สนทนาปัญหาสารพัน : ที่พึ่งที่แท้จริง
 
วันชัย๒๕๐๔
วันชัย๒๕๐๔
วันที่  15 ธ.ค. 2562
หมายเลข  31369
อ่าน  1,900

สนทนาปัญหาสารพัน : ที่พึ่งที่แท้จริง

คุณทินวัฒน์ พุกกะมาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบเคอร์ แมคเคนซี่ จำกัด สำนักงานให้คำปรึกษาทางกฏหมาย(ลอว์เฟิร์ม-Law Firm)อันดับหนึ่งของประเทศ (คลิกอ่าน..."แมคเคนซี่" ข่าวจากมติชน) สามีของคุณแหม่ม จรียา พุกกะมาน อดีตพิธีกรหญิงจากรายการครบเครื่องเรื่องผู้หญิง ที่เคยออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง ๗ สมาชิกชมรมบ้านธัมมะ มศพ. หมายเลข ๓๗๓๗ ได้ให้เกียรติเป็นแขกรับเชิญร่วมสนทนาแบบสบายๆ กับท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานกรรมการมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ในรายการสนทนาปัญหาสารพัน ที่บ้านพักของท่านเอง ย่านประชาชื่น ถนนรัชดาภิเษก เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ที่ผ่านมา 

จากการได้ติดตามชมและฟังการสนทนา ย่อมจะพอเข้าใจได้ว่า  เพราะการสะสมของความเป็นผู้ที่มีเหตุมีผลมาแต่ในอดีตอนันตชาติ คุณทินวัฒน์จึงเป็นนักกฏหมายที่มีความรู้ความสามารถ ประสบความสำเร็จในชีวิตการงานเป็นอย่างมากในปัจจุบัน การสนทนาระหว่างท่านและท่านอาจารย์จึงเป็นตัวอย่างของการสนทนาที่ถูกต้อง ตรงตามที่ได้ทรงแสดงไว้ ว่า ประโยชน์ของการสนทนา คือ สิ่งใดถูกก็รับเอา สิ่งใดผิด ก็ทิ้งไป รายการสนทนาปัญหาสารพันในครั้งนี้ จึงมีข้อความเตือนใจที่ดียิ่งสำหรับผู้ชมผู้ฟัง ที่จะได้ฉุกคิดพิจารณา เพื่อประโยชน์แท้จริงในชีวิต ซึ่งแต่ละท่านย่อมต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบชีวิตของตนเอง ในอันที่จะแสวงหาหนทางที่ถูกต้องของคำตอบแท้จริงว่า ความจริงของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่? การได้ชื่อว่าเป็นปุถุชนผู้ที่เกิดมามีชีวิตอยู่ไปวันๆ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวมั่งมี เดี๋ยวยากจน มีความวิตกกังวลไม่มีที่สิ้นสุดไปกับสิ่งที่มีได้ แต่ก็หมดได้ สูญสลายหายไปในพริบตาได้ ลึกๆ แล้ว บุคคลมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่รู้ ด้วยความกลัว ด้วยความหวาดระแวง ในความไม่มั่นคงของชีวิตอยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้ผู้ที่ยากจนหรือผู้ที่มั่งคั่งร่ำรวยเงินทอง(คลิกอ่าน...เพราะอะไรจึงได้ชื่อว่าเป็นปุถุชน) จะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ลึกๆ แล้ว บุคคลเป็นผู้ที่แสวงหาที่พึ่งทางใจด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น แต่จะมีใครสักกี่คนที่จะรู้ว่า ที่พึ่งที่แท้จริงในชีวิตนั้น คืออะไรกันแน่? "คำตอบ" สำหรับผู้ที่มีความสงสัย อาจมี "จุดเริ่มต้น" อยู่ในรายการที่จะได้ยินได้ฟังต่อไปนี้....การสนทนาครั้งนี้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังแสวงหา "ที่พึ่งที่แท้จริงในชีวิต" ซึ่งที่พึ่งแท้จริง ที่ ต้องมาจาก "ความเข้าใจของตนเอง" จากการได้ฟังพระธรรมและพิจารณาจนเข้าใจ เท่านั้น ไม่ใช่พึ่งสิ่งอื่นเลย ไม่ใช่การพึ่งตามคำบอกกล่าว ตามคำ "เขาบอก" อย่างที่เคยเป็นๆ กันมา และที่กำลังเป็นกันอยู่อย่างมากมาย แต่ประการใดเลยทั้งสิ้น ท่านจึงมีคำกล่าวเตือนด้วยเมตตายิ่งว่า "เมื่อเข้าใจเช่นว่านี้แล้ว จะฟังต่อไป(เพื่อจะได้มีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้น)ไหม? " ขอเชิญคลิกชมรายการที่น่าสนใจดังกล่าว ได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้...

ข้อความบางตอนจากการสนทนา :

ผศ.อรรณพ  สวัสดีครับท่านอาจารย์ สวัสดีครับคุณหน่อง(คุณทินวัฒน์ พุกกะมาน)ครับ วันนี้ก็ดีใจครับที่ท่านอาจารย์ได้มาคุยกับคุณหน่อง ที่บ้านคุณหน่องเลยด้วย
คุณทินวัฒน์  ยินดีครับอาจารย์ครับผม 
ท่านอาจารย์  ไม่ทราบคุณหน่องมีอะไรที่คิดว่าเป็นปัญหาที่สำคัญในชีวิตบ้างไหมคะ?
คุณทินวัฒน์  มีครับ ผมว่า ถ้าจะพูดถึงในเรื่องพระพุทธศาสนา ก็ต้องเริ่มตั้งแต่ว่า พระพุทธศาสนาช่วยอะไรในชีวิตคนทั่วๆ ไปอย่างผมได้บ้าง คนที่อาจจะยังไม่ได้อยากที่จะ หรือไม่ใฝ่ฝันที่จะไปบรรลุหรือว่าหยุดการเกิดการแก่ อะไรประมาณนี้ครับ ก็เลยอยากจะทราบว่า ถ้าคนจะมาศึกษา ศึกษาไปทำไม? แล้วจะช่วยอะไรเราได้บ้างครับผม

ท่านอาจารย์  ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนค่ะ ว่า เห็นประโยชน์บ้างไหม? ของคำว่า "พุทธศาสนา"  
คุณทินวัฒน์  เห็นครับ
ท่านอาจารย์  เห็นนะคะ นี่เป็นจุดเริ่มต้น เพราะฉะนั้น ประโยชน์ก็คือว่า เมื่อเห็นว่าสิ่งนั้นมีประโยชน์ แล้วเรายังไม่ได้เข้าใจ ยังมีประโยชน์แค่นี้ แล้ว ถ้าเข้าใจมากขึ้น ประโยชน์จะแค่ไหน เพราะฉะนั้น ก็ต้อง เป็นคนที่ละเอียด เพราะเหตุว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ สิ่งซึ่ง เดี๋ยวนี้ก็มี แต่ใครๆ ก็รู้ไม่ได้ รู้อย่างพระองค์ไม่ได้ คิดอย่างพระองค์ไม่ได้ เข้าใจอย่างพระองค์ไม่ได้ จนกว่าจะ "ได้ฟังคำ" พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเหมือนเราไหม? ธรรมดาๆ เหมือนคนที่เราเคยรู้จักเคยพบเคยเห็น หรือต่างกัน?
คุณทินวัฒน์  ต่างกันครับ
ท่านอาจารย์  ต่างตรงไหน?
คุณทินวัฒน์  ผมว่าท่านก็ต้องรู้เรื่องธรรมะมากกว่าเรา แล้วก็ เป็นคนที่รู้หมดทุกอย่างในโลกนี้ รู้ดีที่สุด
ท่านอาจารย์  โลกอื่นด้วยหรือเปล่าคะ? หรือเฉพาะโลกนี้
คุณทินวัฒน์  ถ้ามีโลกอื่นก็คงต้องโลกอื่นด้วยครับ
ท่านอาจารย์  ค่ะ หมายความว่ารู้ทุกอย่าง 
คุณทินวัฒน์  รู้ทุกอย่างครับ
ท่านอาจารย์  ถึงที่สุด
คุณทินวัฒน์  ถึงที่สุดครับ
ท่านอาจารย์  โดยประการทั้งปวง
คุณทินวัฒน์  ผมว่าอย่างนั้นนะครับ ผมว่าอย่างนั้น
ท่านอาจารย์  ทุกอย่าง ในสากลจักรวาล ไม่มีใครเปรียบได้เลย ใช่ไหมคะ?
คุณทินวัฒน์  ใช่ครับ
ท่านอาจารย์  เพราะฉะนั้น เป็นบุญ หรือว่า เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพียงใด ถ้าเราสามารถที่จะ "เข้าใจคำ" ของพระองค์ เพราะ เมื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ที่เคยพูดด้วยกิเลส ไม่มีเหลือเลย เป็นคำพูดทั้งหมดที่ประกอบด้วยปัญญา ที่สามารถที่จะรู้ว่า คำพูดแต่ละคำ อย่างไรจะเป็นประโยชน์แก่คนฟัง เพราะฉะนั้น คำของพระองค์ ต้องเป็นคำที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ถ้ารู้จักพระพุทธเจ้า ก็รู้จักพระธรรม คือ คำที่พระองค์ตรัสเมื่อได้ตรัสรู้ความจริงแล้ว เพื่อประโยชน์แก่ทุกคน ที่จะเข้าใจสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสรู้ ไม่ใช่รู้อย่างเล็กๆ น้อยๆ ธรรมดา แต่ใช้คำว่า "ตรัสรู้" ไม่เหลืออะไรที่ไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นอะไร ลึกซึ้งอย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงให้เราได้มีความเข้าใจว่า "สิ่งที่มี" และยากแสนยากที่จะเข้าใจสิ่งที่มีได้ถูกต้องอย่างพระองค์ แต่สามารถจะเข้าใจได้ ถ้าได้ "ฟังคำ" ของพระองค์ "ทีละคำ" ด้วยความไม่ประมาท เพราะเราเป็นใคร? พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร? ห่างไกลกันไหม?
คุณทินวัฒน์  ห่างไกลครับ
ท่านอาจารย์  ขนาดไหน?
คุณทินวัฒน์  ก็ต้องมาก ครับ เพราะถ้าเปรียบตัวเอง ก็คงไกลมาก(หัวเราะ)ไม่ได้สนใจธรรมะเลย แล้วก็ต้องมาเริ่มเรียนตั้งแต่ ก.ไก่ ใหม่เลย 
ท่านอาจารย์  สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้จากที่เคยมีกิเลสมากๆ แล้วสามารถจะดับหมด ไม่มีกิเลสเหลือเลยสักนิดเดียว ต้องเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ และยากที่จะเป็นไปได้ เพราะเดี๋ยวนี้ก็มีกิเลสที่คนไม่รู้ แล้วจะดับอย่างไร? ถ้าไม่รู้ ใครไม่มีกิเลสบ้าง? มีไหมคะ? พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีกิเลสแน่นอน และเมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วประพฤติปฏิบัติขัดเกลากิเลสได้ จาก "คำ" ที่ทำให้เราเข้าใจ เพราะกิเลสมาจาก "ความไม่รู้" ถ้า "รู้" ดับกิเลสหมดได้ ถ้ายังไม่ถึงระดับนั้น ความรู้นั้นก็เป็นประโยชน์ ที่พฤติกรรมทั้งหลายที่เคยทำด้วยกิเลส ค่อยๆ เปลี่ยน ทีละเล็ก ทีละน้อย จนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลส เพราะฉะนั้น เมื่อดับกิเลส(แล้ว)แต่ยังมีชีวิตอยู่ ชีวิตนั้นก็เป็นไปในสิ่งที่เป็นกุศล เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่(มีชีวิตอยู่)ด้วยกิเลสอีกต่อไป  เป็นไปได้ไหม?
คุณทินวัฒน์  เป็นไปได้ครับ
ท่านอาจารย์  ค่ะ แต่ต้อง "เริ่มต้นให้ถูก" ที่สำคัญที่สุด ถ้าเป็นไปได้ เรามีกิเลสมาก และกิเลสก็เยอะ หมดทีเดียวไม่ได้แน่ แต่ ต้อง "รู้" ว่า "อะไรเป็นกิเลส" ก่อน จึง "เห็นโทษ" แล้วก็ค่อยๆ พบ หรือว่า "ค่อยๆ เข้าใจถูก" ว่า กิเลสอย่างนี้ละเว้นได้ หมดได้ เมื่อได้ "เข้าใจคำ" ของผู้ที่ได้ตรัสรู้แล้ว ไม่ใช่ "คำของคนอื่น" ก่อนนี้ คุณหน่องฟังใครบ้างไหม? คิดว่าจะ "พึ่งใคร" บ้างไหม?
คุณทินวัฒน์  ด้านธรรมะนี่หรือครับ
ท่านอาจารย์  ทุกอย่างค่ะ
คุณทินวัฒน์  คุณพ่อคุณแม่ครับ
ท่านอาจารย์  คุณพ่อคุณแม่ ท่านสอนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไปโรงเรียน มีเพื่อนฝูง ชีวิตที่ดี แต่ก็ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากคุณพ่อคุณแม่ เคยฟังใครบ้างไหมคะ? ที่คิดว่าเป็นประโยชน์

คุณทินวัฒน์  เรียนตรงๆ ไม่เคยฟังใครอย่างจริงจังเลย ก็ฟังเทศน์ฟังธรรมอะไรไปตามเรื่องตามราว แต่ว่าผมไม่ได้ตั้งใจที่จะมานั่ง เพื่อความเข้าใจพุทธศาสนาอย่างจริงจัง 
ท่านอาจารย์  แต่ "เทศน์" คืออะไร? เห็นไหม? เรา "เริ่มเข้าใจ" สิ่งซึ่ง "แต่ละคำ" พูดโดยที่ไม่รู้จักเลย ตั้งแต่เกิด ถ้าถามว่า "เทศน์" คืออะไร? อย่างคุณหน่องบอก "ฟังพระเทศน์" "เทศน์" คือ อะไร? 
คุณทินวัฒน์  ผมก็ไม่ทราบนะครับ พระท่านก็มาขึ้นธรรมาสน์แล้วก็เหมือนกับว่า อ้างคำภาษาบาลี แล้วก็อธิบายให้ฟัง แล้วก็มาดูว่าจะปรับใช้กับชีวิตประจำวันอย่างไร ก็จะมีอยู่ในโอกาสทำบุญ หรืองานศพ อะไรอย่างนี้ ก็ อันนั้นสำหรับผมก็ฟังแบบนั้น ก็ฟัง เพราะว่ามีคนเขามาให้ฟังเราก็ฟัง(หัวเราะ)
ท่านอาจารย์  เพราะฉะนั้น เราไม่ได้ "ฟัง" ที่จะ "เข้าใจคำที่ได้ยิน" แต่เรา "ฟังเพื่อ" ที่จะ "ทำตามคำแนะนำ" เท่าที่จะทำได้ เช่นคำว่า "ทำบุญ" ใช่ไหม?
คุณทินวัฒน์  ใช่ครับ
ท่านอาจารย์  เราก็ยังไม่รู้ว่า "บุญ" คือ อะไร? 
คุณทินวัฒน์  ครับ
ท่านอาจารย์  คิดได้ แต่ จะถูกไหม? "บุญ" กับ "บาป" แค่สองคำ แต่มีไหม? ในชีวิตประจำวัน หมายความว่า มีชีวิตประจำวัน แต่เราก็ไม่เคยคิดไม่เคยเข้าใจ เขาว่าบุญเราก็บุญ เขาว่าบาปเราก็บาป เขาว่าเทศน์ก็เทศน์ แต่ "เทศนา" เป็นคำสั่งสอนจากผู้ที่เป็นครู ที่ไม่ใช่ครูตามโรงเรียน เพราะตามโรงเรียนเขาสอนวิชาความรู้  ให้เรามีความรู้ทางวิชาการต่างๆ แต่นี่ "สอนเรื่องชีวิต" เรื่อง "ความจริง" ที่เราเกิดมา แล้วต้องเป็นไป มีใครบ้างที่เกิดมาแล้วไม่ต้อง "เป็นไป" อยู่เฉยๆ ไม่ได้เลย ต้องเป็นไปทุกขณะ แต่ความละเอียด คือ "ต้องเป็น" แล้วก็ "ไป" เราคิดสั้นๆ แต่ "ไป" ที่ลึกซึ้งก็คือว่า "ไป" จริงๆ คือ "หมด" เกิดมาเป็นอย่างนั้นแล้วก็หมด คือ ไป ไม่กลับมาอีกเลยสักอย่างเดียว  เมื่อวานนี้คุณหน่องโกรธบ้างไหม?
คุณทินวัฒน์  มีครับ
ท่านอาจารย์  เดี๋ยวนี้อยู่ไหน?
คุณทินวัฒน์  หายไปแล้วครับ
ท่านอาจารย์  หายไปแล้วกลับมาอีกไหม?
คุณทินวัฒน์  ยังไม่กลับครับ 
ท่านอาจารย์  จะกลับไหม?
คุณทินวัฒน์  ถ้ากลับคงเป็นเรื่องใหม่ครับ
ท่านอาจารย์  ถูกต้อง ไม่ใช่เก่ากลับมาได้ เพราะฉะนั้น แม้แต่คำเดียวที่ลึกซึ้ง สิ่งไหนที่เกิด เราใช้คำธรรมดาว่า เป็นแล้วก็ไป แต่เราไม่รู้ว่า ไม่กลับมาอีกเลยสักอย่างเดียว ชีวิตคุณหน่องตั้งแต่เกิด จนถึงวันนี้ ต่างกันหมดทุกขณะ เดี๋ยวนี้ก็ต่างกับเมื่อกี้นี้ โดยไม่รู้ตัวเลย นี่คือความเป็นไปของชีวิต เป็นปกติ เป็นธรรมดา แม้แต่คำว่า "ธรรมดา" เราก็ใช้ ใช่ไหม? แต่ความหมายจริงๆ คือ "ต้องมีธรรมะ" ถึงจะกล่าวว่า "ธรรมดา" คำนี้ มาจากภาษาบาลี สองคำ "ธรรมะ" กับ "ตา" ธรรมคือสิ่งที่มีจริง บอกว่าไม่จริง ไม่มี ไม่ได้ เพราะ "กำลังมี" หลากหลายมาก เป็น "ลักษณะ" ต่างๆ กันไป

ท่านอาจารย์  "เสียง" มีไหมคะ? 
คุณทินวัฒน์  มีครับ
ท่านอาจารย์  "เห็น" มีไหมคะ?
คุณทินวัฒน์  มีครับ
ท่านอาจารย์  เหมือนกันไหมคะ? 
คุณทินวัฒน์  ไม่เหมือนครับ
ท่านอาจารย์  ให้ "เห็น" เป็น "เสียง" ให้ "เสียง" เป็น "เห็น" ได้ไหม?
คุณทินวัฒน์  ไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์  ไม่ได้ เพราะเห็นเกิดแล้วเป็นเห็น ดับแล้ว "เสียง" ถ้าไม่เกิด มีเสียงไหม?
คุณทินวัฒน์  ไม่มีครับ
ท่านอาจารย์  พอเสียงเกิดขึ้นแล้วดับไปไหม? เดี๋ยวนี้เอง
คุณทินวัฒน์  ดับครับ
ท่านอาจารย์  เห็นไหมคะ กลับมาอีกได้ไหม? 
คุณทินวัฒน์  เป็นเสียงใหม่ครับ
ท่านอาจารย์  เห็นไหมคะ นี่แสดงว่า ทุกขณะ ไม่ใช่ "อันเก่า" ที่เกิดแล้วดับ แต่ "อันใหม่" เกิด แต่ที่เราไม่รู้คือ เราไม่รู้ว่าเกิดมาได้อย่างไร? เพราะอะไร? แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า จากไม่มีเลย ก็มีขึ้น โดยไม่มีใครไปทำ นอกจากมีสิ่งที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้ เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ตามความเหมาะสม และเมื่อดับไปแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย ทุกอย่าง ไม่ใช่แต่เฉพาะเสียง ถ้ามี "เสียง" แต่ไม่มี "ได้ยิน" เสียงนั้นจะปรากฏไหมคะ? ว่า "มี"
คุณทินวัฒน์  คนอื่นอาจจะได้ยิน ผมไม่ได้ยิน
ท่านอาจารย์  อาจจะ แต่ว่าความจริงคือ ถ้าไม่มี "สภาพที่ได้ยิน" เสียงจะไม่ปรากฏเลย เพราะฉะนั้น มี "ธาตุ" ชนิดหนึ่ง เหมือนกับเสียงเป็นอย่างหนึ่ง "เสียง" ไม่รู้อะไรเลยใช่ไหม? แต่ "ได้ยิน" รู้ "เสียง" ถึงใช้คำว่า "ได้ยิน" เพราะฉะนั้น มี "สิ่งที่เกิดขึ้นรู้" เป็น "สภาพรู้" เกิดมาก็มีแล้ว ที่เราเรียกว่า "ชีวิต" แต่เราก็ยัง "เผิน" ไม่ละเอียดว่า ชีวิตจริงๆ ประกอบด้วยอะไรบ้าง มีอะไรบ้าง ที่เราใช้คำว่า "ชีวิต" ทุกอย่าง เป็น "คำ" จากผู้ที่ได้ตรัสรู้ (คลิกอ่าน...อยากทราบความหมายของคำว่า ตรัสรู้ ครับ) มีประโยชน์ไหมคะ?
คุณทินวัฒน์  มีประโยชน์ครับ
ท่านอาจารย์  มีนะคะ แค่ "ไม่กี่คำ" แต่ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา ประโยชน์จะอยู่ที่ไหน? ต้องอยู่ที่ ผู้ที่มีโอกาสได้ฟัง ไตร่ตรอง แล้วเข้าใจความจริง ว่า นี่คือพระองค์ตรัสรู้ ซึ่งใครๆ ก็รู้ได้ เมื่อได้ฟัง คำที่พระองค์ทรงแสดง แต่ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดง ไม่ประกาศ ใครก็ไม่รู้ จะมานั่งคิด(เอาเอง)ได้อย่างไร ว่าทุกอย่างแค่เกิดขึ้นเป็นแล้วก็ไป แล้วก็ไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้น มีคุณหน่องจริงๆ ไหม? ถ้าไม่มี "เห็น" ไม่มี "ได้ยิน" ไม่มี "คิด" ไม่มี "จำ"
คุณทินวัฒน์  ไม่มี
ท่านอาจารย์  ไม่มีแน่นอน เพราะฉะนั้น เราหลงผิด คิดว่า "สิ่งที่มี" เป็น "เรา" กำลังเห็นอย่างนี้ ถ้าเห็นไม่เกิด จะไม่มีเห็น เมื่อไม่มีเห็น ก็ไม่มีความคิดว่า "เราเห็น" เพราะไม่มี "เห็น" ใช่ไหม? เมื่อไม่มี แล้วจะเป็นเราได้อย่างไร แต่พอ "สิ่งหนึ่งสิ่งใด" เกิดขึ้น "ตามเหตุตามปัจจัย" ที่ทำให้ "สิ่งนั้น" เกิดขึ้น เป็นไป เพราะไม่รู้ ทันทีที่เห็น ใครเห็น? เดี๋ยวนี้
คุณทินวัฒน์  ครับ "ผม"
ท่านอาจารย์  เห็นไหม? เป็นเราแล้ว แต่ "ถ้าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดเลย เราก็ไม่มี" เพราะฉะนั้น "สิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งนั้น" เป็นเราไม่ได้ นี่คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า "ให้เข้าใจความจริง" ซึ่งต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้ แสดงว่า "มีสิ่งที่เกิดขึ้น" หลากหลาย แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ไม่ซ้ำกัน ไม่เหมือนกัน แต่เพราะไม่รู้ ทุกอย่าง "เป็นเรา" หมด เห็นก็เป็นเรา ได้ยินก็เป็นเรา คิดก็เป็นเรา จำก็เป็นเรา อะไรอีกที่เป็นเรา 
คุณทินวัฒน์  ก็อร่อย หอมหวาน อะไรอย่างนี้

ท่านอาจารย์  ทั้งหมดเลย ต่อไปนี้ ระลึกถึงคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เกิดแล้วดับ แล้วไม่กลับมาอีกเลย เราไม่มี!!! แม้แต่ธรรมะที่เหมือนมี เหมือน "มีชั่วขณะที่ปรากฏ" หมดแล้ว โดยไม่มีใครรู้เลย นี่คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะดับกิเลส เพราะเหตุว่า ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่มีกิเลส แต่พอมีแล้ว กิเลสเยอะมาก เพราะไม่รู้ความจริงว่า ดับแล้ว หมดแล้ว แล้วยังจะเป็นสิ่งที่เหมือนมีอยู่ตลอดเวลา ยั่งยืน จนกว่าจะจากโลกนี้ไป ก็ไม่รู้ ตั้งแต่เกิดจนตาย ว่า "ไม่ยั่งยืนเลย" 
คุณทินวัฒน์  อย่างนี้ ถ้าคนดับกิเลสแล้ว ต่างอะไรกับคนที่ไม่สนใจอะไรทั้งหมดทั้งสิ้น ก็คือ ก็รู้ ก็เข้าใจ ก็ทำใจได้ว่า ไม่มีเรา อะไรก็แล้วแต่ 
ท่านอาจารย์  "ไม่มีเรา" แล้วจะ "ทำใจ" ได้หรือ? เห็นไหม? ผิดแล้ว!! ไม่มีเรา แล้วจะทำใจ ได้หรือ? ทำใจนั่น "เราทำ" ใช่ไหม? แต่นี่ "ไม่มีเรา" แต่ "มีธรรมะ" ซึ่งไม่เคยรู้เลย ว่า "ไม่ใช่เรา" แต่การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะดับกิเลสได้หมด เพราะประจักษ์แจ้งใน ความเกิดขึ้นแล้วดับไป "เป็นเราไม่ได้" เพราะฉะนั้น คำสอนที่ทุกคนได้ยินบ่อยๆ "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" อัตตา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ว่าอะไรทั้งหมด นี่ก็สิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า อนัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วเป็นอะไรล่ะ? นี่คือการตรัสรู้ ที่ทำให้หมดความติดข้อง หมดความไม่รู้ ว่าเป็นเรา ความเห็นแก่ตัวก็จะลดน้อยลง จนกระทั่ง สามารถที่จะดับความยึดถือว่ามีเรา ทำทุกอย่างเพื่อเรา แต่...แล้วก็จากโลกนี้ไป เราไหนล่ะ? เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว พูดง่ายๆ ว่า ตายแล้ว เราอยู่ไหน? ไม่ใช่อยู่ที่ซากศพ ใช่ไหม? ซากศพทำอะไรไม่ได้เลย แต่ ก่อนที่จะตาย ต้องมี "ธาตุรู้" ภาษาบาลี ใช้คำว่า "จิต" ธาตุรู้ เป็นใหญ่เป็นประธาน เวลานี้ ถ้าไม่มีธาตุนี้เกิดขึ้น โลกไม่ปรากฏ ไม่มีอะไรรู้ แต่ที่มีโลก เพราะว่ามี "ธาตุรู้" เกิดขึ้น เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง กำลังรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้าง กำลังคิดนึกบ้าง ถ้าไม่มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ก็ไม่มีอะไร และจริงๆ ทุกอย่างที่เกิด ชั่วคราว แสนสั้น แล้วก็ดับ คุณหน่องลองคิดดูนะคะ "ขณะนี้ ได้ยินเสียง" มี "เห็น" ด้วยไหม? 
คุณทินวัฒน์  มีครับ
ท่านอาจารย์  ผิด ใช่ไหม? เพราะว่า "ขณะที่เสียงปรากฏ" ต้อง "ปรากฏเพียงอย่างเดียว" จึงเป็น "เสียง" ไม่เป็นอื่น เพราะฉะนั้น "ขณะนั้นต้องไม่มีเห็น" พร้อมกันไม่ได้เลย แล้วใครจะรู้? นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้คำว่า "ทรงตรัสรู้" เพราะรู้ความจริงถึงที่สุด คือ ตรัสรู้ เป็น "อภิสมัย" อภิ-สมย "สมัย" คือ "แสนสั้น" หนึ่งขณะ สมัยหนึ่ง หนึ่งขณะ หนึ่งขณะ หนึ่งขณะ หนึ่งขณะ ซึ่ง "ขณะเก่า" ต้องหมด จึงจะมี "ขณะต่อไป" ได้ เพราะฉะนั้น อภิสมัย คือ สมัยที่ประจักษ์แจ้งความจริง ตามที่ค่อยๆ เข้าใจ จนสิ่งนั้นสามารถปรากฎ ไม่มีความสงสัยเลย ทุกคำที่ได้ยิน เป็นอย่างนั้น แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจ ใครจะมานั่งคิดว่า เดี๋ยวนี้ไม่มี มีแต่สิ่งที่เกิดแล้วก็ดับ ลึกซึ้งไหม?
คุณทินวัฒน์  ลึกซึ้งครับ
ท่านอาจารย์  คิดเองได้ไหม?
คุณทินวัฒน์  ไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์  ไม่มีทางเลย เพราะฉะนั้น จึง "มีที่พึ่ง" ที่จะให้เรา "เข้าใจ" สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นเทวดา มนุษย์ พรหมโลก ไม่มีใครจะมีปัญญาระดับนี้ได้เลย ระดับปัญญานี้คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ความจริงโดยชอบ โดยประการทั้งปวง ถึงที่สุด ด้วยพระองค์เอง ตามที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานมาก นับไม่ได้เลย 

ผศ.อรรณพ  ท่านอาจารย์ครับ จะพึ่งทั้งพระรัตนตรัยด้วย แล้วก็พึ่งอย่างอื่นด้วย ไม่ได้หรือครับ? ท่านอาจารย์ เพราะว่า พระพุทธศาสนาก็แสดงเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ไว้ อะไรอย่างนี้ ก็ไม่รู้ว่า เหมือนจะไม่ขัดกันหรือเปล่า?
ท่านอาจารย์  หมายความว่า จะพึ่งความไม่รู้ด้วย แล้วพึ่งความรู้ด้วย อย่างนั้นหรือคะ?
คุณทินวัฒน์  เหมือนกับว่า เราก็รู้ว่าเหล้าเป็นของไม่ดี มันก็อยากกินอยู่ครับ คนมันชอบครับ(หัวเราะ)
ท่านอาจารย์  ก็เหมือนคุณหน่องรู้ว่ากิเลสมี และกิเลสไม่ดี แต่ก็ยังมีกิเลส 
คุณทินวัฒน์  ใช่ครับ
ท่านอาจารย์  เพราะไม่รู้  ถ้ายังไม่รู้อยู่ ก็ยังคงไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาลบล้างให้ความไม่รู้หมดไป 
คุณทินวัฒน์  กว่าเราจะรู้นี่อาจจะแสนอสงไขนะครับอาจารย์
ท่านอาจารย์  พร้อมไหม? แสนอสงไข ก็แสนอสงไข แต่รู้ได้
คุณทินวัฒน์  ก็ต้องพร้อมครับ แต่ตอนนี้ มันก็ยังไม่ได้ไงครับ เพราะต้องศึกษา สะสมไปเรื่อยๆ ผมว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เราก็ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป 
ท่านอาจารย์  รู้ไหม? ว่า อย่างอื่นที่เราพึ่ง ทำให้เราไปช้า หรืออาจจะไม่ถึงเลย พราะมีสิ่งถ่วง ไม่ทิ้ง 
ผศ.อรรณพ  ท่านอาจารย์ครับ ทีนี้ มีต่างกันครับ หมายความว่าที่คุณหน่องพูด ผมเข้าใจว่า ถึงพระโสดาบัน ท่านก็ยังมีความติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส 
ท่านอาจารย์  แต่ท่านมีอะไรเป็นที่พึ่ง?
ผศ.อรรณพ  มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งครับ 
ท่านอาจารย์  มีอย่างอื่นเป็นที่พึ่งหรือเปล่า?
ผศ.อรรณพ  ไม่มีครับ หมายความว่ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง แต่ก็ยังมีกิเลสอื่นตามลำดับ
ท่านอาจารย์  เห็นไหม? ต่างกันแล้ว ไม่มีอะไรจะมากั้น จะมาถ่วง เพราะไม่รู้จักพระรัตนตรัย ยังคิดว่าอย่างอื่นยังพึ่งได้
ผศ.อรรณพ  ต่างตรงนี้
ท่านอาจารย์  เพราะฉะนั้น เมื่อยังมี "สิ่งอื่น" เป็นที่พึ่ง ค่าของพระรัตนตรัยก็น้อยลงแล้ว เพราะเขาพึ่งอื่น 
ผศ.อรรณพ  คือหมายความว่า เมื่อมีพระธรรมเป็นที่พึ่ง พระรัตนตรัยนี่แหละ
ท่านอาจารย์  ไม่มีอย่างอื่นอีกเลย เป็น "ที่พึ่ง"
ผศ.อรรณพ  แต่ไม่ได้หมายความว่า กิเลสจะหมดทีเดียว 
ท่านอาจารย์  พึ่งเพื่อจะหมด ไม่ใช่เพื่อถึงแล้ว ยังไม่ถึง แต่จะถึง ก็ต่อเมื่อมั่นคงจริงๆ ว่าอย่างอื่นไม่ใช่ที่พึ่ง!!!

ขอเชิญคลิกชมรายการสนทนาปัญหาสารพันตอนอื่นๆ ได้ที่นี่...

- รายการสนทนาปัญหาสารพัน รายการใหม่ของมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา
- สนทนาปัญหาสารพัน : แรงงานพม่า สะท้อนปัญหาชาวพุทธ
- สนทนาปัญหาสารพัน : ๑๐ ปีที่เสียไป เปิดใจอดีตแม่ชี พญ.ธิดา คงจรรักษ์
- สนทนาปัญหาสารพัน : เกือบจะหย่า กว่าจะเข้าใจพุทธวจน ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๒
- สนทนาปัญหาสารพัน : รู้ความจริง ทิ้งสิ่งที่ผิด
- สนทนาปัญหาสารพัน : อดีตแม่ชีวิปัสสนาจารย์เผยวิกฤตการณ์ชาวพุทธ
- อาจารย์สุจินต์ เป็น คริสต์หรือ?


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
Natanaphong
Natanaphong
วันที่ 16 ธ.ค. 2562

กราบขอบพระคุณครับ ท่านอาจารย์และบุคลากรชมบ้านธัมมะ มศพ. ขออนุโมทนาในกุศลจิตครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 19 ธ.ค. 2562

...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และอนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่าน และคุณวันชัยค่ะ...

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาเข้าระบบ