่ของจิตที่ไม่หวั่นไหวไปด้วยความรักและความชัง ก็ย่อมจะเจริญกุศลที่เป็นอุเบกขาบารมีได้มากขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 717)



~ พระธรรมที่ทรงแสดงไว้ สามารถที่จะให้ผู้พิจารณาขัดเกลากิเลสอกุศลธรรมได้อย่างละเอียด เพราะเหตุว่า ชี้ให้เห็นโทษของตนเองซึ่งยากที่จะเห็นได้ เป็นศาสดาแทนพระองค์ เป็นดุจครูอาจารย์ผู้คอยชี้โทษ เป็นกัลยาณมิตร คือ มิตรแท้ ผู้ที่ชี้ให้เห็นโทษของตนเอง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1755)



~ การฟังธรรม ไม่ใช่เรื่องรีบร้อน ไม่ใช่เรื่องรวดเร็ว ไม่ใช่เรื่องอยากจะเข้าใจ แต่ขณะใดที่ฟังแล้วเข้าใจ ขณะนั้นเวลาที่ฟังอีก ก็เข้าใจสิ่งที่เคยฟังแล้วเข้าใจแล้วนั่นแหละเพิ่มอีก และเวลาที่ฟังอีก ก็เข้าใจขึ้นอีก ในความไม่มีเรา แต่เป็นธรรมทั้งหมด
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 535)



~ ข้อความที่ว่า “อนึ่ง พึงอนุโมทนาบุญของสัตว์ทั้งปวง” เพียงเท่านี้ก็เตือนแล้ว ถ้าอนุโมทนาไม่ได้หรือไม่อนุโมทนา ขณะนั้นจิตเป็นอย่างไร ต้องเป็นอกุศลแน่นอนจึงอนุโมทนาไม่ได้ แต่ขณะใดที่เห็นใครทำกุศลหรือเป็นกุศล แล้วอนุโมทนา ขณะนั้นเป็นความจริงใจที่ยินดีด้วยในกุศลของคนอื่น แม้ว่าท่านจะไม่ได้ทำกุศลนั้นเองก็ตาม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1958)



~ ไม่ควรจะเห็นว่าอกุศลธรรมแต่ละขณะนั้นเล็กน้อย ไม่เป็นไร แต่ควรที่จะขัดเกลา ระงับ ขจัดอกุศลธรรมเหล่านั้นโดยเห็นโทษเสียก่อน เพราะฉะนั้น ต้องขึ้นอยู่กับปัญญาที่ว่าท่านเห็นโทษของอกุศลมากน้อยเพียงไร อย่าเพียงแต่เห็นโทษของอกุศลที่ถึงขั้นที่จะล่วงทุจริตกรรมทางกาย ทางวาจา แต่แม้ว่าไม่ใช่อกุศลที่แรงจนถึงกับล่วงทุจริตกรรม ก็ต้องเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรละเว้น ควรขจัดให้เบาบางด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 806)



~ ผู้ใดที่ยอมรับความจริงที่รู้ว่าตนเองไม่ดี ผู้นั้นก็เริ่มที่จะอบรมเจริญกุศลที่จะขัดเกลาอกุศลทั้งหลายให้เบาบาง แต่ตราบใดถ้ายังคิดว่าดีแล้ว อกุศลก็จะเพิ่มมากขึ้น เพราะเหตุว่าไม่คิดที่จะละอกุศล เพราะเข้าใจว่าดีแล้ว
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1311)



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๗๑

pic000762599dd060b9c.jpg?1780834010

pic00483853b893128d.jpg?1780833931
... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
swanjariya
วันที่ 7 มิ.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ