ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โครงการหลวงอินทนนท์ ๑๑-๑๓ ม.ค. ๒๕๕๕ ตอนที่ ๑

 
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  21 ม.ค. 2555
หมายเลข  20412
อ่าน  5,940

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ระหว่างวันที่ ๑๑ - ๑๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และคณะวิทยากรของมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ได้เดินทางไปสนทนาธรรม ณ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ หรือ โครงการหลวงอินทนนท์ บริเวณอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งเป็นการเดินทางไปที่จังหวัดเชียงใหม่ของท่านอาจารย์และคณะฯ เป็นปรกติ เป็นประจำทุกปี ในช่วงนี้ ด้วยความเอื้อเฟื้อดูแลจัดการทุกสิ่งอย่างดีเยี่ยม งดงาม น่าประทับใจตลอดการเดินทาง ของชมรมบ้านธัมมะ มศพ. จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งข้าพเจ้าได้ทราบจาก คุณจิมมี่ (คุณดนิตฤ สุคนธ์พานิช) ว่า มีการเตรียมการคัดเลือกสถานที่ พร้อมทั้งดูรายละเอียดต่างๆ ทั้งเรื่องของที่พัก อาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เพื่อความสะดวกสบายของท่านอาจารย์ และสหายธรรมที่จะเข้าร่วมการสนทนา ในครั้งนี้เป็นอย่างดี

ที่พักที่มีไว้ให้บริการกับนักท่องเที่ยวของโครงการหลวงอินทนนท์เป็นที่พักที่ได้มาตรฐาน มีความสะอาด สวยงาม มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ท่ามกลางบรรยากาศที่สวยงาม สะพรั่งไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้ ในอากาศที่เย็นสบาย ไม่มีเครื่องปรับอากาศเลย เพราะมีอากาศที่หนาวเย็นอยู่แล้ว คณะของท่านอาจารย์ได้เดินทางไปถึงในราวบ่ายโมง ซึ่งมีการจัดเตรียมอาหารกลางวันที่เป็นมื้อแรกไว้คอยต้อนรับทุกท่าน ด้วยกลิ่นอาย และรสชาติชาวเหนืออย่างแท้จริง คือ ขนมจีนน้ำเงี้ยว ไส้อั่ว แคบหมู ผัดผักรวม และสลัดผักสดๆ ซึ่งได้ทราบจาก พี่โจ (นาวาอากาศโท จรัล ปานุราช) ว่าได้เตรียมผักสลัดสดๆ นานาชนิดจากสวนของพี่โจเอง มาไว้คอยบริการทุกๆ ท่านตลอดเวลาสามวัน มากถึง ๕๐ กิโลกรัมด้วยกัน เป็นความประณีต ใส่ใจ ในการให้ ของพี่ๆ และทุกคนที่เชียงใหม่ อย่างยิ่งครับ

ไม่เพียงเท่านั้น ชาวชมรมบ้านธัมมะ มศพ.เชียงใหม่ ยังมีใจกรุณา มอบผ้าพันคอที่ชาวชมรมบ้านธัมมะ มศพ. เชียงใหม่ ได้พร้อมใจกันถักทอขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และถุงเท้าแสนสวย น่ารัก ไว้ให้ทุกท่านใส่นอนเพื่อป้องกันความหนาวเย็นของอากาศ รวมทั้งปฏิทิน ส้ม สาหร่ายน้ำจืดอบแห้ง (ไก) ของฝากเลื่องชื่อซึ่งมีแห่งเดียวคือจังหวัดน่าน สำหรับทานในที่พัก เป็นการให้ที่คิดถึงสุขภาพของคนรับจริงๆ ครับ กราบอนุโมทนาครับ หลังรับประทานอาหาร ทุกท่านได้แยกย้ายเข้าที่พัก และได้ออกมาเดินชมบรรยากาศภายในบริเวณสถานีเกษตรหลวงแห่งนี้ ซึ่งกำลังเบ่งบานไปด้วยดอกไม้นานาพรรณและที่สำคัญ เป็นกุศลวิบากอย่างยิ่ง ที่การเดินทางมาครั้งนี้ ตรงกับช่วงเวลาที่ดอกนางพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทย กำลังผลิดอกบานสะพรั่งพอดี ทำให้บรรยากาศโดยรอบที่พัก ที่สนทนาธรรม สวยงามน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่งครับ

ขณะที่มัวเพลิดเพลินกันอยู่นั้น ก็ได้ยินว่า ท่านอาจารย์กำลังเดินไปชมน้ำตก สิริภูมิ ข้าพเจ้าย่อมไม่ละโอกาสที่จะได้ติดตามท่านไปแน่นอน เพราะการได้ติดตามท่านไปนั้น เป็นโอกาสให้กุศลจิตเกิดได้ง่าย และนอกจากกุศลวิบากทางตาที่ได้เห็นสิ่งสวยงามแล้ว ยังจะได้รับสิ่งที่หาค่ามิได้คือพระธรรม ที่ไม่ว่าท่านจะอยู่ ณ ที่ไหนๆ ท่านก็ไม่เคยว่างเว้นจาการกล่าวธรรมเลย นี้คือสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าและทุกๆ ท่าน ซึ่งมี บุญอันได้กระทำไว้ดีแล้วแต่ปางก่อน ได้มีโอกาสอันแสนวิเศษ ในสถานที่พิเศษ เป็นโอกาสอันเลิศที่เกิดขึ้น สะสมและดับไป หมดไป ไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ ก็สิ่งใดเล่า? ที่ควรสะสมไว้ในจิต อันจักเป็นที่พึ่งได้ นอกจาก อริยทรัพย์อันประเสริฐ ที่บุคคลควรมีไว้ สะสมไว้ ยิ่งกว่าทรัพย์อื่นใดในโลก

อริยทรัพย์ ๗

" ... สัทธาธนัง ทรัพย์คือศรัทธา สีลธนัง ทรัพย์คือศีล หิริธนัง ทรัพย์คือหิริ โอตตัปปะธนัง ทรัพย์คือโอตตัปปะ สุตธนัง ทรัพย์คือสุตะ จาคธนัง ทรัพย์คือจาคะ ปัญญาธนัง ทรัพย์คือปัญญา ... "


ไม่ว่าจะเป็น ณ สถานที่ใด ณ กาลเวลาไหนๆ ก็เป็น ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่บุคคลที่ได้สั่งสมมาในธรรม จักมีโอกาสได้อบรม สะสมความรู้ความเข้าใจในธรรมเพิ่มขึ้น เมื่อได้มีโอกาสนั่งใกล้บัณฑิต ผู้นั้นย่อมไม่ละซึ่งโอกาสนั้นเลย ...

" ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือสุตะ เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงไว้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดี ด้วยทิฏฐิ. ซึ่งธรรมทั้งหลาย อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุดประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง นี้เรียกว่า ทรัพย์คือสุตะ ... "

[เล่มที่ 37] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 10 - ปฐมธนสูตร และ ทุติยธนสูตร (ว่าด้วยทรัพย์ ๗ ประการ)

" ... บางคนมีทานนุปนิสัย คือมีอุปนิสัยในการให้ทาน ให้สะดวกสบาย ง่าย คล่อง เร็วมากบางคนมีสีลุปนิสัย คือมีกาย วาจาที่อ่อนน้อมสงเคราะห์ช่วยเหลือคนอื่นเป็นชีวิตประจำวัน แต่ภาวนุปนิสัย เป็นกุศลที่ทุกคนควรจะเริ่มสะสม ... "

" ... ท่านอาจารย์ เป็นผู้เกิดมาเพื่อความเข้าใจของผู้ที่สั่งสมเหตุที่ดีมาที่จะได้ฟังพระธรรม ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากพระธรรม ได้รับประโยชน์จากใคร ก็จะมีความปรารถนาดี ให้ผู้นั้น มีอายุยืนนาน ชีวิตของผู้ที่มีปัญญา ยิ่งมีอายุยืนนานเท่าใด ก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นมากเท่านั้น ... "

(ตอนหนึ่งของคำกล่าวบูชาคุณท่านอาจารย์ โดย คุณคำปั่น อักษรวิลัย)

" ... ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากปริยัติธรรม พระอริยสาวกทั้งหลายอาศัยแล้วจึงถึงความเป็นสังฆรัตนะ ปัญญาที่ประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมเกิดจากการฟังพระธรรม ผู้ที่เห็นคุณของพระรัตนตรัยมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ย่อมไม่ขาดการฟังพระธรรมซึ่งเป็นปริยัติธรรม ข้อสำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่ฟังพระธรรมและศึกษาพระธรรม คือต้องรู้ว่า เพื่อน้อมประพฤติปฏิบัติตาม เท่าที่สามารถจะกระทำได้ อย่าได้เป็นผู้ที่เพียงฟัง จึงชื่อว่า เป็นผู้ที่เคารพในพระธรรมจริงๆ ... "

" ... เพราะฉะนั้น ในชาติหนึ่งๆ ที่ทุกท่านอบรมเพื่อที่จะให้ถึงพระนิพพาน ก็จะไม่พ้นจากฟังให้เข้าใจ พร้อมกับเป็นผู้มีปกติอบรมเจริญสติปัฏฐาน แม้ทีละเล็กทีละน้อย วันละนิดวันละหน่อย หรือว่า ชาติละนิดชาติละหน่อยก็ตามแต่ แต่นี่คือ การอบรมเจริญปัญญา เราจะไม่เอาอย่างอื่นเลย ไม่ได้ต้องการสติมากๆ เอามาทำไม? เอาสมาธิมามากๆ เอามาทำไม? ถ้าไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามปกติตามความเป็นจริง ซึ่งจะต้องอบรม ด้วยการฟัง ซึ่งในขณะนี้ กำลังเป็นการภาวนาอยู่ คือ อบรมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าใจขึ้น สติปัฏฐานเกิดระลึกขึ้น พิจารณาจนกระทั่งรู้ จนกระทั่งแจ่มแจ้งขึ้น จนกระทั่งชัดขึ้น ... "

ในตอนค่ำของวันแรก ที่โครงการหลวงอินทนนท์ หลังจากรับประทานอาหารค่ำเสร็จแล้ว ท่านพลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร ได้กราบขอความเมตตาจากท่านอาจารย์ ได้ให้โอกาสสนทนาธรรมนอกรอบแก่สหายธรรม ซึ่งท่านอาจารย์ได้มีเมตตาสนทนาที่ห้องโถงรับแขกของเรือนพักที่สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. เชียงใหม่พักอยู่ ข้าพเจ้าขอนำข้อความสั้นๆ ที่มีความไพเราะอย่างยิ่งนั้น มาฝากทุกๆ ท่าน ดังนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

อ.อรรณพ (ปฐมทารุขันธสูตร) เป็นพระสูตรที่พระองค์ท่านทรงแสดงพระธรรมริมฝั่งแม่น้ำคงคา ด้วยพระญาณของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็สามารถที่จะอุปมา ให้เข้าใจธรรมะ แล้วก็ให้เข้าใจสภาพของแต่ละบุคคล ว่ารอดหรือไม่รอดนะครับ ทรงอุปมาบุคคลว่า เหมือนกับท่อนไม้ ซึ่งท่อนไม้นี่ ลอยมาในแม่น้ำคงคา จะมีท่อนไม้สักกี่ท่อนที่จะเล็ดลอด รอดที่ว่านี่รอดออกไปจนถึงมหาสมุทรได้ ซึ่ง มหาสมุทร ก็หมายถึง ฝั่งคือพระนิพพาน คือการพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เพราะฉะนั้น ก็มีทั้งท่อนไม้ที่ติดฝั่งนี้บ้าง ฝั่งโน้นบ้าง ขณะนี้ กำลังติดอยู่ฝั่งนี้ไหม? หรือ ติดฝั่งโน้น?

"ฝั่งนี้" ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเป็นสภาพที่เป็นภายใน เป็นเครื่องต่อ บ่อเกิด ที่เป็นภายใน เพราะมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จึงมีการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส เพราะฉะนั้น มีความเป็นเรา ที่อยากให้ตาดี ใช่ไหมครับ? ท่านก็แก้ไว้ในอรรถกถาว่า บุคคลทั้งหลาย ย่อมมีความติดข้องในตาว่า ตาของเราชัดเจน ตอนหนุ่มสาว ตอนเด็ก มองไกลก็ชัด มองใกล้ก็ชัด ก็มีความติดข้อง พอตอนอายุมากขึ้น มีความเสื่อมไป ก็มีความทุกข์เพราะความติดข้อง ในความที่อยากให้ตานั้นดี พอตาเสื่อมไปแปรปรวนไป ก็ทุกข์

เพราะฉะนั้น ก็ติดในตา หู จมูก ลิ้น กาย ซึ่งเป็นสภาพที่เป็นภายใน แม้กระทั่งสภาพของใจ ซึ่งเป็นนามธรรมหลัก เราก็ติดว่า "เป็นเรา" อยู่ตลอด พอใจ ขุ่นข้อง เดือดร้อน พอมีโสมนัส ดอกไม้สวย มาที่นี่นะครับ ทุกอย่างก็เป็นอารมณ์ที่น่ายินดี ติดข้องหนักหน่วงอย่างยิ่ง ที่ท่านอาจารย์ก็พูดเมื่อวันอาทิตย์เหมือนกัน อารัมมณาธิปติปัจจัย ฟังศัพท์ดูเหมือนยาก แต่เป็นชีวิตประจำวัน

เพราะฉะนั้น เราติด เห็นปุ๊บก็ติดๆ ๆ ๆ ก็เพราะมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ติด สี เสียง กลิ่น รส โผฐฐัพพะ แล้วก็สิ่งต่างๆ ที่ปรากฏทางใจ ก็เหมือน "ฝั่งโน้น" คือ อายตนะภายนอก ก็ติดอยู่อย่างนี้ ท่อนไม้นั้น ก็จะมีทางไปสมุทรได้ไหม? ไม่ได้ ก็ติดฝั่งนี้บ้าง ฝั่งโน้นบ้าง บางท่อนก็จมลงในท่ามกลาง คือ ท่อนไม้ที่ถูกพวกหิน พวกทราย ทับถมจนหนัก ก็จมลงไปในแม่น้ำ เปรียบเหมือนโลภะ จมลงในห้วงของความติดข้อง ไม่ได้พ้นไป เพราะฉะนั้น ท่อนไม้เหล่านี้ ก็ไม่พ้นไป ท่อนไม้บางอย่าง ก็ถูกมนุษย์จับเอาไว้ ยึดเอาไว้ อย่างท่อนไม้ลอยมาในน้ำ ก็มีคนเอาท่อนไม้ไปใช้ประโยชน์ได้ ก็จับเอาไว้บ้าง เอาไปทำแพ ทำอะไร ท่อนไม้นั้นก็ไม่ได้ลงไปในสมุทร พวกเราเหมือนอย่างนั้นไหม? เหมือนอย่างนั้นเลย ติดคนโน้น ติดคนนี้

ขนาดในอรรถกถา ท่านพูดถึงพระภิกษุ อุตส่าห์บวชแล้วควรจะคลายจากความติดข้อง ในหมู่คณะ ก็ยังไปติดกับคฤหัสถ์ คฤหัสถ์สุขก็สุขกับเขา ทุกข์ก็ทุกข์กับเขา พวกเราติดกลุ่ม ติดหมู่ไหม? พอทุกข์เราก็ทุกข์ด้วย พอเขาสุขเราก็เฮฮา สุขไปด้วย เพราะฉะนั้น ก็ติดอยู่อย่างนี้ เกิดชาติแล้วชาติเล่าก็ชอบคน ที่ท่านอาจารย์บอก แขก ชอบแขก ชอบคน แต่จริงๆ แล้ว เป็นสภาพธรรมะ เพราะไม่รู้อย่างนี้

และอีกแบบหนึ่งก็คือเป็นท่อนไม้ที่ถูกอมนุษย์จับไว้ อันนี้ก็เป็นสำนวนนิดหน่อย ก็คือ ดีขึ้นมาหน่อย อบรมเจริญกุศลต่างๆ แต่หวังจะไปเกิดที่ดีกว่ามนุษย์ คือ เทวดา เทพ พรหม ต่างๆ ก็ติดอยู่ในภพ ไม่พ้นจากภพ ก็จมอยู่ในห้วงน้ำนั้นอีกแล้ว ก็อยู่อย่างนี้ บางอย่างก็เน่าใน เป็นท่อนไม้ที่เน่าในภายใน ก็คือ กิเลส อกุศล ซึ่งก็มีข้อความที่ท่านแสดงว่า เหมือนกับขยะ จิตใจเหมือนมีขยะ ที่พระวิหารเชตวัน ท่านอาจารย์ก็บอกว่า เบิกบานอยู่บนกองขยะ ดีใจ พอใจ สุขใจ อยู่บนกองขยะคือกิเลส ที่เน่าในภายใน ก็เพราะว่า อกุศลเจตสิก เกิดประกอบกับจิต แล้วก็เน่าเลย อย่างนี้นะครับท่านอาจารย์ครับ ก็เลย ยากที่จะเอาตัวรอดครับ ท่านอาจารย์ครับ

(ขอเชิญอ่านข้อความจากพระสูตรประกอบ โปรดคลิกอ่านที่นี่ :

[เล่มที่ 28] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 409 -

ปฐมทารุขันธสูตร : ว่าด้วยอุปมาการท่องเที่ยวในสังสารวัฏฏ์กับท่อนไม้ลอยน้ำ)

ท่านอาจารย์ ที่นี่ มีท่อนไม้กี่ท่อน คะ? (หัวเราะ) มีท่อนไม้เยอะแยะ แต่ที่นี่ ไม่ใช่ฝั่งแม่น้ำคงคา ไม่ว่าจะประทับอยู่ ณ สถานที่ใด และมีสิ่งใดที่ปรากฏ พระมหากรุณา ก็ทรงแสดงความจริง ให้ระลึกได้ แม้ว่าเราจะได้ฟังเรื่องของพระอภิธรรม หรือของพระสูตร หรือของพระวินัย หลายเรื่อง แต่ก็ลืมบ้าง ไม่คิดถึงบ้าง แล้วแต่ว่าเราจะอยู่ตรงไหน ที่นั่นก็สามารถที่จะเป็นที่กล่าวถึงธรรมะได้ แม้ว่าจะประทับอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคากับพระภิกษุ ก็เป็นกาละ ที่จะได้เตือนให้พระภิกษุได้รู้จักตัวเองตามความเป็นจริง ตามที่ปรากฏในขณะนั้น คือ ท่อนไม้ที่อยู่กลางมหาสมุทร

เพราะฉะนั้น ทุกคนในขณะนี้ อยู่บ้านนี้ ที่นี่ หรือว่า อยู่กลางมหาสมุทรของอวิชชา มากมายระดับนั้น เราเห็นมหาสมุทรกว้างใหญ่ มองไปสุดสายตาก็ยังเป็นน้ำอยู่ แต่ว่า ความไม่รู้และความติดข้องในสิ่งที่มีตั้งแต่เกิด แล้วก็ไม่ใช่ชาติเดียวด้วย ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ตาม ก็ไม่รู้ความจริง ของสิ่งที่กำลังปรากฏ เช่น ในขณะนี้ มีสิ่งที่กำลังปรากฏ ฟังธรรมะ ก็คือ ต้องเข้าใจด้วย ว่า ธรรมะ ไม่ได้อยู่ที่อื่นเลย แต่ว่า ไม่ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ ก็เป็นธรรมะ ...

... พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น ต้องมีสิ่งที่มีจริง แต่คนอื่นยังไม่รู้ ไม่สามารถจะรู้ได้ เมื่อได้บำเพ็ญพระบารมี ที่จะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระมหากรุณาว่า ถ้าพระองค์ตรัสรู้แล้ว ไม่ทรงแสดงพระธรรม ใครเลยจะสามารถเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่ปรากฏ ตั้งแต่เกิดจนตาย กี่ชาติ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริง ของสิ่งที่มีจริงๆ นั้นได้เลย

ด้วยเหตุนี้ พระมหากรุณาที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกกาละที่จะอนุเคราะห์สัตว์โลก ให้สามารถที่จะเข้าใจความจริง เพราะว่าสัตว์โลกแต่ละหนึ่ง หลากหลายมาก ตามอัธยาศัย แต่ว่าทุกอัธยาศัย ก็สามารถที่จะค่อยๆ ฟังสิ่งที่มีจริงๆ ให้เข้าใจถูกต้อง ตามความเป็นจริง

เพราะฉะนั้น ฟังธรรมะ ก็คือ ฟังสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ กำลังปรากฏ จนกว่าจะเริ่มเข้าใจความจริง แต่ว่า ยังไม่สามารถที่จะรู้ความจริงนั้น ได้อย่างรวดเร็ว

บางคน ฟังธรรมะ ไม่ได้ตั้งจิตไว้ชอบ แม้แต่คำว่า ตั้งจิตไว้ชอบ ก็ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น แต่ละคำที่ได้ยิน ได้ฟังแล้ว ลืมไม่ได้เลย ที่จะรู้ว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น สิ่งที่มีจริง ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้เลย เกิดแล้วหรือเปล่า? เพราะอะไรถึงได้ว่า เกิดแล้ว? เพราะกำลังปรากฏว่ามีจริงๆ ไม่ใช่เรื่องอะไรที่จะต้องกังวลเรื่องภาษา หรือเรื่องอะไร แต่ว่า ให้เข้าใจ ถึงสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ ว่า เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง เพราะอะไร? เพราะไม่รู้ จึงฟังให้รู้ ว่าสิ่งที่มีจริงๆ ความจริงคืออะไร?

จากการที่ไม่รู้มาตั้งนานแสนนาน เกินแสนโกฏิกัปป์หรือเปล่าคะคุณคำปั่น ต้องเกินแน่ๆ แล้วก็ ถ้าไม่ได้ยินได้ฟังต่อไป จะอยู่ต่อไปอีก เกินแสนโกฏิกัปป์หรือเปล่า? แล้วเกิดมาแล้วก็ต้องหายไปจากโลกนี้ หายไป หมายความว่า หาอีกไม่ได้เลย จะไปหาที่ไหนก็ไม่เจอ เพียงแต่ว่า ใครจะหายไปก่อน? และ หายไปไหนก็ไม่รู้!! แต่ว่า ยังไม่หายไปก็รู้ว่ากำลังอยู่ที่นี่ แล้วก็เห็น แล้วก็ได้ยิน แล้วก็คิดนึก จนกว่าจะหายไป แล้ว ประโยชน์อะไร? ที่มาอยู่ ... แล้วก็ ... หายไป ...

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขออนุโมทนาท่านวิทยากรทุกท่าน

และ ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านด้วยครับ


ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โครงการหลวงอินทนนท์ ๑๑-๑๓ ม.ค. ๒๕๕๕ ตอนที่ ๑

ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โครงการหลวงอินทนนท์ ๑๑-๑๓ ม.ค. ๒๕๕๕ ตอนที่ ๒

ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โครงการหลวงอินทนนท์ ๑๑-๑๓ ม.ค. ๒๕๕๕ ตอนที่ ๓ [จบ]


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
ธุลีพุทธบาท
วันที่ 21 ม.ค. 2555

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺสฯ

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอกราบนมัสการอย่างสูงสุด แด่พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ

กราบแทบเท้า ท่าน อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพอย่างยิ่ง

ขอขอบพระคุณและอนุโมทนา ในกุศลจิตของพี่วันชัยและ ทุกๆ ท่าน ด้วยครับ

เป็นกระทู้ที่อ่านแล้ว ได้ความเบิกบานในพระธรรมและในกุศลจิตมากจริงๆ

ขณะอย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
วันที่ 21 ม.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

"... พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น ต้องมีสิ่งที่มีจริง แต่คนอื่นยังไม่รู้ ไม่สามารถจะรู้ได้ เมื่อได้บำเพ็ญพระบารมี ที่จะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระมหากรุณาว่า ถ้าพระองค์ตรัสรู้แล้ว ไม่ทรงแสดงพระธรรม ใครเลยจะสามารถเข้าใจ สิ่งที่มีจริงๆ ที่ปรากฏ ตั้งแต่เกิดจนตาย กี่ชาติ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริง ของสิ่งที่มีจริงๆ นั้นได้เลย ด้วยเหตุนี้ พระมหากรุณาที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกกาละที่จะอนุเคราะห์สัตว์โลก ให้สามารถที่จะเข้าใจความจริง ..."

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของพี่วันชัย ภู่งาม และทุกๆ ท่านด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 21 ม.ค. 2555

กราบเท้าบูชาในเมตตากุศลจิตของท่านอาจารย์สุจินต์เป็นอย่างสูงครับ

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาคุณวันชัย มา ณ กาลครั้งนี้ และขออนุโมทนาทุกๆ ท่านด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
pommanee
วันที่ 21 ม.ค. 2555

ขอกราบแทบเท้าท่านอาจารย์ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
kusalwong
วันที่ 21 ม.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

แม้ไม่ได้ร่วมเดินทางปฏิบัติธรรม "ณ กาลครั้งหนึ่ง ที่ โครงการหลวงอินทนนท์" แต่ก็มีโอกาสได้ภาวนา ทบทวนธรรมตามเหตุปัจจัย เห็นภาพพร้อมอ่านรายงานการบรรยายและสนทนาธรรมอย่างละเอียด ศึกษาเรื่องที่เหมือนจะรู้แต่ยังไม่รู้ ได้ประโยชน์ครบถ้วนอิ่มเอมเบิกบานใจเหมือนกับได้อยู่ฟังด้วยตนเอง อบรมเจริญปัญญาทีละน้อยไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าใจขึ้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขอกราบขอบพระคุณอนุโมทนาซึ่งธรรมทั้งหลาย อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
ไตรสรณคมน์
วันที่ 22 ม.ค. 2555

เป็นอีกกาลครั้งหนึ่งที่มีค่าและน่าจดจำ

ขอขอบคุณท่านวันชัยที่ให้โอกาสได้มีส่วนร่วมในกาลครั้งนั้น

กราบอนุโมทนาท่านอาจารย์ที่เคารพ

และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
หลานตาจอน
วันที่ 22 ม.ค. 2555

กราบอนุโมทนาทุกๆ ท่านด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
kinder
วันที่ 22 ม.ค. 2555
ขอบคุณและขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
เซจาน้อย
วันที่ 22 ม.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของพี่วันชัย ภู่งาม และทุกๆ ท่านด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
pat_jesty
วันที่ 22 ม.ค. 2555

ขอบพระคุณคุณวันชัย และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
jaturong
วันที่ 3 ก.พ. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
Natanaphong
วันที่ 5 ธ.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
natthayapinthong339
วันที่ 5 ธ.ค. 2563

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
talaykwang
วันที่ 5 ธ.ค. 2563

กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
chatchai.k
วันที่ 12 ม.ค. 2564

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
petsin.90
วันที่ 14 ธ.ค. 2564

กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
suporn71
วันที่ 14 ธ.ค. 2566

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ ด้วยความเคารพยิ่ง

กราบอนุโมทนาคณะอจ.มศพ.ทุกท่านค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ