ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ บ้านคุณเกรียงศักดิ์ ๒๗ ม.ค. ๒๕๕๕
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  6 ก.พ. 2555
หมายเลข  20499
อ่าน  885

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา คุณเกรียงศักดิ์ อินทราวิชกุล(พี่ขาว)

ได้กราบเรียนเชิญ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และ คณะวิทยากร

ไปสนทนาธรรมที่บ้านในซอยรัชดาภิเษก ๔๒ ระหว่างเวลา ๑๐.๐๐ - ๑๕.๐๐ น.

บ้านของพี่ขาว เป็นบ้านจัดสรรรุ่นเก่าเมื่อราวสามสิบปีก่อน พี่ขาวเล่าว่า คุณพ่อของท่าน

มาซื้อไว้ติดกันสามหลัง เพื่อให้ลูกๆ อาศัยอยู่ด้วยกัน เป็นบ้านที่ดูอบอุ่น น่ารัก อยู่สบาย

ความที่ท่านเจ้าของบ้านทำงานด้านสายการบิน มีโอกาสเดินทางไปประเทศต่างๆ ทั่วโลก

จึงตบแต่งบ้านด้วยของที่ระลึกจากเมืองต่างๆ ที่ท่านเดินทางไปเยือน

ซึ่งหากคำนวณด้วยสายตาว่าของที่ระลึกหนึ่งชิ้น ต่อหนึ่งสถานที่ ก็แสดงให้เห็นว่า

ที่ผ่านมา พี่ขาวเดินทางไปยังจุดหมายต่างๆ ทั่วโลกอย่างมากมายจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์ และ คุณป้าจี๊ด น้องสาวของท่านอาจารย์ เดินทางมาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย

ท่านได้ทักทายกับคณะเพื่อนร่วมชั้นเรียนของพี่ขาว ที่พี่ขาวชักชวนมาฟัง

รวมถึงคุณพี่คนหนึ่งที่เป็นแม่ค้าขายของในตลาดบางเขน ที่พี่ขาวไปจ่ายกับข้าวบ่อยๆ

แล้วพบว่าท่านเปิดวิทยุฟังท่านอาจารย์ทุกเช้า จึงได้ชักชวนมาฟังด้วยในวันนี้

การสนทนาธรรมในวันนี้เป็นอีกวันหนึ่ง ที่มีความประทับใจข้าพเจ้าเช่นเคย

ท่านอาจารย์ได้กล่าวให้เห็นถึง ความศรัทธา การที่ได้มีโอกาสพบพระธรรมของบุคคล

การที่บุคคลเห็นประโยชน์ ที่จะได้เข้าใจความจริงในชีวิต ได้เข้าใจในพระปัญญาคุณ

พระมหากรุณาคุณ และพระบริสุทธิคุณ ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

ความไม่ไร้ประโยชน์ของการได้มีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ที่ได้พบและเข้าใจพระธรรม

เป็นโอกาสที่หาได้ยากในสังสารวัฏฏ์ ที่บุคคลจะมีโอกาสสะสม อบรมเจริญปัญญา

อันมีค่ากว่าทรัพย์สมบัติใดในโลก เพื่อความสิ้นไปแห่งทุกข์ได้ ในวันหนึ่ง  

ข้าพเจ้าจึงใคร่ขออนุญาตินำความบางตอนจากการสนทนาในวันนั้น มาฝากทุกท่านดังนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ 

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ 

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

 
 
 
ท่านอาจารย์   ก็ทราบว่าหลายท่าน ได้ฟังมาแล้วนะคะ แล้วก็เป็นที่อนุโมทนาอย่างยิ่ง
 
ค่ะ ที่คุณขาว เล่าให้ฟัง บอกว่าเวลาที่ไปตลาด นะคะ ก็ได้ยินเสียงธรรมะ เนี่ยค่ะ
 
คุณขาวก็คงจะตื่นเต้น ไม่คิดว่าจะได้ฟัง นะคะ แต่ก็ขออนุโมทนา
 
ที่ไม่ว่าจะจุดไหนที่มีการฟังธรรมะ นะคะ ก็ไม่จำกัดเลยว่าที่ไหน
 
เพราะว่า เป็นสิ่งที่หายาก โอกาสที่ ขณะนั้นน่ะค่ะ ก็คงจะทำอย่างอื่นไปด้วย
 
แต่ก็ยังมีโอกาสได้ฟังธรรมะด้วย คือ ไม่ทิ้งโอกาส ที่จะได้เข้าใจพระธรรม
 
เพราะว่า เป็นสิ่งที่ยาก นะคะ แต่ว่า การสะสมศรัทธามาแล้วในอดีต
 
ก็ทำให้เป็นผู้ที่มีเหตุผล แล้วก็เป็นผู้ที่ ตรงต่อพระธรรม
 
เพราะว่า เป็นสิ่งที่เป็นความจริงถึงที่สุด นะคะ 
 
ใครที่มีความสงสัย หรือ มีความไม่รู้เนี่ยค่ะ คำตอบทั้งหมด ก็มาจากผู้ที่ทรงตรัสรู้
 
คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระธรรมที่ทรงแสดงไว้แล้ว ๔๕ พรรษา
 
ทุกเรื่อง เพื่อที่จะให้คนที่เกิดมาแล้ว แล้วก็ไม่เคยรู้ความจริง ตั้งแต่เกิดจนตาย
 
 
 
 
เพราะว่า เกิดแล้วเนี่ย ต้องตายแน่ แต่ก่อนตายเนี่ยค่ะ ทุกวัน มีการเห็น
 
มีการได้ยิน มีการคิดนึก มีสุข มีทุกข์ มาจากไหน? เกิดขึ้นได้อย่างไร?
 
ถ้าคนที่ไม่คิดเลย นะคะ ก็ผ่านไป จนกระทั่ง จากโลกนี้ไปแล้ว 
 
หายไปไหนก็ไม่รู้ 
 
แต่ประสบการณ์ในชีวิตแต่ละครั้ง เช่น เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง พวกนี้ค่ะ
 
แล้วก็เกิด ยินดี ยินร้าย ชอบ ไม่ชอบ พวกนี้ ไม่ได้หายไปไหนเลย นะคะ
 
สะสมอยู่ในจิต
 
เพราะฉะนั้น จิตในขณะนี้ของแต่ละคนเนี่ย ก็หลากหลายมาก
 
(มีเสียงนกในกรงร้องเสียงดัง) ได้ยินเสียง ใช่ไม๊คะ? 
 
แต่ว่าขณะที่ได้ยินแล้วเนี่ย จะรู้ไม๊ว่า ขณะนั้น ไม่ใช่เรา
 
แต่ว่า เกิดความยินดี หรือ ไม่ยินดี แม้ในเสียง ที่กำลังปรากฏ อย่างเร็วมากค่ะ
 
แล้วเสียงก็หายไป และ ความยินดี ยินร้าย ก็หายไป
 
เพราะฉะนั้น ในโลกนี้ก็คือว่า แต่ละหนึ่งขณะ เนี่ยนะคะ 
 
เพียงแต่เกิด ปรากฏ สั้นแสนสั้น แล้วก็หายไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย
 
 
 
 
นี่คือพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ด้วยการทรงบำเพ็ญพระบารมี นะคะ
 
นานมาก พระองค์ทรงตรัสรู้ ทรงแสดงพระธรรม อนุเคราะห์คนครั้งอดีต
 
เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปี นับประมาณไม่ได้ นะคะ ทั้งมนุษย์ ทั้งเทวดา ทั้งพรหม
 
เพราะว่า แม้ว่าจะเกิดเป็นเทพ เป็นพรหม ก็ไม่ใช่ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
 
เพราะฉะนั้น ผู้ใดก็ตาม ที่เห็นคุณค่า ของปัญญา
 
เพราะว่าเกิดมาแล้วไม่รู้ แล้วก็ไม่รู้ไปเรื่อยๆ กับ การเกิดมาแล้ว ยังมีโอกาสรู้ความจริง
 
ก็เป็นสิ่งซึ่ง จะเห็นได้ค่ะว่า ยังไงๆ ก็ต้องจากไป
 
จะจากไปด้วยความไม่รู้เหมือนเดิม หรือว่า ค่อยๆ เข้าใจความจริง 
 
ไม่ใช่เพียงแต่เกิดมาเปล่าๆ แล้วก็จากไป นะคะ เปล่าไม๊คะ?
 
จะมีทรัพย์สมบัติมากมาย มหาศาล จะมีเพื่อนฝูง จะมีมิตรสหาย จะมีความเพลิดเพลิน
 
ก็ไม่เหลือเลยค่ะ เป็นของว่างเปล่า จริงๆ  
 
เพียงชั่วคราว แล้วก็หายไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก
 
เหมือนจากมาจากไหนคะ? โลกเก่า ใครทราบ? จะต่างกับโลกนี้ หรือ คล้ายโลกนี้ 
 
หรือดีกว่าโลกนี้ หรือว่าเลวกว่าโลกนี้มาก ก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ นะคะ
 
เพราะสิ่งที่มี ปรากฏแล้ว ก็ไม่กลับมาอีกเลย
 
โลกเก่าหมดไป โลกนี้ก็ใกล้ที่จะหมด แล้วก็จะถึงโลกใหม่อีก ก็ไม่พ้นจากเกิดแล้วก็ต้องเห็น
 
ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ต้องคิดนึก สุข ทุกข์
 
แต่ชีวิตที่ประเสริฐ คือ เกิดแล้วยังรู้ ว่าขณะนี้ เป็นอะไร?
 
ความจริง ของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เป็นอะไร?
 
ก็ดีกว่า ที่จะไม่รู้เลย นะคะ
 
 
 
 
มีใครบ้างไม๊คะ ที่เกิดมาแล้ว ไม่เรียนอะไร เรียนหรือไม่เรียน อยู่ตรงไหน? ที่ไหน?
 
ในโรงเรียน นอกโรงเรียนอย่างไร ก็ต้องเรียนรู้ สิ่งที่กำลังปรากฏ
 
แต่จะรู้แบบไหน? รู้แบบ โง่เขลา เบาปัญญา คือ รู้ด้วยความคิดของตัวเอง
 
แต่ว่า ไม่รู้ความจริง ของสิ่งที่ปรากฏ กับ รู้ด้วยความเห็นถูก ค่อยๆ เข้าใจถูก
 
แม้แต่เพียงว่า เกิดมาแล้ว ต้องตายเนี่ย เป็นความรู้ไม๊คะ?
 
ก็เป็นความรู้ นะคะ เข้าครัวเป็นความรู้ไม๊ เห็นดอกไม้อยู่ในแจกัน ก็ต้องเป็นความรู้ว่า
 
มาจากไหน? ทำอย่างไรถึงได้เห็นดอกไม้อย่างนี้ได้ ใช่ไม๊คะ?
 
ต้องมีการปลูก มีการตัด ตอน มีการปลูกเม็ดก็แล้วแต่ ทั้งหมดเนี่ย ก็เป็นสิ่งที่รู้
 
แต่ว่า รู้ถูก หรือ รู้ผิด?
 
รู้สิ่งที่เป็นความจริงถึงที่สุด ที่ไม่มีความจริงยิ่งกว่านี้  
 
หรือว่า รู้เหมือนที่เขาก็รู้กันทั้งนั้นแหละ ใช่ไม๊คะ? มีใครบ้าง ที่จะไม่รู้
 
แต่ว่า รู้อย่างนั้น ไม่ใช่ความเห็นถูก ที่เป็นปัญญา
 
 
 
 
เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรม เนี่ยนะคะ เพื่อให้เข้าใจ สิ่งที่กำลังมี ในขณะนั้น
 
แล้วแต่ว่า ขณะนี้ก็ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย ไปเรียนวิชานั้น วิชานี้ ดีกว่า
 
บางคนอาจจะคิดอย่างนั้น นะคะ แต่ไม่ว่าวิชาไหน ก็ต้องเพราะมีเห็น มีได้ยิน มีได้กลิ่น
 
มีลิ้มรส มีรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส มีคิดนึก วันแล้ว วันเล่า เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
 
เห็นก็เปลี่ยนไป ได้ยินก็เปลี่ยนไป ทุกอย่างเปลี่ยนไป 
 
แม้แต่ความคิดนึกก็เปลี่ยนไป นะคะ ไม่มีอะไรคงที่
 
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ประเสริฐ เป็นพร "วร" ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ก็คือ 
 
ได้รู้ว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นบุคคลผู้เลิศ ทรงตรัสรู้อะไร
 
แล้วก็เป็นประโยชน์ แก่ผู้ที่ได้มีโอกาสฟังพระธรรม อย่างไร
 
มิฉะนั้น เราก็เพียงแต่กราบไหว้ แล้วก็ "ขอ" เสียด้วย 
 
ไม่ใช่กราบไหว้เปล่าๆ นะคะ ขอนั่น ขอนี่ 
 
แต่ว่า สิ่งที่ขอ เป็นสิ่งที่ประเสริฐหรือเปล่า? หรือ ประเสริฐแม้ไม่ได้ขอ
 
แต่ให้อยู่แล้ว ให้ทุกวัน ตั้งแต่เช้า ถึงค่ำ
 
 
 
 
พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงพระธรรม มากมายกว่าใครอื่นทั้งหมด 
 
ทรงตื่นบรรทม ต่ืนมาก็พิจารณาแล้ว  ใครเป็นบุคคลที่ควรจะได้ฟังพระธรรม
 
เพราะว่า ไม่ใช่ทุกคน จะสนใจฟัง หรือว่า ฟังแล้วจะเข้าใจ
 
แม้แต่เพียงการเข้าใจเนี่ยค่ะ ต้องมีเหตุ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดมาได้ ต้องมีเหตุปัจจัย
 
ละเอียดยิบ นะคะ โอกาสที่จะได้ฟัง ก็ต้องมีเหตุ 
 
แม้ฟังแล้ว การที่ฟังแล้วเข้าใจ ก็ต้องมีเหตุอีก นี่ทรงแสดงความจริง นะคะ 
 
ซึ่งทุกคนที่กราบไหว้ นอบน้อม เคารพบูชาพระองค์ เหนือบุคคลใด ก็จะได้ทราบว่า
 
เพราะทรงพระมหากรุณาแสดง สิ่งซึ่งใครก็คิดเองไม่ได้ 
 
แต่เป็นความจริง ที่ปรากฏอยู่ทุกขณะ 
 
ให้คนที่ได้ฟัง มีโอกาสได้ "รู้จัก" พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยพระปัญญาคุณของพระองค์ 
 
ว่า เพราะเหตุนี้  "อิติปิโสภควา"
 
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
 
มิฉะนั้น เพียงได้ยินชื่อ แล้วก็เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 
 
แต่เพราะอะไร? ถ้าไม่มีพระปัญญาคุณ ที่ทำให้เป็นผู้ทรงบริสุทธิ์ หมดจด ดับกิเลสหมด
 
นะคะ แล้วก็พระมหากรุณาคุณ คือ ไม่ใช่หมดกิเลสเฉพาะพระองค์เอง
 
คนอื่น ก็ยังมีปัญญาเพิ่มขึ้น รู้สิ่งที่ไม่เคยรู้ 
 
จนกระทั่งเห็นอกุศล เป็นอกุศลที่มีโทษ ตามความเป็นจริง 
 
แล้วก็อบรมเจริญธรรมะฝ่ายกุศล ซึ่งธรรมะฝ่ายกุศลเนี่ยค่ะ ไม่เคยนำทุกข์มาให้ใครเลย
 
ทั้งสิ้น แต่ธรรมะฝ่ายตรงกันข้าม นะคะ เราคุ้นเคย เราชิน เราอาจจะชอบ
 
นั่นแหละค่ะ ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่กุศล ก็นำแต่ทุกข์มาให้ โดยไม่รู้เลย
 
 
 
 
มีประโยชน์ไม๊คะ? การฟัง 
 
ได้เข้าใจ สิ่งซึ่ง ไม่เคยได้ยิน ได้ฟัง แล้วก็เข้าใจขึ้น
 
และ สิ่งนั้น ก็ไม่ได้อยู่ไกลเลย
 
เดี๋ยวนี้ ค่ะ
 
เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีอยู่ เดี๋ยวนี้ แล้วไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจ แล้วก็เข้าใจขึ้น
 
อย่างคำว่า จิต เนี่ย ก็พูดมาตั้งนานนะคะ เกิดมาก็ได้ยิน ได้ฟัง แล้วก็พูดกันไปเรื่อย
 
แต่ก็ยังไม่เข้าใจ 
 
แต่พอฟังแล้วเนี่ย พอเริ่มจะเข้าใจบ้างไหม?
 
ว่า จิตเนี่ย มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ก็มี 
 
อะไรๆ ทั้งหมดที่ว่ามีจริง ต้องเดี๋ยวนี้ ใช่ไม๊คะ?
 
เพราะฉะนั้น จิตเดี๋ยวนี้ มีหรือเปล่า? 
 
เนี่ยค่ะ ก็ต้องคิด เพื่อที่จะเข้าใจจิตขึ้นอีก ไม่ใช่เท่านั้นพอแล้ว ใช่ไม๊คะ
 
เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ เพื่อความมั่นคง เดี๋ยวนี้มีจิตไหม? คะ?
 
เดี๋ยวนี้ จิตอะไร? ที่ว่ามี
 
 
 
 
ท่านผู้ฟัง   ก็มากมายค่ะ  
 
ท่านอาจารย์   เอาทีละอย่างค่ะ 
 
ท่านผู้ฟัง   เห็นค่ะ ได้ยิน
 
ท่านอาจารย์   "เห็น" เห็นไม๊คะ นี่เริ่มเข้าใจแล้ว ว่า "เห็น" ขณะนี้ คือ จิต นั่นเอง
 
สงสัยมานักหนา ว่า "จิต" คืออะไร? แล้วก็ไม่รู้ เรียกชื่อจิตมาตั้งนาน
 
แต่เดี๋ยวนี้ ทันทีที่ได้ยิน นะคะ "ได้ยิน" นั่นคือ "จิต" ที่รู้เสียง
 
ต้องมีเสียกระทบ ใช่ไม๊คะ? แล้วจิตนั้นก็จำได้ ว่าเสียงนี้ หมายความว่าอะไร?
 
เพราะฉะนั้น จิตหลากหลายไม๊คะ? ได้ยิน แล้วก็ยังรู้ว่าเป็นเสียงอะไรด้วย
 
ด้วยเหตุนี้ นะคะ แม้จะได้ยินคำว่า จิต กับ เจตสิก เป็นสภาพนามธรรม
 
เป็นสภาพรู้ เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน แยกกันไม่ได้เลย 
 
และ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ด้วย สิ่งที่ถูกรู้ เนี่ยค่ะ ภาษาบาลีใช้คำว่า "อารัมณะ"
 
แล้วคนไทยก็เรียกว่า "อารมณ์"
 
แต่ก็ไม่ได้ศึกษาเลย นะคะ ก็เลยไม่รู้ว่า ที่เราเรียกว่าอารมณ์ นั้นน่ะ คืออะไร?
 
แล้วก็ใช้ผิดๆ ด้วย คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง 
 
แต่ถ้ารู้ว่า เมื่อมีจิต ซึ่งเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ แน่นอน ไม่งั้นรู้อะไรล่ะคะ?
 
กล่าวลอยๆ ว่ารู้แล้ว รู้อะไร? 
 
อะไร ที่ถูกรู้น่ันแหละ คือ อารัมณะ 
 
ภาษาไทย เรียกคำว่า อารมณ์ นะคะ
 
 
 
 
ท่านอาจารย์   วันนี้อารมณ์ดีไม๊คะ?
 
ท่านผู้ฟัง   อารมณ์ดีค่ะ
 
ท่านอาจารย์   ตอบง่ายเลยนะคะ วันนี้อารมณ์ดี ทำไมบอกว่าอารมณ์ดี
 
ท่านผู้ฟัง   เพราะได้มาพบอาจารย์ค่ะ เพราะทุกทีเคยฟังจากในวิทยุค่ะ 
 
วันนี้ ได้มาเจออาจารย์ค่ะ เลยอารมณ์ดีค่ะ ทุกคนเลยค่ะ
 
ท่านอาจารย์   ค่ะ นี่ภาษาไทย ใช่ไม๊คะ? วันไหนไม่ได้ทุกข์ ไม่ได้เดือดร้อน
 
ไม่ได้รำคาญ สบายใจ ก็บอกว่าอารมณ์ดี แต่ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่ดีเลย ได้ยินเสียงที่น่ากลัว
 
ตกใจ กลิ่นก็เหม็น รสก็แย่ แล้วก็กำลังร้อนเหลือเกิน เหมือนถูกไฟเผา
 
อารมณ์ คือ สิ่งที่จิตกำลังรู้
 
เพราะฉะนั้น ขณะนั้น ต่างหาก ที่เป็นอารมณ์ไม่ดี หรือถ้า อารมณ์ดี ก็ตรงกันข้าม
 
ยังไม่มารวมกันเป็นอะไรเลย เพราะ จิตเกิดขึ้นเพียงหนึ่งขณะ พร้อมเจตสิก
 
รู้สิ่งหนึ่ง สิ่งใด นะคะ
 
ถ้าเป็นเสียง ทั้งจิตและเจตสิก ก็กำลังรู้เสียง แยกกันไม่ได้เลย
 
ถ้าเป็นเสียงที่น่าพอใจ อารมณ์ คือ เสียง คือ สิ่งที่ถูกรู้ เป็น อารมณ์ดี
 
ไม่ใช่อารมณ์ดี เพราะอย่างนั้น อย่างนี้ เลยนะคะ
 
แต่เพราะ เห็นดี ได้ยินเสียงที่น่าพอใจ เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย
 
การกระทบสัมผัสก็ไม่ร้อนเกินไป ไม่หนาวเกินไป ไม่แข็งจนเจ็บ นะคะ 
 
ทั้งหมด ก็คือ อารมณ์ดี
 
คือ สิ่งใดที่จิตกำลังรู้ สิ่งดีๆ เหล่านั้นแหละ คือ อารมณ์ของจิตที่รู้ เป็นอารมณ์ดี
 
 
 
 
เพราะฉะนั้น ภาษาไทยเราไม่ได้ศึกษา ก็รวบเอาง่ายๆ วันนี้อารมณ์ดี
 
ถามว่า อารมณ์ดีเพราะอะไร? ใช่ไม๊คะ? 
 
ต้องรู้ความจริงว่า เห็นสิ่งสวยๆ งามๆ ดอกไม้ก็สวย เสียงก็เพราะ เสียงนก เสียงดนตรี
 
เสียงอะไรก็แล้วแต่ กลิ่นก็หอม
 
เมื่อไหร่ สิ่งที่ถูกจิตรู้ เป็นสิ่งที่น่าพอใจ เราบอกว่า อารมณ์ดี
 
ถ้าสิ่งที่จิดกำลังรู้ หรือ ถูกจิตรู้ เป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เราก็บอกว่า อารมณ์ไม่ดี
 
เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ อารมณ์ดีเพราะอะไร? อารมณ์ไม่ดีเพราะอะไร?
 
เขานินทา เขาว่า อย่างเนี้ยค่ะ ไม่ใช่เฉพาะเสียง นะคะ
 
เสียงดับไปแล้ว แต่จิตก็ยังคิด ด้วยความไม่สบายใจ ในเสียง ที่เป็นเรื่องราวที่ได้ยิน
 
แล้วก็คิดไป ขณะนั้น อารมณ์ไม่ดี ใช่ไม๊คะ? จิตจึงได้ไม่สบายใจ
 
แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นคำชม เป็นไงคะ? อารมณ์ดี จิตก็สบาย
 
เพราะฉะนั้น ต้องแยกค่ะ
 
 เมื่อมีจิต ต้องมีอารมณ์ คือ อารัมณะ สิ่งที่ถูกรู้
 
เพราะ จิต เป็น สภาพรู้
 
เพราะฉะนั้น ดี หรือ ไม่ดี นี่ อยู่ที่ตัวอารมณ์ ที่จิตรู้
 
ถ้าเป็นสิ่งที่ดีทั้งหมด วันนั้น เราก็พูดคร่าวๆ ในภาษาไทยว่า วันนั้นอารมณ์ดี
 
 
 
 
 
แต่จะมีคนไทยสักกี่คน พูด "คำ" ที่รู้จัก
 
ถ้าพูดว่า วันนี้อารมณ์ดี ต้องหมายความว่า สิ่งที่จิตรู้วันนี้ ทั้งหมด ดีหมดเลย
 
ทั้งสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ 
 
เราจึงกล่าวว่า ตัวอารมณ์ นั้นน่ะ ดี
 
แต่เราไปเข้าใจว่า จิตเรานั้นสบาย ใช่ไม๊คะ? 
 
แต่ที่จิตสบาย ไม่เป็นทุกข์ เพราะอารมณ์ดี
 
เพราะอารมณ์ที่จิตรู้ ดี เป็นสิ่งที่น่าพอใจ
 
เนี่ยค่ะ คือ ประโยชน์ของการที่จะรู้จักจริงๆ ว่า
 
ถ้าพูดถึง อารมณ์ ไม่ว่าที่ไหน ต้องหมายความถึง สิ่งที่จิตกำลังรู้
 
จิตได้ยินต้องมีเสียง  ถ้าไม่มีเสียง จิตจะได้ยินได้ไม๊คะ? ไม่ได้ 
 
เพราะฉะนั้น เสียง เป็นอารมณ์ ของจิตได้ยิน  
 
เสียง เป็นอารมณ์ของจิตเห็นได้ไม๊คะ? ไม่ได้
 
ต้องสิ่งที่กำลังปรากฏ สวยๆ งามๆ ทางตา เนี่ยค่ะ เป็นอารมณ์ของจิตที่เห็น
 
 
 
 
เพราะฉะนั้น แต่ละทาง ก็แยกกันไป นะคะ 
 
จิตเกิดขึ้น รู้เฉพาะอารมณ์เดียว จิตหนึ่ง จะรู้สองอารมณ์ไม่ได้
 
เพราะฉะนั้น จิตหนึ่ง ก็มีอารมณ์หนึ่ง
 
แล้วแต่ว่า จะเป็นอารมณ์ที่ปรากฏให้เห็นทางตา หรือ เป็นเสียง ที่รู้ได้ทางหู
 
หรือเป็นกลิ่น รู้ได้ทางจมูก หรือเป็นรส รู้ได้ทางลิ้น 
 
หรือเป็นสิ่งที่กระทบสัมผัสกาย ซึ่งรู้ได้ เมื่อกระทบกาย แล้วใจ ก็จำหมดเลย ทุกเรื่อง
 
ไม่ลืม แล้วก็คิดต่อไปอีก ยาวเลย ทั้งวัน  
 
นี่คือ จิต เป็นสภาพรู้ ธาตุรู้ 
 
ไม่ว่าจะอาศัย ตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายรู้สิ่งกระทบสัมผัส 
 
ใจก็คิดนึกค่ะ แม้ไม่เห็น ก็คิดได้ ถูกต้องไม๊คะ?
 
จิต ทั้งนั้นเลย วันหนึ่งๆ
 
ส่วนอารมณ์ก็ ตอนนี้รู้แล้ว เป็นสิ่งที่ถูกจิตรู้ 
 
จิตรู้อะไร สิ่งนั้นแหละ เป็นอารมณ์
 
จะมีจิต โดยไม่มีอารมณ์ได้ไม๊คะ? ได้ไม๊คะ? ได้ไม๊
 
มีแต่จิตเปล่าๆ โดยไม่มีอารมณ์ ได้ไม๊? (มีเสียงตอบว่า ได้) แล้วจิตรู้อะไรล่ะคะ?
 
จิตต้องรู้ค่ะ เกิดขึ้นต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้
 
เพราะฉะนั้น ขณะนั้น จิตรู้อะไร? จิตต้องรู้นี่คะ 
 
ค่ะ เพราะฉะนั้น สิ่งที่กระทบนั้น คือ อารมณ์ของจิต ค่ะ
 
มีสองอย่าง รู้ กับ ถูกรู้
 
เพราะฉะนั้น เมื่อจิตกำลังเห็น ต้องมี สิ่งที่จิตเห็น เป็นสิ่งที่ถูกจิตเห็น
 
สิ่งที่ถูกจิตเห็น นี่คือ อารมณ์ของจิต
 
 
 
 
เวลาที่เสียงปรากฏ นะคะ ต้องมีจิตที่ได้ยินเสียง เสียงจึงปรากฏ หลากหลายมากเลย
 
เสียงแต่ละเสียงนี่ หลากหลายมาก เพียงปรากฏ แล้วก็ดับ จิตเกิดขึ้น แล้วก็ดับ
 
เพราะฉะนั้น ทั้งจิต ทั้งเสียง ที่ได้ยินก็ดับ เปลี่ยนไปอยู่เรื่อยๆ  
 
จิตเกิดขึ้นแล้วก็ดับ รู้สิ่งใด สิ่งนั้นต้องเกิด ถ้าไม่เกิด จิตรู้ไม่ได้ แม้สิ่งที่จิตรู้ ก็ดับด้วย
 
เพราะฉะนั้น โลกจริงๆ เนี่ย จะเหลืออะไร?
 
แต่ละวันเนี่ย ไม่มีเหลือ 
 
ย่อยละเอียดยิ่งกว่านั้น คือ แต่ละขณะ ก็ไม่เหลือ
 
เพราะฉะนั้น เป็นความว่างเปล่า จากความเป็นสิ่งหนึ่ง สิ่งใด ที่เที่ยง
 
ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า ขันธ หรือ ขันธ์ ในภาษาไทย ที่เราพูดว่า ขันธ์ ๕ 
 
ก็หมายความถึง สิ่งที่มีจริง ที่เป็นสิ่งที่ยึดถือ เหนียวแน่นมาก
 
คำถามอีกครั้งหนึ่งก่อน นะคะ มีจิตเกิดขึ้น ไม่มีอารมณ์ ได้ไม๊คะ? ไม่ได้
 
เพราะจิตเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้
 
มีอารมณ์ โดยไม่มีจิต ได้ไม๊คะ? ได้หรือไม่ได้คะ? มีอารมณ์ โดยไม่มีจิต ก็ไม่ได้
 
เพราะว่า สีต่างๆ สวยๆ งามๆ ข้างหลังก็มี แต่จิตไม่รู้ 
 
เพราะฉะนั้น จะกล่าวว่า เป็นอารมณ์ของจิตไม่ได้ เพราะ ไม่เห็น 
 
ต่อเมื่อใด จิตเกิดขึ้น รู้สิ่งใด 
 
เฉพาะสิ่งนั้น เป็นอารมณ์ของจิต
 
เสียงอื่น ในป่าก็มี นอกห้องก็มี แต่เฉพาะเสียงที่ปรากฏ ที่จิตกำลังได้ยินเสียง
 
เสียงนั้นเท่านั้น ที่เป็นอารมณ์ของจิต ที่กำลังรู้เสียงนั้น
 
 
 
 
นี่คือพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาค  ทรงแสดงความจริงที่สุด นะคะ 
 
ไม่มีอะไรที่จะจริงกว่านี้ เป็นปรมัตถธรรม
 
"เห็น" เป็นจีน หรือเป็นไทย หรือเป็นญี่ปุ่น "เห็น" เนี่ยค่ะ กำลังเห็นเดี๋ยวนี้
 
เป็นอะไรคะ? เป็นไทย หรือว่า เป็นจีน หรือว่า เป็นพม่า หรือว่า เป็นญี่ปุ่น คะ เห็นเนี่ยค่ะ
 
"เห็น" เป็น "เห็น" 
 
ไม่เป็นอะไรเลย ค่ะ เห็นจะเป็นญี่ปุ่น ได้ยังไงคะ?  จะเป็นจีน ได้ยังไง?
 
จะเป็นไทย ได้ยังไง? 
 
"เห็น" แค่เกิดขึ้น "เห็น" แล้วก็ดับไป
 
เพราะฉะนั้น แม้จิต ก็ไม่ใช่ของใคร ค่ะ เพราะอะไร? ก็เหมือนไฟ เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป
 
ไฟร้อน แต่จิตเป็นสภาพรู้ ก็คือ ธรรมะ แต่ละหนึ่งๆ ซึ่งมีจริงๆ  
 
แล้วก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร
 
ใครไปสั่งให้เกิดดับ ก็ไม่ได้ ให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ก็ไม่ได้
 
เพราะฉะนั้น ธรรมะ ทั้งหมด เป็นอนัตตา 
 
ได้ยินคำนี้บ่อยๆ ใช่ไม๊คะ? "อนัตตา"
 
อัตตา คือ สิ่งหนึ่งสิ่งใด เที่ยง อนัตตา ไม่ใช่สิ่งใดสิ่งหนึ่งเลยทั้งสิ้น
 
เป็นแต่เพียงธรรมะ แต่ละหนึ่ง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้
 
อย่างโกรธเนี่ยค่ะ เกิดขึ้น จะเป็นเมตตาได้ไม๊คะ? ขุ่นใจ เปลี่ยนไม่ได้เลย
 
ก็เป็นโกรธนั่นแหละ เด็กเล็กๆ โกรธ ได๊ไม๊คะ? สุนัขโกรธ ได้ไม๊?
 
เพราะ "โกรธ" เป็น "โกรธ" 
 
ไม่ใช่สุนัข ไม่ใช่แมว ไม่ใช่นก ไมใช่คน ไม่ใช่ใคร?
 
เป็นธาตุ หรือ เป็นธรรมะ ซึ่งมีปัจจัย เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป 
 
 
 
 
ทุกคนที่มีความทุกข์ นะคะ เพราะคิดว่า มีตัวเรา มีของเรา
 
จึงเห็นแก่ตัว 
 
ทุกอย่างเนี่ย เพื่อตัว
 
ไม่ว่าจะขวนขวาย แสวงหา เก็บไว้มากเท่าไหร่ 
 
ก็เพื่อ ตัว
 
แล้วก็เป็น ของตัว จริงๆ หรือเปล่า?
 
ไม่ใช่เลยค่ะ พลัดพรากหายไป ทันทีก็ได้ น้ำท่วมหายไปหมดเลย ไฟไหม้ก็หมด
 
แล้วอะไรล่ะ เป็นของใคร?
 
แม้แต่ที่เข้าใจว่าเป็นเรา ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า นี่นะคะ 
 
เพียงจิตไม่เกิดที่นี่เท่านั้นแหละค่ะ เอาไปไว้ที่ไหนดีคะ?
 
เอาไว้ในบ้านต่อไป ดีไม๊คะ? ไม่มีใครเก็บไว้เลยค่ะ
 
แม่รักลูกที่สุด แต่พอไม่มีจิตเกิดที่รูปนั้น เป็นไงคะ? เอาไม๊คะ ให้
 
ก็ไม่มีใครที่สามารถรับไว้ได้ ใช่ไม๊คะ? รังเกียจไม๊คะ?
 
เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เป็นธรรมะ
 
ที่ใครๆ ก็เปลี่ยนแปลงลักษณะของธรรมะนั้น ไม่ได้เลย จึงเป็นอนัตตา
 
ด้วยเหตุนี้ นะคะ 
 
ธรรมะ ทั้งหมด ไม่เว้นเลย เป็นอนัตตา
 
 
ขออนุุโมทนาในกุศลทุกประการของคุณเกรียงศักดิ์ อินทราวิชกุล(พี่ขาว)
 
ที่ได้จัดเตรียม สถานที่ อาหาร และ สิ่งอำนวยความสะดวกอย่างดียิ่งทุกประการ
 
เพื่อการสนทนาธรรม อบรมเจริญปัญญา เพื่อความเข้าใจธรรมะ ของทุกๆ ท่านในวันนั้น 
 
ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด มากกว่าทานคือการให้ใดๆ ในโลก
 
 
 
กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
 
ขออนุโมทนาท่านวิทยากรทุกท่าน
 
และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านด้วยครับ
 
 
 

Tag  คุณเกรียงศักดิ์ ณ กาลครั้งหนึ่ง ตลาด บ้านพี่ขาว พี่ขาว สนทนาธรรม แม่ค้า ไปสนทนาธรรม

  ความคิดเห็นที่ 1  
 
jaturong
วันที่ 6 ก.พ. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
wanipa
วันที่ 6 ก.พ. 2555

กราบขอบพระคุณธรรมะจากท่านอาจารย์สุจินต์ฯ

และขออนุโมทนาบุญกุศลของทุกท่านด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 6 ก.พ. 2555

กราบเท้าอนุโมทนาในเมตตากุศลจิตของท่านอาจาย์สุจินต์ด้วยความเคารพยิ่งครับ

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาคุณวันชัย มา ณ กาลครั้งนี้ ด้วยครับ

และขออนุโมทนากับทุกๆ ท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
daris
วันที่ 6 ก.พ. 2555

ขอกราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
เซจาน้อย
วันที่ 6 ก.พ. 2555

  ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

 

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของพี่วันชัย ภู่งาม และ ทุกๆ ท่านด้วยครับ

 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 6 ก.พ. 2555
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น"ผู้ใดก็ตาม ที่เห็นคุณค่า ของปัญญา
 
เพราะว่าเกิดมาแล้วไม่รู้ แล้วก็ไม่รู้ไปเรื่อยๆ กับ การเกิดมาแล้ว ยังมีโอกาสรู้ความจริง
 
ก็เป็นสิ่งซึ่ง จะเห็นได้ค่ะว่า ยังไงๆ ก็ต้องจากไป
 
จะจากไปด้วยความไม่รู้เหมือนเดิม หรือว่า ค่อยๆ เข้าใจความจริง"กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ที่เคารพยิ่งขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของพี่วันชัย ภู่งาม และทุกๆ ท่านด้วยครับ 
 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
kinder
วันที่ 6 ก.พ. 2555
ขอบคุณและขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
chomchean
วันที่ 7 ก.พ. 2555
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 
เพราะว่าเกิดมาแล้วไม่รู้ แล้วก็ไม่รู้ไปเรื่อยๆ กับ การเกิดมาแล้ว ยังมีโอกาสรู้ความจริง
 
ก็เป็นสิ่งซึ่ง จะเห็นได้ค่ะว่า ยังไงๆ ก็ต้องจากไป
 
จะจากไปด้วยความไม่รู้เหมือนเดิม หรือว่า ค่อยๆ เข้าใจความจริง"
 
 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
pat_jesty
วันที่ 7 ก.พ. 2555

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์  บริหารวนเขตต์  ที่เคารพยิ่ง

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาคุณวันชัย และทุกๆ ท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
aurasa
aurasa
วันที่ 7 ก.พ. 2555

กราบขอบพระคุณท่านอจ.สุจินต์ และท่านวิทยากรอย่างสูง และขออนุโมทนาในกุศล

เจตนาของท่านเจ้าภาพ และผู้เข้าร่วมสนทนาธรรม ด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
พรรณี
พรรณี
วันที่ 8 ก.พ. 2555

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ค่ะ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
Jans
Jans
วันที่ 8 ก.พ. 2555

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

และขออนุโมทนาในกุศลจิตของคุณวันชัย ภู่งาม และ ทุกๆ ท่านค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ