สัมมัปปธาน
 
ผู้มีกิเลส
วันที่  31 ก.ค. 2555
หมายเลข  21495
อ่าน  13,989

สัมมัปปธานคืออะไร



  ความคิดเห็นที่ 1  
 
paderm
paderm
วันที่ 1 ส.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

  สัมมัปปธาน คือ ความเพียรชอบ  ๔  ประการ  หมายถึง สภาพธรรม  คือ วิริยเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิตที่เป็นไปในวิปัสสนาภาวนา เพราะเป็นส่วนหนึ่งของโพธิปักขิยธรรม ๓๗ประการ วิริยเจตสิกที่เป็นสัมมัปปธานมีอาการ  ๔  อย่าง  คือ

๑. สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้บาปอกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้น  มิให้เกิดขึ้น

๒. ปหานปธาน เพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว  มิให้เกิดขึ้นอีกต่อไป

๓. ภาวนาปธาน เพียรอบรมเจริญกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น  ให้เกิดมีขึ้น

๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว  ให้ตั่งมั่นเจริญงอกงามไพบูลย์

ดังนั้น สัมมัปปธาน  จะต้องเป็น วิริยะเจตสิกที่เกิดกับจิตที่ดีงาม ที่เป็นกุศลธรม ซึ่ง วิริยะ

เจตสิก ความเพียร เกิดกับจิตเกือบทุกประเภท เพราะฉะนั้นขณะที่เป็นอกุศลจิต ขณะนั้น

ก็มีความเพียร ที่เป็น วิริยะเจตสิกเกิดร่วมด้วยแล้ว ครับ  เป็นความเพียรที่ผิด  ไม่ถูกต้อง

ในขณะที่ทำงาน  ก็เป็นการทำงาน ของจิต เจตสิก ที่เกิดขึ้น ก็ต้องมีวิริยะเจตสิกเกิดขึ้น

ในขณะที่เป็นกุศล อกุศล เพราะฉะนั้น ขณะที่ทำงาน ขณะที่เป็นอกุศล มีความเพียรที่จะทำด้วยความต้องการ ในขณะนั้นก็มีความเพียร แต่ในเมื่อเป็นอกุศล จะเป็นสัมมัปปธาน

ไม่ได้ เพราะ อกุศลเกิดขึ้นในขณะนั้น ไม่ใช่ สัมมัปธาน ที่จะไปถึงการดับกิเลส เพราะ

สัมมัปปธาน ต้องเป็นกุศลธรรม และ ต้องประกอบด้วยปัญญา เป็นสำคัญ    ความเพียร

ทุกอย่าง จึงไม่ได้ว่าจะต้องเป็น สัมมัปปธาน ครับ   พราะ ความเพียรที่เกิดกับจิตที่เป็น

อกุศลก็มี สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราไม่กล่าว่า ควรปรารภความเพียรทุกอย่าง และ

เราไม่กล่าวว่า ไม่ควรปรารภความเพียรทุกอย่าง ความเพียรได้ กระทำแล้ว กุศลเจริญ

อกุศลเสื่อม ความเพียรนั้นควรเจริญ ความเพียรใด กระทำแล้ว กุศลเสื่อม อกุศลเจริญ

ความเพียรนั้น ไม่ควรเจริญ

 
  ความคิดเห็นที่ 2  
 
paderm
paderm
วันที่ 1 ส.ค. 2555

 ในความละเอียดของสัมมัปปธาน อีกประการหนึ่ง คือ สัมมปธานต้องเป็นกุศลที่ประกอบ

ด้วยปัญญา เพราะฉะนั้น ขณะที่ทำงาน แม้กุศลจิตเกิดที่เป็นกุศลขั้นทาน ขั้นศีล แต่ก็ไม่

เป็นสัมมัปธาน ที่จะเป็นไปเพื่อถึงการดับกิเลสได้ ครับ แต่กุศลที่ประกอบด้วยปัญญา คือ

ขณะใดที่สติปัฏฐานเกิดรู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฎ ขณะนั้น มีความเพียร

ชอบ ที่เป็นสัมมาวายะ เพียรระลึกลักษณะของสภาพธรรม และเป็นสัมมัปปธานในขณะนั้น

ด้วย  คือ ในขณะที่สติปัฏฐานเกิด ครับ

  ดังนั้น ในชีวิตประจำวัน แม้ในขณะที่ทำงาน ขณะที่เป็นอกุศลในขณะที่ทำงาน มีความ

ต้องการทำกิจธุระต่างๆ มีความเพียร แต่เพียรเป็นไปในอกุศล ไม่ใช่ สัมมัปปธาน  และ

แม้เกิดกุศลจิต  ขั้นทาน  ศีล มีความเพียรในกุศลขั้นทาน ศีล ก็ไม่จัดเป็น  สัมมัปปธาน

เพราะ ไม่เป็นความเพียร ที่จะเป็นไปเพื่อถึงการดับกิเลส  และ  ไม่ประกอบด้วยปัญญา

แต่ ขณะใดสติปัฏฐานเกิดรู้ความจริงของสภาพธรรม ขณะนั้น มี สัมมัปปธานเกิดร่วมด้วย

เป็นความเพียรชอบ สัมมาวายามะ อันจะถึงการดับกิเลสได้ ครับ เพราะฉะนั้น การเจริญ

สติปัฏฐาน จึงไม่มีตัวตนที่จะทำความเพียรประการใด ไม่มีตัวตนที่จะทำสัมมัปปธาน แต่

อาศัยการฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม ในเรื่องของสภาพธรรม ก็จะเป็นปัจจัย ให้ความ

เข้าใจมากขึ้น จนมีเหตุปัจจัยให้สติปัฏฐานเกิด ขณะนั้น ก็มีความเพียรชอบ ที่เป็น

สัมมัปปธาน ทำกิจหน้าที่ ตามความเหมาะสมแล้ว ครับ

เชิญคลิกฟังเพิ่มเติมที่นี่ครับ

วิริยะที่เป็นสัมมัปปธาน ๔

ภิกษุพึงพิจารณาดังนี้ว่าเราเจริญสัมมัปปธาน ๔ แล้วหรือหนอ

ขออนุโมทนาที่ร่วมสนทนา

 
  ความคิดเห็นที่ 3  
 
ผู้ร่วมเดินทาง
ผู้ร่วมเดินทาง
วันที่ 1 ส.ค. 2555

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาอาจาย์ผเดิม และทุกท่านครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 4  
 
khampan.a
khampan.a
วันที่ 1 ส.ค. 2555

        ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

  ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจว่าสัมมัปปธานคืออะไร? สัมมัปปธาน เป็นความเพียรที่ตั้งไว้โดย

ชอบ  เป็นไปเพื่อขัดเกลาละคลายกิเลส จนกว่าจะดับกิเลสได้อย่างหมดสิ้น   มีหลาย

ระดับ ทั้งที่เป็นโลกิยะ และ โลกุตตระ  เมื่อว่าโดยสภาพธรรมแล้ว ได้แก่  วิริยเจตสิก 

    และก็จะต้องกล่าวถึงวิริยเจตสิกด้วย ว่าเป็นสภาพธรรมที่มีจริง     เกิดขึ้นเพราะเหตุ

ปัจจัยแล้วก็ดับไป  เกิดร่วมกับจิตเกือบทุกประเภท   [เว้นไม่เกิดกับอเหตุกจิต ๑๖ ดวง

เท่านั้น คือ ปัญจทวารราวัชชนจิต ๑ ดวง ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ดวง     สัมปฏิจฉันนจิต

๒ ดวง  สันตีรณจิต ๓ ดวง    เพราะจิต ๑๖ ดวงนี้กระทำกิจของตนๆ ได้   โดยไม่มีวิริยะ

เป็นปัจจัยเลย]     ในขณะที่ฟังพระธรรม    ขณะที่ให้ทาน  รักษาศีล   เป็นต้น ก็มีความ

เพียรเกิดร่วมด้วย  หรือแม้กระทั่งขณะที่อกุศลเกิดขึ้น     ไม่พอใจ       โกรธขุ่นเคืองใจ 

    หรือ ติดข้องยินดีพอใจ  เป็นต้น   ก็มีความเพียรเกิดร่วมด้วย ดังนั้น     ความเพียรจึง

มีทั้งเพียรที่เป็นกุศล  และเพียรที่เป็นอกุศล ด้วย    ดังนั้น     ความเพียรที่เกิดขึ้นนั้น ก็

ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นไปในเรื่องใด    ไม่ใช่ว่าขึ้นชือ่ว่าความเพียรที่จะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด

แล้วจะเป็นสัมมัปปธานไปทั้งหมด         ถ้าเป็นไปกับด้วยอกุศลแล้ว ไม่ใช่สัมมัปปธาน

อย่างแน่นอน    ที่จะเป็นสัมมัปปธาน    ก็ต้องเป็นความเพียรที่เป็นไปในการอบรมเจริญ

ปัญญา (วิปัสสนาภาวนา)     เป็นไปในการขัดเกลาละคลายกิเลส     

    และที่น่าพิจารณา คือ ความเพียรใด ๆ ก็ตาม  ถ้าหากว่าเมื่อเพียรไปแล้วเป็นไปเพื่อ

ความเกิดมากขึ้นของอกุศล  ทำให้กุศลธรรมเสื่อมไป  ความเพียรนั้นไม่ควรเริ่ม ไม่ควร

ประกอบ    ในทางตรงกันข้าม  ความเพียรใด ๆ  ถ้าหากว่าเมื่อเพียรไปแล้ว เป็นไปเพื่อ

ความเจริญขึ้นของกุศลธรรม ทำให้อกุศลธรรมเสื่อมไป  ความเพียรนั้น   ควรเริ่ม   ควร

ประกอบ    นี้คือ  ความจริง สำหรับในชีวิตประจำวัน  ความเพียรที่เป็นไปกับการศึกษา

พระธรรม ฟังพระธรรม อบรมเจริญปัญญา  พร้อมทั้งเจริญกุศลทุกๆ ประการ  เป็นความ

เพียรที่ควรประกอบ   ควรอบรมให้มีขึ้นเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจะคล้อยไปสู่การดับกิเลสได้ใน

ที่สุด  ครับ.

                           ขอเชิญคลิกอ่านข้อความเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ

                                             สัมมัปปธาน ๔ 

                                            สัมมัปปธาน ๔

                           ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

 
  ความคิดเห็นที่ 5  
 
wannee.s
wannee.s
วันที่ 1 ส.ค. 2555

ปกติทุก ๆ วันที่เราเพียรหรือขยันในการทำงาน ถ้าไม่ได้เป็นไปในกุศลที่เป็นความเพียรที่ประกอบด้วยปัญญา เช่น สติปัฏฐานเกิด ฯลฯ  ขณะนั้นก็ไม่ใช่สัมมัปปธาน และ กว่าที่จะถึงความเป็นสัมมัปปธาน   ก็ต้องเริ่มจากการฟัง จนกว่าจะเป็นความเข้าใจที่มั่นคง ค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 6  
 
nong
วันที่ 2 ส.ค. 2555

 ขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 7  
 
pat_jesty
วันที่ 2 ส.ค. 2555

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 8  
 
munlita
วันที่ 3 ส.ค. 2555

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 9  
 
ผู้มีกิเลส
วันที่ 6 ส.ค. 2555

ขอบพระคุณทุกความเห็น ที่ให้ความกระจ่างในธรรมยิ่งขึ้น แก่ข้าพเจ้า ขออนุโมทนาสาธุครับ

 
  ความคิดเห็นที่ 10  
 
pamali
วันที่ 14 ธ.ค. 2555
-ขอนอบน้อมพระรัตนตรัย.. ขอบพระคุณและขอนุโมทนาค่ะ
 
  ความคิดเห็นที่ 11  
 
j.jim
j.jim
วันที่ 15 ธ.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

 
  ความคิดเห็นที่ 12  
 
Unearth
วันที่ 29 มี.ค. 2559

_/\_

 
  ความคิดเห็นที่ 13  
 
peem
วันที่ 30 มี.ค. 2562

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ 

 
เขียนความคิดเห็น กรุณาล็อกอินเข้าระบบ