ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ร่วมในการสนทนาธรรม รำลึกถึง พลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร ๒๖ ม.ค. ๒๕๖๗

 
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  29 ม.ค. 2567
หมายเลข  47332
อ่าน  6,046

เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานกรรมการมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ได้เดินทางไปยังมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ซอยเจริญนคร ๗๘ แขวงดาวคะนอง เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร เพื่อสนทนาธรรม "รำลึกถึง พลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร" ร่วมกับคณะอาจารย์มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

พลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร กรรมการมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๖ ได้จากพวกเราไปโดยอาการสงบ เมื่อช่วงค่ำของวันจันทร์ที่ ๒๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๖ ณ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า กรุงเทพมหานคร โดย ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ได้เดินทางไปเป็นประธานในการรดน้ำศพ พลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร ณ ฌาปนสถานกองทัพอากาศ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๖ และ ได้ทำการฌาปนกิจ เมื่อ วันจันทร์ที่ ๒๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๖ ณ ฌาปนสถานกองทัพอากาศบางเขน หลักสี่ กรุงเทพมหานคร ในเวลา ๑๓.๐๐ น. โดยมีสมาชิกชาวชมรมบ้านธัมมะ มศพ. พร้อมใจกันเดินทางไปร่วมการฌาปนกิจ ท่านพลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นจำนวนมาก ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้ว

สำหรับการสนทนาธรรม "รำลึกถึง พลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร" ในวันนี้ จัดขึ้นโดย คุณวิภาดา กัลยาณมิตร และครอบครัว โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา และสมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ที่ร่วมเจริญกุศล จัดดอกไม้บูชาพระบรมสารีริกธาตุ รวมถึงนำอาหารคาวหวานหลากชนิดมาร่วมกับท่านเจ้าภาพ ในการออกร้านบริการอาหารกลางวันแก่ผู้เข้าร่วมสนทนาธรรมในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

อนึ่ง การจัดให้มีการสนทนาธรรมที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาในครั้งนี้ กล่าวได้ว่า เป็นการจัดให้มีการสนทนาธรรมขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา จากที่ทางมูลนิธิฯ ต้องประกาศงดการจัดการสนทนาธรรมที่มูลนิธิฯ เนื่องจากภาวะวิกฤตการณ์โรคโควิด ๑๙ ระบาด ซึ่งโดยปรกติทางมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาจะมีการสนทนาธรรมในทุกๆ วันเสาร์และวันอาทิตย์ และในวันสำคัญๆ ทางพระพุทธศาสนา ต่อเนื่องกันมานับแต่มีการเปิดใช้อาคารทำการสำนักงานมูลนิธิฯ แห่งนี้ เมื่อวันวิสาขบูชา ปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ เป็นต้นมา

แต่วิกฤตการณ์โควิด ๑๙ ที่ผ่านมา กลับก่อให้เกิดผลดีเป็นอย่างยิ่งต่อการเผยแพร่พระธรรมของมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา เพราะทำให้เกิดมีการสนทนาธรรมออนไลน์เกิดขึ้นแทน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้สนใจในการศึกษาพระธรรม ไม่เพียงต่อผู้ที่สนใจในประเทศไทยเท่านั้น แต่ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ที่อยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่สามารถติดตามรับชมและฟัง และร่วมสนทนาธรรมออนไลน์ ได้จากทั่วทุกมุมของโลก ที่ทางมูลนิธิฯ จัดให้มีการถ่ายทอดสดในขณะนั้นอีกด้วย ซึ่งการดังกล่าวก็ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างมากจากการเผยแพร่พระธรรมทางโลกออนไลน์ของมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา สามารถสร้างความเข้าใจธรรมที่กว้างขวางมั่นคงขึ้นแก่ชาวเวียดนามที่อยู่ทั้งในประเทศเวียดนาม และที่อยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก จนขณะนี้ได้ร่วมแรงร่วมใจกันก่อตั้งสำนักงานที่ทำการบ้านธัมมะเวียดนามขึ้นแล้ว ณ เมืองไซ่ง่อน ในปัจจุบัน รวมถึงกลุ่มผู้ศึกษาธรรมในไต้หวัน พม่า กัมพูชา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ สปป.ลาว ซึ่งปัจจุบันมีผู้สนใจศึกษาพระพุทธศาสนาได้เริ่มก่อตัวขึ้นเป็นกลุ่มก้อนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่นับถึงประเทศอินเดีย ซึ่งปัจจุบันได้มีการก่อตั้งมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ประเทศอินเดีย (Dhamma Study and Support Foundation India) โดยขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้างอาคารสำนักงานของมูลนิธิฯ ที่เมืองลัคเนา รัฐอุตตรประเทศ และ ขณะนี้การเผยแพร่พระธรรมของมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา โดยการนำของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ก็ได้รับการร้องขอจาก ท่านภันเตสุมังคโล ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดในกรุงกบิลพัสดุ์ ประเทศเนปาล ที่แสดงความประสงค์ที่จะให้มีการก่อตั้งมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ประเทศเนปาล ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และคณะ จะเดินทางไปสนทนาธรรมตามคำเชิญของท่านภันเตสุมังคโล ณ ประเทศเนปาล ระหว่างวันที่ ๑๐ - ๑๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๗ นี้

(ภาพเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๕ ครั้งที่ท่านสพรั่งกราบเรียนเชิญท่านอาจารย์ไปพักผ่อนและสนทนาธรรม ณ บ้านที่ อ.หล่มสักจ.เพชรบูรณ์)

ความสำเร็จงดงามยิ่งของการเผยแพร่พระธรรมของมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่แสดงผลให้เห็นแล้วในปัจจุบัน นอกจากเป็นความพากเพียรทุ่มเทเสียสละ ด้วยความอาจหาญ ด้วยความมั่นคง และความเมตตาอย่างยิ่งของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ แล้ว ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จและเป็นกำลังสำคัญอย่างมากท่านหนึ่ง ในการสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาตลอดมา คือ ท่านพลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร กรรมการมูลนิธิ ฯ นายทหารผู้มีความห่วงใยและจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์อย่างยิ่ง จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ท่านเป็นผู้ที่เกิดมามีชีวิตที่ทรงคุณค่ายิ่งต่อสังคมและประเทศเทศชาติท่านหนึ่ง ที่ควรค่าแก่การระลึกถึงคุณความดี ด้วยการสนทนาธรรม ที่จัดขึ้นในวันนี้

ผศ.อรรณพ : กราบเท้าท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ กราบเรียนคณะอาจารย์ มศพ. กราบเรียนท่านผู้ใหญ่ทุกท่าน และท่านผู้ร่วมสนทนาธรรมในวันนี้ เป็นการสนทนาธรรม "รำลึกถึง ท่านพลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร" ด้วยความที่ระลึกถึงคุณความดีของท่าน โดยเฉพาะ การดำรงพระศาสนา ในลำดับแรก ก็ขอกราบเรียนเชิญ คุณวิภาดา กัลยาณมิตร ภรรยาท่าน พลเอก สพรั่ง ได้กล่าวถึงการได้มีโอกาสจัดการสนทนาในวันนี้

คุณวิภาดา : กราบเท้าท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ เรียนท่านวิทยากรทุกท่าน รวมทั้งผู้ที่ร่วมฟังการสนทนาธรรมเพื่อรำลึกถึง พลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร ในวันนี้

ด้วยความเมตตาอย่างสูงจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ จึงทำให้ครอบครัวของดิฉัน ได้รับโอกาสอันดีอย่างยิ่ง ที่ได้จัดการสนทนาธรรมเพื่อรำลึกและอุทิศส่วนกุศลให้ท่านสพรั่ง ณ มูลนิธิฯ แห่งนี้ ซึ่งหลังจากที่ท่านสพรั่งเกษียณอายุราชการ ก็ได้มีโอกาสมานั่งฟังการสนทนาธรรมร่วมกับสมาชิกผู้ศึกษาพระธรรมเกือบทุกสัปดาห์ ความผูกพันกับมูลนิธิและสมาชิกหลายๆ ท่าน ก็เปรียบเสมือนกัลยาณมิตรทางธรรมมาตลอด หวังว่าในวันนี้ ก็เป็นโอกาสที่ดีอีกหนึ่งวัน ที่สมาชิกและผู้ร่วมเข้าฟัง ณ ที่นี้ จะได้สนทนาธรรม เพื่อเป็นประโยชน์ เพื่อความเข้าใจในพระธรรมมากยิ่งขึ้น

ขอขอบพระคุณผู้ร่วมเจริญกุศลในการจัดดอกไม้บูชาพระบรมสารีริกธาตุ เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ทุกท่าน ที่ได้ดำเนินการทุกอย่างให้บรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างราบรื่น และต้องขอขอบพระคุณอย่างมากในจิตอันเป็นกุศลของทุกท่าน ที่ได้ร่วมสนับสนุนในการออกร้านอาหารในวันนี้ด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

ผศ.อรรณพ : กราบขอบพระคุณคุณวิภาดาด้วยความซาบซึ้งนะครับ ที่ท่านกล่าวว่า เป็นกัลยาณมิตร เพราะฉะนั้น ท่านสพรั่งและครอบครัวกัลยาณมิตร พวกเราก็เป็นกัลยาณมิตรด้วยกัน ก็เป็นคำกล่าวที่ซาบซึ้งและอบอุ่นใจในคำว่า "กัลยาณมิตร" มิตรดี มิตรที่จะเกื้อกูลกันให้ได้เข้าใจความจริง

ในลำดับต่อไป ก็ขอเรียนเชิญ พันตรี เอกวีร์ กัลยาณมิตร บุตรชายคนโตของท่านพลเอก สพรั่ง ได้กล่าวถึงปณิธานของท่านสพรั่ง ครับ

พันตรี เอกวีร์ : กราบเท้าท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ คณะวิทยากร และผู้มาร่วมสนทนาธรรมในวันนี้ทุกท่าน ผมขออนุญาตเป็นตัวแทน กล่าวปณิธานของคุณพ่อ ในการศึกษาธรรมครับ

"ท่านพลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร ได้ศึกษาพระธรรมด้วยความเห็นประโยชน์อย่างยิ่งมาตั้งแต่ชั้นยศร้อยโท ต่อเนื่องจวบจนวายชนม์ ท่านจึงมีความตั้งใจมั่นที่จะเผยแพร่พระธรรม ดำรงพระพุทธศาสนา อันเป็นคุณค่าสูงสุดในชีวิตที่ได้เกิดมาในชาตินี้

หลังจากที่ได้ศึกษาและเข้าใจพระธรรมแล้ว ท่านพลเอก สพรั่ง ได้มีส่วนสำคัญในการเผยแพร่พระธรรมอย่างเต็มที่ ทั้งแก่บุคคลที่รู้จักคุ้นเคย หน่วยงานต่างๆ และสาธารณชนทั่วประเทศ ทั้งทางสื่อวิทยุและโทรทัศน์

ตลอดเวลาที่ท่านพลเอก สพรั่ง ยังมีชีวิตอยู่ ท่านมีเจตนารมณ์ที่จะให้ทุกท่านที่ท่านรู้จัก ได้มีโอกาสเข้าใจพระธรรมที่ถูกต้อง ตรงตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นประโยชน์ที่แท้จริงในชีวิต และเป็นการน้อมบูชาสูงสุดต่อพระรัตนตรัย

ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าท่านพลเอก สพรั่ง สามารถรับรู้ได้ ท่านจะมีความปลาบปลื้มยินดีอย่างยิ่ง ที่ทุกท่านได้มาร่วมสนทนาธรรมกันในวันนี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ

ผศ.อรรณพ : พวกเราทุกคนก็คงมีความรู้สึกปลาบปลื้ม ซาบซึ้ง จากปณิธานของท่านพลเอก สพรั่ง ที่ถ่ายทอดโดยบุตรชายคนโตของท่าน น้องอ้น นะครับ ก็เป็นโอกาสที่ระลึกถึงท่านจริงๆ และต่อไปนี้ เราก็จะได้ยินเสียงของท่าน ซึ่งเป็นการแสดงถึง ความเห็นประโยชน์ และความตั้งใจมั่นอย่างยิ่งที่จะดำรงพระศาสนา ซึ่งควรค่าอย่างยิ่งที่ชาวไทยทุกคนจะรับฟังในคำที่จากใจจริงของท่านพลเอก สพรั่ง ในเวลาเพียง ๕ นาที ขอเรียนเชิญทุกท่านได้ฟังเสียงท่านที่เคยกล่าวไว้ ขอเชิญครับ

ข้อความสนทนาของท่าน พลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร จากการสนทนาธรรม "วิกฤตพระพุทธศาสนากับประเทศชาติ" ณ โรงแรม ดิอิมเพรส น่าน อ.เมือง จ.น่าน เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๑

..วิกฤตในยุคนี้ ตามหัวข้อ วิกฤตพระพุทธศาสนากับประเทศชาติ ขอให้ให้พี่น้อง เพื่อน และสหายธรรม ที่อยู่ที่นี่ โปรดอย่าดูเบา อย่าประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง สิ่งที่ชั่วร้ายที่สังคมไทยนี้ตายง่ายๆ คือการมองข้ามสิ่งที่เป็นมรดกของโลก คือ พระพุทธศาสนา คือ พระธรรมคำสั่งสอนถูกย่ำยีโดยพุทธบริษัทกันเอง!!

ไม่ใช่ไปเที่ยวโทษศาสนาอื่น!! ว่าเขามาย่ำยี เราเองกินกันเอง ทำร้ายกันเอง และพวกเราซึ่งเป็นข้าราชการ ด้วยความที่ปรารถนาดี ใสซื่อ ก็ช่วยส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นการส่งเสริมการทำลาย โดยไม่รู้ตัว!! และเราคิดว่า การทำกิจกรรมตามประเพณีชาวพุทธก็เพียงพอแล้ว ธุระไม่ใช่ที่เราจะต้องไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของ ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์!!

และน้องๆ ของผมซึ่งเป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาผม คนที่เคยไปบวชนี่ผมเคยคัดค้านเรื่องบวช แต่ว่าตอนนั้นก็ยังไม่มีอะไรที่โผล่ขึ้นมาให้สังคมได้เห็นว่า หยุดได้แล้ว ถ้าเราไม่ช่วยกันแก้วิกฤตด้วยการทำความเข้าใจ ว่า แล้วเราจะแก้ไขได้อย่างไร

ผมขอกราบเรียนว่า ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ท่านได้ประคับประคอง ท่านได้เผยแพร่พระธรรมที่ถูกต้อง เพื่อให้ชาวพุทธได้รับมรดกจากพระพุทธองค์อย่างถูกต้อง!! ประเพณีการฟังธรรมถูกเบียดบังไปด้วยประเพณี กิจกรรมส่งเสริม ที่เป็นเรื่องของวัดเป็นศูนย์กลาง วัดไม่ใช่พระพุทธศาสนา!! พระพุทธศาสนาคือคำสอน!! และประเพณีการฟังธรรมที่ถูกต้องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ บ้านเราพัง เพราะเรื่องคำสอนที่ผิด!! และคนที่มาสอน ก็บังองค์พระพุทธเจ้าด้วย!!

เพราะฉะนั้น ที่ผมต้องขออนุญาตขึ้นมาพูด เพราะผมดีใจที่น้อง ทั้งผู้บัญชาการมณฑล และรองผู้บัญชาการมณฑล ผมได้บอกเขาว่า น้องช่วยทำให้พลเรือน ตำรวจ ทหาร เข้มแข็งเหมือนกับสมัยยุคสงครามเย็น เพราะวันนี้มันเป็นสงครามยิ่งกว่าซุปเปอร์สงครามเย็น!! เพราะมันเป็นสงครามที่ "ทำลายจากภายใน"

ผมขออนุญาตว่า ผมดีใจที่เห็นเพื่อนข้าราชการ แล้วก็ภาคประชาชนที่เป็นมูลนิธิฯ เป็นสถาบันการศึกษา มารวมตัวกัน อันนี้เป็นจุดที่ผมคิดว่า ผมจะต้องไปแจ้งข่าวดีอันนี้กับน้องๆ ที่อยู่กรุงเทพฯ ที่ทำหน้าที่ดูแลบ้านเมืองอยู่ และผมก็อยากให้จังหวัดน่านเป็นจังหวัดแรกที่การรวมตัวเพื่อการช่วยลดวิกฤตของชาติที่สำคัญที่สุด

วิกฤตพระพุทธศาสนานี้ ผมจะบอกให้ว่า ถ้าพระพุทธศาสนาล่มจมด้วยคำสอนที่ถูกต้องถูกลบเลือน ถูกย่ำยีโดยอลัชชี เหมือนกับเรือเดินทะเล เรือเดินสมุทรที่ไม่มีหางเสือ หรือว่ากัปตันเมา เมาเหล้าแล้วก็ปล่อยให้เรือไปตามยถากรรม คิดดูว่าถ้าเจอคลื่นและพายุ เรือจะเป็นอย่างไร เมื่อล่มแล้วอย่ามาแก้ เมื่อล่มแล้วอย่าแก้ อย่าไปโทษศาสนาอื่น โทษตัวเราเอง กินกันเอง!!

ขออนุญาตต้องพูด เพราะว่า คุยกับน้องแล้ว ระหว่างที่ฟังท่านอาจารย์น้องผู้บัญชาการและรองฯ บอกว่าพี่ครับ เยอะเหลือเกิน!! ผมบอกว่าเดี๋ยวน้องพูดต่อจากพี่ก็แล้วกัน ผมต้องขออนุญาตมาสอดแทรก เพราะว่า ผมก็เป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์มาตั้งแต่เป็นผู้บังคับหมวด ผู้บังคับกองร้อย รบที่เขาค้อ ผมได้เข้าใจพระธรรมจากการบรรยายของท่านอาจารย์ ทำให้การรบของเรามีคุณธรรม

ขอยืนยันนะครับ เพื่อนๆ ข้าราชการที่ยังไม่เกษียณ รุ่นลูกๆ ที่เป็นชั้นผู้น้อย และเพื่อนตำรวจด้วย ที่ท่านกำลังทำงานหนักมาก ผมทราบเพราะผมติดตามสถานการณ์เรื่องความมั่นคงตลอดแม้เกษียณ ผมรู้ว่าท่านทำงานหนักกว่าตอนที่ผมอยู่อีก ตอนผมอยู่ว่าหนักแล้ว ตอนนี้ สิบปีนี้ผมรู้ว่าทหาร ตำรวจ เห็นข่าวทุกวันที่ทำหน้าที่ สารพัดปัญหา

แต่สิ่งเดียวที่จะค่อยคลี่คลายวิกฤตได้คือ เข้าใจพระพุทธศาสนา ผมยืนยันว่า เมื่อเข้าใจพระพุทธศาสนา ท่านจะทำหน้าที่ของท่านได้อย่างสมาร์ทและไม่ครั่นคร้ามต่อภัยคุกคาม อะไรจะสู้ความดีได้ ผมเชื่อ ต่อให้มีกำลังเยอะ แต่เป็นกำลังความชั่ว อยู่ไม่ได้!! เพียงแต่เราใจไม่สู้ ผมยืนยัน อย่างน้อยจังหวัดน่านนี้ก็เป็นจังหวัดหนึ่งที่ผมเคยได้มาช่วย ได้มีโอกาสมาทำอะไรให้กับพี่น้องชาวน่าน ในสมัยที่เป็นแม่ทัพภาคที่ ๓ ดีใจมากครับ ...

ผศ.อรรณพ : นั่นก็คือ คำจริง จากใจที่มั่นคง ของท่านพลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร กรรมการมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา จากใจที่มั่นคง ไม่เคยเปลี่ยน ที่จะเห็นประโยชน์สูงสุดของการดำรงพระศาสนา ซึ่งทุกท่านก็คงได้ประจักษ์ ได้เห็น

ลำดับต่อไป เราก็จะได้ฟัง ท่านที่สนิทสนม คุ้นเคย แล้วก็มีปณิธานร่วมกันกับท่านพลเอก สพรั่ง หรือพวกเราทุกท่าน แต่จะขออนุญาตกราบเรียนเชิญ ท่านพลโท ชัชพัชร์ และคุณกนกรัตน์ แย้มงามเรียบ ได้เป็นผู้แทนที่จะมาถ่ายทอดถึงความประทับใจต่อท่านพลเอก สพรั่ง ตลอดจนความเห็นประโยชน์สูงสุดของพระธรรม และความเคารพในพระรัตนตรัยอย่างเต็มที่ ขอเรียนเชิญทั้งสองท่านครับ

พลโท ชัชพัชร์ : ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย ก่อนอื่น ขออนุญาตแนะนำตัวครับ พลโท ชัชพัชร์ แย้มงามเรียบ เป็นรุ่นน้องของ พลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร เคยรับไม้ต่อกันที่สนามรบเขาค้อ ผมเป็นสมาชิกชมรมบ้านธัมมะ ลำดับที่ ๒๖๕๖ ขออนุญาตกล่าวกราบเท้าท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่ได้ให้โอกาสกระผมได้มาร่วมรำลึกถึง พลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ที่เป็นกัลยาณมิตรของผม

โอกาสนี้ ก่อนที่ผมจะพูดความในใจสักประมาณไม่เกิน ๕ นาที เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ ได้ซักถาม สนทนาธรรม ผมก็ขอแนะนำตัวภรรยาผม สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ ลำดับที่ ๓๘๘๖ ผมได้ให้แต่งกลอน หลังจากที่เข้าใจธรรมจากผมแล้ว..บ้าง ก็เลยบอกให้ลองแต่งกลอนให้กับพี่สพรั่ง เธอเป็นคนแต่งเองก็อยากจะให้มาอ่าน ก่อนที่ผมจะพูดถึงพี่สพรั่งต่อไป

คุณกนกรัตน์ :

ขอโอกาสในวันนี้ ย้อนความดี วจีผ่าน ซาบซึ้งใจมานาน ทุกเหตุการณ์ ทุกเรื่องราว

ขอเผย ความทรงจำ ท่านสพรั่งนำ ดำเป็นขาว มืดบอด มายืนยาว สว่างพราว ด้วยแสงธรรม

ท่านเป็น ผู้ชี้ทาง เป็นแบบอย่าง ที่ควรทำ กัลยาณมิตร จิตดีงาม ขอน้อมนำ ใส่กมล

ให้พบ ซึ่งความจริง จากยอดหญิง ดุจอริยบุคคล อาจารย์สุจินต์​ เปี่ยมเหตุผล ไร้ตัวตน ล้ำปัญญา

ขอน้อม นำคำสอน ธรรมบวร ทรงคุณค่า มาคิด พิจารณา ต้องศึกษา ทีละคำ

รู้ตรง สิ่งที่เกิด ธัมมะเลิศ ต้องฟังซ้ำ อนัตตา ใช่ใครทำ รู้ประจำ สติมี

กราบเท้า ท่านอาจารย์ ทั้งวงศ์วาน สง่าศรี วิทยากร ปัญญาดี ล้วนมากมี คุณธรรม

ขอท่าน จงยืนยง และมั่นคง ผลแห่งกรรม เผยแพร่ แผ่พระธรรม สุดเลิศล้ำ ธรรมบารมี

ทานใด ไหนจักเท่า สร้างให้เขา ปัญญาดี ขอท่าน สุขทวี วิมุตินี้ คือที่ไป

ขอบพระคุณอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ เป็นอย่างสูง ที่ให้โอกาสในวันนี้กับครอบครัวแย้มงามเรียบของเราค่ะ

พลโท ชัชพัชร์ : เพื่อเป็นการรำลึกที่สมบูรณ์ที่ผมตั้งใจ ก็คือ อยากจะกล่าวถึงพลเอก สพรั่ง ที่กล่าวถึงท่านอาจารย์สุจินต์ สมัยที่ท่านแนะนำให้ผมรู้จักเมื่อสมัยเป็นผู้หมวด ผู้บังคับกองร้อย ท่านกล่าวถึงท่านอาจารย์ไว้อย่างไร ท่านบอก ท่านอาจารย์สุจินต์นั้นเป็นสตรีหนึ่งเดียวในประเทศไทย และอาจจะหลายๆ ประเทศ ซึ่งเป็นผู้ที่ศึกษาพระธรรม โดยเฉพาะอภิธรรม ที่มีความละเอียด ลึกซึ้ง ยากที่จะเข้าใจได้ ท่านอาจารย์บอกว่า ถ้าหากเข้าใจความละเอียดลึกซึ้งแล้ว ก็จะเข้าใจ จะรู้จักพระพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา

ท่านสพรั่ง กัลยาณมิตร ท่านบอกว่า ท่านอาจารย์เป็นพุทธสาวิกา ผู้เป็นบัณฑิต วันนี้ผมก็ขอกล่าวถึงที่พี่สพรั่งได้กล่าวถึงท่านอาจารย์ไว้พอเป็นสังเขป ส่วนกระผมเองนั้น ผมมีความรู้สึกปีติยินดี ที่ได้มาร่วมงานในวันนี้ ก็คิดว่า จะตอบแทนคุณความดี เพราะท่านอาจารย์บอกว่า ตอบแทนคุณความดีใครนั้น ต้องทำดีและรู้คุณของความดี

วันนี้ผมได้มีโอกาสมากล่าวคุณความดีของพี่สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้แนะนำให้ผมรู้จัก (ท่านอาจารย์) ตั้งแต่วันที่ ๒๕ เมษายน ปีพุทธศักราช ๒๕๒๓ จนปัจจุบันนี้ ๔๐ กว่าปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าถึงความลึกซึ้ง เพียงแต่เป็นการศึกษาเพียงแค่ปริยัติ รอบรู้แต่เรื่องราวของธรรม ไม่รู้ตัวจริงของธรรม ยังไม่มีปัญญาถึงขั้นปฏิบัติ และปฏิเวธ

เพราะฉะนั้น ผมจะกล่าวในวันนี้ว่า ณ ที่นี้ หรือเวลานี้ ที่ผมได้ความรู้นั้น จากหนังสือธรรมที่ พลเอก สพรั่ง ให้ไป และจากเวปไซต์ เทป ของท่านอาจารย์ และที่สำคัญที่สุด คือท่านผู้ที่ร่วมในงานวันนี้ ซึ่งจะซักถามคำถามในธรรม ทำให้ผมมีความกระจ่าง แจ่มใสขึ้น ผมจึงขอถือโอกาสนี้ กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ ท่านวิทยากร รวมทั้งผู้ที่เป็นสมาชิกชมรมบ้านธัมมะ และผู้ที่มาฟังธรรม เป็นผู้ให้ประโยชน์อย่างยิ่ง

ผมเองนั้น ได้ตั้งใจว่า จะกระทำความดีอย่างไร ท่านสพรั่งได้ฝากผมว่า ปณิธานของท่านนั้น ต้องการจะช่วยกันเผยแพร่ ก็ฝากผมว่า ในฐานะที่น้องอยู่นครสวรรค์ ก็ขอให้เป็นหลัก ผมก็เลยไปตั้งห้องสมุดแล้วก็ตั้งกลุ่มกัลยาณมิตร สนทนาธรรมกันทางออนไลน์ มีโอกาสก็จะเอาธรรมของอาจารย์ไปเผยแพร่ตามกลุ่มต่างๆ ที่ต้องการทราบความเห็นต่าง

ผมจึงมีความตั้งใจว่า ผมจะดำรงปณิธานของ พลเอก สพรั่ง ด้วยการช่วยเผยแพร่พระพุทธศาสนา จะเคารพความเห็นต่าง ของบุคคลต่างๆ ที่สะสมมาต่างกัน ด้วยจิตเป็นกุศลสำหรับผู้ที่ต้องการจะสนทนาแลกเปลี่ยน

สุดท้าย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสนทนาธรรม ผมเองนั้น ปัญญาน้อย ท่านอาจารย์ถามผมว่า แล้วทำไมไม่ฟังต่อ ผมฟังท่านอาจารย์มา ๑๐ ปี ทำไมไม่ฟังต่อ ฟังครับ แต่ฟังอย่างอื่นด้วยตอนหลัง ๒๐ กว่าปี กลับมาฟังใหม่ ๑๐ ปี เพราะไม่มั่นคง ก็เพราะยังไม่เข้าใจ ระยะ ๗ ปีนี้ ผมว่า ผมเข้าใจธรรม ที่ท่านอาจารย์สอน แล้วก็มีความปีติยินดีที่จะกล่าวกับท่านอาจารย์ว่า ผมเข้าใจธรรมในระดับหนึ่งแต่ไม่มาก ผิวๆ เพื่อท่านอาจารย์จะได้ปิติยินดี ท่านบอกผู้ใดเข้าใจธรรมแม้แต่หนึ่งคน ท่านก็ปิติแล้ว ผมจึงขอกล่าวว่า ผมก็มีความเข้าใจเหมือนกัน แต่น้อย ก็คิดว่าเข้าใจบ้าง

ผศ.อรรณพ : ครับ อาจารย์วิชัยครับ เมื่อวานผมก็อัศจรรย์ว่า ทำไมอาจารย์วิชัยถึงคิดที่จะทำคลิป ๕ นาที ที่ท่านสพรั่งท่านกล่าวถึงวิกฤตของพระพุทธศาสนา แล้วก็การที่จะแก้วิกฤตของพระพุทธศาสนา อาจารย์วิชัยจะมีอะไร (สนทนา) เพราะว่าอาจารย์วิชัยก็เป็นท่านหนึ่งที่ได้มีโอกาสร่วมเจริญกุศลเผยแพร่พระธรรมที่ท่านพลเอก สพรั่ง เป็นผู้นำ เป็นผู้ประสานงาน ทั้งหน่วยงานราชการและสถานที่ต่างๆ หลายๆ ที่ ก็อยากจะขออาจารย์วิชัยเป็นผู้แทนของคณะอาจารย์เราที่ได้มีส่วนร่วมไปสนทนาในหลายๆ ที่ ได้กล่าวถึงท่านด้วยครับว่า ในเรื่องของสาระธรรมที่ท่านมุ่งมั่นจริงๆ

อ.วิชัย : ก็เป็นโอกาสที่ได้รู้จักท่านพลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร ท่านก็เป็นผู้ที่มั่นคงอย่างยิ่งในการที่จะเผยแพร่พระธรรม เพราะว่าเห็นประโยชน์อย่างยิ่งของพระธรรมที่จะเป็นประโยชน์แก่บุคคลทั่วไปทั้งหมดเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทั้งหน่วยงานราชการต่างๆ ข้าราชการ ประชาชนต่างๆ ที่จะเป็นเหตุให้ประเทศชาติมั่นคง

ดังนั้น ท่านก็เห็นประโยชน์ในการที่จะเผยแพร่พระธรรมที่ถูกต้อง ตามหน่วยงานราชการต่างๆ อย่าง โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หรือ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ก็ได้มีโอกาสได้ไปเผยแพร่พระธรรม ผมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ติดตามท่านอาจารย์ไปร่วมสนทนาธรรมด้วย ที่จะเป็นเหตุให้ผู้ที่อาจจะไม่เคยได้ยินได้ฟังพระธรรมที่ถูกต้อง ได้มีโอกาสได้รับฟัง

หลายครั้งที่มีโอกาสได้สนทนากับท่านทางโทรศัพท์เป็นการส่วนตัว ท่านก็จะพูดถึงสิ่งที่ท่านได้พบได้เห็น ท่านก็จะรู้ว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ วิกฤตของพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของการบวชโดยไม่เข้าใจ เป็นเหตุนำมาซึ่งการล่วงละเมิดสิกขาบทต่างๆ เป็นภิกษุที่ไม่ได้เป็นไปตามพระธรรมวินัย รวมถึงการเผยแพร่คำสอน ข้อประพฤติปฏิบัติ ที่ผิดจากพระธรรมคำสอน

ท่านก็เห็นสิ่งที่เกิดปัญหาต่างๆ เหล่านี้ เป็นวิกฤต ซึ่งคนทั่วไปอาจจะไม่รู้ว่า เป็นวิกฤต แต่ผู้ที่รู้ ผู้ที่เห็น และมีความเข้าใจพระธรรมที่ถูกต้อง ก็เห็นสิ่งเหล่านี้ว่า ถ้ายังไม่ได้ประกาศเผยแพร่คำที่ถูกต้อง คำที่ถูกต้องก็จะค่อยๆ ลบเลือนไป ผู้ที่ไม่รู้ ก็จะกระทำตามๆ กัน ด้วยความไม่รู้!!

หลายครั้งที่ท่านโทรศัพท์มา ท่านก็จะกล่าวบ่อยๆ ว่า ถ้าเป็นไปได้หรือมีโอกาส ก็จะนำประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ที่เป็นปัญหา ที่คนทั่วไปไม่เห็นว่าเป็นปัญหา อย่างแม้ในเรื่องของการบวชเป็นต้น พอบวชด้วยความไม่เข้าใจ ก็เป็นปัญหาแล้ว เพราะ "เริ่มต้นด้วยความไม่เข้าใจ"ป็นเพศภิกษุก็ประพฤติด้วยความไม่เข้าใจเพราะไม่ได้ศึกษาพระธรรม ก็เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นมา ดังนั้น ท่านก็ได้โอกาสตรงนี้ ที่จะประสานงาน ที่จะติดต่อกับหน่วยราชการต่างๆ ที่จะเผยแพร่ธรรม

ตอนนี้ก็เป็นโอกาสหนึ่งครับท่านอาจารย์ ที่จะกราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ ที่ตอนหนึ่งท่านพลเอก สพรั่ง ได้กล่าวถึงว่า วิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพระพุทธศาสนา หรือแม้แต่วิกฤตเรื่องต่างๆ ของประเทศชาติ การทุจริต การเบียดเบียน ประทุษร้ายกัน แก้ไขได้ด้วยพระพุทธศาสนา แต่ดูเหมือนความเป็นไปของโลกก็ยังมีวิกฤตอยู่ตลอดเวลาครับท่านอาจารย์ แต่ว่า การที่จะส่งเสริมหรือเข้าใจคำสอนที่ถูกต้อง ก็เป็นสิ่งที่ยากอย่างยิ่งที่จะเข้าใจได้

ท่านอาจารย์ : จากการที่ คุณสพรั่งมีความเข้าใจธรรมลึกซึ้ง ว่าลึกซึ้ง จึงเห็นประโยชน์อย่างยิ่งว่า ถ้ามีใครที่ได้เข้าใจถูกต้อง นั่นแหละเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ในสังสารวัฏ เพราะเป็น "หนทางถูก" หนทางผิด ไม่ยากเลย แต่ว่าหนทางถูกที่ลึกซึ้ง ต้องเป็นผู้ที่เห็นความลึกซึ้งของพระธรรม เห็นประโยชน์อย่างยิ่ง

เพราะฉะนั้น เมื่อมีความเข้าใจแล้ว ก็มุ่งมั่นที่จะให้คนอื่น ได้เข้าใจด้วย ประโยชน์สูงสุดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี ก็เพื่อให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้อง เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่ได้เข้าใจ และชีวิตได้ทำประโยชน์อย่างยิ่ง ที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจด้วย ผู้ที่เห็นประโยชน์นั้นก็ทำทุกทาง ซึ่งเราก็เห็น มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ก็ได้ทำกิจนี้มาโดยตลอด ทุกวาระ ที่จะเป็นไปได้ ที่ทำให้ได้มีความเข้าใจในพระพุทธศาสนามีความลึกซึ้งเพิ่มขึ้น

และ ถ้าไม่ลึกซึ้งลองคิดดู จะเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า? ไม่สามารถที่จะละความไม่รู้ แต่เพิ่มความไม่รู้ และความเห็นผิด ซึ่งเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา คำสอนที่ทำให้รู้ความจริง แต่กลายเป็นคำสอนที่ อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้เป็นอย่างนี้ แล้วก็ช่วยกันทำตามที่อยาก แต่ไม่มีความเข้าใจ สักคำ!! ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส

เช่น "ธรรม" ถ้าเข้าใจจริงๆ จะไปทางผิดไหม? ไม่มีทางเลย!! แต่ หนทางผิดมี ซึ่งถ้าเราจะพูดถึงหนทางผิด ก็เสียโอกาสที่จะพูดถึง "หนทางที่ถูก" ที่จะทำให้คนได้เข้าใจความจริง แล้วรู้เองว่าสิ่งใดผิด แล้วผู้นั้นละ เพราะว่าไม่มีใครสามารถจะไปเปลี่ยนใจและความคิดของใครได้เลย แต่ว่าทุกคำที่เป็นความจริง ที่เมื่อได้เข้าใจแล้ว เริ่มปลูกฝัง ที่จะเป็นผู้ที่ละความไม่รู้และติดข้อง ในสิ่งซึ่งเป็นธรรม ซึ่งเป็นอนัตตา

แค่นี้ เมื่อไหร่จะถึงความละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่งของสิ่งที่กำลังมีตลอดชีวิต ทุกชาติ ทุกโลก สิ่งที่มีเป็นธรรม และไม่ใช่ของใคร มีปัจจัยเกิดแล้วดับ แล้วไม่กลับมาอีกเลย ในสังสารวัฏ!!

รู้ยาก แต่ก็รู้ได้ ด้วยความอดทน ขันติบารมี ซึ่งต้องมี ความวิริยะ พากเพียรที่จะฟังแล้วก็ไตร่ตรอง แล้วก็ตรงต่อความเป็นจริง ถ้าไม่มีบารมี ก็จะไม่มีความเข้าใจ สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ตามความเป็นจริงได้!! ต้องอดทนไหม? หรืออดทนไม่ไหว อยากจะรู้เร็วๆ เป็นไปได้อย่างไร? นอกจากเป็นทางผิด และ ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า!!

เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่ได้มีโอกาสได้เข้าใจพระธรรม เริ่มรู้จักพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเมื่อเข้าใจความลึกซึ้งยิ่งขึ้น ยิ่งเห็นความลึกซึ้งของความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่ง "เห็นยาก" ถ้าทางผิดเมื่อไหร่ ไม่ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่รู้จักพระองค์!!


ขอเชิญติดตามบันทึกการสนทนาธรรมในครั้งนี้ ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง :


ขอเชิญติดตามกระทู้ที่เกี่ยวข้อง ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง :

- ณ กาลครั้งหนึ่ง พลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร ๒๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๖

- ผู้เพิ่งจากไป พลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๖

- ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ เป็นประธานในการรดน้ำศพ พลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร

- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ กองทัพภาคที่ ๓ พิษณุโลก ๑๑ มกราคม ๒๕๕๔

- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โครงการหลวงอินทนนท์ ๑๑-๑๓ ม.ค. ๒๕๕๕ ตอนที่ ๑

- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โครงการหลวงอินทนนท์ ๑๑-๑๓ ม.ค. ๒๕๕๕ ตอนที่ ๒

- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โครงการหลวงอินทนนท์ ๑๑-๑๓ ม.ค. ๒๕๕๕ ตอนที่ ๓ [จบ]

- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ บ้านคุณวิภาดา กัลยาณมิตร ๓๐ ม.ค. - ๒ ก.พ. ๒๕๕๕ ตอนที่ ๑

- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ บ้านคุณวิภาดา กัลยาณมิตร ๓๐ ม.ค. - ๒ ก.พ. ๒๕๕๕ ตอนจบ

- ณ กาลครั้งหนึ่ง ท่านอาจารย์สุจินต์ฯ ... ทหาร

- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ ท่าอากาศยานจังหวัดเชียงใหม่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๕

- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ กรมแผนที่ทหาร ๒๐ พ.ย. ๒๕๕๕

- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ แม่สอด ๒๕ - ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร [วิกฤตพระพุทธศาสนากับประเทศชาติ] ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๑

- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โรงแรม ดิอิมเพรส น่าน อ.เมือง จ.น่าน [วิกฤตพระพุทธศาสนากับประเทศชาติ] ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๑

- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โรงเรียนส่งกำลังบำรุงทหารบก ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๑

- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โรงละครวังหน้า ๒ สิงหาคม ๒๕๖๑ [วิกฤตพระพุทธศาสนากับประเทศชาติ]

- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ กองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารบก ถนนเทอดดำริ กรุงเทพมหานคร ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร ๔ มิถุนายน ๒๕๖๒


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
Kalaya
วันที่ 29 ม.ค. 2567

กราบนอบน้อมแด่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบคุณความดีทุกประการในพระธรรม กราบเท้าท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และกราบอนุโมทนาในกุศลของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
namarupa
วันที่ 30 ม.ค. 2567

กราบเท้าท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพอย่างสูง

กราบอนุโมทนาในคุณงามความดีของ พลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร ทุกประการ

และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
swanjariya
วันที่ 30 ม.ค. 2567

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

กราบคุณความดีของท่านสพรั่งซึ่งมีความตั้งใจรักษาชาติยิ่งชีวิต อีกทั้งยังมีความมั่นคงที่จะรักษาพระพุทธศาสนาให้ดำรงยืนนานด้วยการทำดีและศึกษาพระธรรมทั้งยังเกื้อกูลผู้อื่นเสมอมา

แม้ท่านจะจากไปแล้วแต่ก็ยังมีสิ่งเตือนใจให้ผู้ที่ยังอยู่ช่วยกันทำความดีและศึกษาพระธรรมอันจะเป็นการรักษาพระศาสนาดั่งปณิธานของท่านต่อไป

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
chatchai.k
วันที่ 2 เม.ย. 2567

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในความดีของทุกท่านครับ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ