Print 
การได้ฟังธรรม อินทรีย์เป็นสำคัญ
 
dets25226
วันที่  28 ธ.ค. 2554
หมายเลข  20250
อ่าน  3,349

เนื้อความตอนหนึ่งเรื่องพระพาหิยเถระ ว่าลำดับนั้น พระศาสดาทรงตรัสห้ามเขาไว้ด้วยเหตุว่ามิใช่เวลาเหมาะ เพราะเป็นเวลาที่พระพุทธองค์จะทรงบิณฑบาต พาหิยะ ก็ได้กราบทูลวิงวอนซ้ำอีก พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสห้ามอีกเป็นครั้งที่สอง ในครั้งที่สามเมื่อท่านพาหิยะทูลวิงวอนอีก พระศาสดาได้มีพระดำริว่า ที่ท่านห้ามท่านพาหิยะถึงสองครั้งก็ด้วยเหตุว่า นับตั้งแต่เวลาที่ท่านพาหิยะเห็นพระพุทธองค์แล้ว เขาก็มีปิติท่วมท้นไปทั้งร่างกาย ในช่วงเวลาที่ปิติมีกำลังมากนี้แม้จะได้ฟังธรรม ก็จักไม่ทำให้ท่านสามารถบรรลุธรรมได้เลย อีกประการหนึ่งเป็นเพราะทรงเห็นว่าพาหิยะมีความกระวนกระวายในการฟังธรรมมาก ซึ่งก็เป็นเหตุให้ไม่สามารถบรรลุธรรมได้เช่นกัน เพราะเหตุนั้นพระศาสดาจึงตรัสห้ามถึง ๒ ครั้ง ครั้นเมื่อเขาทูลขอ ในครั้งที่ ๓ ทรงพิจารณาเห็นความแกร่งกล้าในอินทรีย์ของท่านพาหิยะพร้อมแล้ว จึงทรงประทับยืนอยู่ในระหว่างทางและได้ทรงแสดงธรรมโดยย่อว่า

ดูกรพาหิยะ เพราะเหตุนั้นแล ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบเมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง

ดูกรพาหิยะ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล
ดูกรพาหิยะ ในกาลใดแล เมื่อท่านเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มี ในกาลใด ท่านไม่มี ในกาลนั้น ท่าน ย่อมไม่มีในโลกนี้ ย่อมไม่มีในโลกหน้าย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ ธรรมสากัจฉา ช่วงเช้าครับด้วยความเคารพอย่างสูง


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 07:23 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจความหมายของคำว่า อินทรีย์ให้เข้าใจถูกต้องก่อนครับ ว่าคืออะไร
อินทรีย์ หมายถึงสภาพธรรมที่
เป็นใหญ่ ในกิจหน้าที่ของตน ๆ และเป็นสภาพธรรมที่ครอบงำสภาพธรรมที่ตรงกันข้าม  เมื่อว่าโดยสภาพธรรมแล้ว มีทั้งหมด  ๒๒ อินทรีย์คือเป็นรูป ๗ รูป เป็นนาม ๑๔ (คือ สองเท่าของรูป) และอีก ๑ เป็นทั้งรูปทั้งนามคือชีวิตินทรีย์ (ชีวิตินทริยรูป, ชีวิตินทริยเจติก) รวมเป็น ๒๒

     แต่เมื่อพูดถึง อินทรีย์ ที่เป็นไปในการบรรลุธรรม เป็นไปในฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้ต้องไม่ใช่ รูปธรรมแน่นอนครับ แต่ต้องเป็นนามธรรม ที่เป็นเจตสิก 5 ประการ นั่นคือ อินทรีย 5 ประการ ในอินทรีย์ ทั้งหมดที่มี 22 ครับ อินทรีย์ 5 ที่เป็นไปในการตรัสรู้ บรรลุธรรม เป็นดังนี้ครับ

๑. สัทธินทรีย์ ได้แก่ สัทธาเจตสิก เป็นใหญ่ในการมีศรัทธาที่จะระลึกรู้ลักษณะ ของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
๒. วิริยินทรีย์ ได้แก่ วิริยเจตสิก เป็นใหญ่ ไม่เกียจคร้าน ไม่ท้อถอยที่จะระลึกรู้ ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
๓. สตินทรีย์ ได้แก่ สติเจตสิก เป็นใหญ่ในการไม่หลงลืม ระลึกรู้ลักษณะของ สภาพธรรมที่ปรากฏ
๔. สมาธินทรีย์ ได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก เป็นใหญ่ในการตั้งมั่นในอารมณ์ที่ ปรากฏ
๕. ปัญญินทรีย์ ได้แก่ ปัญญาเจตสิก เป็นใหญ่ในการไตร่ตรอง พิจารณา สังเกตศึกษาลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 07:31 น.

     ผู้ใดผู้หนึ่งที่จะตรัสรู้ธรรมไม่ว่า บุคคลใด ต้องอบรมเจริญ อินทรีย์ 5 ประการนี้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องแยกไปเจริญ แต่การเจริญสติปัฏฐาน ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนั้นว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ขณะนั้น ก็มีศรัทธา มีสติ วิริยะ สมาธิและปัญญาเกิดร่วมด้วย และก็เป็นการค่อย ๆ อบรม อินทรีย์ 5 ประการอยู่ จนมีกำลังและทำให้ถึงการบรรลุธรรม ถึงความเป็นโพชฌงค์ คือ ถึงการตรัสรู้ได้ในที่สุดครับ
เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ...
ความหมายของอินทรีย์ [ปฐมวิภังคสูตร]
อินทรีย์ [ปฏิสัมภิทามรรค]
เชิญคลิกฟังที่นี่ครับ.....
ตอบคำถามเกี่ยวกับอินทรีย์ ๕
จะเป็นไปได้ไหมที่จะรู้อินทรีย์ โดยสติปัฏฐานไม่เกิด
การเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ

     ซึ่งผู้ที่เริ่มอบรมปัญญามาไม่มาก ก็เรียกว่า อินทรีย์ยังไม่แก่กล้า ก็คือ กุศลธรรมประการต่างๆ มีศรัทธา สติ วิริยะ สมาธิและปัญญา ยังไม่เพียงพอที่จะตรัสรู้ จึงเรียกว่าอินทรีย์ ยังไม่แก่กล้า คือ อินทรีย์ 5 ยังไม่เพียงพอที่จะบรรลุธรรม 

     ส่วนเมื่ออินทรีย์แก่กล้า ความหมายคือ อินทรีย์ทั้ง ๕ ได้รับการสะสม  อบรม จนควรแก่การตรัสรู้อริยสัจจธรรม  ดังนั้น  ผู้ที่เกิดมาชาติสุดท้ายพร้อมที่จะตรัสรู้ธรรมเมื่อได้รับฟังพระธรรมของพระพุทธองค์ ชื่อว่า เป็นผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ดังนั้น ขณะใดที่พร้อมที่จะตรัสรู้แล้ว ขณะนั้น ชื่อว่า อินทรีย์แก่กล้าแล้ว ดังเช่น ในเรื่องของท่านพระพาหิยะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมในครั้งที่ 3  ครั้งแรก และครั้งที่สอง ยังไม่แสดง เพราะพระองค์รู้ว่ายังเหนื่อยอยู่ เดินทางมาไกล และที่สำคัญที่สุด ขณะนั้น อินทรีย์ 5  คือศรัทธา สติ วิริยะ สมาธิและปัญญา ยังไม่แก่กล้า ไม่เพียงพอที่จะตรัสรู้ในครั้งที่ 1 และ 2 พระองค์จึงรอให้อินทรีย์แก่กล้า จึงแสดงธรรม และท่านพระพาหิยะจึงได้บรรลุธรรมครับ เมื่ออินทรีย์แก่กล้า คือ กุศลธรรมและปัญญาถึงพร้อมแล้ว เมื่อได้รับฟังพระธรรมก็บรรลุธรรมได้ในขณะนั้นครับ

     เปรียบเหมือน การที่ปลูกต้นไม้ชนิดหนึ่ง ที่ให้ผล มีต้นมะม่วง เป็นต้น ผลจะออกเมื่อ3 ปี แต่ ผู้ที่อยากให้ผลออกเร็วๆ ก็เลย รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ตามจำนวน ของขนาดที่จะต้องให้3 ปี ภายใน 1 เดือน คือ เพียงอายุ 1 เดือน แต่ก็รดน้ำ ใส่ปุ๋ยเท่าจำนวน 3 ปี เพื่อให้ผลมะม่วงออกมา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะ ต้นมะม่วงยังไม่ถึงเวลาที่จะออกผล ตามระยะเวลาที่กำหนด ฉันใด การอบรมปัญญา เป็นการอบรมยาวนาน ไม่ใช่เพียงชาตินี้ หรือเพียงล้านๆชาติ แต่เป็นกัปๆ เพราะสะสมความไม่รู้ มามาก และสะสม อินทรีย์ คือ กุศลธรรมและปัญญามาน้อย จึงต้องอบรมยาวนาน ไม่สามารถเร่งด้วยความอยากได้เลยเพราะอินทรีย์ยังไม่แก่กล้าเพียงพอครับ

     ดังนั้น หนทางที่ถูกต้อง คือ ฟังพระธรรมอบรมปัญญาต่อไป โดยไม่ต้องห่วงเรื่องการจะทำอินทรีย์ เพราะธรรมทำหน้าที่อยู่แล้ว ไม่ใช่เราที่จะทำ ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นก็จะทำให้ กุศลธรรมและปัญญาเจริญขึ้น จนถึงความเป็นอินทรีย์และถึงความแก่กล้าของอินทรีย์ พร้อมที่จะบรรลุในอนาคตได้ในที่สุดครับ ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

เชิญคลิกอ่านที่นี่
อินทรีย์[จริยาปิฎก]  

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
เซจาน้อย
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 08:39 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 10:34 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  
บุคคลผู้ที่จะได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมถึงความเป็นพระอริยบุคคล ดับกิเลสได้ตามลำดับขั้นนั้น ล้วนเป็นผู้ได้สะสมปัญญา ความเข้าใจถูกเห็นถูก พร้อมด้วยโสภณธรรมอื่น ๆ มีศรัทธา สติ เป็นต้น ในอดีตมาแล้วอย่างยาวนาน เป็นผู้ได้ฟังพระธรรม จากพระสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ มาแล้วทั้งนั้น จนกว่าปัญญาจะถึงความสมบูรณ์พร้อม อินทรีย์แก่กล้าแล้วก็ทำให้ท่านได้บรรลุ ไม่ใช่ว่าจะได้บรรลุโดยไม่มีเหตุ ต้อง

มีเหตุคือ ได้สะสมปัญญามาแล้วนั่นเอง ชีวิตความเป็นไปของพระอริยสาวกทั้งหลายก่อนที่จะได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคล เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับผู้ศึกษาพระธรรมทุกยุคทุกสมัย ที่จะได้เห็นถึงความอดทน ความจริงใจ ความเพียรในการที่จะฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม สะสมปัญญาและความดีบารมีต่าง ๆ เพื่อขัดเกลาละคลายกิเลสของตนเอง จนกว่าจะสามารถดับได้อย่างหมดสิ้นในที่สุดแม้ว่าจะต้องอาศัยระยะเวลาที่ยาวนานเพียงใดก็ตาม  ครับ                     
...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
ผ้าเช็ดธุลี
ผ้าเช็ดธุลี
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 11:43 น.

***-------*** กราบขอบพระคุณในความเอื้อเฟื้อ และ อนุโมทนากุศลจิตที่เกิดครับ ***-------***

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
dets25226
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 17:57 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
intra
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 20:20 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
pat_jesty
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 21:54 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
Boonyavee
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 22:49 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
pamali
วันที่ 29 ธ.ค. 2554 08:54 น.

ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น........
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 29 ธ.ค. 2554 11:33 น.

อินทรีย์  หมายถึง  ความเป็นใหญ่ในขณะนั้น  การที่ใครจะบรรลุ  มรรค  ผล นิพพานส่วนหนึ่งก็ต้องอยู่ที่เหตุปัจจัยในอดีตที่ได้สะสมมา  ถ้าเหตุปัจจัยพร้อมก็สามารถบรรลุ อริยสัจจธรรมได้ในขณะนั้น  ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
วิริยะ
วันที่ 30 ธ.ค. 2554 06:34 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
jaturong
วันที่ 30 ธ.ค. 2554 10:29 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
mari
วันที่ 16 ก.พ. 2555 21:50 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 29 ก.ค. 2556 14:32 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ