Print 
ทำไมพระฉันนะ ด่าพระอัครสาวก ทำไมจึงสำเร็จอรหันต์ได้
 
rufer
วันที่  28 ธ.ค. 2554
หมายเลข  20254
อ่าน  31,453

     พระฉันนะ ด่าพระสารีบุตร ซึ่งมากด้วยบารมี และเป็นพระอรหันต์ หยาบคาย ขนาดพระพุทธเจ้าเรียกไปสอนต้อง 3 ครั้ง ก็ยังออกมาด่าทุกครั้งหลังจากพระสารีบุตรนิพพาน พระฉันนะก็ไม่ได้ขออโหสิกรรมแบบนี้ไม่ถือว่าเป็นกรรมหนัก ขวางการบรรลุธรรมไม่ใช่เหรอ พระด่าทอพระอรหันต์ที่มีบุญมาก  ขนาดลูกน้องพระเทวทัต ด่าทอพระสารีบุตร พระโมคัลลานะ ตุ่มยังขึ้นแล้วก็ตายลงนรกอย่างเร็ว แต่พระฉันนะกลับไม่เป็นอะไรเลยทั้งๆที่ด่าแรงและนานกว่า ลูกน้องพระเทวทัตเสียอีก ขนาดพระพุทธเจ้าเรียกไปสอนก็ไม่ฟัง ยิ่งน่าจะหนักเข้าไปอีกพอพระพุทธเจ้าปรินิพพาน แล้วเจอ พระสงฆ์ ไม่ยุ่งสุงสิงด้วย จนสำนึกผิด แล้วก็บรรลุอรหันต์ เลยผมละงงจริงๆ อย่างแรก พระฉันนะ ซึ่งทำกรรมหนักกว่า ลูกน้องเทวทัต น่าจะลงนรกเหมือนกัน แต่กลับอยู่มาจนสำเร็จอรหันต์อย่าง2 แบบนี้เห็นใครด่าพระอริยะแล้วเราไปเพ่งโทษ ด่าทอเขา ทำร้ายเขา แล้วเกิดชาตินั้นเขาจะสำเร็จอรหันต์ เมื่อเขากลับใจแบบพระฉันนะ เราไม่ซวยเหรอแล้วถ้าเกิดใครด่าพระสงฆ์ เราจะทำยังไงกับเขาดีละ


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 19:40 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     ธรรมเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้ง แม้แต่กรณีคำถามนี้ ที่ว่า พระฉันนะ ด่าว่า พระอัครสาวกมี พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ ทำไมยังได้ บรรลุธรรม ทำไมไม่เป็นเครื่องกั้นการบรรลุ ขนาดท่านพระโกกาลิกะ ด่าว่า ยังกรรมให้ผลทันที และตกนรกด้วย แต่ทำไมพระฉันนะตอนหลัง บรรลุได้ ขออธิบายดังนี้ครับ

     ก่อนอื่น ท่าน พระฉันนะ เป็นผู้ที่เกิดวันเดียวกับพระพุทธเจ้า เป็น สหชาติทั้ง 7 คือเป็น 1 ใน7 ที่เกิดพร้อมกับพระพุทธเจ้า เติบโตมาด้วยกัน และก็เป็นสหาย เพื่อนเล่นและก็ทำหน้าที่คอยรับใช้ พระโพธิสัตว์มาตลอด ในวันที่พระโพธิสัตว์ออก มหาภิเนษกรมณ์ คือ ออกบวช นายฉันนะ ก็ติดตามไปด้วย จึงมีความคุ้นเคยกับพระโพธิสัตว์เป็นอย่างยิ่ง

     เมื่อพระโพธิสัตว์ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า และนายฉันนะ ออกบวช ท่านพระฉันนะอาศัยความคุ้นเคยที่เคยมี จึงถือตัว สำคัญตนว่า ตนเอง เป็นคนสนิทของพระพุทธเจ้า สำคัญว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ของเราจึงถือตัว และด่าว่า สังเกต คำด่าว่า ของท่าน พระฉันนะ นะครับ ที่ด่าว่า อัครสาวก

ท่านพระฉันนะนั้นด่าพระอัครสาวกทั้งสองว่า "เราเมื่อตามเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์(ออกบวช)  กับพระลูกเจ้าของเราทั้งหลายในเวลานั้น  มิได้เห็นผู้อื่นแม้สักคนเดียว, แต่บัดนี้ ท่านพวกนี้เที่ยวกล่าวว่าเราชื่อสารี บุตร, เราชื่อโมคลัลลานะ, พวกเราเป็นอัครสาวก."
---------------------------------------------------------------------------------

     จะเห็นนะครับว่า เป็นการพูด ยกตน ข่มผู้อื่น แต่ไม่ได้ด่าว่า ที่คุณธรรมของพระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะเลย คือ ไม่ได้ลบล้างคุณของท่านอัครสาวก ดังเช่น พระโกกาลิกะ ที่ด่า ว่าอัครสาวก ว่า เป็นผู้มักมาก เป็นการด่าว่า ลบล้างคุณธรรมของท่านครับ 

     ประเด็นที่สำคัญ คือ ธรรมที่เป็นอันตราย อันเป็นเครื่องกั้น ไม่ให้บรรลุธรรม ประการหนึ่งคือ อริยุปวาท หมายถึง การด่า ว่าร้ายพระอริยเจ้า ซึ่งเราก็ต้องละเอียดว่า อริยุปวาท เป็นอย่างไร อย่างไหน เป็นอริยุปวาท พระฉันนะ ด่า ว่า พระอัครสาวก แบบนี้ เป็นอริยุปวาท ว่าร้าย พระอริยเจ้าหรือไม่ครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 20:23 น.

ดังนั้น มาทำความเข้าใจว่า อริยุปวาท การว่าร้ายพระอริยเจ้า คือ อะไร และอย่างไรจึงเป็นอริยุปวาท อันเป็นธรรมที่เป็นเครื่องกั้น ต่อการบรรลุธรรมครับ

วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้าที่ 216
[อริยุปวาท]

     ข้อว่า "อริยาน  อุปวาทกา - ผู้ว่าร้ายพระอริยะทั้งหลาย" ความว่า เป็นผู้มุ่งความเสื่อมเสีย ว่าร้ายเอาอธิบายว่าด่าเอง  ติโทษเอาซึ่งพระอริยะทั้งหลาย  คือพระพุทธเจ้า  พระปัจเจกพุทธ และพระสาวกทั้งหลาย  โดยที่สุด  แม้พระโสดาบันคฤหัสถ์ ด้วยอันติมวัตถุก็ตามด้วยการลบล้างคุณก็ตาม  ในอาการสองอย่างนั้น  ผู้กล่าวว่า  "สมณธรรมของบุคคลเหล่านี้ไม่มี  บุคคลเหล่านั้นไม่เป็นสมณ"  ดังนี้  พึงทราบว่า   "ว่าร้ายด้วยอันติมวัตถุ"  ผู้กล่าวคำ  (ไม่จริง) เป็นต้นว่า "ฌานก็ดี วิโมกขก็ดี  มรรคก็ดี  ผลก็ดี  ของบุคคลเหล่านี้ไม่มี"  ดังนี้พึงทราบว่า "ว่าร้ายโดยมุ่งลบล้างคุณ"
------------------------------------------------------------------------------

     จากข้อความที่ยกมานั้น แสดงถึง ว่า อริยุปวาท การว่าร้าย พระอริยเจ้า คือ การว่าด้วย อันติมวัตถุ และ การลบล้างคุณ อันติมวัตถุ  เป็นโวหารของพระวินัยแปลว่า เรื่องอันถึงที่สุด  คือเรื่องที่ทำให้ถึงขาดจากการความเป็นสมณะทีเดียว  อันได้แก่ วัตถุปาราชิก  ในกรณีอริยุปวาทนี้ ไปว่าพระอริยะว่าท่านไม่มีสมณธรรม  ไม่เป็นสมณะ ก็เท่ากับว่าท่านเป็นปาราชิกเหมือนกัน และการลบล้างคุณ คือ  กล่าวคำไม่จริงกับตัวท่าน เช่น ว่าท่านว่าไม่มีคุณธรรมนี้ เป็นผู้มักมาก (ดังเช่นพระโกกาลิกะที่ว่าอัครสาวกว่ามักมาก) หรือการกล่าวไม่ตรงความจริง  ด้วยการว่า เจาะจงที่คุณธรรมที่ไม่มีในตัวท่าน คือ ว่าท่าน ด้วยสิ่งที่ไม่ดี ว่ามักมาก เป็นต้น หรือ กล่าวว่า ในสิ่งที่ไม่จริง ทั้ง ๆที่มีคุณธรรม ก็กล่าวว่าท่านไม่มีคุณธรรมนั้น นี่คือ การว่าร้ายพระอริยเจ้า ตามที่กล่าวมา

     แต่สำหรับท่านพระฉันนะ ท่านไม่ได้ด่าว่า ที่คุณธรรมของพระอัครสาวก ไม่ได้ด่าว่าท่านไม่ใช่สมณะ เป็นต้น แต่เป็นการกล่าวถือตัวเปรียบเทียบของท่าน ว่า ตัวท่านสำคัญกว่า พระสารีบุตรกับ พระโมคคัลลานะ เหมือนเพิ่งมาทีหลังครับ (ดูข้อความที่ท่านด่าว่าอัครสาวก ในความเห็นแรกครับ) ไม่ได้ กล่าวด่าว่า ที่คุณธรรม ว่าอัครสาวกเป็นผู้มักมากหรือด่าว่า ไม่มีคุณธรรม คือไม่บรรลุ เป็นต้น ท่านไม่ได้ด่าว่าอย่างนี้ จึงไม่เป็นอริยุปาวาท ดังนั้น เมื่อไม่เป็นการว่าร้ายที่เป็นอริยุปวาท ตามที่กล่าวมา ท่านพระฉันนะ จึงไม่มีธรรมที่เป็นเครื่องกั้น คือ การว่าร้ายพระอริยเจ้า หรืออริยุปวาท ภายหลังท่านจึงบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ครับ เมื่อท่านสำนึกได้ และอบรมปัญญา จนบรรลุธรรมครับ แต่พระโกกาลิกะนั้น ด่าว่าที่คุณธรรมของท่านเลย คือ กล่าวในสิ่งที่ไม่จริงในคุณธรรมของท่านด้วยการด่าว่า ว่าเป็นผู้มักมาก จึงเป็นอริยุปวาท ตรงตามข้อความในพระธรรมที่ยกมาในวิสุทธิมรรคครับ โทษจึงหนัก และเป็นการว่าร้ายพระอริยเจ้าแน่นอนครับ

     ที่สำคัญที่สุด การด่าว่า ไม่ว่าเรื่องอะไร หากเป็นการด่าว่า ด้วยอกุศลจิต ไม่ใช่เพื่อมุ่งประโยชน์ในการกล่าวตักเตือน ก็ไม่ดีทั้งสิ้น ไม่ว่าใคร และด่าว่าใครก็ไม่ควรทั้งสิ้นครับจึงไม่ควรกระทำโดยประการทั้งปวงครับ และการที่ผู้อื่น ด่าว่าพระภิกษุ เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเป็นอกุศลจิตของเขาเอง เพียงแต่สำเหนียกว่า นี่คือโทษของปุถุชนและอบรมปัญญา ศึกษาพระธรรมของตนเองต่อไปครับ ปัญญาเมื่อเจริญขึ้น กาย วาจาก็ย่อมดีขึ้น ตามกำลังของปัญญาครับ ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 28 ธ.ค. 2554 21:34 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น                  
ขอเชิญคลิกอ่านเรื่องของท่านพระฉันนเถระ เพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ                                        พระฉันนะ [คาถาธรรมบท]       
เป็นธรรมดาของบุคคลผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ที่ความประพฤติเป็นไปในชีวิตประจำวัน จะเป็นไปกับด้วยอกุศลเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่ในเพศใดก็ตาม เมื่อกล่าวตามความเป็นจริงแล้วคน สัตว์ไม่มี  มีแต่ธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปเท่านั้นและประการที่สำคัญ กิเลสที่สะสมมาอย่างเนิ่นนานในสังสารวัฏฏ์ เมื่อมีการอบรมเจริญปัญญา สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกไปตามลำดับ ในที่สุดเมื่อปัญญาถึงความเจริญสมบูรณ์พร้อมก็จะสามารถดับได้เป็นลำดับขั้นเมื่อมรรคจิตเกิดขึ้นทำกิจประหารกิเลส และสามารถดับได้อย่างหมดสิ้นไม่มีเหลือเมื่อถึงความเป็นพระอรหันต์  แต่ก่อนที่ท่านจะได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่าง ๆ นั้น  กิเลสอกุศล ก็ยังอยู่เต็ม  ยังไม่สามารถดับได้เลย  จึงมีความประพฤติเป็นไปตามอำนาจของกิเลส  แต่ถ้าไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่จะเป็นเครื่องกั้นในการบรรลุธรรมแล้ว  เมื่ออบรมเจริญปัญญา  สะสมความเข้าใจถูกไปตามลำดับ  เห็นโทษของอกุศล  ขัดเกลากิเลสของตนเองยิ่งขึ้น  ปัญญาถึงความสมบูรณ์พร้อมก็ทำให้ท่าน ได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ถึงความเป็นพระอริยบุคคล ดับกิเลสได้ตามลำดับขั้น  ได้  ครับ                              ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...      

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
เซจาน้อย
วันที่ 29 ธ.ค. 2554 08:30 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 29 ธ.ค. 2554 11:11 น.

ตราบใดที่ยังไม่ได้เป็นพระอริยบุคคล กิเลสทั้งหลายก็ยังมีอยู่ครบ ซึ่งเป็นธรรมะที่เป็นฝ่ายไม่ดีเป็นอกุศล  แต่บุคคลที่จะบรรลุเป็นพระอริยบุคคล  บารมีที่่ท่านได้สะสมมาก็เป็นเครื่องอุปการะที่จะทำให้ท่านได้บรรลุมรรค  ผล  นิพพาน  เป็นคนละอย่างกันกับฝ่ายอกุศล ไม่ปะปนกัน  ในครั้งพุทธกาล พราหมณ์คนหนึ่งชื่ออักโกสกะได้ด่าต่อว่าพระพุทธเจ้า ที่ทำให้พี่น้องในตระกูลได้มาบวชทั้งหมด  แต่พระพุทธเจ้าก็ได้แสดงธรรมให้ฟัง  เขาได้ฟังและเข้าใจ  เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า  ก็ขอบวชและได้บรรลุเป็นพระอรหันต์  ทำให้เห็นว่าปัญญาเท่านั้นที่จะดับกิเลสได้ ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
jaturong
วันที่ 29 ธ.ค. 2554 14:14 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
rufer
วันที่ 29 ธ.ค. 2554 18:15 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
intra
วันที่ 30 ธ.ค. 2554 04:55 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
นาวาเอกทองย้อย
นาวาเอกทองย้อย
วันที่ 31 ธ.ค. 2554 17:07 น.

        ขออนุญาตร่วมสนทนาด้วยความสงสัยครับ
        คือตามคำอธิบายของความคิดเห็นที่ 2 ที่ว่า พระฉันนะ " ไม่ได้ กล่าว ด่าว่า ที่คุณธรรม ว่าอัครสาวกเป็นผู้มักมาก หรือ ด่าว่า ไม่มีคุณธรรม คือ ไม่บรรลุ เป็นต้นท่านไม่ได้ด่าว่าอย่างนี้ จึงไม่เป็นอริยุปาวาท"  กระผมก็เข้าใจเป็นอันดีแล้ว  แต่พอมาอ่านความคิดเห็นที่ 5 อ้างถึงพราหมณ์ชื่ออักโกสกะ กระผมก็เกิดอยากรู้รายละเอียดขึ้นมา (อยากหาความรู้นะครับ) จึงไปค้นหาอ่านในพระไตรปิฎกที่มีผู้แปลเป็นไทยไว้แล้ว ได้ความรู้ และได้ความที่ขอสรุปเป็นประเด็นสงสัยดังนี้ครับ
     คือ หนังสือบอกว่า พราหมณ์ผู้นั้นไปด่าพระพุทธเจ้าด้วยอักโกสวัตถุ  กระผมตามไปหาความรู้เรื่องอักโกสวัตถุ ก็ได้ความว่า อักโกสวัตถุคือเรื่อง สำหรับด่า มี ๑๐ อย่าง คือ ๑.ชาติ ได้แก่ชั้นหรือกำเนิดของคน ๒.ชื่อ ๓.โคตร คือตระกูลหรือแซ่ ๔.การงาน ๕.ศิลปะ ๖.โรค ๗.รูปพรรณสัณฐาน ๘.กิเลส ๙.อาบัติ ๑๐.คำสบประมาทอย่างอื่นๆ 

     ในหนังสือยังอธิบายไว้ว่า พราหมณ์ด่าพระพุทธเจ้าด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ คือ เจ้าเป็นโจร เป็นคนโง่ เป็นคนหลง เป็นอูฐ เป็นโค เป็นลา เป็นสัตว์นรก เป็นสัตว์เดรัจฉาน เจ้าไม่มีสุคติ เจ้าหวังแต่ทุคติเท่านั้น

     คำด่าเหล่านี้ โดยเฉพาะที่ว่า "เป็นคนหลง เจ้าไม่มีสุคติ เจ้าหวังแต่ทุคติเท่านั้น"ฟังดูแล้วก็ไม่ต่างจากที่พระโกกาลิกะด่าพระอัครสาวก ดังที่ความคิดเห็นที่ 2กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า "การกล่าวไม่ตรงความจริง ด้วยการว่า เจาะจงที่คุณธรรมที่ไม่มีในตัวท่านคือว่าท่าน ด้วยสิ่งที่ไม่ดี" แต่พราหมณ์อักโกสกะก็สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้จึงขอพึ่งสติปัญญาท่านผู้รู้ไขข้อสงสัยในประเด็นนี้ด้วยครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
วิริยะ
วันที่ 31 ธ.ค. 2554 17:29 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
paderm
paderm
วันที่ 31 ธ.ค. 2554 19:45 น.

เรียนความเห็นที่ 9 ครับ

     อริยุปวาท คือ การว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นเครื่องกั้นการบรรลุ ก็จริง แต่เมื่อมีการอดโทษ หรือ เห็นโทษของกิเลสนั้นแล้ว แสดงคืน กับผู้ที่ว่าร้ายนั้น การแสดงคืนนั้นขอโทษ โดยการเห็นโทษของกิเลส ย่อมทำให้ไม่ห้ามการบรรลุอีกต่อไปได้ครับ

     ซึ่งจะขอนำข้อความในพระไตรปิฎก เมื่อพระพุทธเจ้า แสดงธรรมกับ อักโกสกภารทวาชพราหมณ์จบ แล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 203

  [๖๓๔]  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเจ้าอย่างนี้แล้ว  อักโกสกภาร-ทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก  พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศพระธรรมโดยปริยายเป็นอันมากเปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด  บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า  คนมีจักษุย่อมเห็นรูปฉฉะนั้น  ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ  ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระโคดมผู้เจริญ.

     อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ได้บรรพชาได้อุปสมบทแล้วในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า  ก็ท่านอักโกสกภารทวาชะอุปสมบทแล้วไม่นานแล  หลีกไปอยู่ผู้เดียว  ไม่ประมาท  มีความเพียร  มีจิตมั่นคงอยู่  ไม่นานเท่าไรนัก  ก็กระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษยอดเยี่ยมเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบมีความต้องการ  ด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ยิ่งเองในปัจจุบันนี้เข้าถึงอยู่  ได้ทราบว่าชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแลกิจที่จะต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว  กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี  ก็แหละท่านพระอักโกสกภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง  ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย  ดังนี้แล.
------------------------------------------------------------------------

     จะเห็นนะครับว่า เมื่อพราหมณ์ได้ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เกิดปัญญาความเข้าใจและได้ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง นี่แสดงให้เห็นว่าพราหมณ์เกิดความเห็นถูกแล้ว แน่นอนครับว่าการที่มีความเห็นถูก เข้าใจตรงตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ก็แสดงความนับถือ พระพุทธเจ้า เป็นต้น ผู้ที่นับถือผู้นั้นอย่างสูงสุด การที่ได้กระทำผิดไป ก็ต้องอดโทษ ขอโทษต่อผู้นั้นแน่นอนในการกระทำนั้น  แม้จะไม่ได้กล่าวไว้ แต่ก็เป็นที่แน่นอนว่า จะต้องเป็นผู้ที่เห็นโทษของกิเลสแล้ว และก็ขอถึงพระรัตนตรัย เป็นสรณะและถึงขนาดมีศรัทธาขอบวชหากว่าเป็นเครื่องกั้นจริง ๆ ครับ พระพุทธเจ้าจะไม่ให้บวชและพราหมณ์ก็ไม่มีทางบรรลุธรรมแน่นอน  แต่เพราะมีการแสดงคืน แสดงโทษในสิ่งที่ทำด้วย หลังจากถึงพระรัตนตรัย เป็นสรณะ จึงทำให้พราหมณ์ได้บรรลุธรรม โดยการว่าร้ายพระอริยเจ้า ไม่เป็นเครื่องกั้นอีก เพราะได้ขอโทษแสดงคืนแล้วครับ เหมือนกับเราที่เราด่าว่าใคร ก็ตาม มีบิดา มารดา เป็นต้น ตอนหลังนึกได้เพราะเกิดความเข้าใจถูกถามว่า เราจะขอโทษ บิดา มารดา ไหมครับ แน่นอนครับ ขอโทษ แต่นี่พราหมณ์ด่าว่า พระพุทธเจ้า และตอนหลังเกิด ปัญญาเห็นถูก ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะและถึงขนาดขอบวข แสดงว่า มีปัญญาและศรัทธามาก ท่านก็ต้องขอโทษ แสดงโทษในสิ่งที่ท่านทำลงไปแน่นอนครับ จึงไม่เป็นเครื่องกั้นในการบรรลุธรรมครับ

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
captpok
วันที่ 1 ม.ค. 2555 10:21 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
นาวาเอกทองย้อย
นาวาเอกทองย้อย
วันที่ 1 ม.ค. 2555 12:53 น.

เหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด  บอกทางแก่คนหลงทาง  หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า คนมีจักษุย่อมเห็นรูปฉะนั้น  
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 16 ก.ย. 2555 18:54 น.
ขอขอบคุณและขออนุโมทนาครับ
 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
nopwong
nopwong
วันที่ 28 ก.ค. 2556 00:05 น.

ขออนุโมทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
JANYAPINPARD
JANYAPINPARD
วันที่ 29 ก.ค. 2556 12:16 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
ms.pimpaka
ms.pimpaka
วันที่ 30 มี.ค. 2558 22:27 น.

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ