พระธรรมกับวิทยาศาสตร์
 
เมตตา
เมตตา
วันที่  29 ก.ค. 2555
หมายเลข  21480
อ่าน  952

            ทางองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ได้เรียนเชิญ     ท่านอาจารย์สุจินต์ 

บริหารวนเขตต์   ไปร่วมสนทนาธรรม ในบ่ายวันเสาร์ที่ ๒๘ นี้ ข้าพเจ้าขอแบ่งปันธรรม

ที่ได้ฟังมาในวันนี้      ประเด็นตอนหนึ่ง... พระธรรมกับวิทยาศาสตร์   วิทยาศาสตร์เป็น

วิชาการที่มีประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างมากมายเช่น   วิทยาศาสัตร์การแพทย์    ฟิสิก

ดาราศาสตร์   คลื่น   เป็นต้น  แต่ผลการศึกษาค้นคว้าไม่สามารถนำไปสู่การรู้ความจริง

ของสิ่งที่มีจริง (สัจจธรรม)ได้เลย      มีการสนทนาถึงกาแล็กซี่     บิ๊กแบงค์    โมเลกูล

อะตอม...  เป็นต้น    แท้จริงแล้วทั้งหมดเป็นเพียงบัญญัติเรื่องราวต่างๆ ของ ความคิด

เท่านั้น   คิดมีจริงเกิดขึ้นแล้วดับไป   แต่เรื่องราวที่จิตคิดนั้นอยู่ที่ไหน    วิทยาศาสตร์

หรือ ศาสตร์ใดๆ ก็ตาม   ไม่สามารถนำไปสู่การรู้ความจริงได้ (ความจริงที่พระพุทธองค์

ทรงตรัสรู้) เห็นมีจริง  ไม่มีใครทำเห็นได้  เห็นเกิดขึ้นเห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา  ซึ่ง

สิ่งที่ปรากฏทางตาคือ  สีที่อยู่ที่มหาภูตรูป เห็นเกิดขึ้นไม่ใช่เห็นกาแล็กซี่  เห็นโมเลกูล

นักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาพระธรรมเข้าใจย่อมไม่เข้าใจผิดว่า  วิทยาศาสตร์จะสามารถนำ

ไปสู่การรู้ความจริงได้     เพราะมีความเข้าใจถูกว่า    กาแล็กซี่     บิ๊กแบงค์    โมเลกูล

อะตอม...เป็นเพียงเรื่องราวที่คิดเท่านั้น  คิดเท่านั้นที่มีจริง  เรื่องราวต่างๆ ไม่มีจริง

         ชีวิตประจำวันหลังเห็น  หลังได้ยิน...แล้วคิดมักจะคิดด้วยจิตที่เป็นอกุศล    แล้ว

ขณะที่คิดถึงกาแล็กซี่  คิดถึงบิ๊กแบงค์  ขณะนั้นจิตเป็นกุศลหรืออกุศล ?   ...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ อย่างยิ่งค่ะ...



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 29 ก.ค. 2555

เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ

นักวิทยาศาสตร์บางคนวิเคราะห์ว่าอาจจะเกิดวินาศภัย 12/21/12 

ทิฏฐิของอัลเบิร์ต ไอสไตล์

ขออนุโมทนาพี่เมตตา ที่นำธรรมข้อคิดให้เข้าใจขึ้น ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
ไตรสรณคมน์
วันที่ 29 ก.ค. 2555

ขออนุโมทนาค่ะ

พระธรรมเป็นสัจจะเป็นความจริง ที่จริงตลอดทุกยุคทุกสมัย

แม้กาลเวลาจะผ่านเลยมาหลายพันปีแล้วก็ตาม

แต่วิทยาศาสตร์นั้นไม่เคยหยุดนิ่ง

ถึงแม้จะมีการทดลองและพิสูจน์ทางกายภาพมากมาย

แต่ทฤษฎีทั้งหลายก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงตลอด

ทฤษฎีเก่าถูกล้มล้างด้วยทฤษฎีใหม่อยู่เรื่อยๆ

แต่พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีอะไรมาล้มล้างได้เลย

เพราะ จริงตลอดกาลและทนต่อการพิสูจน์ ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 29 ก.ค. 2555

เห็นได้ถึงความแตกต่างเป็นอย่างมากของวิทยาศาสตร์ กับ สัจจธรรม ที่พระพุทธองค์ทรงแสดง จริงๆ ครับ การที่มีผู้ที่นำวิทยาศาสตร์มาอธิบายสัจจธรรมนั้น ก็เป็นเพียงความคิดเท่านั้น และไม่สามารถที่จะนำพาไปสู่การรู้ความจริงที่เป็นสัจจธรรมได้เลย

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาพี่เมตตา อาจารย์ผเดิม และทุกๆ ท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 29 ก.ค. 2555

     ความเห็นของบุคคลผู้ที่ได้ตรัสรู้ความจริง  กับ  บุคคลผู้ที่ไม่ได้ตรัสรู้ความจริง นั้น

เทียบกันไม่ได้เลย    ความเห็นของบุคคลผู้ที่ไม่ได้ตรัสรู้ความจริง นั้น ก็เป็นความคิด

ที่เป็นไปเรื่องราวต่าง ๆ   ศาสตร์ต่าง ๆ   ที่ไม่เป็นไปกับความความเข้าใจถูกเห็นถูกใน

ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง    แต่บุคคลผู้ที่ได้ตรัสรู้ความ

จริง  คือ   พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า     ทรงตรัสรู้สิ่งที่มีอยู่จริง ๆ

 

 ปัญญานั้นเองเป็นเครื่องยอมรับที่แน่นอนที่สุด อันเกิดจากการประจักษ์ความจริงตาม

ที่พระองค์ทรงแสดง นั่นคือ สภาพธรรมในขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา โดยถึงด้วยการ

ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม 

...ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของ อ.คำปั่น และ อ. เผดิม และ

ทุกๆ ท่าน ด้วยค่ะ...

      ไม่ว่าศาสตร์ใดๆ ก็ไม่สามารถค้นพบความจริงของสิ่งต่างๆ จนถึงที่สุดได้ นอกจาก

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น     แม้มีผู้ที่อ่านจากพระไตรปิฎก และพูดว่า  แม้จักรวาล

โลกต่างๆ ดวงดาวทั้งหลายในจักรวาล  ในหมื่นจักรวาล  ล้วนต้องแตกดับสักวันหนึ่ง...

แต่เขาก็ไม่มีทางเข้าถึงความไม่เที่ยง    เป็นทุกข์    ความเป็นอนัตตาของสิ่งที่มีจริง

ได้เลย

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
kinder
วันที่ 29 ก.ค. 2555

ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
pat_jesty
วันที่ 29 ก.ค. 2555

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
bsomsuda
วันที่ 29 ก.ค. 2555

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของพี่เมตตาและทุกท่านค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
edu
วันที่ 29 ก.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับผม...

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
ผิน
วันที่ 30 ก.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
akrapat
วันที่ 30 ก.ค. 2555

ที่จริงผมเห็นด้วยนะครับ กับการสนทนาธรรมในเรื่องนี้ แต่บางทีการตัดบทแค่ว่า เห็นเป็นสภาพที่มีจริง ไม่ว่าจะเห็น กาแล็กซี่หรืออะตอม สำหรับคนที่เขาไม่เข้าใจ หรือไม่เคยฟังแล้วเขาอาจจะคิดว่า พระธรรมกับวิทยาศาสตร์ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย ถึงแม้จะอ้างว่าการศึกษาวิทยาศาสตร์นั้นไม่ใช่เป็นไปเพื่อการล่ะ ไม่ใช่จุดประสงค์ของพระพุทธศาสนา แต่ถ้าสามารถอธิบายเชื่อมโยงกันได้  และมีที่มาที่ไป  มีเหตุผลรองรับ  อย่างน้อยก็จะแสดงให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่ง หรือ อุตุนิยาม พีชนิยาม ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ แต่ทรงถ่ายทอดแค่ใบไม้ในกำมือ คือ ธรรมนิยาม เท่านั้น และที่สำคัญแม้การเข้าใจในธรรมจะสำคัญที่สุด แต่ตราบใดที่ยังคงอิงอาศัย  ร่างกายในโลกใบนี้อยู่ก็ยังต้องกินต้องใช้เทคโนโลยี ถ้าปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ ก็เท่ากับปฏิเสธ สิ่งที่ท่านกำลังอ่าน และปฏิเสธความอยากของตัวท่านเอง

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 30 ก.ค. 2555

         พระพุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธวิทยาศาสตร์เลย    เพราะการค้นคว้าสาขาต่างๆ

ด้านวิทยาศาสัตร์การแพทย์  ค้นคว้ายารักษาโรค    วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับฟิสิกส์   แสง 

คลื่น  เคมี  นำประโยชน์มหาศาลแก่มวลมนุษย์   ผู้ที่ศึกษาธรรมก็เป็นนักวิทยาศาสตร์

ได้  สมัยพุทธกาลท่านหมอชีวกโกมารภัจจ์      ท่านก็เป็นแพทย์ได้ถวายการรักษาแก่

พระพุทธองค์  และท่านก็เป็นพระโสดาบัน   ท่านได้ประจักษ์สิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ

แต่ละอย่าง ตามความเป็นจริงว่า  เป็นเพียงสภาพธรรมไม่ใช่สัตว์  ไม่ใช่บุคคล  ไม่ใช่

กาแล็กซี่  ไม่ใช่โมเลกูล    เพราะสัตว์  บุคคล  กาแล็กซี่  มีเพราะคิด  ขณะคิดเท่านั้น

ที่เป็นปรมัตถ์  คิดเกิดขึ้นคิดถึงเรื่องกาแล็กซี่  แล้วดับไป    เรื่องราวเกียวกับกาแล็กซี่

หายไปไหน   ที่แท้กาแล็กซี่ก็เป็นเพียงหลายๆ จักรวาลนับไม่ถ้วนรวมกัน   สิ่งที่ปรากฏ

กับเห็นก็เป็นแต่สีจริงๆ     เมื่อเห็นดับไป หลังเห็นจึงคิดถึงสิ่งที่เคยจำไว้ว่า เป็นดวงดาว

ต่างๆ มากมาย...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านด้วยค่ะ...    

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
เมตตา
เมตตา
วันที่ 30 ก.ค. 2555

พระพุทธศาสนาเป็น โลกของอนัตตา

ศาสาตร์อื่นๆ เป็น โลกของอัตตา

    อนิจจะ  ทุกขะ  อนัตตา  คือตัวขันธ์ ๕     และสิ่งที่เป็นขันธ์ ก็คือขณะนี้   ทางตา 

ทางหู  ทางจมูก  ทางลิ้น  ทางกาย และทางใจ  เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  สิ่งที่มีจริงที่กำ

ลังปรากฏทางตา  ทางหู...     เกิดขึ้นและดับไป ใครก็บังคับให้เห็นเกิดไม่ได้  เมื่อมี

ปัจจัยพร้อมเห็นจึงเกิด  เกิดขึ้นเห็น  แล้วก็ดับ  ทุกสิ่งทุกอย่างจากไม่มี  แล้วมี  แล้ว

หามีไม่...โลกของอนัตตา    ท่านอาจารย์กล่าวไว้ว่า   ...สิ่งที่มีจริงเกิดแล้วดับ   เกิด

แล้วดับตลอดเวลา  กำลังฟังความเข้าใจความจริงที่ตรัสจากพระโอษฐ์     ทรงแสดง

คำจริง

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
kanchana.c
kanchana.c
วันที่ 31 ก.ค. 2555

อนุโมทนาน้องเมตตา ดีค่ะที่ใครมีโอกาสไปร่วมสนทนาธรรมที่ไหน มีอะไรๆดีๆ ก็มาเล่าสู่กันฟัง เป็นกิจที่ควรทำของกัลยาณมิตรค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 31 ก.ค. 2555

ความคิดเป็นนามธรรม    คิดเป็นกุศลก็ได้    คิดเป็นอกุศลก็ได้    อยู่ทีโยนิโสมนสิการ 

ถ้าคิดถึงธรรมะ  ว่าทุกขณะเป็นธรรมะ   แม้ว่าจะยังไม่ถึงตัวจริงของธรรมะ  ที่ไม่ใช่สัตว์ 

บุคคล  ตัวตน  ก็ยังมีประโยชน์กว่าคิดทางโลกที่ไม่มีสาระ    ที่มีแต่ทำให้กิเลสเจริญค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
jaturong
วันที่ 1 ส.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
rrebs10576
วันที่ 6 ส.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
mild
วันที่ 21 ส.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ไกลจากกิเลส

วิทยาศาสตร์ ทุกวิทยาศาสตร์เป็นไปเพื่อเอาชนะธรรมชาติ การพัฒนายาเพื่อชลอการแก่ ไม่เป็นโรคต่างๆแต่ก็หนีแก่หนีตายไม่ได้ พัฒนาอุปกรณ์สื่อสารสื่อมีเดียต่างๆเพื่อความบันเทิงไม่เหงา แต่ก็ต้องเหงา พัฒนาเครื่องจักรต่างๆเพื่อความสะดวกสบายแต่เครื่องใช้ต่างๆก็ต้องเสื่อมเสียหายและไม่เคยเอาชนะได้เลย แต่ธรรมมะไม่ได้สอนให้ฝืน ไม่ได้ให้เอาชนะธรรมชาติแต่สอนให้อยู่กับธรรมชาติอย่างเป็นมิตร เป็นเพื่อนทุกข์ และให้รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นความจริงขณะปรากฏ เป็นไปเพื่อความละคลายความติดข้องผูกพันธ์ กล่าวคือวิทยาศาสตร์เป็นไปเพือการสร้างเรือนที่อยู่ที่อาศัยแห่งความติดข้องสืบต่อไม่จบสิ้น แต่พุทธศาสตร์เป็นไปเพื่อการหานายช่างผู้สร้างเรือนเมื่อพบก็ทำลายเรือนนั้นทิ้งคือทำลายอวิชชา ด้วยวิชชา    ขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
Nataya
วันที่ 9 ม.ค. 2562

 กราบอนุโมทนาค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ