ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โครงการหลวงอินทนนท์ ๑๑-๑๓ ม.ค. ๒๕๕๕ ตอนที่ ๓ [จบ]
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  2 ก.พ. 2555
หมายเลข  20481
อ่าน  2,038

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เช้าวันที่ ๑๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๕  เป็นวันที่สาม และ เป็นวันสุดท้ายของการมาสนทนาธรรม ที่โครงการหลวงอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ แห่งนี้ และที่สำคัญ วันนี้ยังเป็นวันเกิดของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ครบ ๘๕ ปี อีกด้วย

ข้าพเจ้าตื่นแต่เช้าเช่นเคย ขณะที่ขนของมารอรถตู้อยู่หน้าที่พัก ก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่อ้อม(สวิณี แสนทอง) ว่า ท่านอาจารย์กำลังเดินออกกำลัง อยู่ในสวนดอกไม้ด้านหน้าโครงการฯ

ข้าพเจ้าไม่รอช้า รีบวิ่งไปทันที และอาจเพราะอากาศที่หนาวเย็นยามเช้า ทำให้การวิ่งของข้าพเจ้าตลอดระยะทางที่ยาวพอสมควรนั้น ไม่รู้สึกเหนื่อยมากนัก แต่เป็นไปด้วยความสุข สดชื่น ที่จะได้พบและถ่ายภาพท่านอาจารย์ ในวันสำคัญ ในสถานที่สวยงามนี้ เก็บไว้เป็นที่ระลึก

เมื่อไปถึง ก็เห็นท่านอาจารย์กำลังยืนอยู่กับคุณป้าจี๊ด ท่านสพรั่ง พี่แดง(พลอากาศตรีหญิงกาญจนา เชื้อทอง) พี่อ้อม พี่แก้วตา ท่ามกลางความสดชื่นของดอกไม้หลากสี หลายชนิด ที่บานสะพรั่ง สวยสดงดงามมาก ราวกับกำลังอยู่ในสวนนันทวันอันวิจิตร ข้าพเจ้าจำได้ว่า มีเสียงท่านสพรั่งพูดว่า เอ้าคุณวันชัยมาแล้ว มากราบท่านอาจารย์เร็ว เอากล้องมา เดี๋ยวผมถือให้

ข้าพเจ้ารีบวางกระเป๋ากล้องที่สะพายอยู่ ยื่นกล้องให้ท่านสพรั่งด้วยความเกรงใจท่าน แล้วทรุดตัวลงกราบที่เท้าของท่านอาจารย์ เป็นวินาทีที่ปลื้มปีติอย่างยิ่งอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของข้าพเจ้าในชาตินี้ ที่ได้มีโอกาสกราบแทบเท้าท่านผู้มีพระคุณล้นเหลือ ผู้มีนามว่า ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

ขณะที่กราบอยู่นั้น ก็มีเสียงท่านสพรั่งพูดขึ้นอีกว่า เอ้าพูดอะไรหน่อยสิ ข้าพเจ้าที่มีแต่ความตื้นตันใจ และไม่ได้คิดที่จะกล่าวคำใดกับท่านมาก่อนเลย นึกได้แต่เพียงคำว่า " แฮปปี้เบิรธเดย์ครับ ท่านอาจารย์ครับ " ดูจะเป็นคำกล่าวที่แสนจะธรรมดา แต่ใจของข้าพเจ้าในขณะนั้น ไม่ธรรมดาเลย

หลังอาหารเช้า ก่อนการสนทนาธรรม อาจารย์อรรณพ ได้กล่าว อริยสาวิตรีบูชา ที่มีความไพเราะอย่างยิ่ง ดังนี้

(ขออนุโมทนาในกุศลจิตของคุณคำปั่น อักษรวิลัย สำหรับการถอดคำจากเทปครับ)

อริยสาวิตรีบูชา (อริยสาวิตฺติปูชา)

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ 

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ 

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

พระสัมพุทธ เปรียบดุจ พระจันทร์เพ็ญ     

อริยธรรม เป็นเช่น รัศมี
พระสาวก ดุจโลก อันเปรมปรีดิ์     

ศิริศรี เพราะมีแสง จันทรา

สรณะนี้ พระผู้มี พระภาคตรัส     

เกื้อกูลสัตว์ ก้าวสู่ พระศาสนา

เทวดา มนุษย์ น้อมบูชา     

อริย สาวิตรี ปรีดิ์เปรม

สัตว์โลก ได้อาศัย พระไตรรัตน์   

จึงพ้นชาติ ปราศทุกข์ สุขเกษม

พระธรรม ชำระใจ ให้อิ่มเอม     

ยังให้เต็ม ด้วยบุญ คุณความดี

พระสัมพุทธ เปรียบดุจ พระจันทร์เพ็ญ     

อริยธรรม เป็นเช่น รัศมี
พระสาวก ดุจโลก อันเปรมปรีดิ์     

ศิริศรี เพราะมีแสง จันทรา

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ   

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ   

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ 

อริยสาวิตรีบูชา (อริยสาวิตฺติปูชา) 

หลังจากนั้น ท่านพลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร พี่สุมิตรา ปิ่นทองคำ และ น้องจาก มช. ได้เป็นตัวแทน มอบดอกไม้แด่ท่านอาจารย์ ตามคำกล่าวเชิญของอาจารย์อรรณพ ที่ข้าพเจ้าทราบถึงความปีติอย่างยิ่งของท่าน จากเสียงที่สั่นเครือในขณะที่กล่าว

หลังจากนั้น พี่เข็มของน้องๆ (อ.อุไรวรรณ เนาวรุจิ) ได้อ่านกลอนที่ท่านตั้งใจแต่งมาบูชาคุณท่านอาจารย์ ในวันนี้โดยเฉพาะ ซึ่งขณะนั้น บรรยากาศเป็นไปด้วยความเงียบสงบ เป็นขณะที่ทุกคน น้อมใจบูชาคุณท่านอาจารย์พร้อมกัน ท่ามกลางความปีติ โสมนัส ที่เป็นไป จากน้ำเสียงที่ไพเราะน่าฟังของพี่เข็ม และ เนื้อหาของกลอนก็มีความไพเราะ จับใจอย่างยิ่ง ดังข้าพเจ้าจะยกมาดังนี้

ดิถี ๑๓ มกราคม อุดมฤกษ์   คล้ายวันเกิด ท่านอาจารย์สุจินต์ เจริญศรี
ในวาระ อายุ ๘๕ ปี อัญชลี กราบแทบเท้าท่านอาจารย์ ในวันมงคล

ท่านเปรียบดุจเพ็ชรน้ำหนึ่ง ซึ่งล้ำค่า ท่านเปี่ยมด้วย เมตตา มหากุศล

ท่านเป็นหนึ่ง ในดวงจิต ศิษย์ทุกคน เป็นบุญล้น ที่ได้มา กราบอาจารย์

ท่านพากเพียร สอนศิษย์ ทั้งหญิงชาย อธิบาย สิ่งมีค่า มหาศาล ว่าธรรมคือ ความจริง ทุกประการ    

สร้างพื้นฐาน ให้เข้าใจ สภาพธรรม

จากปุถุชน ผู้ไม่รู้จัก ธรรมะใด ค่อยๆ เข้าใจธรรม อย่างคมขำ

รูปนามใด ปรากฏ กำหนดนำ ระลึกรู้ สภาพธรรม ตามเป็นจริง

ขอเดชะ พระไตรรัตน์ เป็นฉัตรแก้ว กุศลกรรม ที่ทำแล้ว ทุกๆ สิ่ง

เป็นปัจจัย ให้อายุท่าน ยืนนานจริง เพรียบพร้อมยิ่ง ด้วยปัญญา บารมี

ด้วยภาพนี้ ที่ข้าพเจ้าถ่ายไว้ขณะที่พี่เข็มกำลังกล่าว  เป็นเครื่องยืนยัน ครั้งที่พี่เข็มเคยกราบเรียนถามท่านอาจารย์นานแล้ว ว่า  ความสุขโสมนัสของท่านอาจารย์ เกิดจากอะไร เมื่อไหร่ ซึ่งท่านอาจารย์ตอบว่า  

"...ความสุขโสมนัสของดิฉัน เกิดเมื่อ รู้ว่าได้ทำประโยชน์ในทางธรรม ให้แก่ผู้อื่น..."

เป็นคำพูดที่ธรรมดา แต่ลีกในความหมาย ด้วยว่า ตลอดทั้งชีวิตของท่านอาจารย์ เป็นไปเพื่อความเข้าใจธรรมะ ของผู้อื่น ทั้งสิ้น


สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ สพฺพํ รสํ ธมฺมรโส ชินาติ สพฺพํ รตึ ธมฺมรตี ชินาติ ตณฺหกฺขโย  สพฺพทุกฺขํ ชนาติ

"ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง รสแห่งธรรม ย่อมชนะรสทั้งปวง ความยินดีในธรรม  ย่อมชนะความยินดีทั้งปวง ความสิ้นไปแห่งตัณหา ย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง"


กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

และ ในอันดับถัดไป ข้าพเจ้าขอนำความการสนทนาในเช้าวันนั้น ซึ่งได้ตัดตอนมาสั้นๆ แต่มีความไพเราะอย่างยิ่ง เพื่อให้ทุกท่านได้พิจารณาในวาระสำคัญนี้ ดังนี้

ท่านอาจารย์   ทุกคนก็ทราบนะคะ "ปัญญา" เป็นสิ่งที่ประเสริฐกว่า "สังขารธรรม" ทั้งหลาย มีใครคิดถึง ตอนค่ำเมื่อวานนี้ บ้างไหม?

รู้สึกว่า ทุกคนก็อนุโมทนา ในกุศลจิตของผู้ที่ได้เข้าใจพระธรรม แล้วก็จะได้เห็นว่า พระธรรม เป็นสิ่งที่มี ทุกกาละ

แต่ว่า ในขณะที่ กำลังเห็น กำลังได้ยิน แล้วแต่ว่า ปัญญาของใคร สามารถที่จะรู้ความจริง ในขณะนั้นได้ ถึงแม้ว่าผ่านไปแล้ว ก็เป็น ณ กาลครั้งหนึ่ง ซึ่งได้ผ่าน แต่ว่า เมื่อวานนี้ "เห็น" เยอะมาก ได้ยินเสียงด้วย 

แล้วจะ มีใคร "จำอะไร" ที่ละเอียดอย่างที่กำลังเห็น ได้หรือเปล่า? เพราะ นับไม่ถ้วน เลย  แม้ในขณะนั้น "เห็น" เมื่อวานนี้มาก แต่ว่า ย้อนระลึกไปสิคะ? ว่าใครจำอะไร? ได้แค่ไหน?นึกออกไหม? ผ่านไปแล้ว ก็ผ่านไปเลย เป็น ณ กาลครั้งหนึ่ง

เหมือน "ขณะนี้" เลย  "ขณะนี้" ก็คือ "ณ กาลครั้งหนึ่ง" ซึ่งเราได้ฟังพระธรรม มากเช้า สาย บ่าย ค่ำ หรือ แม้แต่การสนทนาธรรม แต่ว่า จำอะไรได้บ้าง? หรือ เข้าใจมากน้อยแค่ไหน? ในสิ่งที่ ได้ยินแล้ว!!

เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่ ฟังแล้ว ฟังอีก  เพื่อจะเข้าใจ สิ่งที่มีค่าที่สุด ซึ่งไม่มีผู้อื่น สามารถที่จะให้ได้ ส่วนมาก วันสำคัญๆ อย่างวันปีใหม่ คนก็จะขอพร ขอสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ให้แล้วจะรับไหม? เพราะ อะไรจะประเสริฐกว่าพระธรรม?

เพราะฉะนั้น ที่จะไปขอพร "ขอพร" ขอสิ่งที่ประเสริฐที่สุด เหนือกว่าสิ่งที่จะสามารถเป็นอามิส รูป เสียง กลิ่น รส โผฐฐัพพะ หรือว่า ลาภ ยศ สักการะ ซึ่งเพียงแต่ทำความปลาบปลื้มใจ เพียงเล็กน้อย แล้วก็หมดไป แต่ว่า สิ่งที่จะนำความปลาบปลื้มใจมาให้จริงๆ  ก็คือ "คำจริง วาจาสัจจะ" ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ๔๕ พรรษา ที่จะอนุเคราะห์ให้คนที่ยังไม่เข้าใจ สภาพธรรมะ ที่กำลังปรากฏ ได้เริ่ม แม้จะน้อยมาก แล้วอีกนาน 

แต่ก็เป็นผู้ตรง ที่จะรู้ว่า "ฟัง" เพื่อรู้ความจริง ของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้!!

ซึ่งถ้าไม่ใช่พระธรรม ไม่มีใครสามารถ ที่จะทำให้ เข้าถึงความจริง ในขณะนี้ได้ ว่าเป็นสิ่งที่ เพียงปรากฏ เหมือนกาลครั้งหนึ่ง เราพูดถึง กาลครั้งหนึ่ง รู้สึกนานมาก นานแสนนาน แต่ ขณะนี้ ชาติหน้า ซึ่งใกล้มาก ไม่รู้ว่า จะเร็วสักแค่ไหน ก็เป็นสิ่งที่ทุกคน จะต้องจาก สิ่งที่เคยเห็น เคยได้ยิน แล้วก็เป็น ณ กาลครั้งหนึ่ง แน่นอน

เหมือนหลายพันปี หลายแสนปีมาแล้ว ก็มี ณ กาลครั้งหนึ่ง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แล้วแต่ว่า ในชาตินั้น จะเกิดเป็นใคร? ยาก ดี มี จน มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย มีเกียรติยศ มหาศาล  แต่ก็...ณ กาลครั้งหนึ่ง...เท่านั้นเอง...

จะไม่มีอะไรที่ยั่งยืนเลย เมื่อวานนี้ ใคร? ทำอะไรบ้าง? คำถามง่ายๆ แต่ต้องเข้าใจ และ คำตอบ ก็ตามความเข้าใจด้วย ถามว่า เมื่อวานนี้  ใคร? ทำอะไรบ้าง? จำได้ไหม? มากมาย พูดกี่คำ? พูดกับใคร? กี่คำ? กี่คน? จำได้หรือเปล่า? ว่าพูดอะไรบ้าง จำได้หรือคะ? พูดกับใคร กี่คน กี่คำ แค่นี้ ก็จำไม่ได้แล้ว ใช่ไหม? แล้วก็ยังมากกว่าคนหนึ่ง เป็นหลายคน จะจำได้อย่างไร? 

ก็เช่นเดียวกับ "คำ" ที่ได้ยินได้ฟัง ฟังแล้ว ฟังอีก แต่ว่า อาศัยความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น ทีละเล็ก ทีละน้อย ก็จะรู้ประโยชน์ ว่าสามารถที่จะทำให้เข้าใจ สิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน  ทั้งๆ ที่ กำลังปรากฏ เผชิญหน้า แต่ว่าขณะนั้นไม่รู้ จนกว่า...จะค่อยๆ รู้ขึ้น!!

เมื่อวานนี้ จำไม่ได้ ใช่ไหม? ตอบได้ไหม ว่า เมื่อวานนี้ ไม่ต้องถามถึงคนอื่น แต่ถามถึงแต่ละคน เมื่อวานนี้ ใครทำอะไรบ้าง? อาจารย์ธิดารัตน์ จะช่วยตอบค่ะ

อาจารย์ธิดารัตน์   ถ้าไม่คิดทบทวนนะคะท่านอาจารย์ แทบจะจำไม่ได้เลยค่ะ แต่ส่วนใหญ่ ก็เป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน ซึ่งปรกติก็ทำๆ อยู่ค่ะ หลังจากฟังธรรมะจบแล้ว ก็จัดกระเป๋าอย่างเดียว(หัวเราะ)

ท่านอาจารย์   แค่เมื่อวานนี้ ก็ ณ กาลครั้งหนึ่ง แล้วใช่ไหม? ลืมไปเสียเป็นส่วนใหญ่ จะมีคำตอบอื่นไหม? เมื่อวานนี้ใครทำอะไรบ้าง? คำถามธรรมดา เหมือนคุณธิดารัตน์หรือเปล่าคะ? หรือว่าคล้ายๆ กัน

แต่จะมีใครตอบไหม? ไม่มีใคร? ทำอะไร? นอกจากจิต และ เจตสิก ก็คือ ธรรมะทั้งหมด ที่เราฟังแล้ว ได้ยินทุกคำ บ่อยๆ ทุกอย่างเป็นธรรมะ เดี๋ยวนี้ก็เป็นธรรมะ เห็นก็เป็นธรรมะ ได้ยินก็เป็นธรรมะ คิดนึกก็เป็นธรรมะ แต่ถามว่า เมื่อวานนี้ ใครทำอะไรบ้าง? ก็เริ่มคิดถึง แต่ลืมว่า ไม่มีใครทำอะไรเลย ทั้งหมดเมื่อวานนี้ มาจากจิตและเจตสิก ของแต่ละหนึ่งคน ซึ่งสะสมมาหลากหลาย มากมาย ทั้งผู้ที่ทำอะไรให้เราชื่นชม อนุโมทนา และ เราเองที่กำลังฟัง ก็เป็นจิต เจตสิก และรูป ไม่มีใครเลยสักคน!!

จนกว่า ความเข้าใจของเราจะมั่นคง และไม่ลืมว่า ขณะที่มีทั้งจิตและเจตสิก และ รูป ก็จะมีการกระทำต่างๆ ทางกาย ทางวาจา มีการเคลื่อนไหวไป แต่กว่าจะปรากฏเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวต่างๆ จิตและเจตสิก รูป เกิดดับ นับไม่ถ้วน และ ไม่เหลือเลย สักอย่างเดียว ก็เป็น ณ กาลครั้งหนึ่ง จริงๆ แต่ว่า กว่าจะรู้ว่า ขณะนี้ กำลังคิดถึงเมื่อวานนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้ หายไป ใครจะไปตามหา ก็ไม่ได้ ได้เพียงแค่จำ ไม่หมด ชั่วคราว

เพราะฉะนั้น  การสะสมธรรมะ ก็คือ ฟังจนกว่า จะสามารถเข้าใจ สิ่งที่กำลังปรากฏ โดยละเอียดด้วย เพราะเหตุว่า โลกปรากฏ เพราะมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ได้มีแต่ใจ และ ไม่ใช่มีแต่กาย แต่ไม่มีทั้งกายและใจ กายจะประพฤติเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าจิตไม่เกิดขึ้น เป็นไป ตามที่จะให้กายนั้น เคลื่อนไหว เป็นไป เพราะฉะนั้น การกระทำ และ คำพูด ถ้าเป็นผู้ที่ละเอียด ก็สามารถที่จะระลึก และ เข้าใจได้ ว่าขณะนั้น สภาพจิต เป็นอย่างไร?

"รูป" ทำอะไรไม่ได้เลย รูป ไม่รู้อะไรถ้าไม่มีจิต เพราะฉะนั้น ที่สำคัญที่สุด โลก คือ จิตหนึ่งขณะ ที่เกิดขึ้น และ เป็นไป ขณะนี้ กำลังเป็นอย่างนั้น ไม่ได้มีแต่เพียงรูปธรรม ที่ปรากฏ แต่ขณะนี้ มีได้ยิน เกิดขึ้น ดับแล้ว "เห็น" เกิดขึ้น ดับแล้ว แม้แต่จะคิดถึงเมื่อวานนี้ ก็ไม่ใช่ความคิดเมื่อวานนี้ เป็นความคิดเดี๋ยวนี้ ซึ่ง เกิดขึ้น แล้วก็ ดับแล้ว เพราะฉะนั้น จะมีอะไรเหลือ?เกิดมาทั้งชาติ มีอะไรเหลือ?

ถ้าประพฤติไม่ดี มีความชั่ว เพราะอกุศลจิต ก็จะติดตามไป การกระทำทั้งหลาย ที่ได้กระทำไปแล้ว หมดสิ้นไปแล้วก็จริง แต่ธาตุรู้ ซึ่งเกิดขึ้นรู้ และ ดับไป เป็นที่น่าอัศจรรย์ เพราะเหตุว่า ทันทีที่จิตขณะหนึ่งดับไปไม่เหลือเลย ขณะต่อไปจึงเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ผ่านไปแล้ว อย่างเมื่อวานนี้ จิตนับไม่ถ้วน แต่ว่า เกิดขึ้น ทีละ หนึ่งขณะ แต่ก็สะสม ทำให้เราจำ แล้วก็คิดถึง เมื่อวานนี้ได้

เพราะฉะนั้น พรุ่งนี้ ก็ไม่ใช่วันนี้ แล้วต่อไปใครจะรู้? สักหนึ่งขณะจิต ว่าอะไรจะเกิดขึ้น? เพราะฉะนั้น จากคำถามที่ว่า เมื่อวานนี้ทำอะไร? ก็จะเป็นคำถามต่อไปว่า.....แล้ววันนี้จะทำอะไร?.....ใครรู้คะ? คิดได้ แต่ว่า จะเป็นอย่างที่คิด หรือเปล่า? นี่คือ ความเป็นอนัตตา ว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นแต่เพียงสิ่งที่ต้องเกิด เมื่อมีเหตุมีปัจจัย ที่จะต้องเกิด แต่ถ้ายังไม่มีเหตุปัจจัย ที่จะต้องเกิด เกิดไม่ได้ ใครจะไปทำให้เกิด เกิดไม่ได้เลย

เพราะฉะนั้น การศึกษาพระธรรม ก็คือ เข้าใจความจริงถึงที่สุด เป็น ปรมัตถธรรม ซึ่งต้องเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์  จึงรู้ว่า เกิดแล้ว ต้องตาย ไม่เหลืออะไรเลย จะช้า หรือ เร็ว ก็ตามแต่เพราะฉะนั้น ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ กายนี้ยังสามารถที่จะเคลื่อนไหว ทำอะไรก็ได้ ก็ขอให้เป็นการกระทำ สิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นความดี

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านด้วยครับ 

 -------------------------------------------------------------

ขอเชิญคลิกอ่าน...

- ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โครงการหลวงอินทนนท์ ๑๑-๑๓ ม.ค. ๒๕๕๕ ตอนที่ ๑

-ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โครงการหลวงอินทนนท์ ๑๑-๑๓ ม.ค. ๒๕๕๕ ตอนที่ ๒

-ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โครงการหลวงอินทนนท์ ๑๑-๑๓ ม.ค. ๒๕๕๕ ตอนที่ ๓ [จบ]


  ความคิดเห็น 1  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 2 ก.พ. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 

เพราะฉะนั้น ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ กายนี้ยังสามารถที่จะเคลื่อนไหว ทำอะไรก็ได้ ก็ขอให้เป็นการกระทำ สิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นความดี

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 2 ก.พ. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

"ปัญญา" เป็นสิ่งที่ประเสริฐกว่าสังขารธรรมทั้งหลาย

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง 

ขอบพระคุณและอนุโมทนาในกุศลจิตของพี่วันชัย ภู่งาม และ ทุกๆ ท่านด้วยครับ 

 
  ความคิดเห็น 3  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 2 ก.พ. 2555

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่งครับ

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลศรัทธา วิริยะ และปัญญา ของคุณวันชัย

มา ณ กาลครั้งนี้ด้วยครับ  และขออนุโมทนากับทุกๆ ท่าน ด้วยครับ

 
  ความคิดเห็น 4  
 
เซจาน้อย
วันที่ 2 ก.พ. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบเท้าบูชาพระคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขอบพระคุณและอนุโมทนาในกุศลจิตของพี่วันชัย ภู่งาม และ ทุกๆ ท่านด้วยครับ 

 
  ความคิดเห็น 5  
 
kinder
วันที่ 2 ก.พ. 2555

ขอบคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 6  
 
pat_jesty
วันที่ 2 ก.พ. 2555

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็น 7  
 
tanakase
วันที่ 3 ก.พ. 2555

กราบอนุโมทนาค่ะ ความเป็นตัวตนยังมีมากแต่จะตั้งใจฟังพระธรรม ... ทุกชาติไป

 
  ความคิดเห็น 8  
 
Noparat
วันที่ 3 ก.พ. 2555

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง 

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิต ... กุศลศรัทธา

ของคุณวันชัย ภู่งาม และ ทุกๆ ท่านด้วยค่ะ 

 
  ความคิดเห็น 9  
 
แก้วนพคุณ
วันที่ 3 ก.พ. 2555

กราบขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 10  
 
jaturong
วันที่ 3 ก.พ. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 11  
 
nong
วันที่ 4 ก.พ. 2555

เพราะฉะนั้น ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ 

กายนี้ยังสามารถที่จะเคลื่อนไหว ทำอะไรก็ได้

ก็ขอให้เป็นการกระทำ สิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นความดี

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็น 12  
 
be-myself
be-myself
วันที่ 4 ก.พ. 2555

กราบเท้าท่านอาจารย์และวิทยากรทุกท่าน

การเดินทางไปครั้งนี้แม้ผมจะไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย แต่อย่างน้อยก็ได้ประโยชน์จากการอ่านในบทความนี้ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก เป็นการเตือนสติผมให้รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรมะจริงๆ เกิดขึ้นก็ต้องดับไป ไม่เหลือและไม่กลับมาอีกเลย  ทุกอย่างเป็นทุกขัง

อนิจจัง อนัตตาจริงๆ ครับ

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็น 13  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 5 ก.พ. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

"ปัญญา" เป็นสิ่งที่ประเสริฐกว่าสังขารธรรมทั้งหลาย

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขอบพระคุณและอนุโมทนาในกุศลจิตของคุณวันชัย  ภู่งาม และ ทุกๆ ท่านด้วยค่ะ 

 
  ความคิดเห็น 14  
 
chatchai.k
chatchai.k
วันที่ 12 ม.ค. 2564

ขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ