Print 
วันอาสาฬหบูชา
 
kanchana.c
kanchana.c
วันที่  29 ก.ค. 2555
หมายเลข  21488
อ่าน  3,411

      เมื่อ ๒,๖๐๐ ปีก่อน ในวันเพ็ญ เดือน ๘ ณ ธัมเมกสถูป สารนาถ เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย เป็นสถานที่แสดงปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวตนสูตร”  มีพระอริยสงฆ์เป็นครั้งแรก และในวันนั้นมีพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธัมมรัตนะ และพระสังฆรัตนะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก และสืบต่อยืนยาวมาจนถึงปัจจุบัน
     หลังจากที่ทรงตรัสรู้ในวันเพ็ญ เดือน ๖ ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในบริเวณพระมหาเจดีย์พุทธคยา เมืองคยา รัฐพิหารแล้ว ทรงเสวยวิมุติสุข ๗ สัปดาห์


     สัปดาห์ที่ 1 คงประทับอยู่ที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ตรัสรู้   ทรงใช้เวลาพิจารณาปฏิจจสมุปปาทธรรม ทบทวนอยู่ตลอด 7 วัน พร้อมกับทรงเปล่งอุทานยามละครั้ง

     ทรงอุทานในยามต้นว่า “เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้แจ้งธรรมว่าเกิดแต่เหตุ”

     ทรงอุทานในยามกลางว่า “เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะได้รู้ความสิ้นแห่งปัจจัยทั้งหลาย (ว่าเป็นเหตุสิ้นแก่ผลทั้งหลายด้วย) ”

     ทรงอุทานในยามสุดท้ายว่า “เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นพราหมณ์นั้นย่อมกำจัดมารและเสนาเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัยกำจัดมืดทำอากาศให้สว่างฉะนั้น”

     สัปดาห์ที่ 2 เสด็จไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของต้นโพธิ์ ห่างไป ๖๙ เมตร ประทับยืนกลางแจ้ง เพ่งดูต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยไม่กระพริบพระเนตร อยู่ในที่แห่งเดียวจนตลอด 7 วัน ที่ที่ประทับยืนนั้น ปรากฏเรียกในภายหลังว่า "อนิมิสสเจดีย์"

     สัปดาห์ที่ 3 เสด็จไปประทับอยู่ในที่กึ่งกลางระหว่างอนิมิสสเจดีย์ กับต้นมหาโพธิ์ แล้วทรงจงกรมอยู่ ณ ที่ตรงนั้นตลอด 7 วัน ซึ่งต่อมาเรียกที่ตรงนั้นว่า "จงกรมเจดีย์"

     สัปดาห์ที่ 4 เสด็จไปทางทิศเหนือของต้นมหาโพธิ์ ห่างไป ๕๐ เมตร ประทับนั่งขัดบัลลังก์ พิจารณาพระอภิธรรม อยู่ตลอด 7 วัน ที่ประทับขัดสมาธิเพชร ต่อมาเรียกว่า "รัตนฆรเจดีย์"

     สัปดาห์ที่ 5 เสด็จไปทางทิศตะวันออกของต้นมหาโพธิ์ ห่างไป ๑.๖ กิโลเมตร ประทับที่ควงไม้ไทร ชื่ออชปาลนิโครธ อยู่ตลอด 7 วัน ในระหว่างนั้น ทรงแก้ปัญหาของพราหมณ์ผู้หนึ่ง ซึ่งทูลถามในเรื่องความเป็นพราหมณ์

     สัปดาห์ที่ 6 เสด็จไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของต้นมหาโพธิ์ ห่างไป ๑.๗ กิโลเมตร ประทับที่ควงไม้จิกเสวยวิมุตติสุข อยู่ตลอด 7 วัน ฝนตกพรำตลอดเวลา พญานาคมาวงขดล้อมพระองค์ และแผ่พังพานบังฝนให้ พระองค์ทรงเปล่งอุทานว่า

     “ความสงัดเป็นสุขของบุคคลผู้มีธรรมได้สดับแล้ว ยินดีอยู่ในที่สงัด รู้เห็นตามความเป็นจริงอย่างไร ความไม่เบียดเบียน คือ ความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย และความปราศจากกำหนัด คือ ความล่วงกามทั้งหลายเสียได้ด้วยประการทั้งปวง เป็นสุขในโลก การนำอัสมิมานะ คือ ถือว่าตัวตนให้หมดได้ เป็นสุขอย่างยิ่ง”

     สัปดาห์ที่ 7 เสด็จย้ายสถานที่ไปทางทิศใต้ของต้นมหาโพธิ์ ห่างไป ๒.๕ กิโลเมตร ประทับที่ควงไม้เกด ซึ่งได้นามว่า “ราชายตนะ” เสวยวิมุตติสุขตลอด 7 วัน มีพ่อค้า 2 คน ชื่อ ตปุสสะ กับ ภัลลิกะเดินทางจากอุกกลชนบทมาถึงที่นั้น ได้เห็นพระพุทธองค์ประทับอยู่ จึงนำข้าวสัตตุผงข้าวสัตตุก้อน ซึ่งเป็นเสบียงกรังของตนเข้าไปถวายพระองค์ทรงรับเสวยเสร็จแล้ว พ่อค้าทั้งสองประกาศตนเป็นอุบาสก นับเป็นอุบาสกคู่แรกในพระพุทธศาสนาที่ถึงพระพุทธเจ้าและพระธรรมเป็นที่พึ่ง เพราะในเวลานั้นยัง ไม่มี พระสงฆ์ ต่อมาตปุสสะตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ได้เป็นอุบาสกอย่างเดียว ส่วนภัลลิกะบวชแล้วได้เป็นพระอรหันต์ผู้มีอภิญญา ๖

      ข้อความจากพุทธประวัติ เล่ม ๑  พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส กล่าวว่า

      ต่อมาเสด็จออกจากร่มไม้ราชายตนะกลับไปประทับ ณ ร่มไม้อชปาลนิโครธอีก ทรงพิจารณาถึงธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วว่า เป็นคุณอันลึก ยากที่บุคคลผู้ยินดีในกามคุณจะตรัสรู้ตามได้ ท้อพระหฤทัยเพื่อจะตรัสสั่งสอน แต่อาศัยพระกรุณาในหมู่สัตว์ จึงทรงพิจารณาอีกว่า จะมีผู้รู้ถึงธรรมนั้นบ้างหรือไม่ ? ก็ทรงทราบด้วยพระปัญญาว่า บุคคลผู้มีกิเลสน้อยเบาบางก็มี ผู้มีกิเลสหนาก็มี ผู้มีอินทรีย์ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญากล้าก็มี ผู้มีอินทรีย์อ่อนก็มี ผู้มีอาการอันดีก็มี ผู้มีอาการอันชั่วก็มี เป็นผู้จะพึงสอนได้โดยง่ายก็มี เป็นผู้จะพึงสอนให้รู้ได้โดยยากก็มี เป็นผู้สามารถจะรู้ได้ก็มี เป็นผู้ไม่สามารถจะรู้ได้ก็มี .... ครั้นทรงพิจารณาด้วยพระญาณหยั่งทราบเวไนยสัตว์ ผู้จะได้รับประโยชน์จากพระธรรมเทศนาดั่งนั้นแล้ว ได้ทรงอธิษฐานพระหฤทัยในการแสดงธรรมสั่งสอนมหาชน และตั้งพุทธปณิธานใคร่จะดำรงพระชนม์อยู่ จนกว่าจะได้ประกาศพระศาสนาแพร่หลายประดิษฐานให้ถาวร สำเร็จประโยชน์แก่ชนนิกรทุกเหล่า

     ครั้นพระองค์ทรงอธิษฐานพระหฤทัย เพื่อจะทรงแสดงพระธรรมเทศนาอย่างนั้นแล้วทรงพระดำริหาคนผู้สมควรรับเทศนา ครั้งแรกทรงปรารภถึงอาฬารดาบสและอุททกดาบส ที่พระองค์ได้เคยอยู่อาศัยศึกษาลัทธิของเธอในกาลก่อนว่า เธอทั้งสองเป็นผู้ฉลาด ทั้งมีกิเลสเบาบาง สามารถจะรู้ธรรมนี้ได้ฉับพลัน แต่เธอทั้งสองสิ้นชีพเสียแล้วมีความพินาศเสียจากคุณอันใหญ่ ถ้าได้ฟังธรรมนี้แล้วคงรู้ได้โดยพลันทีเดียว

     ภายหลังทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ว่า มีอุปการะแก่พระองค์มาก ได้เป็นผู้อุปัฏฐากพระองค์เมื่อครั้งทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ทรงกำหนดลงว่า จะแสดงธรรมแก่ปัญจวัคคีย์ก่อน เบื้องหน้าแต่นี้ เสด็จออกจากอชปาลนิโครธ ตามอรรถกถากล่าวว่า ในเช้าวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ ทรงพระดำเนินไปเมืองพาราณสี   อันเป็นนครหลวงแห่งกาสีชนบท ครั้นถึงตำบลเป็นระหว่างแห่งแม่น้ำคยากับแดนพระมหาโพธิต่อกัน พบอาชีวกผู้หนึ่ง ชื่อ “อุปกะ” เดินสวนทางมา อุปกะเห็นพระฉวีของพระองค์ผ่องใส  นึกประหลาดใจ อยากจะใคร่ทราบว่า ใครเป็นศาสดาผู้สอนของพระองค์ จึงทูลถาม พระองค์ตรัสตอบแสดงความว่า  เป็นผู้ตรัสรู้เอง ไม่มีใครเป็นครูสั่งสอน อุปกะไม่เชื่อ สั่นศีรษะแล้วหลีกไป (ต่อมาอุปกาชีวกได้ฟังธรรมบรรลุเป็นพระอนาคามี) พระองค์เสด็จไปโดยลำดับ ถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี อันเป็นที่อยู่ของปัญจวัคคีย์นั้น ในเย็นวันนั้น (ปัจจุบันคือ เจาคันธีสถูป)

     ฝ่ายปัญจวัคคีย์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล จึงนัดหมายกันว่า พระสมณโคดมนี้มีความมักมาก คลายเพียร เวียนมาเพื่อความมักมากเสียแล้ว   มาอยู่ ณ บัดนี้ในพวกเราผู้ใดผู้หนึ่งไม่พึงไหว้ ไม่พึงลุกขึ้นต้อนรับเธอ ไม่พึงรับบาตรจีวรของเธอเลยก็แต่ว่าพึงตั้งอาสนะที่นั่งไว้เถิด ถ้าเธอปรารถนาก็จักนั่ง  ครั้นพระองค์เสด็จเข้าไปถึงแล้ว  เธอพูดกับพระองค์ด้วยโวหารอันไม่เคารพ คือ   พูดออกพระนาม และใช้คำว่า “อาวุโส” พระองค์ทรงห้ามเสียแล้ว ตรัสบอกว่า เราได้ตรัสรู้อมฤตธรรมโดยชอบเองแล้ว ท่านทั้งหลายคอยฟังเถิด เราจักสั่งสอน

     ปัญจวัคคีย์กล่าวค้านลำเลิกเหตุในปางหลังว่า “อาวุโส โคดม แม้แต่ด้วยความประพฤติอย่างนั้น ท่านยังไม่บรรลุธรรมวิเศษได้ บัดนี้ ท่านมาปฏิบัติเพื่อความเป็นคนมักมากแล้ว เหตุไฉนท่านจะบรรลุธรรมพิเศษได้เล่า?”

     พระองค์ทรงตรัสเตือนเธอให้ตามระลึกถึงความหลังว่า “ท่านทั้งหลายจำได้อยู่หรือวาจาเช่นนี้ เราได้เคยพูดแล้วในปางก่อนแต่กาลนี้?” ปัญจวัคคีย์นึกขึ้นได้ว่า พระวาจาเช่นนี้ ไม่เคยมีเลย จึงมีความสำคัญในอันจะฟังพระองค์ทรงแสดงธรรม

     ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเตือนปัญจวัคคีย์ให้ตั้งใจฟังได้แล้ว ตามอรรถกถาว่า รุ่งขึ้นวันอาสาฬหบุรณมี พระองค์ตรัสปฐมเทศนา ประกาศความตรัสรู้ของพระองค์ มีข้อความโดยย่อดังนี้

     ๑. พระผู้มีพระภาคทรงชี้ทางที่ผิด อันได้แก่ กามสุขัลลิกานุโยค (การประกอบตนให้ชุ่มอยู่ด้วยกาม) และอัตตกิลมถานุโยค (การทรมานตนให้ลำบาก) ว่าเป็นส่วนสุดที่บรรพชิตไม่ควรดำเนิน   แล้วทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทา (ข้อปฏิบัติสายกลาง) ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ ว่าพระองค์ตรัสรู้แล้ว เป็นไปเพื่อพระนิพพาน

     ๒. ทรงแสดงอริยสัจจ์ ๔ คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ โดยละเอียด

     ๓. ทรงแสดงว่า ทรงรู้ตัวอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ทรงรู้หน้าที่อันควรทำในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ และทรงรู้ว่าได้ทรงทำหน้าที่เสร็จแล้ว จึงทรงแน่พระหฤทัยว่า ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว (อันแสดงว่า ทรงปฏิบัติจนได้ผลด้วยพระองค์เองแล้ว)

     เมื่อจบพระธรรมเทศนา ท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม และได้ขอบวชก่อน ต่อมาท่านวัปปะกับท่านภัททิยะสดับพระธรรมเทศนา ได้ดวงตาเห็นธรรมและได้ขอบวช ต่อมาท่านมหานามะกับท่านอัสสชิสดับพระธรรมเทศนาได้ดวงตาเห็นธรรม และได้ขอบวช

(จากพระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน โดย สุชีพ ปุญญานุภาพ หน้า ๒๑๓ –๒๑๔)

     ธัมเมกสถูปที่สารนาถ ที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพานแล้ว 200 กว่าปี จึงเป็นสักขีพยานถึงพระมหากรุณาคุณ พระปัญญาคุณ และพระบริสุทธิคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญพระบารมียาวนานถึง ๔ อสงไขยแสนกัปเพื่อเกื้อกูลแก่สัตว์โลกให้ได้เห็นแสงสว่างของพระธรรมในความมืดของอวิชชาโดยแท้จริง เป็นพยานความเป็นรัตนะของพระธรรมคำสอนที่เปลี่ยนปุถุชนผู้หนาด้วยกิเลสให้เป็นพระอริยบุคคล *พระสัทธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้นั้น แม้จะลึกซึ้ง ลุ่มลึกและรู้ตามได้ยาก เพราะทวนกระแสชีวิตประจำวันของปุถุชน อย่างไร ก็ตามก็ยังมีผู้ที่สะสมปัญญามาในอดีตสามารถฟังเข้าใจจนประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง เมื่อได้ฟังพระสัทธรรมที่พระองค์ทรงแสดงดีแล้ว บรรลุเป็นพระอริยบุคคลเป็นครั้งแรก พระสังฆรัตนะจึงเกิดอุบัติขึ้นในโลก และเพราะพระสังฆรัตนะเหล่านั้นทรงจำพระธรรมต่อเนื่องจากลำดับการเกิดขึ้นของพระธรรมรัตนะ  แสดงธรรมที่ได้เข้าใจและทรงจำไว้สืบต่อมาไม่ขาดสาย เพราะความเป็นรัตนะของพระอริยสงฆ์ซึ่งได้ศึกษา สาธยายคำสอนนั้นอย่างต่อเนื่อง พระรัตนตรัยจึงคงปรากฏมาจนถึงทุกวันนี้ 

     นอกจากนั้นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ยังมีความสำคัญที่ประจวบกันอีกหลายอย่างตามลำดับกาลเวลาดังนี้ คือ

๑. เป็นวันที่พระโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตมาปฏิสนธิในครรภ์พระนางมหามายาเทวี พระพุทธมารดา

๒. เป็นวันทรงออกมหาภิเนษกรมณ์

๓. เป็นวันทรงแสดงปฐมเทศนา เพื่อประกาศความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง พร้อมทั้งพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ดีแล้ว มีผลทำให้มีพระอริยสงฆ์เป็นครั้งแรก  และทำให้พระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะ ครบทั้ง ๓ เป็นครั้งแรกในโลก

๔. เป็นวันทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ปราบผู้มีความเห็นผิดอื่นๆ (อัญญเดียรถีย์) ก่อนเสด็จไปแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

     บัดนี้ก็ผ่านมาถึง ๒,๖๐๐ ปีแล้ว แม้ธัมเมกสถูปที่ทรงแสดงปฐมเทศนาจะเหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่พระธรรมวินัยที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลางและงามในที่สุด ก็ยังอยู่ครบถ้วนบริบูรณ์ รอให้ผู้มีศรัทธาศึกษาจนเข้าใจ ทรงจำไว้ และแสดงให้ผู้สนใจได้เข้าใจ เพื่อสืบทอดอายุของพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวต่อไป ตราบจนความเข้าใจพระธรรมหมดไปจากใจของทุกคน เมื่อนั้นพระพุทธศาสนาก็จะอันตรธานไปจากโลกนี้


  ความคิดเห็นที่ 1  
 
ไตรสรณคมน์
วันที่ 30 ก.ค. 2555 09:34 น.

 ขออนุโมทนาอาจารย์กาญจนาค่ะ

เป็นบทความที่เรียบเรียงได้ไพเราะมาก อ่านแล้วซาบซึ้งค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 30 ก.ค. 2555 12:51 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

     พระบารมีทั้งหมดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญมา ตั้งแต่ครั้งที่เป็นพระโพธิสัตว์  ก็เพื่อที่จะได้ทรงตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงแล้วทรงแสดงพระธรรมให้สัตว์โลกได้เข้าใจตามความเป็นจริง ตามพระองค์ 

     เพราะมีการตรัสรู้ และทรงแสดงพระธรรมของพระองค์   จึงทำให้สัตว์โลกที่สะสมเหตุที่ดีมา เห็นประโยชน์ของพระธรรม ได้ฟังพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง และได้รับประโยชน์จากพระธรรม  เป็นผู้พ้นจากความมืดมิดด้วยความไม่รู้และกิเลสทั้งหลาย ตามกำลังปัญญาของแต่ละบุคคล ครับ

 ...ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของ อ. กาญจนา และทุก ๆ ท่านด้วยครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
paderm
paderm
วันที่ 30 ก.ค. 2555 16:12 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 30 ก.ค. 2555 17:15 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
nong
วันที่ 30 ก.ค. 2555 20:28 น.

 ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
wanipa
วันที่ 31 ก.ค. 2555 13:24 น.
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 31 ก.ค. 2555 14:33 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ด้วยกาย   ด้วยวาจา   ด้วยใจ    และ  ขออนุโมทนาที่แดงด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
หลานตาจอน
วันที่ 31 ก.ค. 2555 15:11 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
wittawat
วันที่ 1 ส.ค. 2555 07:55 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

ไพเราะมากครับ ขอขอบคุณ และขออนุโมทนา อ. กาญจนา ครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 2 ส.ค. 2555 05:12 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ไพเราะและซาบซึ้งมาก ๆ ค่ะ

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของ อ. กาญจนา และทุก ๆ ท่านด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
munlita
วันที่ 3 ส.ค. 2555 01:16 น.

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
Komsan
วันที่ 9 เม.ย. 2556 23:43 น.

ขอขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
boonpoj
วันที่ 10 เม.ย. 2556 09:10 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 14  
 
Boonyavee
วันที่ 21 ก.ค. 2556 23:39 น.

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า และกราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของคุณแม่แดงด้วยค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 15  
 
papon
papon
วันที่ 23 ก.ค. 2556 18:20 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 16  
 
Jans
Jans
วันที่ 25 ก.ค. 2556 07:47 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 17  
 
guy
วันที่ 26 ก.ค. 2556 16:10 น.

กราบขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 18  
 
montha
montha
วันที่ 27 ก.ค. 2556 20:18 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาในวิริยะของพี่แดงจริงๆค่ะ มีความเข้าใจในวันอาสาฬหบูชาเพิ่มขึ้น

 

 
  ความคิดเห็นที่ 19  
 
ธนฤทธิ์
วันที่ 4 ส.ค. 2556 06:17 น.

ขอบคุณและขออนุโมทนาครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 20  
 
nattawan
nattawan
วันที่ 4 ส.ค. 2556 10:24 น.

   ขอบคุณและขออนุโมทนาค่ะ

                   

 
  ความคิดเห็นที่ 21  
 
napachant
napachant
วันที่ 6 ส.ค. 2556 11:37 น.

ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 22  
 
orawan.c
orawan.c
วันที่ 7 ส.ค. 2556 16:25 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 23  
 
isme404
isme404
วันที่ 20 ส.ค. 2556 21:27 น.

ขอบคุณ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของอ.กาญจนา และทุกๆท่านด้วยค่ะ

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าสู่ระบบ