สนทนาปัญหาสารพัน : ๑๐ ปีที่เสียไป เปิดใจอดีตแม่ชี พญ.ธิดา คงจรรักษ์
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  9 พ.ย. 2562
หมายเลข  31288
อ่าน  2,104

"สนทนาปัญหาสารพัน : ๑๐ ปีที่เสียไป เปิดใจอดีตแม่ชี พญ.ธิดา คงจรรักษ์"

วันอาทิตย์ ที่ ๒๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา คุณหมอจอย แพทย์หญิงธิดา คงจรรักษ์ กุมารแพทย์ชื่อดัง ได้ให้เกียรติมาร่วมสนทนาและเปิดใจเล่าถึงประสบการณ์ ๑๐ ปี ที่ได้พบเห็นปัญหาภายในวงการของแม่ชี ในรายการ "สนทนาปัญหาสารพัน" ซึ่งเป็นรายการใหม่ของมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ที่กำลังเผยแพร่ให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แก่สาธารณชนทุกเพศทุกวัย และกำลังเป็นรายการที่เข้าถึงผู้คนจำนวนมากในสังคมปัจจุบันที่กำลังสับสนวุ่นวายทั้งในทางความคิดและการมีชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นคำตอบและให้ข้อคิดที่ดียิ่ง สำหรับความสงสัยนานาประการที่มี จากรายการในรูปแบบพูดคุยแบบสบายๆ ได้สาระประโยชน์อย่างถูกต้อง น่าสนใจอย่างยิ่ง

แพทย์หญิงธิดา คงจรรักษ์(คุณหมอจอย) ในอดีต เคยละทิ้งความเป็นแพทย์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในวิชาชีพ ไปเป็นบุคคลที่สังคมเรียกว่า แม่ชี อยู่ถึง ๑๐ ปี หลังจากนั้นก็ได้ละทิ้งชีวิตการเป็นแม่ชี กลับมาสู่ชีวิตที่เป็นปกติอีกครั้ง เพราะเหตุใด? ทำไมคุณหมอจึงตัดสินใจเช่นนั้น ขอเชิญคลิกชมและฟัง รายการสนทนาปัญหาสารพัน ตอน "๑๐ ปีที่เสียไป เปิดใจอดีตแม่ชี" ได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้  

และเพื่อประโยชน์ตามสมควรสำหรับท่านผู้อ่าน ขออนุญาตถอดความสำคัญๆ บางตอนมาบันทึกไว้ เพื่อทุกท่านได้มีโอกาสพิจารณาอย่างช้าๆ ในชีวิตของบุคคลหนึ่ง ที่มีเรื่องราวของชีวิตความเป็นมาที่น่าสนใจ ด้วยการอ่านซ้ำ อีกครั้งหนึ่ง เช่นเคย ดังนี้

พญ.ธิดา  การที่ได้ที่มีโอกาสเรียนแพทยศาสตร์บัณฑิตที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ตัวเองไม่ได้ตัดสินใจเอง แต่ว่าเป็นความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ ที่จะให้เรียนแพทย์ เนื่องจากเราไม่ทราบว่าเราอยากเรียนอะไร เราก็เลยเรียนให้คุณพ่อคุณแม่เสียเลย แล้วก็สอบติด ก็เลยได้เรียนจนจบ ขณะที่เรียนแพทย์ รู้เลยว่า ชีวิตของนักศึกษาแพทย์ ไม่มีเวลาเลย เพราะว่าต้องอ่านหนังสือ แล้วก็สอบ แล้วก็อ่าน แล้วก็สอบ มีแค่นี้จริงๆ พอจบออกมา ก็ได้มีโอกาสไปใช้ทุนที่โรงพยาบาลยะลา ๑ ปี ตอนที่ไปใช้ทุนปีแรก...
ผศ.อรรณพ  ที่จังหวัดยะลา ไปไกลนะครับ
พญ.ธิดา  เพราะว่าจับฉลากไม่ได้ รอบสองได้ที่ยะลาเพราะว่าแพคกับเพื่อนไปด้วยกัน แต่ก็อยู่ได้ประมาณปีหนึ่ง ตอนนั้นก็รู้สึกว่าสถานการณ์ทางภาคใต้ไม่ค่อยดี ประมาณปี ๒๕๔๐ ได้ไปอยู่ที่นั้น รู้สึกว่าชีวิตไม่เหมือนเดิม เพราะว่าก่อนหน้านี้เอาแต่เรียนๆๆ สอบๆๆๆ พอไปเป็นแพทย์จริงๆ มันคนละแบบ คือต้องอยู่เวร ต้องรักษาคนไข้ แล้วก็อยู่เวร แล้วก็รักษาคนไข้ ชีวิตก็จะซ้ำๆ เดิม ตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่า แต่ละวันทำไมมันซ้ำเดิมจัง ตื่นมาก็แปรงฟันท่านี้ ทานข้าวท่านี้ แล้วก็ไปตรวจคนไข้ท่านี้ เดิมหมดเลย แล้วก็เลยมีคำถามกับตัวเองว่า ชีวิตของคนเรา เกิดมามีแค่นี้หรือ? ที่จะต้องดำเนินตามเหมือนกันทุกคน ก็คือ เกิดมา แล้วก็เรียน เรียนหนังสือจบ ก็ทำงาน ทำงานแล้วก็แต่งงาน มีลูกมีเต้า ชีวิตมีแค่นี้หรือ? คือถามตัวเองแล้วก็ยังไม่ได้คำตอบ

จนกลับมาเรียนกุมารแพทย์ที่จุฬาลงกรณ์(มหาวิทยาลัย) อีก ๓ ปี ช่วงนั้นก็หนักเหมือนเดิม ก็คือเข้าสู่การเรียนเหมือนเดิม แล้วก็เจอภาวะของความกดดันค่อนข้างเยอะ คราวนี้เราเป็น เรสิเดนท์(แพทย์ประจำบ้าน) ไม่เหมือนนักศึกษาแพทย์แล้ว ความรับผิดชอบเยอะมาก แต่ก็ผ่านพ้นมาได้ ก็ได้ประสบการณ์ของการสื่อสารกับคุณพ่อคุณแม่ การดูแลเด็ก ก็จะได้เรื่องของจิตวิทยาเข้ามาด้วย แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้ศึกษาพระธรรม แต่ว่าเริ่มสนใจแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เต็มมากเพราะว่ายังต้องเรียนต้องสอบเหมือนเดิม

พอจบมาจริงๆ คราวนี้ก็มีเวลาเยอะขึ้น เพราะว่ากลับมาทำงานที่โรงพยาบาลรถไฟ มาใช้ทุนของเขา แล้วก็รู้สึกว่า ทำไมเราต้องมีชีวิตอยู่แค่นี้? หลังจากนั้นก็ไปเรียนแพทย์ทางเลือก คือเรียนฝังเข็ม คราวนี้ก็รู้สึกว่าแพทย์ทางเลือกตรงกับเรา เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ยา ไม่ค่อยอยากใช้ยากับเด็ก หลังจากนั้นก็เริ่มผันตัวเองมาทำเรื่องของ แพทย์ทางเลือก พอเราได้ศึกษาเรื่องของแพทย์ทางเลือกเยอะขึ้น เราก็มีเวลาศึกษาพระธรรมด้วย แต่ไม่ได้เยอะมาก ตอนนั้นก็บังเอิญได้ไปเจอกับแม่ชีท่านหนึ่ง ท่านก็แนะนำเรื่องของการปฏิบัติธรรม ที่เราสนใจอยู่แล้ว แต่เราไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ตอนนั้นก็คือ ตามๆ เขาไป แล้วเขาให้ไปที่วัดที่หนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ แล้วก็ได้ไปเจอท่านเจ้าอาวาส แล้วก็ได้ปฏิบัติธรรมตั้งแต่นั้นมา อีกไม่กี่ปี ก็รู้สึกว่า เราอยากศึกษาพระธรรมเยอะๆ อยากปฏิบัติธรรมเยอะๆ ด้วยความอยาก ก็เลยขอสละการทำงานที่โรงพยาบาล 

ผศ.อรรณพ  ตอนนั้นคุณหมอตัดสินใจอย่างไร ถึงได้ทิ้งชีวิตความเป็นหมอ แล้วก็จะไป....
พญ.ธิดา ที่เล่าให้ฟังว่า.....
ผศ.อรรณพ  เห็นว่าซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น
พญ.ธิดา ใช่ค่ะ แล้วเงินไม่ใช่ประเด็นแล้ว เราไม่จำเป็นที่จะอยู่เพื่อเงิน หรือว่าหาเงินมาเยอะๆ เพราะคิดว่า คงไม่ได้มีชีวิตคู่ แต่งงาน มีลูก อะไรแบบนั้น เพราะเห็นชีวิตของครอบครัว ของเพื่อนๆ ของแม้แต่ครอบครัวเราเอง ก็เลย ไม่เอาดีกว่า มันไม่ใช่ทางของเรา 
ผศ.อรรณพ  ก็เลยมุ่งไปทางศาสนาเลย
พญ.ธิดา เพราะว่า อยากจะหาคำตอบว่า เราเกิดมาทำไม? แล้วใช้ชีวิตไปจนตาย เพื่ออะไร?
ผศ.อรรณพ  ก็เลยไปใช้ชีวิตที่คิดว่า น่าจะมีคำตอบให้เรา ก็เลยตัดสินใจไป ที่เขาเรียกว่าเป็นแม่ชี 
พญ.ธิดา  ตอนแรกก็ไปปฏิบัติ ไปๆ มาๆ ตอนที่ยังทำงานอยู่ แต่ตอนนั้นก็ออกมาทำ(โรงพยาบาล)เอกชนแล้ว 
ผศ.อรรณพ  เห็นว่าดี ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงเลย เท่าที่ทราบ

(ขอขอบคุณภาพและข่าวจาก "ผู้จัดการออนไลน์" คลิกอ่าน...เลเซอร์-ฝังเข็มรวมเป็นหนึ่ง กระชากวัย สวย เด้ง ใส)

พญ.ธิดา (หัวเราะ)รายได้ดีมาก
ผศ.อรรณพ  ก็ดูน่าทึ่ง ว่าสามารถทิ้งชีวิตและความสำเร็จทางการแพทย์ และรายได้ก็ดีมาก โดยเฉพาะตอนที่มาทำที่เอกชน แล้วคุณหมอก็ไปบวชเป็นแม่ชี แต่ทีนี้ ผมต้องขอกราบเรียนท่านอาจารย์และเรียนถามอาจารย์จริยา ว่าแม่ชีตามพระธรรมวินัย แม่ชีคือใคร? และตามข้อกฏหมาย กำหนดหรือมีระบุไว้ว่าแม่ชีคืออย่างไร กราบเรียนท่านอาจารย์ก่อนครับ แม่ชีคือใครครับ?

ท่านอาจารย์  พุทธบริษัทคือผู้ที่ได้ฟังพระธรรม แล้วก็ประพฤติปฏิบัติตาม จึงจะชื่อว่าพุทธบริษัท เพราะฉะนั้น ก็มีพุทธบริษัท ฝ่ายบรรพชิตคือภิกษุ ในสมัยพุทธกาลก็มีภิกษุณีด้วย เพราะเหตุว่า แม้ผู้หญิงที่ได้สะสมมาที่จะรู้แจ้ง อริยสัจจธรรม ถึงความเป็นพระอรหันต์ มีในสมัยนั้น จึงทรงอนุญาตให้ผู้หญิงบวชเป็น ภิกษุณี(คลิกอ่าน...กฎเกณฑ์การบวชเป็นภิกษุณี) แต่ก็เห็นว่าจะไม่ทำให้พระศาสนายั่งยืน ก็ทรงจำกัดข้อบัญญัติต่างๆ ที่จะทำให้ภิกษุณีค่อยๆ หมดไป เพราะแม้ว่าไม่ใช่ภิกษุณี แต่ผู้หญิงก็สามารถที่จะฟังธรรมะ เข้าใจธรรมะ รู้แจ้งอริยสัจจธรรม เป็นพระโสดาบันได้ ม่ว่าหญิงหรือชาย ที่เป็นคฤหัสถ์ ที่รู้ตัวเอง ว่าไม่สามารถที่จะสละเพศคฤหัสถ์ ไปสู่การขัดเกลาอย่างยิ่ง ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ ว่าเพศต่างกัน 

เพราะฉะนั้น การขัดเกลากิเลสในเพศภิกษุ ต้องเห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย ขัดเกลาอย่างยิ่ง ผู้ที่รู้ว่าสามารถที่จะฟังธรรมะเข้าใจได้ เป็นถึงพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ต่อเมื่อใดบรรลุคุณธรรมเป็นพระอรหันต์ จึงต้องสละเพศคฤหัสถ์ เพราะไม่สามารถที่จะอยู่อย่างคฤหัสถ์ได้อีกต่อไป เพราะฉะนั้น เพศบรรพชิต เป็นเพศสูงสุด เพราะเหตุว่า สามารถที่จะขัดเกลากิเลสได้ถึงความเป็นพระอรหันต์  พุทธบริษัทต้องไม่ลืม มีต่างกันเป็นบรรพชิตและคฤหัสถ์ 

ในครั้งพุทธกาล คฤหัสถ์ที่ได้ฟังธรรมะ รู้แจ้งอริยสัจจธรรมมี โดยที่ว่า ไม่ต้องสละเพศคฤหัสถ์ ไม่ต้องไปพยายามที่จะทำอะไร ซึ่งไม่สามารถจะเข้าใจสิ่งที่มีในขณะนั้นได้ ก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่รักษาศีล เพียง ๕ หรือบางคนอาจจะ ๒-๓ หรืออะไรก็แล้วแต่ ตามอัธยาศัย แต่ถ้ามีอัธยาศัยที่จะสะสมยิ่งกว่า ๕ ต้องเข้าใจธรรมะ ไม่ใช่ว่า อยากมีศีลมาก เพื่อที่จะได้อานิสงส์ เพราะได้ทราบว่าบางคน รักษาศีลมาก เพราะทราบว่ามีอานิสงส์มาก(คลิกอ่าน...เรียนถามความเข้าใจเกี่ยวกับอานิสงส์) โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้หญิง ก็คิดว่าผลของอานิสงส์จะเป็นผู้ที่สวยงาม แต่ก็มีผู้ที่คิดว่า เขาสามารถที่จะขัดเกลากิเลสได้มากกว่า ๕ โดยการรักษาศีล ๘ หรือศีล ๑๐ แต่ต้องไม่ลืม ต้องเข้าใจพระธรรม ไม่ใช่ว่า เพราะอยาก หรือเขาคิดว่า ๕ น้อยไป เอา ๘ หรือเอา ๑๐ แต่เพื่อที่จะเพิ่มกิเลส(คืออยากมีศีล)ไม่ใช่ขัดเกลากิเลส ราะว่าการรักษาศีล ไม่ต้องบอกใครก็รักษาได้ ใช้คำว่า สมาทาน ขณะใดก็ตาม จิตที่มีความเข้าใจธรรมะ แล้วคิดที่จะละเว้นทุจริต ก็เป็นการวิรัติด้วยปัญญา ที่เห็นโทษของอกุศลที่มาก (คลิกฟัง...สมาทานคืออย่างไร) เพราะฉะนั้น พุทธบริษัทจะมีมากกว่า ๒ เพศ ไม่ได้ คือมีเพศบรรพชิตกับเพศคฤหัสถ์ จะรักษาศีลกี่ข้อ ก็เป็นคฤหัสถ์ ไม่สามารถที่จะเป็นเพศบรรพชิตได้

ต้องมีความเข้าใจว่า ถ้ามีความเข้าใจถูกต้อง เป็นเรื่องขัดเกลากิเลส ไม่ใช่อยู่ที่ว่าเราอยากให้เขานับถือ หรือว่าอยากให้เขารู้ว่าเราเป็นผู้ที่มีศีล นั่นคือ ไม่มีการละคลาย(กิเลส) คุณหมออาจจะรักษาศีลได้มากกว่า ๕ ถ้ารู้พระวินัย และเห็นว่าความประพฤติทางกาย ทางวาจา อย่างไรดี ก็รักษาไป ไม่มีใครว่า ไม่ต้องไปนับว่า วันนี้เรามีศีลเท่าไหร่ มากกว่า ๘ มากกว่า ๑๐ ก็ได้ โดยที่ว่าเป็นการขัดเกลา เพราะฉะนั้น คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด เป็นไปเพื่อละ ต้องไม่ลืม ขัดเกลากิเลส ไม่ว่าในเพศไหน แต่ต้องรู้ว่าเราเป็นใคร เมื่อไม่ใช่ภิกษุ เพราะสมัยนี้ไม่มีภิกษุณี ก็จะมีภิกษุกับสามเณร ซึ่งก็เป็นเพศที่(ประพฤติ)ตามพระภิกษุ คือ มีชีวิตที่เหมือนอย่างผู้ที่สงบ แต่ว่าเป็นเชื้อสายของผู้สงบ จึงเป็นสามเณร มีสามเณรกับพระภิกษุ สำหรับคฤหัสถ์ จะศีลเท่าไหร่ก็ตาม จะนุ่งขาวห่มขาว หรือใส่ดำใส่ขาว อะไรก็ตามแต่ ก็เป็นคฤหัสถ์ (คลิกอ่านข้อความเต็ม...แม่ชีคือใคร?)

ท่านอาจารย์  คุณหมอคะ สำนักปฏิบัติมีมากในประเทศไทยและทั่วโลก จนคนเข้าใจว่าพระพุทธศาสนาคือสำนักปฏิบัติ คุณหมอมีความเห็นว่าอย่างไร? พระพุทธศาสนาเจริญอย่างที่ชาวโลกเขาคิดว่า ประเทศไทยพระพุทธศาสนารุ่งเรืองมาก หรือว่า ตรงกันข้าม
พญ.ธิดา  ถ้าดูจากมุมมองของชาวโลกโดยรวม เขาก็จะมองจากภาพลักษณ์ภายนอกที่ว่า ประเทศไทยมีวัดเยอะที่สุด มีสำนักปฏิบัติ ตอนนี้ก็กระจายเพิ่มขึ้น แล้วก็กระจายไปต่างประเทศเยอะขึ้นด้วย ลักษณะภายนอกที่เขาเห็นตรงนี้ก็เลยจะดูว่า น่าจะเจริญขึ้น เพราะเขาคิดแต่เพียงว่า ถ้ามีสำนักเพิ่มขึ้น คนก็จะมาปฏิบัติธรรมเพิ่มขึ้น พระพุทธศาสนาก็น่าจะเจริญขึ้น

แต่ถ้าได้ศึกษาพระธรรมและพระวินัยจริงๆ ก็พบว่า การที่มีสำนักปฏิบัติ แล้วสอนให้ทำด้วยความไม่รู้ มันกลายเป็นยิ่งเพิ่มความเห็นผิด และความไม่รู้เข้าไป และในขณะเดียวกันก็กลายเป็นโลภะ(ความติดข้อง ยินดี พอใจ ซึ่งเป็นอกุศล)ที่อยากที่จะมีความรู้สึกว่าจะเป็นกุศลเพิ่มขึ้น ก็ไปสำนักปฏิบัติกัน ลักษณะนั้นมันเยอะขึ้นจริงๆ เข้าไปอยู่แล้วก็จะรู้ถึงความโลภของคนเยอะขึ้น ไปด้วยความโลภ และด้วยความไม่รู้ แล้วสิ่งที่ได้กลับมา ก็คือความเข้าใจผิด เพราะว่าถูกสอนผิด

ท่านอาจารย์  แล้วก็แพร่หลายไปตามโรงเรียน ตั้งแต่เด็ก ที่จะให้เด็กทำอย่างนั้น ก็หมายความว่า ปลูกฝังความเห็นผิด ตั้งแต่ในโรงเรียน โตขึ้นเขาก็จะคิดว่านี่คือพระพุทธศาสนา 
พญ.ธิดา  ในลักษณะที่เห็นมา คนที่ไปปฏิบัติตามสำนักปฏิบัติ ไม่มีความรู้มาก่อนเลย แล้วก็ถูกสอนในทางที่ไม่ได้มีความเข้าใจพระธรรมเพิ่มขึ้น มีแต่ให้ทำตามๆ กัน เพื่อที่จะบรรลุ ญาณที่หนึ่ง ญาณที่สอง ว่ากันไป แต่มันไม่ได้ทำให้เกิดความเข้าใจในชีวิตประจำวันถึงพระธรรมที่กำลังมีในขณะนี้ ซึ่งคนเหล่านั้น ก็จะไม่คิดว่าจะมาฟังพระธรรมแล้ว เพราะเขาคิดว่าเขาทำสิ่งที่ถูกอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น การที่ทางมูลนิธิฯ พยายามเผยแพร่ในสิ่งที่ถูกต้องไป แต่ถ้าเขาไม่ถึงเวลา แม้เราจะเอาไปให้เขาฟัง เขาก็ไม่เปิดใจค่ะ แล้วก็ทิ้งไปเลย แต่สำหรับบางคนที่หนูก็ทำมาตลอด คือ พยายามให้เขาฟังก่อน แล้วเปิดโอกาสว่า ถ้าเขามีคำถามอะไรก็ถามได้ หรือมาที่มูลนิธิฯ หรือว่าเปิดเวปไซต์ได้เลย คือทุกทาง เอาหนังสือมาให้ เอาเฟซบุ๊ค เอาไลน์ของมูลนิธิฯ ให้ เพื่อที่จะได้รับข่าวสารของทางมูลนิธิฯ ส่งพระธรรมที่ถูกต้องไปให้ ก็จะมีได้มาบางคนเหมือนกัน ที่เขารู้สึกว่า เขาเกิดคำถามเหมือนที่หนูเคยเกิดตอนปฏิบัติธรรม เคยเกิดคำถาม แต่พอมาฟังท่านอาจารย์ ตอบคำถาม(ตนเองได้)เลย อย่างนี้ก็มีหลายท่านเหมือนกัน 

แต่ถ้าจะพูดถึงคนจำนวนมาก ในปัจจุบันนี้ จะเป็นลักษณะที่ เมื่อกี้กล่าวแล้ว คือ คนทั้งหลาย ไม่สนใจที่จะศึกษาปริยัติที่ถูกต้อง (ไม่ศึกษา)พระธรรมที่ถูกต้อง ก่อนที่จะเกิดปฏิปัตติว่าคืออะไร แต่เข้าใจว่า การปฏิบัติธรรม เดี๋ยวก็รู้เอง เดี๋ยวก็เห็นเอง เป็นสิ่งที่ยากมาก แต่ว่าการที่ได้สัมผัสคนทีละคน ค่อยๆ สนทนาธรรมกับเขา แล้วก็เป็นกำลังใจให้ เพื่อที่เขาจะได้ไม่หลุดออกไป สำหรับคนที่มีความมุ่งมั่นแล้ว ก็จะค่อยๆ ช่วยประคับประคองกันไป ในที่สุดก็ได้มาหลายคนเหมือนกัน

ท่านอาจารย์  เป็นประโยชน์ในชีวิตของเขา ถ้าเขาไม่มีโอกาสได้เพื่อนที่ดี ที่มีความหวังดี ที่อดทน ที่รู้ว่า ต้องใช้เวลา ซึ่งวันหนึ่งเขาเกิดเข้าใจขึ้น อันนั้นก็เป็นที่น่าอนุโมทนา

ในนามของมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของคุณหมอจอย แพทย์หญิงธิดา คงจรรักษ์ ซึ่งปัจจุบัน เป็นอีกท่านหนึ่งที่ได้รับประโยชน์สูงสุดของชีวิตในชาตินี้ จากการติดตามฟังและศึกษาพระธรรม จากการเผยแพร่ของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ และมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ซึ่งปัจจุบัน คุณหมอธิดา คงจรรักษ์ สมัครเป็นสมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. ลำดับที่ ๓๙๒๙ เพื่อการทำดีและศึกษาพระธรรม อันจะนำไปสู่ความหมายแท้จริงของคำที่ว่า "มีชีวิตอยู่ เพื่อปัญญาปรากฏ" (คลิกอ่าน...มีชีวิตอยู่เพื่อปัญญาปรากฏ [ปฐมสุขสูตร] และ "ปัญญานำไปในกิจทั้งปวง" (คลิกฟัง...ปัญญานำไปในกิจทั้งปวง)

.............

ขอเชิญคลิกชมตอนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ที่นี่...

รายการสนทนาปัญหาสารพัน รายการใหม่ของมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา
- สนทนาปัญหาสารพัน : แรงงานพม่า สะท้อนปัญหาชาวพุทธ
- แม่ชีคือใคร?
- ข้อความเตือนสติเรื่องปฐมสุขสูตร
- สนทนาปัญหาสารพัน : เกือบจะหย่า กว่าจะเข้าใจพุทธวจน ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

 



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
kullawat
วันที่ 9 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
Nataya
วันที่ 9 พ.ย. 2562

 

       กราบอนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
pakati58
pakati58
วันที่ 9 พ.ย. 2562

สาธุกับความเห็นถูกของคุณหมอ แม้ว่าจะเสียเวลาไป 10 ปีก็ยังกลับมาสู่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องยังคงมีอีกหลายคนยังคงติดอยู่กับคำสอนแบบให้เชื่อครูบาอาจารย์ อย่างเหนียวแน่น ไม่สามารถเปิดใจฟังความจริงจากพระธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ฝากไว้เป็นมรดกแทน

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ปาริชาตะ
ปาริชาตะ
วันที่ 10 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
เซจาน้อย
วันที่ 10 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
นิคม
นิคม
วันที่ 20 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 25 พ.ย. 2562

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ